เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 21 มิถุนายน 2018, 11:59:33
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  คนเชียงราย สังคมเชียงราย (ผู้ดูแล: bm+, [ตา-รา-บาว], zombie01, ۰•ฮักแม่จัน©®, ⒷⒼ*, ตาต้อม, nuifish, NOtis, >: l!ne-po!nt :<, ©®*, Cupid)
| | |-+  Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 ... 35 พิมพ์
ผู้เขียน Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย  (อ่าน 369244 ครั้ง)
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #100 เมื่อ: วันที่ 24 สิงหาคม 2010, 10:37:59 »

สุโขทัยอ่วม น้ำยมทะลักท่วม ด้านน้ำพุร้อนเชียงราย เจอน้ำป่าซัดพัง

สุโขทัย/เชียงราย - ภาคเหนือหลายท้องที่เจอน้ำท่วมอ่วม ล่าสุดน้ำยมทะลักเข้าเมืองสุโขทัย ชาวบ้านขนของหนีจ้าละหวั่น ขณะที่เขตเวียงป่าเป้า เมืองพ่อขุนฯ เจอน้ำป่า
       
       วันนี้ (23 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสุโขทัยว่า น้ำจากแม่น้ำยมที่มีความเร็ว 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ได้ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่หมู่ 6 บ้านบางคลอง ต.ปากแคว อ.เมือง จ.สุโขทัย กว่า 100 หลังคาเรือนต้องจมน้ำ ขณะที่ชาวบ้านต่างก็เร่งขนย้ายทรัพย์สิน และนำผู้สูงอายุไปอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างทุลักทุเล
       
       ด้าน นายบุญเสริม เชยวัดเกาะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปากแคว และพนักงานฯ ก็ได้เร่งนำกระสอบทราย ไปวางทำแนวป้องกันบริเวณน้ำไหลทะลักแล้ว พร้อมเตรียมรับสถานการณ์ต่อเนื่อง
       
       ขณะที่ ระดับน้ำยม บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย มีความสูงที่ 6.62 เมตร เลยจุดวิกฤตที่ 6.50 เมตร ส่งผลให้ ต.ปากพระ อ.เมืองสุโขทัย ที่มีน้ำท่วมขังอยู่แล้ว ถูกน้ำท่วมสูงขึ้นอีก บางจุดมีความลึกเกือบ 2 เมตร ประกอบกับได้เกิดมีตลิ่งพัง จึงทำให้พื้นที่ทั้ง ต.ปากพระ ถูกน้ำท่วมทั้งหมด โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวหลายพันไร่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
       
       อย่างไรก็ตาม นายจักริน เปลี่ยนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้เรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องประชุมด่วน หาทางเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังแล้ว เพื่อให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
       
       ส่วนพื้นที่เชียงรายได้เกิดเหตุน้ำป่าจากเทือกเขาดอยนางแก้วเขตติดต่อ จ.เชียงราย และเชียงใหม่ ไหลทะลักลงสู่แม่น้ำลาวจนทำให้เกิดการเอ่อล้นและเข้าท่วมพื้นที่ ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะน้ำได้เข้าร่วมร้านค้าบริเวณโป่งน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวบนเส้นทางสายเชียงราย-เชียงใหม่ ส่งผลทำให้บรรดาผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะของที่ระลึกต้องขนข้าวของหนีน้ำ และได้รับความเดือดร้อนจากน้ำและโคลนที่ไหลทะลักเข้าไปในร้าน
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่า น้ำท่วมยังส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตรทั้งนาข้าว บ่อปลา ไร่ข้าวโพด ที่ถูกกระแสน้ำพัดเสียหายเป็นวงกว้างกินพื้นที่ใน 9 หมู่บ้าน นอกจากนี้ยังทำให้คอสะพานคอนกรีตที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างบ้านบวกขอนหมู่ที่ 9 และบ้านโฮ้ง หมู่ที่ 1 และ 2 ขาดยาวกว่า 10 เมตร และโรงเรียนบ้านโฮ้ง อีก 1 แห่ง ได้รับความเสียหายจากดินโคลนทับ เบื้องต้นพบว่ามีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ประมาณ 500 หลังคาเรือน และยังไม่ได้รับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
       
       ทั้งนี้ ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างทำการสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป ในขณะที่ศูนย์สำรวจอุทกวิทยาที่ 5 เชียงราย ได้แจ้งเตือนให้ราษฎรที่มีบ้านเรือนริมตลิ่งแม่น้ำลาวใน อ.แม่สรวย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใต้น้ำถัดไปได้เตรียมพร้อมเฝ้าระวังจากน้ำล้นตลิ่งเหมือนพื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า ดังกล่าวแล้ว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000117215
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #101 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 10:04:52 »

ลุ้นเส้นทางรถไฟเด่นชัย-คุนหมิง


เชียงราย - น.ส.อรุณี ชำนาญยา คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในวันที่ 27-28 ส.ค.นี้ คณะกรรมาธิการจะลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามเรื่องความก้าวหน้าของโครงการรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย จะเชื่อมต่อไปถึงมณฑลคุนหมิง ประเทศจีน จะลงไปรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จ.เชียงราย พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบการขนส่งที่จะเชื่อมกับระบบการขนส่งจากประเทศจีนถึงประเทศไทย

น.ส.อรุณีกล่าวต่อว่า โดยภาพรวมโครงการจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นเส้นทางการขนส่งที่เชื่อมประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ขณะเดียวกันประเทศจีนก็มีความพร้อมและยินดีตอบรับที่จะเปิดรับเส้นทางรถไฟจากประเทศไทยทำให้ยังได้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามมาด้วย โครงการนี้มีการนำเสนอมานานประมาณ 30 ปีแล้ว ไม่สามารถผลักดันเป็นรูปธรรมได้ เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลแต่ละสมัยไม่เพียงพอ งบประมาณที่ได้ประมาณการไว้เบื้องต้นเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมาจำนวน 13,000 ล้านบาท หากปรับตัวเลขใหม่คาดว่าอยู่ประมาณ 15,000 ล้านบาท ขณะนี้กำลังศึกษาความเหมาะสม

หน้า 29


http://www.khaosod.co.th/view_news.p...dPQzB5TlE9PQ==
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
Badz
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #102 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 18:44:10 »

ดีจัง จะได้หากระทู้ได้ง่ายๆหน่อย
IP : บันทึกการเข้า
กล้วยไม้ไทย
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 301


« ตอบ #103 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 20:39:48 »

ขอบคุณเจ้าที่มาบอกข้อมูลปัจจุบันตลอด
ถึงความเคลื่อนไหวของเจียงฮายเจ้า
IP : บันทึกการเข้า

boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #104 เมื่อ: วันที่ 28 สิงหาคม 2010, 22:27:34 »

ชายแดนแม่สายคึกคักพม่ากว้านซื้อรถมือสอง
   
 28 สค. 2553 08:16 น.


ผู้ประกอบการค้ารถยนต์รายหนึ่งในพื้นที่ชายแดนไทยพม่า ด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระแสข่าววว่าทางการพม่าจะเปิดให้รถยนต์เก่า หรือรถมือสอง ทำการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายของพม่า ทำให้บรรยากาศตามแนวชายแดนแม่สายคึกคัก เนื่องจากประชาชนชาวพม่า พ่อค้ารถยนต์พม่า ต่างพากันข้ามฝั่งชายแดนเข้ามากว้านซื้อรถยนต์มือสองในเขตฝั่งไทย

สำหรับการกว้านซื้อรถยนต์ครั้งนี้ ผู้ซื้อต้องการรถยนต์ที่มีความจุไม่เกิน 1,400 ซีซี โดยไม่จำกัดสีของรถเหตุ สาเหตุเพราะด้วยทางการพม่าไม่อนุญาตให้จดทะเบียนรถยนต์ที่มีความจุเกิน 1,400 ซีซี ทำให้บรรดาเต็นท์รถยนต์มือสองต่างหารถยนต์ตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ โดยเฉพาะรถยนต์ ยี่ห้อมาสด้า รุ่นแฟมิลี่ และรถยี่ห้อ ไดฮัสซุ รุ่นมิร่า เริ่มต้นสงวนราคาอยู่ที่ 80,000-140,000 บาท หรือแล้วแต่สภาพรถ และทางการพม่ากำหนดค่าการเสียภาษีรถยนต์เริ่มอยู่ที่ 8,000-100,000 บาท

พนักงานขายรถยนต์มือสองแห่งหนึ่งใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย กล่าวว่า ตั้งแต่ทราบเรื่องที่ทางการพม่าเปิดการจดทะเบียนรถยนต์มือสอง ทำให้ชาวพม่าเข้ามาสอบถามซื้อรถยนต์ทั้งสองยี่ห้อนี้เป็นจำนวนมากทุกวัน โดยทางเต็นท์ต่างเร่งเสาะหารถยนต์ใน อ.ข้างเคียงและต่างจังหวัด เพื่อนำมาจำหน่ายให้ชาวพม่า อีกทั้งพนักงานยังกล่าวอีกว่าในอนาคต ราคาของรถยนต์มือสองตามแนวชายแดนจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะเ กิดการแย่งซื้อและเก็งกำไร

 
 
 http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=465484
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #105 เมื่อ: วันที่ 29 สิงหาคม 2010, 11:49:19 »

เชียงราย - กรรมาธิการคมนาคม ยกทีมจับผิดโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคชายแดนเมืองพ่อขุนฯ ทั้งสะพานข้ามโขง 4- ท่าเรือเชียงแสน 2 ขณะที่ ส.ส.เพื่อไทย รุมซักละเอียดยิบ ถามโปรเจกต์ท่าเรือใหม่ ผ่านสภาฯหรือไม่ หลังต้องทำข้อตกลงระหว่างประเทศกับลาว ยัน 8 ส.ส.เชียงราย พร้อมจุดประเด็นเสี่ยงกระทบเขตแดน







       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า คณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายสุรพล เกียรติไชยากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางศึกษาดูแลงาน "การพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมของภาคเหนือตอนบน" และรับฟังบรรยายสรุป ที่ห้องประชุมสำนักงานแขวงการทาง จ.เชียงราย สุดสัปดาห์นี้ พร้อมกับเดินทางลงพื้นที่ไปดูโครงการต่างๆ ตามชายแดนไทย-สปป.ลาว เช่น ท่าเรือในแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่งที่ 2 ที่ อ.เชียงแสน สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของ-ห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ฯลฯ
       
       โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งถึงความคืบหน้าในโครงการต่างๆ ว่า การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เป็นรูปแบบสะพานแรงอัดคอนกรีตแบบกล่อง เริ่มต้นก่อสร้างมาแล้วตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่ามา และใช้เวลาก่อสร้าง 33 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2555
       
       ตามกำหนดการจะมีการเปิดให้บริการสะพานร่วมกันระหว่างไทย-สปป.ลาว-จีน ภายในวันที่ 1 ม.ค.2556 เป็นสะพานขนาด 2 ช่องจราจร พร้อมทางเดินเท้าทั้ง 2 ข้างกว้างรวม 14.70 เมตร ส่วนความยาวของสะพานประมาณ 480 เมตร และยังมีสะพานต่อเชื่อมในฝั่งไทยอีก 150 เมตร รวมความยาวทั้งสิ้น 630 เมตร มีเสาตอม่ออยู่กลางแม่น้ำโขง 4 ตอม่อ รวมทั้งมีอาคารด่านพรมแดนทั้ง 2 ฝั่งประเทศและถนนรวมทั้งจุดเปลี่ยนการจราจรในฝั่งไทยด้วย
       
       ด้านนายพงษ์วรรณ จารุเดชารองอธิบดี (ด้านโครงสร้างพื้อนฐานทางน้ำ) กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้างท่าเรือในแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่งที่ 2 งบประมาณ 1,546,400,000 บาท ตั้งอยู่หมู่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน สร้างบนเนื้อที่ประมาณ 387 ไร่ ห่างจากท่าเรือแห่งแรกประมาณ 6 กิโลเมตร เพื่อให้รองรับเรือขนสินค้าขนาด 370 ตันกรอสส์ ได้พร้อมกัน 10 ลำ และรองรับสินค้าได้ปีละ 6,000,000 ตัน ลักษณะโครงการเป็นการสร้างเว้าเข้ามาในฝั่งไทยขนานไปกับแม่น้ำกก ซึ่งจะทำให้เกิดแอ่งจอดเรือที่ขุดขึ้นใหม่มีความกว้างประมาณ 71 ไร่ สามารถจอดเรือได้ทั้ง 2 ฝั่งด้านใน ส่วนระดับน้ำมีความลึก 1.5 เมตรจากระดับน้ำลึกต่ำสุด และมีลานจอดวางสินค้าประมาณ 48 ไร่ ฯลฯ
       
       “ตอนนี้สร้างคืบหน้าแล้ว 42%แต่ก็ช้ากว่าประมาณการณ์ 5%เพราะขาดอุปกรณ์เครื่องเจาะหินซึ่งหายากแต่ไม่น่าจะมีปัญหา และอุปสรรคด้านกายภาพทำให้ช่วงแรกๆ ต้องปรับแบบเพื่อให้เหมาะสม อย่างไรก็ตามการก่อสร้างยังอีกยาวนานเพราะมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 28 ธ.ค.2554 และหากเอกชนไม่สามารถก่อสร้างได้ทันกำหนดก็มีสัญญาวงเงินประกันเอาไว้ 1.5 ล้านบาท” นายพงษ์วรรณ กล่าว
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่าภายหลังจากนายพงษ์วรรณ ได้รายงานความคืบหน้าได้มีสมาชิกคณะกรรมาธิการหลายคน ได้แสดงความคิดเห็นและสอบถามข้อสงสัยหลายเรื่อง เช่น นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ และนายรังสรรค์ วันไชยธนวงส์ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เชียงราย พรรคเพื่อไทย ถึงกับกล่าวว่า โครงการนี้ทาง ส.ส.เชียงราย ทั้ง 8 คนไม่ได้เห็นชอบด้วย เพราะสงสัยเรื่องวิกฤตแม่น้ำโขงที่เหือดแห้ง ความคุ้มทุน การบริหารจัดการระหว่างท่าเรือใหม่และเก่า ฯลฯ
       
       นายพงษ์วรรณ ชี้แจงว่า โครงการนี้ได้ผ่านการศึกษามาหลายขั้นตอนและเปิดเวทีมาแล้วหลายครั้งว่าคุ้มค่า ส่วนแม่น้ำโขงก็ไม่ได้แห้งลง เพราะจากการคำนวณจากระดับน้ำตั้งแต่อดีตพบว่าสาเหตุที่เรือสินค้ามีปัญหาเพราะมีการเพิ่มขนาด ระวางบรรทุกเรือสินค้าให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น ขณะที่ท่าเรือแห่งแรกจะใช้เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น
       
       ด้านนายสุรชัย กนกปิณฑะ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่าตนยังสงสัยในโครงการนี้ในเรื่องของเขตแดนประเทศไทย-สปป.ลาว เพราะสนธิสัญญาแบ่งแดนระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ในอดีตระบุว่าให้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขตแดนในแม่น้ำโขง แต่กรณีนี้มีเกาะช้างตายอยู่กลางแม่น้ำโขงและเราก็ทำท่าเรือเว้าเข้าในฝั่งไทย จึงสงสัยว่าเมื่อทำเช่นนี้ร่องน้ำลึกจะอยู่ที่ไหนอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อการมีร่องน้ำลึกใหม่หรือไม่
       
       พร้อมกับระบุอีกว่า โครงการนี้มีการตกลงหารือและลงนามร่วมกับ สปป.ลาว แล้วได้มีการนำเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ และไปทำกันโดยใช้รัฐธรรมนูญใด ด้วยองค์กรใดกับองค์กรใด
       
       ทำให้รองอธิบดีกรมเจ้าท่าชี้แจงว่า การก่อสร้างตามโครงการนี้ได้ร่วมกับทาง สปป.ลาว ในการศึกษาร่วมกันมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งได้นำเอาข้อมูลที่ได้ไปชี้แจงต่อรัฐบาล สปป.ลาว ที่นครเวียงจันทร์มาแล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันว่าโครงการนี้จะไม่ส่งผลกระทบ แต่หากส่งผลกระทบก็จะร่วมกันแก้ไขต่อไป ด้านร่องน้ำลึกนั้นก็ได้ส่งเรื่องให้ทางกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้ว ได้รับคำตอบชัดเจนว่าเกาะช้างตายเป็นของประเทศไทย
       
       หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการฯ ยังได้สอบถามข้อมูลความคืบหน้าในโครงการโครงข่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษารอบใหม่เพราะที่ผ่านๆ มาได้ผลการศึกษาว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน โครงการก่อสร้างถนนสายต่างๆ ที่คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ถนนแม่สาย-เชียงแสน-เชียงของ ถนนสาย อ.เมืองเชียงราย-ท่าเรือเชียงแสน 2 ถนนสาย อ.จุน จ.พะเยา-อ.เทิง จ.เชียงราย ถนน อ.เทิง-เชียงของ เป็นต้น

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000120117
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
thaicha
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 665



« ตอบ #106 เมื่อ: วันที่ 02 กันยายน 2010, 11:26:03 »

มรช.วิจัยผลกระทบจากการพัฒนาลุ่มน้ำโขง ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในอนาคต ซึ่งผลงานการวิจัยได้รับการชื่นชมจากเวทีระดับชาติ
  ผศ.ดร.สุชาติ  ลี้ตระกูล   รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย  (มรช.) เปิดเผยว่า  ชุดโครงการวิจัยของทีมคณะวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนา  มรช. ได้ร่วมออกบูธนิทรรศการด้านการวิจัย    และได้รับรางวัล  ซิลเวอร์อวอร์ด (Silver Award )  และได้รับคำชมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  (วช.) ในงาน  “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 “ (Thailand Research Expo 2010 )  ปีนี้ 5  เมื่อวันที่  25 – 31  สิงหาคม  ที่ศูนย์ประชุมบางกอก  คอนเวนชั่น  เซ็นเตอร์เช็นทรัลเวิลด์  ราชประสงค์ กทม.  จึงขอขอบพระคุณทุกคณะที่ได้ให้ความร่วมมือในการนำเสนอผลงานครั้งนี้  1  ชุด  17  เรื่องดังต่อไปนี้

ชุดโครงการวิจัยเชียงของศึกษา : ด้านการศึกษา
           ชื่อโครงการ  1. ความ ต้องการการเตรียมความพร้อมเพื่อการใช้ภาษาต่างประเทศในการติดต่อสื่อสารใน บริบทของการค้าชายแดนไทย ลาว จีน  ผู้วิจัยโดย อ.สุภาพร   เตวิยะ  อ.เกศรินทร์   ศรีธนะ
                            2. แนว ทางการจัดการศึกษาเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโครงการ สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย อ.สุดาพร ปัญญาพฤกษ์

ชุดโครงการวิจัยเชียงของศึกษา : ด้านสังคมและวัฒนธรรม

           ชื่อโครงการ  1. การศึกษาวิถีชีวิตและรูปแบบการปรับตัวของชุมชนริมฝั่งโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย อ.ดุจฤดี  คงสุวรรณ
                            2. กระบวนการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นภายใต้แผนการจัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมเชียงของ” ผู้วิจัยโดย  น.ส.สกาวเดือน บุญงามและคณะ
                            3. การศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในอนุภูมิภาคกลุ่มแม่น้ำโขง ผู้วิจัยโดย  นายสุภินันทชัย  แซ่ลีและคณะ
                            4. พัฒนาการ และความสัมพันธ์ทางการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว ภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ผู้ วิจัยโดย  นายประชา แซ่จ๋าวและคณะ

ชุดโครงการวิจัยเชียงของศึกษา : ด้านสิ่งแวดล้อม

           ชื่อโครงการ  1. การศึกษารูปแบบในการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับนิคมอุตสาหกรรมเชียงของ จ.เชียงราย ดร.พงษ์นรินทร์  ชื่นวงค์

ชุดโครงการวิจัยเชียงของศึกษา : ด้านเศรษฐกิจ
          

           ชื่อโครงการ 1. การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบในภาคอุตสาหกรรมจากการสร้างสะพานข้ามน้ำโขงไทย-ลาว ผู้วิจัยโดย  ดร.ไพโรจน์ ด้วงนครและคณะ
                           2.  แนวทางการพัฒนาในการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ : กรณีศึกษาอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.วิชิต นางแล
                           3.  ความคิดเห็นและการเตรียมความพร้อมของชุมชนเชียงของต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภาค อุตสาหกรรม อำเภอเชียงของ จังหวัด เชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.วัชระ วัธนารวีและคณะ
                           4.  การศึกษาระบบบริหารจัดการธุรกิจเพื่อพัฒนากลุ่มสตรีทอผ้าศรีดอนชัยไปสู่ ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : กรณีศึกษา อ. เชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.วันชนะ จิตรอารีย์
                           5.  การศึกษาระบบเพื่อหารูปแบบพิธีการนำเข้าและส่งออกสินค้าทางการเกษตร ณ ท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.ทศพร มูลรัตน์
                           6.  การศึกษาโอกาสและศักยภาพของสินค้าส่งออกระหว่างไทยและจีน (ยูนาน) ผู้วิจัยโดย  อ.ปวีณา  ลี้ตระกูล
                           7.  การศึกษาระบบการกระจายสินค้าของประเทศจีน กรณีศึกษา : เมืองเฉินก้ง นครคุณหมิง มลฑลยูนาน ผู้วิจัยโดย  นายยุทธศิลป์ ชูมณีและคณะ
                           8. รูปแบบการพัฒนาพื้นที่ริมโขง อำเภอเชียงของ ให้เป็นตลอดสินค้าอินโดจีน ผู้วิจัยโดย  นายกิตติศักดิ์ นิวรัตน์และคณะ
                           9. ความ เป็นไปได้ของการเปิดศูนย์การค้าปลอดภาษี Duty free พื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  ผู้วิจัยโดย  นางธิดารัตน์ สุขประภาภรณ์  และคณะ

อยู่ระหว่างดำเนินการ
            ชื่อโครงการ 1. การวิเคราะห์โอกาสและศักยภาพของการพัฒนาสินค้าทางการเกษตร เพื่อการส่งออกเขตอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.สุภมล  ดวงตา
IP : บันทึกการเข้า
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #107 เมื่อ: วันที่ 06 กันยายน 2010, 18:48:38 »

เชียงรายระดมสมองจัดสัมนาพัฒนาท่องเที่ยวสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ



เมืองพ่อขุนเปิดเวที "Upper GMS Tourism Network Forum 2010" สัมมนาและนิทรรศการวิชาการนานาชาติภายใต้หัวข้อเรื่อง "เครือข่ายความรู้ และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" กูรูท่องเที่ยวไทย ลาว จีน ร่วมขึ้นเวที หวังจับมือประเทศเพื่อนบ้านในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจลงนามสร้าง เครือข่ายทำตลาด พร้อมปลุกฟื้นโครงการ Golden Quadrangle Tourism Zone เพื่อลดปัญหาอุปสรรคการข้ามพรมแดน รวมถึงการพัฒนาเส้นทางที่เป็นจุดขายร่วม และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน

จังหวัดเชียงราย ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คสศ.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ-หอการค้า จ.เชียงราย ได้จัดงานสัมมนาและนิทรรศการวิชาการนานาชาติในหัวข้อ "เครือข่ายความรู้และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่ น้ำโขง"หรือ Upper GMS Tourism Network Forum 2010 ณ ห้องประชุมโรงแรมริมกกรีสอร์ท อ.เมืองเชียงราย นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าจังหวัดเชียงรายกำหนดการจัดสัมมนา และนิทรรศการวิชาการนานาชาติภายใต้หัวข้อเรื่อง "เครือข่ายความรู้ และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง"หรือ "Upper GMS Tourism Network Forum 2010"เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายองค์กรด้านการท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐและเอกชนในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขงตอนบน 4 ประเทศให้เป็นรูปธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนา 120 คน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนใน 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบน

"จังหวัดเชียงรายหวังว่าในเบื้องต้นทุกประเทศจะเห็นร่วมกันและลงนาม ในการสร้างเครือข่ายและขีดความสามารถทางการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำ โขงตอนบนขึ้นมา และเห็นชอบในแผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวที่จะได้ผลสรุปในครั้งนี้ เพราะว่าการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากภาคการท่องเที่ยวของสสป.ลาว คือ Mr. Somphong Mongkhonvilay รัฐมนตรีท่องเที่ยวของสปป.ลาว, Mrs. Daw Kyi Kyi Aye ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและโรงแรมของพม่า และ Mr. Lu Jiangquan ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวของสิบสองปันนาเดินทางมาด้วยตัวเอง อันจะทำให้เกิดการเร่งรัดโครงการ Golden Quadrangle Tourism Zone หรือโครงการพัฒนาเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจเป็น รูปธรรมเร็วขึ้นด้วย"

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า โครงการสัมมนานานาชาติหัวข้อเรื่อง"เครือข่ายความรู้ และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" หรือ "Upper GMS Tourism Network Forum 2010" นับเป็นเรื่องสอดคล้องกับนโยบายของคสศ. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกิจกรรมในการสัมมนาที่จะจัดขึ้น ประกอบด้วย จัดการประชุมสัมมนา เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความเข้าใจร่วมกันในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน, จัดทำแผนปฏิบัติงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับชาติ, จัดนิทรรศการด้านการท่องเที่ยวบริเวณหน้าห้องสัมมนา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ

ขณะที่ นายวิชัย ศรีขวัญ ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชียงราย มีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงไปถึงประเทศต่างๆ ในกลุ่ม GMS ดังนั้น การจัดสัมมนาเพื่อหาแนวทางความร่วมมือ เครือข่าย รวบรวมปัญหาอุปสรรค ฯลฯ จึงจะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งของจังหวัด และกลุ่ม GMS ไปจนถึงจีนตอนใต้ได้เป็นอย่างดี

ด้าน ท่านสมพงศ์ มงคลวิไล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส.ป.ป.ลาว กล่าวว่า การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ร่วมกันโดยทุกประเทศยังสามารถทำได้ อีกมากมาย เพราะแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอยู่ เช่น โครงสร้างพื้นฐานภายใน การคมนาคม ฯลฯ ทั้งนี้ ปัจจุบัน ส.ป.ป.ลาว ได้รับการสนับสนุนจากทั้งธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ไทย จีน ในการเข้าไปพัฒนาเส้นทางคมนาคมอย่างมาก ทำให้ ส.ป.ป.ลาว สามารถพัฒนาต่อไปเพื่อให้ก้าวสู่การเป็นประเทศเชื่อมโยง หรือ Land-link ได้ในอนาคต โดยมีถนนเชื่อมตะวันออก-ตะวันตก และสามารถไปถึงเมืองคุนหมิง มณฑลหยุนหนัน จีนตอนใต้ ขณะที่ชายแดนด้านเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว ซึ่งเชื่อมกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ของไทย ก็เป็นอีกช่องทางเชื่อมสำคัญ โดยมีตัวเลขการค้าและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระนั้นในภาพรวมแล้วยังจะต้องมีการพัฒนาร่วมกัน เพื่อให้เกิดมาตรฐานและไปสู่ความสำเร็จต่อไป

ด้าน นายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าปัจจุบันจังหวัดเชียงรายในฐานะศูนย์กลางในการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน จึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวในเขต 4 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน เพราะสามารถสร้างเครือข่ายและเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจดึงดูดนักท่อง เที่ยวได้อย่างมหาศาล เพราะมีความพร้อมในตัวเองหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่มีทั้งการเดินเรือในแม่น้ำโขง, สนามบินนานาชาติ,เส้นทางคมนาคมทางบกที่พร้อม สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 โครงการถนนสี่ช่องจราจรจาก อ.เชียงแสน ไปเชียงของ จากแม่จัน-เชียงแสน และจากแม่สายเชียงแสน เพื่อรองรับท่าเรือในแม่น้ำโขงที่บ้านสบกก อ.เชียงแสน เป็นต้น ดังนั้นการดำเนินโครงการและสร้างกระบวนการด้านการพัฒนาบุคลากร การสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ จะต้องทำควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน

แหล่งข่าว: chiangmainews.co.th 1/9/2553

IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #108 เมื่อ: วันที่ 10 กันยายน 2010, 09:03:56 »










เชียงราย - สนข.เผยแผนพัฒนาศักยภาพชายแดนเชียงราย เตรียมวางระบบ “ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าชายแดน” รองรับท่าเรือเชียงแสน 2-สะพานข้ามโขง 4 ขณะที่รัฐบาลไฟเขียวเปิดเส้นทางเดินรถโดยสารเชียงใหม่-เชียงราย ทะลุหลวงพระบาง และจีนตอนใต้ มุ่งอำนวยความสะดวกการค้าลุ่มน้ำโขง
       
       ในการสัมมนานานาชาติเรื่อง “โครงการกิจกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ(Thailand Competitiveness Conference 2010) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการจัดการแห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ได้ร่วมกันจัดขึ้น ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งภายในการสัมมนาได้มีการหยิบเรื่องโครงการพัฒนาต่างๆ ตามชายแดนแม่น้ำโขงไทย-สปป.ลาว ด้าน จ.เชียงราย เข้าไปอภิปรายโดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างไทย-จีน ทั้งทางถนน ทางเรือแม่น้ำโขงซึ่งมีการก่อสร้างด้วยงบประมาณมหาศาลอยู่ในปัจจุบัน และทางระบบรางรถไฟซึ่งกำลังมีแผนดำเนินการในอนาคต
       
       นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธาน คสศ.หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ เปิดเผยว่า ในเวทีสัมมนาทาง สนข.ได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยระหว่างปี 2550-2554 ขึ้นมาทำการอภิปราย มุ่งเน้นแปลงยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปสู่ภาคปฏิบัติ
       
       ในส่วนของ จ.เชียงราย ได้มีการแจ้งว่ามีโครงการใหญ่ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาการแข่งขันของประเทศหลายโครงการ เช่น โครงการท่าเรือแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่งที่ 2 ตรงหมู่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน พื้นที่ 380 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวา ซึ่งกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการก่อสร้างด้วยวงเงิน 1,546,400,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จ 28 ธ.ค. 2554 ปัจจุบันโครงการนี้มีถนนสนับสนุนที่ก่อสร้างใหม่หลายสาย เช่น ถนนสี่ช่องจราจรสาย อ.แม่สาย-อ.เชียงแสน ระยะทาง 38.46 กิโลเมตร ถนนสี่ช่องจราจรสาย อ.แม่จัน-อ.เชียงแสน ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร
       
       ขณะที่ สนข.ได้รับมอบหมายให้สำรวจออกแบบรายละเอียดและการบริหารจัดการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าชายแดน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งภายในศูนย์ฯ จะมีการอำนวยความสะดวกด้านกิจการชายแดนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกด้านสถานที่สำหรับรถโดยสาร รถบรรทุก รถไฟ รถทั่วไป ฯลฯ
       
       สำหรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมไทย-สปป.ลาว ด้าน อ.เชียงของ กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งรัฐบาลไทย-จีน ได้ตกลงร่วมกันโดยไทยและจีนได้จัดการด้านการเงินสำหรับงานก่อสร้างฝ่ายละ 50% ในวงเงินค่าก่อสร้างรวม 1,624 ล้านบาท ต่อมากรมทางหลวงได้เปิดซองประกวดราคาเพื่อจัดหาเอกชนเข้าดำเนินการก่อสร้างเรียบร้อยแล้วโดยได้ “กลุ่มซีอาร์ 5-เคที จอยท์เวนเจอร์” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง “บริษัท ไซน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 5 เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป” จำกัด จากประเทศจีน “บริษัท กรุงธนเอ็นยิเนียร์ จำกัด” จากประเทศไทย วงเงิน 1,431,138,545.00 บาทหรือประมาณ 43,158,581.11 เหรียญสหรัฐ
       
       เซ็นสัญญาก่อสร้างในวันที่ 14 พ.ค.2553 ด้วยระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 30 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี พ.ศ.2555 นั้น สนข.ก็มีกำหนดจัดตั้งศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าชายแดนให้แล้วเสร็จในเวลาเดียวกันด้วย
       
       ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าหรือ Border Control Facility ทาง สนข.ได้มีการประเมินมูลค่าการก่อสร้างโครงการว่า จะมีมูลค่าในระยะที่ 1 จำนวน 1,451 ล้านบาท ระยะที่ 2 จำนวน 850 ล้านบาท รวมทั้งหมด 2,301 ล้านบาท โดยจะมีโครงการสนับสนุนหลายโครงการ เช่น 1.โครงการก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร ทล.1020,1152 สายเชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 75 กิโลเมตร 2.โครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.1020-บ.กิ่วแก้ว อ.เทิง-อ.จุน ระยะทาง 43.709 กิโลเมตร 3.โครงการก่อสร้างถนนสาย ชร.4057 แยก ทล.1020-บ.ดอนมหาวัน อ.เชียงของ ระยะทาง 8.683 กิโลเมตร และ 4.โครงการก่อสร้างถนน ชร.4014 แยก ทล.1020 บ.แก่นใต้ อ.เชียงของ ระยะทาง 8.90 กิโลเมตร
       
       นอกจากนี้ สนข.ยังได้แจ้งความคืบหน้าอื่นๆ อีกว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ส่งเสริมโครงการเสริมอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพชายแดนด้านนี้หลายโครงการ โดยเฉพาะการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน เพื่อการเปิดเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ จำนวน 2 สาย ได้แก่ 1.เส้นทาง จ.เชียงใหม่-จ.เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว-แขวงหลวงน้ำทา-แขวงอุดมไชย-แขวงหลวงพระบาง 2.เส้นทาง จ.เชียงราย (ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 4)-เมืองห้วยทราย (แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว)-เมืองบ่อเต็น (แขวงหลวงน้ำทา) ชายแดน สปป.ลาว-จีนตอนใต้
       
       การโดยสารด้วยรถประจำทางดังกล่าวคงจะมีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อม ซึ่งเริ่มแรกก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย เช่น หากเข้าไปยังแขวงที่อยู่ติดกับประเทศไทยก็ใช้เพียงแค่หนังสือผ่านแดนชั่วคราวหรือบอเดอร์พาส แต่หากข้ามแขวง ก็ต้องใช้หนังสือเดินทางระหว่างประเทศหรือพาสปอร์ต เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหากมีการเปิดใช้รถโดยสารจะทำให้ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมีความคึกคักด้านการเดินทางมากขึ้นโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว
       
       นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันในแผนของ สนข.ยังกำหนดให้มีการศึกษาและออกแบบเพื่อเตรียมการก่อสร้างทางรถไฟสาย อ.เด่นชัย จ.แพร่-อ.เชียงของ ระยะทาง 346 กิโลเมตร ด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม การจะก้าวไปสู่การพัฒนาดังกล่าวให้เต็มรูปแบบนั้น ยังต้องมีกฎระเบียนอื่น ๆ ขึ้นมารองรับ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ซึ่งมีเนื้อหาคือ 1.เพื่อการขนส่งข้ามพรมแดน รองรับพันธกรณีในการปรับปรุงพิธีการ ณ ด่านพรมแดนให้สอดคล้องกับหลักการตามความตกลงระหว่างประเทศ
       
       2.อำนวยความสะดวกในการขนส่งผ่านด่านพรมแดน (Cross Border transport) การดำเนินพิธีการ ณ ด่านพรมแดนเกี่ยวข้องกับอำนาจของหลายหน่วยงาน ภายใต้กฎหมายหลายฉบับ
       
       3.การมีกฎหมายกลางขึ้นใหม่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะสามารถอ้างอิงในการออกกฎหมายลำดับรองเพื่อให้มาตรการอำนวยความสะดวกเกิดผลในปฏิบัติจะเกิดผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการมากกว่าการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเป็นรายฉบับสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการอนุวัติความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยจะทำขึ้นในอนาคตได้ด้วย
       
       สำหรับสถานะของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นปัจจุบันยังรอเสนอสภาผู้แทนราษฎรอยู่ เมื่อแล้วเสร็จจะให้อำนาจกระทรวงคมนาคมประกาศพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (Common Control Area :CCA) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการดำเนินพิธีการอย่างเบ็ดเสร็จในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สามารถให้บริการ ณ จุดเดียว (One Stop Service) รองรับ Single Stop Inspection ต่อไป


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000126414
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #109 เมื่อ: วันที่ 14 กันยายน 2010, 11:26:11 »

เชียงราย - ผบก.เมืองพ่อขุนฯ ดึงเจ้าอาวาสวัดดัง ร่วมอบรมพัฒนาจิตใจตำรวจในสังกัด ภายใต้โครงการ 1 ในล้านความดีเทิดไท้องค์ราชัน
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผบก.ภ.เชียงราย ร่วมกับพระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดใหม่ร่วมเย็น ต.ห้วยซ้อ อ.เชียงราย เปิดโครงการ 1 ในล้านความดี ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เทิดไท้องค์ราชัน ที่ห้องประชุมดุรงควิบูลย์ ตำรวจภูธรเชียงราย เมื่อเร็ว ๆ นี้
       
       โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานสถานีตำรวจภูธรในสังกัดตำรวจภูธร จ.เชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานพุทธศาสนาและสำนักงานวัฒนธรรม จ.เชียงรายกว่า 100 คนเข้าร่วมโครงการ
       
       เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณรวมทั้งเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสวันพ่อแห่งชาติวันที่ 5 ธ.ค.นี้
       
       พล.ต.ต.ทรงธรรม กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ร่วมกับพระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ ดำเนินได้ดำกิจกรรมพัฒนาจิตข้ารากชารตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ในระหว่างเดือน มิ.ย.-ธ.ค.นี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายใต้กระบวนการ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนตำรวจประพฤติดี โดยจัดอบรมคุณธรรม จริยธรรมและพัฒนาจิตใจให้กับข้าราชการตำรวจทุกสถานี ทุกระดับชั้น โดยการบรรยายธรรม การนั่งสมาธิวิปัสสนา ในโครงการสติรู้ตัว ปัญญารู้คิด พัฒนาจิต ณ วัดใหม่ร่มเย็น อบรมไปแล้ว 4 รุ่น จำนวน 260 นาย
       
       ขั้นตอนสังคมดีโดยการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนชาวเชียงราย บันทึกถวายสัตย์ปฏิญาณในการกระทำความดีเพื่อในหลวง อันเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทุ่มเทพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวไทย
       
       ขั้นตอนเชิดชูความดี โดยการคัดเลือกข้อความบันทึกการถวายสัตย์ปฏิญาณในการทำความดีเพื่อในหลวงของข้าราชการตำรวจและประชาชน ที่เห็นว่าเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์สังคม
       ขั้นตอนส่งความดี โดยการรวบรวมบันทึกการถวายสัตย์ปฏิญาณในการกระทำความดีเพื่อในหลวงของข้าราชการตำรวจและประชาชนให้ได้จำนวน 100,000 ฉบับ เพื่อทูลเกล้าถวายฯ ต่อไป
       
       พล.ต.ต.ทรงธรรม กล่าวอีกว่า ประชาชนและตำรวจสามารถไปขอรับพระราชดำรัสโครงการดังกล่าวได้ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สถานีตำรวจทุกแห่ง วัดใหม่ศรีร่มเย็น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษา เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ในเว็บไซด์www.chiamgrai.police.go.th.

IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
nutpentor
รับทำบ่อปลาคาร์ฟ บ่อกรอง แก้ไขปัญหาน้ำเขียวน้ำขุ่น โดยทีมงานวังปลาคาร์ฟ
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,221


087-5458168


« ตอบ #110 เมื่อ: วันที่ 15 กันยายน 2010, 14:42:31 »

 ตกใจ ตกใจ
IP : บันทึกการเข้า

boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #111 เมื่อ: วันที่ 16 กันยายน 2010, 15:16:59 »

เชียงราย - พ่อเมืองเชียงราย ตั้งวงถกตัวแทนภาคเอกชน-สื่อ ประเมินสถานการณ์หางแดงเคลื่อนรอบใหม่ หวั่นกระทบ “ไฮซีซัน” ปีนี้ วอนเสื้อแดงอย่าก่อเหตุรุนแรงถึงขั้นปิดถนน-สร้างความวุ่นวาย ย้ำหนาวนี้เป็นช่วงเวลาทองที่จะทำให้ท่องเที่ยวเชียงรายฟื้นได้บ้าง
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่าวันนี้ (16 ก.ย.) นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้จัดประชุมร่วมกับภาคเอกชนประกอบไปด้วยหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมท่องเที่ยว ชมรมภัตตาคารและร้านอาหาร สมาคมโรงแรม ฯลฯ รวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนงในจังหวัด เพื่อหารือพร้อมแถลงข่าวเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีกำหนดจะเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.53 เป็นต้นไป และจะมีการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ในพื้นที่เป็นครั้งแรกในวันที่ 20 ก.ย.นี้ นับตั้งแต่มีการยุติการชุมชุมจากเหตุการณ์ที่เวทีราชประสงค์ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 53 เป็นต้นมา
       
       นายสุเมธ กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ อีกครั้งนั้น ได้ทำให้จังหวัดเป็นห่วงว่าจะกระทบการภาคการท่องเที่ยวเนื่องจากเชียงราย มีฤดูหนาวเป็นฤดูท่องเที่ยวหรือไฮด์ซีซั่นเป็นระยะเวลาราว 4-5 เดือน ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก หากมีเหตุกระทบกระเทือนก็จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่เข้า ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ ว่ากรณีจะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นสามารถทำได้อย่างมีเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ขออย่าทำผิดกฎหมาย เช่น ปิดถนน หรือสร้างความวุ่นวาย
       
       นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาทางจังหวัดก็ได้เริ่มประสานไปยังกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เชียงราย พรรคเพื่อไทย บางคนไปแล้วซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าจะไม่ทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะบรรดา ส.ส.ก็ยืนยันว่า ไม่เคยสนับสนุนแนวทางที่รุนแรงหรือสร้างความวุ่นวายอยู่แล้ว [COLOR="Red"]ดังนั้นทางจังหวัดจึงเริ่มเดินหน้าโครงการท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อรองรับฤดูหนาวโดยเฉพาะโครงการดอกไม้ทั่วเมือง หรือฟลาวเวอร์ซิตี
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #112 เมื่อ: วันที่ 17 กันยายน 2010, 11:32:17 »

“พาณิชย์” ดันนโยบายประตูตะวันตกเปิด5 เส้นทางการค้าใหม่รุกตลาดพม่าจรดจีน คาดท่องเที่ยว การค้า ลงทุนบูม

วันนี้ (16ก.ย.) นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยมีแผนเปิดเส้นทางการค้าใหม่อย่างน้อย 5 เส้นทาง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-พม่า ตามนโยบายประตูสู่ตะวันตก เพราะในปัจจุบันไทยและพม่ามีพรมแดนติดต่อกันยาวถึง 2,400 กม. และมีจังหวัดชายแดน 10 จังหวัดของไทยที่ติดต่อกับพม่า ประกอบด้วย เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง แต่เพิ่งมีด่านชายแดนถาวรเพียง 3 แห่งเท่านั้น ได้แก่ ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก จ.เชียงราย ด่านแม่สอด-เมียวดี จ.ตาก และด่านระนอง-เกาะสอง จ.ระนอง

ทั้งนี้ 5 เส้นทางใหม่ที่ผลักดันให้เกิดขึ้น ได้แก่ แม่ฮ่องสอน-เนปิดอ เพื่อเข้าสู่เมืองหลวงของพม่าด้วยระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร จากด่านห้วยต้นนุ่น อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเข้าสู่ตลาดตอนเหนือของพม่าและจีนตอนใต้ต่อไป แม่สอด-เมาะลำไย-ย่างกุ้ง เพื่อเข้าสู่ตลาดเมืองใหญ่ลำดับที่ 3 และลำดับที่ 1 ของพม่า และเชื่อมต่อเส้นทางเอเซียนไฮเวย์สู่อินเดีย กาญจนบุรี-ทวาย เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายกับจังหวัดกาญจนบุรีและ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิค สิงขร-มะริด เพื่อเข้าสู่แหล่งวัตถุดิบด้านแร่ธาตุ สินค้าประมง และไม้ยางพารา ซึ่งอยู่ ทางตอนใต้ของพม่า รวมทั้งเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชายทะเลระหว่างภาคใต้ของไทยกับเมืองมะริด และแม่ฮ่องสอน-ทันเว เพื่อเปิดประตูการค้าสำหรับภาคเหนือของไทยกับตลาดพม่าตอนกลาง พร้อมกับนำจังหวัดแม่ฮ่องสอนออกสู่มหาสมุทรอินเดียที่เมืองทันเว

“การผลักดันช่องทางการค้าใหม่ๆ ระหว่างกัน โดยเฉพาะการเพิ่มเส้นทางการค้าตามแนวชายแดน นอกจากช่วยลดผลกระทบปัญหาการปิดด่านชายแดนแล้ว ยังจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของ 2 ประเทศด้วย”

นายอลงกรณ์กล่าวว่า การดำเนินนโยบายประตูตะวันตก จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับจังหวัดชายแดนไทย-พม่า 10 จังหวัดจากภาคเหนือจรดภาคใต้ เพราะจะกลายมาเป็นประตูหน้าด่านการค้าไทยสู่ตลาดพม่า อินเดีย บังกลาเทศ และจีน และจะเพิ่มศักยภาพในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวที่น่าลงทุนและเป็นทำเลทองของการค้าชายแดนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันมีแผนผลักดันเส้นทางโลจิสติกส์รถไฟสายกาญจนบุรี-ทวาย เข้าสู่กรุงย่างกุ้ง เมืองเศรษฐกิจอันดับ 1 ของพม่า และเข้าสู่นครคุนหมิงของจีน ซึ่งจีนมีแผนที่จะเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟระหว่างคุนหมิง-ย่างกุ้ง แล้วเสร็จในปี 56 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้มีแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจกับพม่าอีก 2 แห่ง ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด และการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีของพม่า ซึ่งได้สร้างเสร็จแล้ว และตั้งอยู่ตรงข้ามแม่สอด ทั้งนี้ ผังเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จะประกอบด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า และพื้นที่พาณิชยกรรม 5,600 ไร่ และ 2) การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย โดยไทยจะเชื่อมโยงจังหวัดกาญจนบุรีกับท่าเรือน้ำลึกทวายของพม่า ระยะทาง 150 กิโลเมตร ขณะนี้ในฝ่ายพม่าอยู่ระหว่างการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมต่อกับไทย ทั้งนี้ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายจะประกอบด้วย เขตนิคมอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ

ปัจจุบันพม่าเป็นประเทศคู่ค้าลำดับที่ 6 ในอาเซียน ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 1 ของพม่า ในปี 52 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับพม่ามีมูลค่า ประมาณ 1.48 แสนล้านบาท เป็นการส่งออก 5.26 หมื่นล้านบาท และนำเข้า 9.59 หมื่นล้านบาท โดยไทยขาดดุลการค้าพม่า 4.33 หมื่นล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจำนวนมากจากพม่า


ที่มา : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentId=92298
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #113 เมื่อ: วันที่ 18 กันยายน 2010, 14:31:58 »

เชียงราย - สวนยางพาราเมืองพ่อขุนฯ ส่อทะลุล้านไร่ ขึ้นแท่นอันดับ 4 ประเทศ ทุนใหญ่ไทย-จีนจ่อตั้งโรงงานแปรรูป



รายงานข่าวจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จ.เชียงราย แจ้งว่า จนถึงขณะนี้เชียงราย มียอดรวมการปลูกยางพาราทั่วทั้ง 18 อำเภอ มากถึง 347,857 ไร่ โดยพื้นที่ที่ปลูกมากที่สุดคือ อ.เชียงของ จำนวน 58,560 ไร่ รองลงมาคือ อ.เทิง จำนวน 43,258 ไร่ อ.ดอยหลวง จำนวน 40,150 ไร่ อ.เวียงเชียงรุ้ง 31,576 ไร่ อ.พญาเม็งราย 25,790 ไร่ อ.เวียงแก่น 25,427 ไร่ อ.เมือง 20,890 ไร่ อ.เวียงชัย 16,062 ไร่ อ.แม่จัน 14,970 ไร่ อ.แม่สรรวย 8,870 ไร่ อ.เวียงป่าเป้า 8,620 ไร่ อ.พาน 8,400 ไร่ อ.แม่ฟ้าหลวง 6,420 ไร่ อ.แม่ลาว 4,610 ไร่ อ.ขุนตาล 4,140 ไร่ อ.ป่าแดด 2,530 ไร่ และ อ.แม่สาย 494 ไร่ เป็นมีต้นยางที่อายุเกิน 6 ปีและมีการกรีดน้ำยางไปแล้วประมาณ 10%

ส่วนโครงการขยายพื้นที่ปลูกอีก 8 แสนไร่นั้น ปรากฏว่าได้ทำให้แนวโน้มสวนยางพาราในพื้นที่เชียงราย เพิ่มมากขึ้นอีก เนื่องจากมีผู้เสนอขอเข้าร่วมโครงการไปยัง สกย.เชียงราย จำนวนกว่า 86,000 ราย รวมเนื้อที่ปลูกกว่า 1 ล้านไร่ ขณะที่แนวโน้มการจัดสรรพื้นที่ปลูก ที่จะเน้นหนักภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อคำนวณจากอัตราเฉลี่ยทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนืออาจจะได้โควตาเฉลี่ยจังหวัดละเพียงประมาณ 10,000 ไร่

นายวิทยา ชุมวณิชย์ ผู้อำนวยการ สกย.เชียงราย กล่าวว่า ต้องถือว่าพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายนั้นพึ่งจะเริ่มต้นทำการปลูกยางพาราโดยนับตั้งแต่มีโครงการยางล้านไร่สมัยรัฐบาลในอดีตเป็นต้นมาก็พบว่าปลูกกันไม่เกิน 7 ปี และแม้จะมีเอกชนปลูกนอกโครงการบ้างก็ยังมีอยู่เพียงไม่กี่ราย ดังนั้นการที่มีจำนวนสวนยางพาราเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแบบก้าวกระโดด จึงมีปัญหาเรื่องความชำนาญของเกษตรกร เพราะเจ้าหน้าที่ สกย.มีอยู่จำนวนจำกัดจึงต้องแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้สายเกินไป เพราะบางปัญหาถือเป็นเรื่องใหญ่และน่าเสียดายอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น การกรีดน้ำยางต้องทำในต้นที่มีลำต้นกว้างไม่น้อยกว่า 50 ซ.ม.และการกรีดหน้ายางต้องทำให้ถูกต้องไม่เสียหน้ายางจะได้ผลักกันกรีดด้านละ 3 ปีสลับกันไปมาจนกว่าจะหมดอายุต้นยางในอีก 20 ปีข้างหน้า ฯลฯ แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือเมื่อเกษตรกรเห็นราคาน้ำยางและยางแผ่นขึ้นสูงก็รีบกรีดทำให้ไม่ได้น้ำยาง หรือกรีดยางไม่ถูกต้องทำให้หน้ายางตายไม่สามารถกรีดซ้ำได้อีกจนเสี่ยงต่อการต้องตัดขายลำต้นก่อนเวลาอันควรในที่สุด เป็นต้น ดังนั้น สกย.จึงได้ประสานไปหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้จัดทำโครงการฝึกอบรมการเกษตรกรเป็นระยะเวลา 7 วันโดยทาง สกย.พร้อมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องมืออุปกรณ์ไปสนับสนุน เพราะจำนวนประชากรมีมากและกระจายไปทั่วพื้นที่คงต้องอาศัยหน่วยงานต่างๆ ด้วย
นายวิทยา บอกว่า คาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เชียงราย จะมีการปลูกยางพารามากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศต่อจาก สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ฯลฯ ส่วนความกังวลเรื่องตลาดนั้นไม่น่าเป็นห่วงเพราะจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าในปัจจุบันยางพาราของไทยส่วนใหญ่เน้นการส่งออก จีนสูงถึง 39% อินเดีย 17% ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์และการเจริญช่วงต้นของเศรษฐกิจคาดว่าตัวเลขของอินเดียคงจะไปถึงอย่างน้อย 39% เหมือนจีนและอัตราเติบโตยังต่อเนื่องจนไทยเราผลิตไม่ทันทำให้เหลือใช้ในประเทศแค่ 4%

ขณะเดียวกันเชียงราย ยังมีขีดความสามารถจะส่งออกไปยังจีนตอนใต้ผ่านถนน R3A อ.เชียงของ-ห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว และแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว-มณฑลหยุนหนัน จีนตอนใต้ ด้วยระยะทางเพียงแค่ 250 กิโลเมตร โดยปัจจุบัน สกย.กำลังผลักดันให้มีการตั้งสำนักงานเพิ่มเติมที่ด่านเชียงของ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออกยางพาราไปยังจีนตอนใต้แล้วด้วย

"ปัจจุบัน สกย.ได้เตรียมตัวในหลายๆ ด้านเพื่อรองรับความเติบโตดังกล่าว โดยในพื้นที่เชียงรายมีการรวบรวมกลุ่มเกษตรกรได้แล้วจำนวน 42 กลุ่มเป็นสหกรณ์สวนยางพาราจำนวน 2 แห่ง และกลุ่มพัฒนาสวนยางพาราจำนวน 40 แห่ง เพื่อเป็นเครือข่ายประสานข้อมูลกันและจัดตั้งเป็นตลาดประมูลยางพาราเพื่อให้เอกชนที่รับซื้อได้เข้าไปซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั้งหมดในราคายุติธรรม และทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยราคาที่ได้เป็นไปตามการอิงกับราคากลางตามหมายเลขสายด่วน 1174 บวกกับค่าต้นทุนของพ่อค้าที่เขาต้องเดินทางไปรับซื้อไกลและขนไปรมควันยังจังหวัดอื่นเพราะในปัจจุบันเชียงรายยังไม่มีโรงงานรมควันและแปรรูป แต่เชื่อว่าอีกไม่กี่ปีต้องมีแน่นอนเพราะมีทั้งแหล่งน้ำยางขนาดใหญ่และจุดส่งออกที่สำคัญ" นายวิทยา กล่าว

รายงานข่าวแจ้งอีกว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีเอกชนแปรรูปยางพารารายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศจีน เดินทางไปปรึกษาที่สำนักงาน สกย.เชียงราย เพื่อสอบถามข้อมูลการจะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปยางโดยระบุว่า กำลังตัดสินใจว่าจะไปตั้งโรงงาน ณ จุดใดระหว่างในประเทศเวียดนามหรือที่เชียงราย และหลังจากได้ข้อมูลอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องดังกล่าว รวมทั้งได้รับทราบว่าไม่ได้เป็นเอกชนรายเดียวที่สนใจเข้าไปตั้งโรงงานโดยก่อนหน้านี้มีเอกชนไทยรายใหญ่หลายรายเข้าไปประกอบกิจการทั้งกว้านซื้อที่ดิน ปลูกยางพารา และเตรียมตั้งโรงงาน เช่น บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) องค์การสวนยาง บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กลุ่มเบียร์สิงห์ กลุ่มน้ำยางไทย ฯลฯ ทำให้เอกชนจีนนำข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาเพื่อการลงทุนในอนาคตต่อไป

อนึ่งเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมายางแผ่นรมควันถูกส่งออกผ่านท่าเรือแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงแสน ไปยังจีนตอนใต้ 21,327 ตัน มูลค่า 1,361.05 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าส่งออกมากเป็นอันดับ 1 มากกว่าลำไยอบแห้ง น้ำมันปาล์ม เส้นด้ายยางยืด ฯลฯ อย่างไรก็ตามในช่วงหลังการส่งออกน้อยลงเนื่องจากหันไปส่งออกทางเรือทะเลได้สะดวกจึงทำให้เมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา มีการส่งออก 4,594 ตัน มูลค่า 244.14 ล้านบาท และหากสะพานข้ามแม่น้ำโขงแล้วเสร็จประกอบกับมีการเปิดใช้ถนน R3A รวมทั้งข้อตกลงขนส่งทางบกอย่างเป็นทางการจะทำให้ผู้ประกอบการหันไปส่งออกทางถนน R3A สู่จีนตอนใต้มากขึ้น ซึ่งปีกลายที่ผ่านมาเริ่มมีการทดลองส่งออกผ่านด่านศุลกากรเชียงของและนำลงเรือแพขนานยนต์ข้ามไปยังฝั่ง สปป.ลาว แล้วจำนวน 748 ตัน มูลค่า 35.266 ล้านบาท

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000131252
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #114 เมื่อ: วันที่ 20 กันยายน 2010, 11:15:29 »

ททท.เชียงรุ่ง ยกทีมโปรโมททัวร์ เล็งเปิดศูนย์ฯเพิ่มที่เชียงใหม่-กรุงเทพฯหนุน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2553 19:29 น.


เชียงราย - การท่องเที่ยวสิบสองปันนา ยกทีมโปรโมทดึงคนไทยเข้าจีนตอนใต้ ฟื้นท่องเที่ยวเชียงราย-เชียงรุ่ง หลังการเมืองสงบหวัง ชี้หลัง R3a เสร็จมีคนเดินทางผ่านเพิ่มกว่า 50% เตรียมเปิดศูนย์กระจายสินค้าฯเชียงใหม่-กรุงเทพฯหนุนอีกทาง

รายงานข่าวจากจังหวัดเชียงราย แจ้งว่า สำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน ของจีน นำโดยนายเผิง โบ รองผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนา พร้อมคณะตัวแทนรัฐ-เอกชนด้านการท่องเที่ยว เดินทางมาโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับจังหวัดเชียงราย ที่มีนายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย นำภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและร่วมประชุม ที่ห้องประชุมโรงแรมริมกกรีสอร์ท อ.เมืองเชียงราย สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การท่องเที่ยวสิบสองปันนา ได้นำคณะนักแสดงเต้นรำไปจัดแสดงบนเวที สลับกับการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในสิบสองปันนา รวมทั้งจับสลากให้เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ฟรี

นายเผิง โบ กล่าวว่า ฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นฤดูเก็บเกี่ยวของชาวสิบสองปันนา จึงถือโอกาสออกมาประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวว่าในช่วง 20 ปีมานี้ สิบสองปันนาได้พยายามพัฒนาการท่องเที่ยวจนประสบความสำเร็จและกลายเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของเมืองแล้ว ทำให้ในปัจจุบันมีโรงแรมอยู่จำนวน 42 แห่ง แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน 2 แห่ง สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ 17 แห่ง เอกชนนำเที่ยว 22 ราย รถทัวร์จำนวน 480 คัน มัคคุเทศก์ 1,100 คน และมีผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวด้านต่างๆ เช่น การเที่ยวป่า ประเพณีวัฒนธรรม เรือแม่น้ำโขง ฯลฯ รวมกันกว่า 30,000 คน

นายเผิง โบ กล่าวอีกว่า ในปี 2552 ที่ผ่านมาได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนสิบสองปันนารวมจำนวนกว่า 7.32 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 17.2% โดยเป็นชาวต่างชาติประมาณ 150,000 คน และปัจจุบันพบว่าการท่องเที่ยวบนถนนอาร์สามเอจาก อ.เชียงของ ประเทศไทย ผ่านเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ระยะทาง 248 กิโลเมตร ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้บรรจุเอาไว้ในเส้นทางท่องเที่ยวก็กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่ไปเยือนอย่างมาก โดยในปี 2552 พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางผ่านถนนอาร์สามเอไปยังสิบสองปันนารวมกันประมาณ 85,697 คน เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 55.2%

สำหรับในปี 2553 นี้ นับตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค.นี้ ก็พบว่ามีคนไทยเดินทางผ่านอาร์สามเอไปเยือนสิบสองปันนาแล้วกว่า 60,095 คน เชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีจำนวนมากขึ้นไม่น้อยกว่าปีก่อนๆ เพราะทุกอย่างสะดวกมากขึ้น โดยได้มีการจัดตั้งสำนักงานเป็นศูนย์การท่องเที่ยวตามเมืองที่สำคัญระหว่างกันทั้งที่สิบสองปันนา เมืองห้วยทราย สปป.ลาว และที่เชียงราย และ 20 ก.ย.นี้จะมีการไปเปิดสำนักงานที่เชียงใหม่ เพิ่มขึ้นอีกและสิ้นปีมีกำหนดไปเปิดที่กรุงเทพฯ ต่อไป

ด้านนายพงษ์ธร ชยาตุลชาต ประธานบริษัทหย่าไทร์เอเชี่ยนทัวร์ จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์กระจายสินค้าและท่องเที่ยวสิบสองปันนาประจำ จ.เชียงราย เลขที่ 194 หมู่ 2 ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย กล่าวว่า ศูนย์ฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่เดือน ส.ค.2552 โดยการสนับสนุนของสำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนา บริษัทเทียนเฉินกรุ๊ปของจีนและบริษัทหย่าไทร์เอเชี่ยนทัวร์ จำกัด ปัจจุบันให้บริการด้านข้อมูลการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้คือไทย จีน ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา และมีการจัดตั้งทัวร์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งกำลังพัฒนาเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาไทย-จีน ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไปด้วย

นายพงษ์ธร บอกว่า ตั้งแต่มีถนนอาร์สามได้ ทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยใช้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ บนรายทางกว่า 85,000 คน และได้ใช้บริการผ่านศูนย์ฯ ของเราประมาณ 1,500 คน ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางลงมาเยือนประเทศไทยมีจำนวนน้อยกว่าโดยใช้บริการผ่านศูนย์จำนวน 258 คน และเมื่อตรวจสอบจากเอกชนทัวร์ต่างๆ พบว่ามีรวมกันประมาณ 5,000 คนเท่านั้น ดังนั้นในระยะยาวจึงอยากให้ความร่วมมือด้านต่างๆ จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเยือนเชียงรายมากขึ้น

นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ได้รับแจ้ง จากสำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนาว่าในเดือน ต.ค.2553-เม.ย.2554 นี้ ทางมณฑลหยุนหนัน มีแผนจะนำนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเยือนเชียงรายประมาณ 10,000 คน โดยได้มีการจัดกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีและวัฒนธรรมด้านการท่องเที่ยวใน 5 เมืองใหญ่ของมณฑล และเมืองไหนชนะ ก็จะได้โควตาพาคนมาเที่ยวประมาณ 2,500 คน เฉพาะสิบสองปันนาก็จะมาเยือนประมาณ 2,500-2,800 คน

รายงานข่าวจากแจ้งอีกว่าการเดินทางมาส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีนตอนใต้ดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่ จ.เชียงราย ได้ให้การต้อนรับ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในประเทศไทยช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา จนรัฐบาลจีนเตือนคนจีนไม่ให้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้บรรยากาศการเดินทางลงมาเยือนของชาวจีนก็ยังไม่คึกคักมากนัก โดยผู้ประกอบการระบุว่าส่วนใหญ่จะมาด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำจากคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลหยุนหนัน หรือเชียงรุ้งเมืองเอกของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาไปลงที่ จ.เชียงใหม่ มากกว่า เพราะเป็นช่วงต้นของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยของจีนตอนใต้อีกครั้งนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความสงบในไทย รวมทั้งตามปกติคนจีนจะขอหนังสือผ่านแดนระหว่างประเทศหรือพาสปอร์ตได้ยากด้วย

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000131544
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #115 เมื่อ: วันที่ 20 กันยายน 2010, 12:12:29 »

 วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4246  ประชาชาติธุรกิจ


7ยักษ์ยึดหัวหาดเชียงรายปลูกยาง "ไทยเบฟ-ไทยฮั้ว-ไทยรับเบอร์-เบียร์สิงห์"ปักธง




 
เอกชนยักษ์ใหญ่ไทย-จีน พาเหรดยึด พื้นที่เชียงรายปลูกยางพารา และตั้งโรงงานแปรรูปยางแผ่นส่งออก ผู้อำนวยการ สกย.เชียงรายเผยดีมานด์จากตลาดจีน อินเดีย โตไม่หยุด ทำให้ไทยผลิตและ ส่งออกยางไม่ทันความต้องการ ขณะที่เกษตรกรแห่เข้าร่วมโครงการปลูกยางเฉียดล้านไร่ ด้านราคากล้ายางพุ่งสูงต้นละ 35 บาท ขาดตลาดอย่างหนัก


นายวิทยา ชุมวณิชย์ ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จ.เชียงราย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ความต้องการยางพาราของต่างประเทศเพิ่มขึ้นไม่หยุด จนประเทศไทยผลิตและส่งออกไม่ทัน ปัจจุบันผลผลิตที่ได้ใช้ในประเทศแค่ 4% และส่งไปจีนมากที่สุด 39% อินเดีย 17% โดยเฉพาะตลาดอินเดีย ในอนาคตคาดว่าอย่างน้อยก็ต้องโตเท่ากับจีน ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันจึงมีเอกชนที่เกี่ยวข้องกับกิจการยางพารารายใหญ่ของประเทศไทย 6-7 ราย ทยอยไปลงทุนปลูกยาง และเตรียมสร้างโรงงานแปรรูปยางแผ่นและยางแผ่นรมควันใน จ.เชียงราย เช่น บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), องค์การสวนยาง, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), กลุ่มเบียร์สิงห์, กลุ่มน้ำยางไทย เป็นต้น

ล่าสุด ยังมีเอกชนด้านยางพารารายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศจีนเข้าไปหาข้อมูลจาก สกย.เชียงราย โดยสนใจที่จะลงทุนโรงงานแปรรูปยางพาราครบวงจรที่ จ.เชียงราย เพื่อนำผลผลิตส่งกลับไปยังประเทศจีน ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ซึ่งกำลังก่อสร้างที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เชื่อมกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว แล้วเสร็จในปี 2555 โดยมีระยะทางไกลจากจีนตอนใต้ 245 กิโลเมตรเท่านั้น

นายวิทยาเปิดเผยว่า ในปัจจุบัน จ.เชียงราย มีเกษตรกรปลูกยางพาราประมาณ 15,000 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 347,857 ไร่ สามารถกรีดน้ำยางมาจำหน่ายและแปรรูปเป็นยางแผ่นได้แล้วบางส่วน และภายในปี 2553 คาดว่าจะมีพื้นที่กรีดได้ 10% ของพื้นที่ทั้งหมด จากนั้นในปีถัด ๆ ไปก็จะทยอยกรีดได้ตามอายุของต้นยางต่อไป

ขณะเดียวกันความต้องการปลูกยางพาราก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลมีโครงการขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก 8 แสนไร่ทั่วประเทศ โดยเน้นไปที่ภาคเหนือและภาคอีสานด้วยงบประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งมีเกษตรกรรายใหม่ใน จ.เชียงราย ขอเข้าร่วมโครงการ 86,000 ราย และจากการสำรวจพื้นที่ว่างที่สามารถนำมาปลูกยางมีกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งถือว่ามากเกินกว่าโควตาที่จะได้รับจากโครงการขยายพื้นที่ปลูก จึงขอเพิ่มโควตาปลูกสำหรับ จ.เชียงราย ไปแล้ว"สาเหตุที่มีความต้องการปลูกสูง เพราะราคายางสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการสนับสนุนทั้งเงินทุน ความรู้ การตลาด ฯลฯ ตลอดเวลา 5 ปีครึ่ง ซึ่งมากกว่าโครงการเดิมที่ให้เวลา 2 ปีครึ่ง เชียงรายเหมาะสมกับพืชยางพารามากเพราะดินอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะตามภูเขาที่มีหน้าดินลึก และสามารถกรีดน้ำยางได้นานปีละกว่า 150 วัน ซึ่งมากกว่าภาคใต้ที่มีฝนตกมาก ทำให้กรีดได้ปีละ 130-140 วัน ส่วนน้ำยางก็มีคุณภาพ คาดว่าในอีก 6-7 ปีข้างหน้า เชียงรายจะมีพื้นที่ปลูกยางมากเป็นอันดับ 3-4 ของประเทศ รองจากสงขลา, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี หรือตรัง"

นายวิทยากล่าวอีกว่า ปัจจุบันกล้ายางมีราคาสูงต้นละกว่า 35 บาท เพราะความต้องการสูงมาก และมีปัญหาขาดตลาดอย่างหนัก สกย.เชียงรายได้จัดทำโครงการสาธิตแปลงกิ่งตายางในโรงเรียน 20 แห่ง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพาะและติดตายางได้เองในอนาคต รวมทั้งรวมกลุ่มเกษตรกรได้แล้ว 42 กลุ่ม แบ่งเป็นสหกรณ์ 2 แห่ง และกลุ่มพัฒนาชาวสวน สกย.อีก 40 แห่ง เพื่อเป็นเครือข่ายผลิตยางแผ่นให้มีคุณภาพดี และ สกย.ได้ช่วยประสานให้เอกชนรับซื้อตามคุณภาพยาง ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่พ่อค้าจะเข้าไปรับซื้อและกำหนดราคายางแผ่นตั้งแต่คุณภาพชั้น 1-3 ในราคาเดียวกันทั้งหมด

หน้า 24
 
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02phu04200953&sectionid=0211&day=2010-09-20
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #116 เมื่อ: วันที่ 21 กันยายน 2010, 11:24:42 »

รถไฟเด่นชัย-เชียงราย แนวพระราชดำริ ร.5
วันอังคาร ที่ 21 กันยายน 2553 เวลา 0:00 น





เป็นเรื่องที่พูดกันมานานหลายรัฐบาลแล้วสำหรับการก่อสร้างเส้นทาง “รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย” ซึ่งดูเหมือนจะเข้าทำนองปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งให้ชาวเชียงรายและประชาชนคนเมืองเหนือในซีกตะวันออกของหัวขวานทองชะเง้อชะแง้แลหามาแล้วนานนับหลายสิบปี หากพลิกปูมความเป็นปลื้มปีติของคนเชียงรายกับเส้นทางรถไฟ พาหนะราคาถูกสำหรับคนจนแล้ว จะพบว่า แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 ทรงมีพระบรมราชโองการให้มีการเซอร์เวย์เส้นทางรถไฟ เชียงใหม่-เชียง ราย-เชียงแสน มาตั้งแต่ปี 2430 แล้ว โดยมีเหตุผลที่ ร่วมสมัยที่สุดคือ “...เพราะทางรถไฟอาจจะชักย่นหนทางหัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ไกล ไปมาถึงกันยาก ให้กลับเป็นหัวเมืองใกล้ ไปมาถึงกันได้สะดวกเร็วพลัน......” เป็นประกาศแต่พระที่นั่ง จักรีมหาปราสาท ณ วันที่ 6 เดือน 5 ขึ้น 4 ค่ำ ปีชวด ยังเป็นนพศก จุลศักราช 1249 เป็นวันที่ 7066 ฤาปีที่ 20 รัชกาลปัจจุบันนี้...

กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 100 ปี พอดี ซึ่งก็น่าจะเป็นมหามงคลยิ่ง หากรัฐบาลนี้จะได้สาน ต่อซึ่งพระราชดำริของ ร.5 กรณีเส้นทางรถไฟเพื่อประ ชาชนชาวเชียงราย โดยการเดินหน้าสานฝันเส้นทางรถไฟ “เด่นชัย-เชียงราย” ให้เป็นจริง และสำเร็จสมบูรณ์ “ย่นระยะทาง” “ประหยัดค่า ขนส่ง” สำหรับประชาชนใช้บริการเดิน ทางไป-มา พี่น้องเกษตร กรขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและสินค้า อุปโภคบริโภคทั่วไปในสนนราคาขนส่งที่โดนใจไม่เดือดร้อน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยพร้อมคณะวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เดินทางลงสู่พื้นที่เชียงราย ในการจัดทำ “ห้องสมุดรถไฟ” ขึ้นภายในอาณาบริเวณด้านหน้าลาน อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สถานที่ตั้งอาคารศาลา กลางหลังแรก ซึ่งเป็นหนึ่ง ในโครงการหอประวัติ เมืองเชียงราย โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2553 ซึ่งนางรัตนา จงสุทธนามณี นายก อบจ.เชียง ราย กล่าวว่า รถไฟห้องสมุดจะเป็นแหล่งความรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไปทุกเพศ ทุกวัยได้สืบค้นข้อมูลประวัติเมืองเชียงราย วิถีชีวิต เผ่าพันธุ์ ความเชื่อประเพณีและวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของบรรพบุรุษชาวเชียงรายจนถึงยุคสมัยปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คนเชียงรายที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจครัวเรือนและโดยมวลรวมจากผลผลิตทางด้านเกษตรกรรม การปลูกข้าว ทำไร่ทำนา ทำยางพารา ในขณะที่พาหนะขนส่งเพื่อการค้าขายหรือการเดินทางด้วยพาหนะอื่นไปยังเส้นทางต่าง ๆ ในปัจจุบันจะมีอัตราค่าบริการค่อนข้างสูง ซึ่งนั่นก็หมายถึงภาวะค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนมากขึ้น “รถไฟคนจน” จึงเป็นความหวังหนึ่งของชาวเชียงราย

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในมุม มองของผู้ประกอบการ นายประยงค์ เลาหะวีร์ วัย 71 ปี เจ้าของรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ ป.รุ่งโรจน์ขนส่ง รับ จ้างบรรทุกสินค้าขึ้น-ล่อง ระหว่าง กทม.-เชียงราย-กทม. มายาวนานและมีประสบ การณ์มากว่า 40 ปี การมีเส้นทางรถไฟจาก อ.เด่นชัย จ. แพร่ ผ่าน จ.พะเยา มา จ.เชียงราย นั้น ตนมีความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ประชาชนจะ ได้มีทางเลือกในการขนส่งสินค้า เรื่องราคาค่าโดยสารจะไปกระทบ ต่อรถเมล์-รถทัวร์ปรับอากาศที่วิ่งขึ้น-ล่อง กทม.-เชียงรายนั้น เชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากว่า ราคาค่าตั๋วโดยสารรถไฟชั้น 3 จะถูกกว่ารถยนต์ แต่การเดินทางจะใช้เวลามากกว่า ส่วนราคาที่ ชั้น 1 และ ชั้น 2 เมื่อรวมค่าธรรมเนียม ต่าง ๆ แล้ว เช่น ค่าธรรมเนียมรถด่วน รถเร็ว รถปรับอากาศ ตู้นอน หากรวมสิ่งเหล่านี้แล้ว ค่าธรรมเนียมบวกค่าโดยสาร จะมีราคาแพงกว่าทางรถยนต์แน่

ส่วนในเรื่องที่ว่าหากมีเส้นทางรถไฟมาถึง จ.เชียงราย จะกระทบกระเทือนต่อ รถยนต์บรรทุก 10 ล้อ นั้น ตนยืนยันและเชื่อมั่นว่า ไม่เกิดขึ้นแน่ เนื่องจากว่าการขนส่งสินค้าทางรถไฟนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ไม่นิยม เพราะจะต้องเสียเวลาในการจองตู้บรรทุกสินค้า และไม่มีกำหนดเวลาว่าจะได้เมื่อไหร่ จึงไม่เป็นที่นิยม เว้นแต่ว่าหากเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก-ใหญ่โต ไม่เร่งด่วน รอเวลาได้ อีกทั้งส่งไปทางรถยนต์ ไม่สะดวก จึงจะต้องขนส่งไปทางรถ ไฟ ส่วนการบรร ทุกสินค้าจากเมืองสิบสองปันนา (เชียงรุ้ง) ประเทศจีนมาไทย นั้น ปัจจุบันมาได้ทางรถยนต์ ผ่าน สปป.ลาว และมาส่งสินค้าที่ อ.เชียงของ อีกทางหนึ่ง ก็ล่องเรือมาตามลำน้ำโขง ผ่านพม่า ลาว มาขึ้นที่ท่าเรือเชียงแสน ยังไม่มีเส้นทางรถไฟจากจีนมาเชื่อมที่ไทย หากเส้นทางรถไฟดังกล่าวเกิดขึ้น จะทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าด้วย

ด้าน นางสุพัตรา นามวัฒน์ วัย 50 กว่าปี ชาวเชียงราย กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดมา สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปี 2500 คุณพ่อและชาวเชียงราย พูดถึงและอยากได้เส้นทางรถไฟต่อจาก อ.เด่นชัย เพราะเชื่อว่าการเดินทางจะมีความปลอดภัย และค่าโดย สารจะถูก แต่การเรียกร้องก็ไม่เห็นจะสำเร็จบรรลุผล ตนเชื่อว่าชาวเชียงรายทุกคนยังอยากได้นั่งรถไฟสายนี้ และจะรอคอยต่อไป

“รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย” รถไฟแก้จนเป็นรูปแบบการขนส่งราคาถูกที่มีประโยชน์และสร้างความประหยัดทางด้านการเดินทางให้แก่ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศที่จะเดินทางมาเยือนเชียงราย โดยเฉพาะชาวบ้านระดับล่าง ที่มีเศรษฐกิจครัวเรือนไม่มากมายนักจะได้ยิ้มแย้มแจ่มใสอบอุ่น จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายวิสัยทัศน์พัฒนาของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นอย่างมากว่า จะเล็งเห็นประโยชน์ที่ประชาชนคนยากจนพึงจะได้รับบริการจากรัฐมากน้อยเพียงใด?.

กริช มากกุญชร

http://www.dailynews.co.th/newstartp...ontentID=92980
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
miyoko
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,261



« ตอบ #117 เมื่อ: วันที่ 21 กันยายน 2010, 13:04:14 »

เชียงรายเราจะเจริญแล้ว ไฮโซที่สุด เป็นที่หนึ่ง อิอิ จากสาวเจียงฮายแต้ๆ
IP : บันทึกการเข้า

boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #118 เมื่อ: วันที่ 21 กันยายน 2010, 22:37:39 »

สืบสานประเพณีเปิดตำนานตานโคมแห่งล้านนา
   
 21 กย. 2553 16:55 น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 21 ก.ย.ประชาชนและนักเรียนโรงเรียนดอนศิลาผางามวิทยาคม ต.ดอนศิลาผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมจัดงาน “เปิดตำนานตานโคมแห่งล้านนา ส่องสว่างทั่วฟ้าภูผางาม ครั้งที่ 2” เพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้ตระหนักระลึกย้อนหลังถึง “เมืองสุวรรณโคมคำ” และรู้ถึงประวัติโคมต่างๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ศิลปะล้านนาให้คงอยู่กับสังคมปัจจุบัน และอนาคต

นายประเวศ เวชชะ ผู้อำนวยการโรงเรียนดอนศิลาผางามวิทยาคม กล่าวว่า งานตำนานตานโคมแห่งล้านนา ส่องสว่างทั่วฟ้าภูผางาม เป็นงานประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นที่ 2 เพื่อให้เป็นการกระตุ้นให้นักเรียน เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักและระลึกย้อนหลังถึงเมืองสุวรรณโคมคำ ชื่อเมืองเชียงรายในอดีต พร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์ประเพณีชาวล้านนาที่ใช้โคมในจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดความสว่างไสว ให้คงอยู่กับสังคมที่มีการะเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้ร่วมกันจุดเทียนมงคลและโคมล้านนา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้มีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นแสงไฟนำทางให้กับชาวไทยตลอดไป

ด้าน นางรัตนา จงสุทธนามณี นายกอบจ.เชียงราย เปิดเผยว่า อบจ.ได้ทำการสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีในชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว ก็ยังเป็นการสร้างการฟื้นฟูและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย และยังทำให้เยาวชนได้ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมล้านนาให้คงอยู่ อบจ. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนให้เกิดความสามัคคี เพื่อก้าวไปสู่แสงสว่าง ต่อไป 
 
 
 
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #119 เมื่อ: วันที่ 23 กันยายน 2010, 10:59:26 »

สนข.หนุนศูนย์กระจายสินค้าชายแดนเชียงรายเตรียมรับสะพานโขง 4





นักธุรกิจในภาคเหนือหนุน สนข.เร่งแจ้งเกิดศูนย์กระจายสินค้าชายแดนครบวงจร เชิงสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 มูลค่าการลงทุนกว่า 2,300 ล้านบาท พร้อมเตรียมเปิดเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ 2 สาย "เชียงใหม่-หลวงพระบาง" และเชียงราย-เมืองบ่อเต็น ชายแดนลาว-จีน ขณะที่สินค้าจีนทะลักลงมาอย่างหนัก

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คสศ.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยระหว่างปี 2550-2554 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ จ.เชียงรายนั้น สนข.ได้รับมอบหมายให้สำรวจออกแบบรายละเอียด และการบริหารจัดการศูนย์กระจายสินค้าชายแดนครบวงจร (Border Control Facility) บริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมไทย-สปป.ลาว ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เชื่อมกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

การสำรวจออกแบบโครงการดังกล่าว มีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งภายในศูนย์จะมีการอำนวยความสะดวกด้านกิจการชายแดนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บริการ ณ จุดเดียว (One Stop Service) รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่รองรับรถโดยสาร รถบรรทุก รถไฟ รถทั่วไปด้วย

นอกจากนี้ จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนถ่ายสินค้าในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน (ไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้) รวมทั้งเตรียมการเปิดเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ 2 สาย คือเส้นทางจากเชียงใหม่-เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว-แขวงหลวงน้ำทา-แขวงอุดมไชย-แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว และเส้นทางจากเชียงราย-แขวงบ่อแก้ว-ชายแดน สปป.ลาว-จีน ที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยได้ให้บริการรถโดยสารสู่ระดับนานาชาติลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้น และผลักดันระบบราง โดยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสาย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ไปยังศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าว ซึ่งนักธุรกิจในภาคเหนือเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก

ทั้งนี้ เมื่อการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 แล้วเสร็จประมาณปลายปี 2555 ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออกสินค้าชายแดนผ่านศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าวมากขึ้น

นายพัฒนากล่าวว่า ระบบดังกล่าวจะถูกใช้งานให้สอดคล้องกับถนน 4 ช่องจราจรเชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 75 กิโลเมตร โดยจะของบประมาณในปี 2555 ถนนสาย อ.จุน จ.พะเยา-อ.เทิง จ.เชียงราย ระยะทาง 43.709 กิโลเมตร คาดว่าจะของบประมาณได้ราวปี 2555-2559 รวมทั้งได้เพิ่มระบบขนส่งทางรถไฟสาย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ไปยัง อ.เชียงของ ประมาณ 346 กิโลเมตร โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังศึกษารายละเอียดให้แล้วเสร็จในปี 2554 เพื่อเสนอของบประมาณไปยังรัฐบาลในปีถัดไป

ส่วนงบประมาณลงทุนศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าว สนข.ประเมินมูลค่าการลงทุนประมาณ 2,301 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะที่ 1 มูลค่า 1,451 ล้านบาท ระยะที่ 2 มูลค่า 850 ล้านบาท

นายพัฒนากล่าวอีกว่า ในปัจจุบันสินค้าจีนทะลักลงมาอย่างหนัก และคาดว่าเมื่อสะพานข้ามแม่น้ำโขงแล้วเสร็จจะทำให้สินค้าจีนทะลักลงมามากกว่านี้ ดังนั้น การมีระบบรางหรือรถไฟเชื่อมไปสู่สะพานโดยเร็ว จะช่วยลดระดับการทะลักด้วยรถบรรทุกสินค้าจีนสู่ประเทศไทยโดยตรง เพราะไทย-จีนมีข้อตกลงกันว่าเมื่อสะพานแล้วเสร็จจะอนุญาตให้รถบรรทุกของแต่ละประเทศขนส่งสินค้าเข้าสู่ประเทศคู่สัญญาได้ในปีแรก 100 คัน ปีถัดไป 200 คัน และ 500 คัน ตามลำดับ

ดังนั้น หากมีระบบรางเชื่อมจากเด่นชัย-เชียงของ ก็จะทำให้ภาคเอกชนหันมาลดต้นทุนหันมาใช้บริการระบบรางแทน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยหลายด้าน ทั้งด้านการจัดเก็บรายได้ การลดปริมาณการจราจร เป็นต้น

Source : วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4247 ประชาชาติธุรกิจ หน้า 24


เครดิต คุณ JJKT
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 ... 35 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!