จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดเหนือสุดแห่งดินแดนสยามมีประวัติความเป็นมาที่สำคัญและยาวนานมาตั้งแต่ครั้งอดีต มีแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม คือเมืองโบราณเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์จากการสันนิษฐานของนักโบราณคดีเห็น ว่าเครื่องปั้นเวียงกาหลงมีลักษณะการเขียนลายที่เหมือนกับเครื่อง ถ้วยชิงไป๋ของจีน จากการขุดค้นบริเวณเมืองโบราณ พบเตาเผาเครื่อง เคลือบ 200 กว่าเตา แสดงให้เห็นว่า ในอดีตเมืองนี้ต้องเป็นชุมชน ใหญ่และตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองต่างๆ ของอาณาจักรล้านนา มีแม่น้ำ หลายสายไหลผ่าน เชื่อว่าสภาพภูมิประเทศบริเวณนี้คงเป็นบริเวณ ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ของคนในเมืองเวียงกาหลง ผู้คนอยู่ดีกินดีมีความสุขถ้วนหน้า อารยธรรมเจริญรุ่งเรือง ต่อมาอีกกี่ร้อยปีไม่ปรากฏว่าเวียงกาหลงได้ถึงกาลล่มสลายลงจากภัยธรรมชาติหรือโรคระบาดหรือสาเหตุอื่นใดไม่แน่ชัด

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย สำนักงานปลัด กระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานของรัฐบาลที่ มีบทบาทและหน้าที่ในการส ่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของ จังหวัดให้ดำรงคงอยู่สืบไป ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาเมืองโบราณ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์รวมทั้งวัฒนธรรมครบวงจรและเชื่อมโยงกันให้มีความมั่นคงและ ยั่งยืน โดยใช้มิติทางวัฒนธรรม จึงได้จัดทำหนังสือคู่มือแนะนำการ ท่องเที่ยวเวียงกาหลง สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจศึกษาเรื่องราว “ร่องรอยตำนานเวียงกาหลง” ตามเส้นทางท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ โบราณสถาน นำมาพัฒนาต่อยอด ซึ่งจะสามารถเพิ่มมูลค่าทาง เศรษฐกิจให้ประเทศได้เป็นจำนวนมากในแต่ละปีต่อไป

 
 



เมืองโบราณเวียงกาหลง ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้าจังหวัดเชียงราย ในปัจจุบันนี้ถือเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งอีกแห่งหนึ่ง เพราะขุดค้นพบเตาเผาและชิ้นส่วนภาชนะต่างๆ ในสมัยโบราณอยู่ทั่วไป อีกทั้งยังมี แนวคูน้ำ คันดินที่หลงเหลืออยู่บางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ ของเวียงกาหลงในอดีต

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเวียงกาหลงนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏในเอกสาร ทางประวัติศาสตร์ใดๆ แต่นักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงปีพ.ศ. 1500-1600 โดยสัมพันธ์กับประวัติการสร้างพระธาตุแม่เจดีย์คือ พระเจ้าอโนรธามังช่อกษัตริย์แห่งพม่าหรือาณาจักรพุกาม ในขณะนั้นได้ยกทัพไปทำ ศึกเพื่อทวงขอพระบรมสารีริกธาตุ พระไตรปิฎก และพระแก้วมรกตคืนจากกษัตริย์ อาณาจักรกัมพูชา และได้มายั้งทัพ บริเวณนี้ จึงสร้างเมืองขึ้นและขุดคูล้อมรอบเมืองเพื่อสร้างเป็นป้อม ปราการป้องกันข้าศึกศัตรูและสัตว์ร้าย รวมทั้งได้สร้างพระธาตุแม่เจดีย์ ขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่จากการศึกษาอายุของเตาเผาและเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง ทำให้ทราบอายุของโบราณวัตถุและสันนิษฐานว่าเวียงกาหลงน่าจะเป็นชุมชนโบราณที่มีอายุระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 19-21 ซึ่งร่วมสมัยกับ
ยุคราชวงศ์มังราย แหล่งเตาเวียงกาหลงมีพื้นที่กว่า 15 ตาราง กิโลเมตร ขุดค้นพบเตาเผาหลายเตากระจายอยู่ทั่วไป

เวียงกาหลงเป็นเมืองโบราณ ที่มีรูปร่างยาวรีต่อเนื่องขึ้นไปบนเนินเขา มีแนวคูน้ำคันดินขุดล้อมเป็นปราการป้องกันเมืองหลงเหลืออยู่บางส่วน แนวคูน้ำนั้นลึกประมาณ 3-4 เมตร กว้าง 3-5 เมตร โดยคูดินด้านทิศตะวันออกขุดเป็นคูดินสองชั้นเป็นรูปปีกกาตีวงอ้อมจาก ทิศใต้ไปยังทิศเหนือ ส่งผลให้ผู้ที่ไม่ชำนาญทางหาทางออกไม่ได้และหลงทางในที่สุด ซึ่งลักษณะผังเมืองที่หลอกล่อให้คนหลงทางเช่นนี้จึงเป็นที่มาของชื่อ “เวียงกาหลง”

นอกจากคันคูดินรูปปีกกาที่ทำให้คนหลงทางแล้วชื่อเวียงกาหลงยังถูกโยงให้ สัมพันธ์กับตำนานแม่กาเผือก ตำนานที่เล่าขานถึงกำเนิดของพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ในภัทรกัปป์อันได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสัปปะ พระโคตมะ และ พระศรีอริเมตไตรยะ

ในตำนานแม่กาเผือก ท้าวฆติกามหาพรหมได้กล่าวถึงเวียงกาหลง เมื่อครั้งที่แม่กาเผือกบินมาสร้างรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำใหญ่ ในเวลาต่อมาแม่กาได้ตั้งครรภ์และออกไข่จำ นวน 5 ฟอง แม่กาเผือกคอยเฝ้าฟูมฟัก ดูแลไข่กาทั้ง 5 ฟองนั้นด้วยความรักและเอาใจใส่อย่างดีแต่วันหนึ่งแม่กาเผือก ได้ออกไปหากินในถิ่นอื่นที่ไกลออกไป บินไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอุดมสมบูรณ์ งดงามไปด้วยพืชพันธุ์พฤกษาต่างๆ นานามากมาย แม่กาเผือกเพลิดเพลินอยู่ในสถานที่แห่งนั้นจนค่ำ ได้เกิดลมพายุใหญ่พัดกระหน่ำ ทำให้แม่กาเผือก บินหลงวนอยู่ในสถานที่แห่งนั้น หาทางกลับรังไม่ได้จึงต้องพักอยู่ที่แห่งนั้นซึ่ง ภายหลังได้เรียกชื่อว่า เวียงกาหลง ฝ่ายไข่กาทั้ง 5 ฟองในรังนั้นได้ถูกลมพายุ ใหญ่พัดไหลไปตามแม่น้ำ พลัดพรากกันไปคนละทิศละทาง รุ่งเช้า เมื่อพายุสงบแล้ว แม่กาเผือกบินกลับมาที่รัง ไม่เห็นลูกจึง ออกตามหาไปทั่วแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจึงเศร้าโศกเสียใจจนตรอมใจตาย ด้วย อานิสงส์ความรักความเมตตาอันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกจึงทำ ให้แม่กาเผือกได้ไปจุติ ยังพรหมโลก เป็นท้าวมหาพรหมชื่อ ฆติกามหาพรหม ฝ่ายไข่กาทั้ง 5 ฟองที่ไหลไปตามแม่น้ำ นั้น ได้มีแม่สัตว์ต่างๆ มาเก็บ เอาไปเลี้ยง โดยไข่ใบแรกมีแม่ไก่เก็บไปเลี้ยง ไข่ใบที่สองมีแม่นาคเก็บไปเลี้ยงไข่ใบที่สามมีแม่เต่าเก็บไปเลี้ยง ไข่ใบที่สี่มีแม่โคเก็บไปเลี้ยง และไข่ใบที่ห้ามีแม่ ราชสีห์เก็บไปเลี้ยงชื่อของแม่สัตว์ทั้งห้าที่นำ ไข่กาไปเลี้ยงจึงกลายมาเป็นคาถา บูชาพระพุทธเจ้าห้าพระองค์คือคาถา นะ โม พุท ธา ยะ

เมื่อแม่สัตว์เก็บไข่ทั้งห้าฟองไปเลี้ยง ยามไข่แตกออกมาปรากฏร่าง มนุษย์น้อยแทนลูกกา แม่สัตว์ทั้ง 5 จึงเลี้ยงลูกมนุษย์ทั้ง 5 มาจนเติบใหญ่ หนุ่มน้อยทั้ง 5 คนนั้นต่างมีจิตใจฝักใฝ่ในการปฏิบัติบำ เพ็ญเพียรจึงขอออกบวช ไปอยู่ในป่า ขณะที่ทั้ง 5 คนบวชอยู่ในป่านั้นได้บังเอิญมาพบกันโดยไม่ได้นัด หมาย เมื่อได้ไถ่ถามกันจึงทราบว่าทั้ง 5 คนนั้นมีมารดาคนเดียวกัน แต่ด้วย เหตุที่ไม่ทราบว่ามารดาที่แท้จริงของตนเป็นใคร จึงร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานเพื่อ ตามหาแม่ที่แท้จริงของพวกตน

ด้วยแรงอธิษฐานของลูกทั้ง 5 คน ท้าวฆติกามหาพรหมผู้เคยเป็นแม่กาเผือกจึงลงมาหาลูกทั้ง 5 เพื่อให้ลูกรู้ว่าตนนั้นเคยเป็นแม่กามาก่อน และบอกลูกทั้ง 5 ว่าหากรำ ลึกถึงแม่ให้ใช้เส้นด้ายฟั่นเป็นเกลียวแล้วดึงเป็นรูปตีนกาใส่ไว้ในผางน้ำ มันแล้วจุดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่หรือตรงกับเดือน 12 ของไทย อานิสงส์ในการทำ บุญจะส่งไปถึง
ท้าวฆติกามหาพรหมผู้เคยเป็นแม่กาเผือก มารดาของพระพุทธเจ้าห้าพระองค์

 


เวียงกาหลงจึงเป็นเมืองโบราณที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับตำนานพุทธศาสนา ดังกล่าวและชื่อของเวียงกาหลงยังได้ส่งอิทธิพลต่องานศิลปหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อของเวียงกาหลงคือเครื่องเคลือบดินเผาที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปีแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนในเวียงกาหลงที่สั่งสมอายธรรมมายาวนานและบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของเวียงกาหลงในอดีตเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เวียงกาหลงสามารถสร้างงานศิลปะอย่างเครื่องเคลือบดินเผาซึ่งเป็นหัตถกรรมชั้นสูงที่พบได้ไม่มากนักก็คือ ภูมิประเทศและที่ตั้งของเวียงกาหลงซึ่งอยู่ติดเนินเขานั้นห่างไกลออกไปจากเส้นทางเดินทัพ จึงทำให้เวียงกาหลงรอดพ้นจากการศึกสงคราม ผู้คนจึงมีเวลาคิดสร้างงานศิลปะลวดลายที่ตกแต่งอยู่บนเครื่องเคลือบโบราณเช่นลวดลายพันธุ์พฤกษาก็สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ที่แวดล้อมเวียงกาหลงในอดีต



เวียงกาหลงมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณสองศตวรรษก่อนที่จะเสื่อมลงพร้อมกับอาณาจักรล้านนาที่ถูกพม่าเข้ามาปกครองอยู่ถึงสองร้อยกว่าปีเวียงกาหลงก็ล่มสลายไปเช่นกัน จนกระทั่งถึงปลายยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมืองหลังจากพระเจ้ากาวิละได้ทำการฟื้นม่านหรือกอบกู้เอกราชคืนจากพม่า และขึ้นไปกวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่างๆ ตามรายทางขึ้นไปทางเหนือจนถึงเขตสิบสองปันนาลงมาอาศัยอยู่ในล้านนา เพื่อรื้อฟื้นบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้งก็มีการอพยพผู้คนจากเชียงใหม่มาตั้งถิ่นฐานในบริเวณพื้นที่เวียงกาหลงและโดยรอบหลังจากนั้นก็มีผู้คนจากถิ่นต่างๆ เริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในชั่วระยะเวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมามีผู้คนจากอำเภอต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น อำ เภอดอยสะเก็ด แม่แตง พร้าว ฝาง มาตั้งถิ่นฐานในเขตตำบลแม่เจดีย์และแม่เจดีย์ใหม่ ผู้คนจากลำปางมาตั้งถิ่นฐานในตำบลเวียงกาหลง และอยู่อาศัยมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

ที่ตั้ง ตั้งอยู่บ้านป่าส้าน หมู่ที่ 5 ตำ บลเวียงกาหลง ห่างจากเส้นทางหลักสายเชียงใหม่-เชียงราย แยกเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1048 ไปทางอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปางประมาณ 3 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายมือตรงเข้าไปเมืองโบราณเวียงกาหลงแต่เดิมชื่อตำบลหัวฝายต่อมาราษฎรได้ขอเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลเวียงกาหลงเนื่องจากที่ตั้งของตำบลมีพื้นที่ของเมืองโบราณเวียงกาหลงรวมอยู่ด้วย ปัจจุบันนี้จึงมีสถานะเป็นตำบลเวียงกาหลง อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างรอยต่อของเชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง มีจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 15 หมู่บ้าน มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

     ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้าจังหวัดเชียงราย
     ทิศใต้ติดต่อกับ ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
     ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
     ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ชุมชนแม่ขะจาน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เนื่องจากอำเภอเวียงป่าเป้าเป็นทางผ่านจากจังหวัดเชียงใหม่ไป จังหวัดเชียงราย และยังแยกไปจังหวัดลำปางได้ด้วยเช่นกัน ทำให้อำเภอเวียงป่าเป้าเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสัญจรไปมาระหว่างจังหวัดอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งลักษณะภูมิประเทศที่เคยเป็นแนวภูเขาไฟได้ทำให้บริเวณหลายๆพื้นที่ในอำเภอเวียงป่าเป้า เช่น ตำบลแม่ขะจานมีน้ำพุร้อน จนเกิดเป็นชุมชนที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนแม่ขะจานเป็นจุดท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด

 

จากประวัติศาสตร์การอพยพของผู้คนจากเชียงใหม่มาอาศัยอยู่ในอำเภอเวียงป่าเป้าและคนจากลำปางมาตั้งรกรากอยู่ในตำบลเวียงกาหลง ผู้คนในชุมชนเหล่านี้จึงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาล้านนาไม่ต่างจากกลุ่มไทยวนในพื้นที่อื่นๆ และยังมีชาวยองที่อพยพมาจากจังหวัดลำพูนบางส่วน นอกจากนั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นฟที่สูง เช่น
ปกาเกอะญอ ม้ง เมี่ยน อาข่า มูเซอดำ ลีซอ เป็นต้น ชาว บ้านนับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่และนับถือ
คริสตศาสนานิกายคาทอลิกและโปรแตสแตนท์รองลงมาตามลำดับ

 
 

งานหัตถกรรมโบราณเครื่องเคลือบลวดลายเวียงกาหลง

เชื่อกันว่าเครื่องเคลือบดินเผาหรือเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลงนั้นเริ่มผลิตในสมัยราชวงศ์มังรายหรือประมาณ พุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพดีในบรรดาเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตขึ้นในล้านนานั้น เครื่องถ้วยเวียงกาหลงนับว่าเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียง และเป็นรู้จักมากที่สุด เพราะ มีคุณภาพที่ดีมีความสวยงาม และเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือมีน้ำหนักเบา เนื้อบาง มีการใช้สีเขียนใต้เคลือบและเคลือบทับด้วยเคลือบสีเขียวไข่กา มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นซึ่งสัมพันธ์กับตำนานเรื่องเล่า คือลวดลายกาหลงที่แสดงถึงคติความเชื่อความศรัทธาในพุทธศาสนา รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศน์วิทยาที่สะท้อนอยู่บนลวดลายพันธุ์พฤกษาที่วาดตกแต่งบนเครื่องปั้นดินเผาของเวียงกาหลง 

แหล่งเตาเผาเวียงกาหลงที่ขุดค้นพบนั้นตั้งเรียงรายอยู่ตามบริเวณริมฝั่งแม่น้ำลาวตั้งแต่หมู่บ้านทุ่งม่าน บ้านสันมะเค็ด จนถึงบ้านป่าเหมือด ลักษณะเตาเผาเวียงกาหลงเป็นเตาเผาชนิดลมร้อนตรงเปลวไฟผ่านไปยังภาชนะที่เผาในเตาเป็นเตาที่มีขนาดเล็กโดยมีความกว้างไม่เกิน 2 เมตร ความยาวไม่เกิน 4.4 เมตร ปล่องไฟมีความกว้างเฉลี่ย 92 เซ็นติเมตร ผนังเตาหนาประมาณ 42 เซ็นติเมตร พบว่ามีร่องรอยการเผาด้วยอุณหภูมิที่สูงมากเนื่องจากมีการละลายของผนังเตาทำให้เกิดการเคลือบติดกัน ส่งผลให้ผนังเตาเผามีความแข็งแรงคงทน อีกทั้งกรรมวิธีการเผาของเวียงกาหลงที่สามารถเคลือบน้ำยาได้บาง มีความสม่ำเสมอกันทั่วถึงทั้งชิ้นงาน ในบางแหล่งเตาเผาพบกล่องดินซึ่งใช้ตั้งเรียงภาชนะที่จะเผาในเตาเผาเป็นการป้องกันสิ่งสกปรกฝุ่นเถ้าและควันไฟกระทบชิ้นงาน เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิในการเผาให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่พบในแหล่งเตาเผาอื่นๆ จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงเทคนิควิทยาการชั้นสูงที่คนในเวียงกาหลงได้คิดค้นขึ้นมานานกว่าหลายร้อยปี

เนื่องจากพื้นที่เวียงกาหลงเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน จึงทำให้มีแร่ธาตุสะสมอยู่ในเนื้อดินมากมายใช้ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารใดก็เจริญงอกงาม แม้แต่การปลูกข้าวญี่ปุ่นในพื้นที่เวียงกาหลงก็ยังได้ผลผลิตที่มีคุณภาพจนชาวญี่ปุ่นยังยอมรับว่าอร่อยกว่าข้าวที่ปลูกในประเทศ ดินที่ใช้ในการทำเครื่องปั้นดินเผาของเวียงกาหลงจึงเป็นดินภูเขาไฟที่ถือว่าเป็นดินคุณภาพเป็นเลิศในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา คือมีความเหนียวและยืดหยุ่นสามารถนำมาผลิตเครื่องปั้นเดินเผาเนื้อแกร่งได้เป็นอย่างดีและยังเชื่อกันว่าแร่ธาตุในเนื้อดินนั้นเมื่อนำมาผลิตเป็นเครื่องถ้วย ภาชนะเครื่องใช้จะส่งผลให้ผู้ใช้มีสุขภาพดีอายุยืนอีกด้วย

เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงเริ่มเป็นที่รู้จักนับตั้งแต่ ปีพ.ศ.2467 โดยการสำรวจของพระยานครพระราม (สวัสดิ์มหากายี) พบว่ามีการสร้างงานเครื่องเคลือบดินเผาหลากหลายรูป ทั้งภาชนะเครื่องใช้ตุ๊กตา พระพุทธรูป ตัวหมากรุก ฯลฯ สามารถแบ่งกลุ่มตามชนิดการเคลือบและการตกแต่งลวดลายออกเป็น 4 กลุ่มคือ

1.กลุ่มชิ้นงานประเภทเขียนลวดลายสีดำใต้เคลือบชิ้นงานมีคุณภาพดีเนื้อแกร่ง เพราะเผาด้วยอุณหภูมิสูงมาก เนื้อดินละเอียด สีออกขาวนวลจนถึงสีเหลืองเทาที่ผิวภาชนะมีการเคลือบน้ำเคลือบรองพื้นชั้นหนึ่งก่อนจะเขียนลวดลายแล้วเคลือบใสทับไม่มีหรือให้สีฟ้าจางๆ ชั้นเคลือบใสบางแตกรานละเอียดทั้งใบ ส่วนใหญ่จะผลิตเป็นชามจานปากกว้างชามทรงสูงขนาดเล็ก มีการเขียนลวดลายทั้งด้านนอกและด้านในโดยมักจะเขียนลายจีน ลายพันธุ์พฤกษา ลายปีกนก สามารถมองเห็นลวดลายที่เขียนลงไปด้วยสีดำ ตัดกับสีของน้ำเคลือบอย่างชัดเจน

2.กลุ่มชิ้นงานประเภทเคลือบใส มีเนื้อดินละเอียดสีนวล มีลักษณะบอบบางมากเพราะเผาในอุณหภูมิไม่สูงมาก จึงเปราะและแตกหักได้ง่าย มักผลิตชิ้นงานเป็นชาม กระปุก ขวดปากบานทรงน้ำ เต้า กระปุกเต้าปูน เต้าปูน ตะเกียง ตุ๊กตารูปสัตว์ ถ้วยขนาดเล็ก เป็นต้น เคลือบด้วยน้ำเคลือบสีเทาหม่นค่อนไปทางสีฟ้า

3.กลุ่มชิ้นงานประเภทเคลือบเขียว สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยคือ เคลือบสีเขียวศิลาดล (Celadon) ผิวมักแตกรานนิยมผลิตเป็นจาน และกลุ่มที่สองคือ เคลือบสีเขียวจากสนิมของตะกั่วหรือทองแดงมักผลิตเป็นกระปุกและพระพุทธรูป

4.กลุ่มชิ้นงานประเภทเคลือบสีน้ำตาล บางชิ้นมีสีน้ำตาลค่อนข้างดำบ้าง มีสีน้ำตาลอมเหลือง ส่วนใหญ่จะผลิตเป็นภาชนะประเภทไห ถ้วย ชาม แจกัน และตุ๊กตารูปสัตว์การเคลือบไม่สม่ำเสมอ

 

การขุดค้นโบราณสถานเวียงกาหลงและแหล่งเตาเผาทำให้วัตถุโบราณที่เคยฝังอยู่ใต้ดินถูกขุดขึ้นมาขายให้แก่พ่อค้าวัตถุโบราณอย่างมากมายเมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา จนทำให้คนในท้องถิ่นอย่างเช่นคุณทัน ธิจิตตัง ห่วงใยกับสิ่งที่เกิดขึ้น สมบัติที่ถูกสร้างขึ้นมาจากบรรพบุรุษคงจะไม่หลงเหลือ จึงทำให้เขาเริ่มคิดสร้างเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงขึ้นมาใหม่และพลิกฟื้นภูมิปัญญาของชาวเวียงกาหลงแต่โบราณให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันนี้กลุ่มสล่าทันถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงกลุ่มสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งในตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงได้มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วประเทศและนานาชาติอีกครั้งหนึ่งเมื่อกลุ่มสล่าเครื่องเคลือบดินเผาได้ผลิตแจกันเครื่องเคลือบดินเผาขนาดใหญ่ผลิตจากดินดำ หรือดินภูเขาไฟอายุนับล้านปีถวายเจ้าชายจิกมีเคเซอร์นัมเกล วังชุก (พระราชอิสรยศในเวลานั้น) ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินเยือนงานพืชสวนโลกในงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 แจกันเครื่องเคลือบดินเผาที่กลุ่มสล่าเวียงกาหลงและวิสาหกิจชุมชนเวียงกาหลงได้ทูลเกล้าฯถวายเจ้าชายจิกมีฯนั้นใช้เวลาผลิตนานกว่า 12 ปีโดยใช้ชื่อแจกันว่า บูรณฆฏะมหาคงคา (ออกเสียงว่าบูรณะกะตะมหาคงคา) หมายถึงความอุดมสมบูรณ์มีความสูง 104 เซ็นติเมตร รอบวงกว้าง 161 เซ็นติเมตร บนแจกันมีลวดลายที่เป็นเรื่องราวของแม่กาเผือกหรือท้าวฆติกามหาพรหม มารดาของพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ มีมูลค่ากว่าห้าแสนบาท

 
 
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

คูเมืองโบราณ

เป็นแนวกำแพงดินและคูน้ำที่ล้อมรอบตัวเมืองโบราณเวียงกาหลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดค่อนข้างยาว โดยมีความยาวประมาณ 2,000 เมตร กำแพงหนา 5 เมตร ระหว่างกลางของด้านยาวมีกำแพงรูปปีก 2 ชั้น ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งทำให้ผู้ที่ไม่ชำนาญทางจะหลงทางหาทางออกไม่ได้จึงเป็นที่มาของชื่อเวียงกาหลง ปัจจุบันนี้คูน้ำคันดินโบราณยังหลงเหลืออยู่ในบริเวณเมืองโบราณเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนที่สำคัญของชาวเวียงกาหลง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว



เตาเผาสล่าทัน

ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ที่ 3 ตำ บลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นเตาเผาที่ตั้งขึ้นโดย
คุณทัน ธิจิตตัง เมื่อปีพ.ศ.2526 โดยได้แรงบันดาลใจจากการที่มีชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องปั้นดินเผาในเวียงกาหลง การขุดค้นในครั้งนั้นสร้างความแตกตื่นให้แก่ชาวบ้านและหันมาขุดหาเครื่องปั้นดินเผาตามแหล่งเตาเผาโบราณต่างๆมากมายเพื่อซื้อขายให้แก่พ่อค้าวัตถุโบราณ คุณทันจึงเกิดความรู้สึกตระหนกกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและหวงแหนในศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญา ศิลปวิทยาการที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้จึงเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเวียงกาหลงและกรรมวิธีผลิตเครื่องเคลือบดินเผาตามแบบโบราณทั้งรูปทรง เอกลักษณ์ลวดลาย กรรมวิธีในการปั้น วิธีเผาล้วนแต่ใช้กรรมวิธีแบบโบราณทั้งสิ้น คุณทันได้ทดลองพัฒนากรรมวิธีต่างๆ มาด้วยตนเองจนได้รับคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ระดับ 4 ดาว ในปีพ.ศ.2546



เมื่อมีผู้สนใจมากขึ้นจึงเริ่มจัดตั้งเป็นกลุ่มเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงในเวลาต่อมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และสืบสานศิลปะการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง และเป็นการหารายได้ให้แก่สมาชิกในกลุ่ม

เอกลักษณ์ของเครื่องเคลือบดินเผาจากกลุ่มสล่าทันคือชิ้นงานมีความประณีต เนื้องานมีความเบาบางเนื่องจากเนื้อดินเป็นดินดำที่มีเฉพาะที่เวียงกาหลงซึ่งสามารถทนความร้อนสูง สามารถเผาโดยใช้อุณหภูมิสูงได้โดยไม่เสียรูปทรง นอกจากนั้นยังมีลวดลายที่ตกแต่งประดับบนชิ้นงานที่สัมพันธ์กับคติความเชื่อ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ

กลุ่มสัตว์มงคล เช่น ลายปลาตะเพียน ลายกิเลน ลายม้ามังกร ลายมังกร ฯลฯ โดยมีคติความเชื่อในเรื่องมงคลโชคลาภ ความอยู่เย็นเป็นสุข มงคลมหาอำนาจ ความแข็งแกร่ง อายุยืนยาว เป็นต้น

กลุ่มที่สองคือกลุ่มพฤกษามงคล เช่น ลายก้านขด ลายบัวเล็บช้าง ลายผักกูด เป็นต้น มีคติความเชื่อเกี่ยวกับการไม่มีอุปสรรค ความมั่นคง ความสะดวกราบรื่น

กลุ่มที่สามคือ กลุ่มลวดลาย ที่มีความหมายตามตำนานท้องถิ่น คือ ลายตัวกาและลายดอกกาหลง ซึ่งเป็นลวดลายที่ได้มาจากตำนานแม่กาเผือก มีความหมายถึงความเป็นสิริมงคล ความสงบ

เนื่องจากการผลิตลวดลายต่างๆบนชิ้นงานมีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา กลุ่มสล่าเขียนลายก่อนที่จะทำงานจะต้องนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเพื่อถ่ายทอดความสงบ สัจธรรม คติธรรมในพุทธศาสนาลงบนชิ้นงาน ดังนั้นชิ้นงานที่เป็นรูปสัตว์ไม่ว่าจะเป็นลวดลายหรือชิ้นงาน เครื่องเคลือบดินเผาประยุกต์ที่เป็นตุ๊กตาของกลุ่มสล่าทันจะมีหน้าตาแจ่มใส อารมณ์ดีใจดีทุกตัว จากคนท้องถิ่นที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผามาก่อน แต่ด้วยจิตสำนึก หวงแหนในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในท้องถิ่น ในวันนี้คุณทัน ธิจิตตัง ได้ถ่ายทอดความรู้ที่สั่งสมมาให้แก่ลูกศิษย์ลูกหามากมายจนได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์ “ผญาดีศรีล้านนา ปี2553” จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)

 
 

เตาลุงศรี

ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 3 บ้านทุ่งม่าน ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ดำเนินงานโดยคุณศรีหรือสล่าศรีลืมเนตร ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2525 เป็นต้นมา เมื่อชุมชนเวียงกาหลงตื่นตัวจากการขุดค้นพบวัตถุโบราณจากแหล่งเตาเผา ทำให้เกิดการซื้อขายอย่างแพร่หลายและเริ่มมีการนำเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตใหม่จากพื้นที่อื่นมาปลอมเป็นของเก่า จึงทำให้สล่าศรีผู้ที่เดิมเคยประกอบอาชีพช่างวาดภาพเหมือนวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆเกิดความรู้สึกเสียดายและหวงแหนเครื่องปั้นดินเผาโบราณจึงอยากจะฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปะ โดยเริ่มศึกษากรรมวิธีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาอย่างจริงจัง โดยมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพได้เข้ามาแนะนำ และจัดตั้งกลุ่มเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงกลุ่มเตาลุงศรีขึ้น ชิ้นงานเครื่องเคลือบดินเผาจากลุ่มเตาลุงศรีสามารถแบ่งประเภทของ การออกแบบได้ 3 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 กลุ่มลายพันธุ์พฤกษา คือลายต่างๆ ที่มีลักษณะของลายพันธุ์ไม้ลายดอกไม้ลายกลีบดอกไม้และลายใบไม้ซึ่งลวดลายของดอกไม้หรือพันธุ์พฤกษ์แต่ละลายจะนิยมประดับตกแต่งในบริเวณต่างๆของชิ้นงานแตกต่างกันไป

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มลายรูปสัตว์โดยมากจะไม่เขียนลายรูปสัตว์โดดๆ แต่จะมีลายพันธุ์ไม้ประกอบอยู่ด้วย มักจะเขียนลายปลาลายนาค ลายกิเลน ลายนกและ ลายหงส์

กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มลายเบ็ดเตล็ด เช่น ลายคลื่น ลายดอกกลมสลับดอกสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ลายดาวหรือลายดวงอาทิตย์ลายจักร เป็นต้น

แม้ว่าลวดลายในการออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบดินเผาของเตาลุงศรีจะมีความหลากหลายแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงอยู่อย่างเด่นชัด ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเตาเผาลุงศรีมีหลากหลาย ประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตกแต่งภายในอาคาร เช่น เครื่องเรือน โคมไฟ ไห จาน ชาม ชุดกาแฟ พาน รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทวัตถุมงคล เช่น พระพุทธรูป พระพิฆเนศ เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกอาคาร เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตกแต่ง สวยงาม และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตตามความต้องการของลูกค้าไม่ผลิตจำนวนมากเพื่อวางขาย

 
 

เตาเผาโบราณทุ่งม่าน (อุ๊ยทา)

ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งม่าน หมู่ที่ 3 ตำ บลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นเตาเผาโบราณ มักเรียกกันว่าเตาพ่อทาหรือเตาอุ๊ยทา ตั้งเป็นศูนย์ศึกษาโครงการโบราณคดีเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงบ้านทุ่งม่าน เตาเผาโบราณทุ่งม่านพ่ออุ๊ยทามีขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 3.80 เมตร โครงสร้างทุกส่วนของเตา รวมทั้งปล่องเตาก่อพอกด้วยดินเหนียวเป็นผนังหนาเชื่อมต่อกันตลอด รูปทรงของตัวเตาเป็นทรงประทุน มีขนาดค่อนข้างยาว ปล่องเตาแคบ และสูง มีความลาดเอียงของพื้นเตาประมาณ 10 องศา ห้องไฟยาวเกือบครึ่งหนึ่งของความยาวตัวเตาทั้งหมด ปล่องเตามีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.40 เมตร มีความสูงประมาณ 1.20 เมตร

 
 

ผาสามเส้า

ตั้งอยู่บ้านป่าจั่น หมู่ที่ 7 ตำ บลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นป่าหินลักษณะเคยเป็นลานมาก่อนในอดีต มีเนื้อที่กว้างประมาณ 5 ไร่ มีหินขนาดใหญ่ความกว้างและสูงประมาณ 2 คูณ 3 เมตรอยู่ 3 ก้อน ตั้งอยู่ใกล้กันลักษณะคล้ายการวางก้อนเส้าหุงข้าวเป็นสามเส้า พื้นที่ใต้หินมีลักษณะเป็นถ้ำ จึงได้ชื่อว่า ม่อนผาสามเส้า ตัวดอยผาสามเส้านั้นมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 30 ไร่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน มีร่องน้ำที่ขุดด้วยมือหลงเหลือให้เห็นดอยผาสามเส้าจึงจัดเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ มีผู้เข้ามาขุดค้นหาสมบัติ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2495 หลังจากนั้นชาวบ้านได้พบวัตถุโบราณอีกหลายอย่างเช่น เบี้ย กล้องยาสูบ อิฐโบราณ ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่าพื้นที่ดอยผาสามเส้านี้น่าจะเคยเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนมาก่อน หรืออาจจะมีการยั้งทัพอยู่บริเวณนี้มาก่อน

 
 

พระธาตุกู่เบี้ย

ตั้งอยู่บ้านแม่ห่างเหนือ หมู่ที่ 10 ตำบลเวียงกาหลง เป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่ชาวอำเภอเวียงป่าเป้าเคารพบูชา พระธาตุกู่เบี้ยเป็นพระธาตุเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานาน สถานที่ตั้งพระธาตุอยู่บนเนินเขาทางทิศตะวันตกของบ้านแม่ห่าง หมู่ที่ 6 และบ้านแม่ห่างเหนือ หมู่ที่ 10 พระธาตุกู่เบี้ยมีบรรยากาศ ร่มรื่นเพราะมีป่าไม้แวดล้อมอย่างหนาแน่น บอกถึงสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ บริเวณรอบพระธาตุกู่เบี้ยเป็นป่าชุมชน มีเนื้อที่มากกว่า 800 ไร่ซึ่งดำเนินการอนุรักษ์โดยกลุ่มรักษ์ป่าดอยกู่เบี้ยหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนตำบลเวียงกาหลงที่ได้จัดตั้งป่าชุมชนในหมู่บ้านต่างๆทั่วตำบลเวียงกาหลงนับเป็นการรวมตัวของคนในชุมชน เพื่อดำเนินกิจกรรมเพื่อชุมชนโดยชุมชนอย่างแท้จริง

 
 

โบราณสถานเวียงกาหลง

ตั้งอยู่บนเทือกเขาดอยหลวงในเขตเทือกเขาดอยหลวง บ้านป่าส้าน หมู่ที่ 5 ตำบลหัวฝาย อำเภอเวียงป่าเป้าจังหวัดเชียงราย ปัจจุบันหลงเหลือร่องรอยของคูน้ำคันดินอยู่บางส่วนที่ยังเห็นคูน้ำลึกและคันดินที่เคยเป็นป้อมปราการป้องกันข้าศึกศัตรูและสัตว์ร้าย ลักษณะผังเมืองของเมืองโบราณเวียงกาหลง มีรูปร่างยาวรีไม่เป็นรูปทรงเรขาคณิตเหมือนเมืองโบราณในยุคหลัง แสดงให้เห็นถึงอายุของการสร้างเมืองว่าน่าจะเป็นเมืองโบราณในยุคแรกที่มักจะสร้างตามรูปแบบหอยสังข์เช่น เมืองลำ พูน เมืองแพร่ หรือ ศรีสัชนาลัย เป็นต้น ภายในโบราณสถานเวียงกาหลงมีวัดเวียงกาหลง พระยอดขุนพล ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เวียงกาหลง และพิพิธภัณฑ์เวียงกาหลงจัดแสดงภาพถ่ายและเครื่องเคลือบดินเผาโบราณเวียงกาหลง หากเดินไปตามทางเดินจนถึงบริเวณที่ต่อเนื่องขึ้นบนเนินเขาจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองโบราณเวียงกาหลงได้อย่างสวยงาม

 
 

วัดพระธาตุพระเจ้าหลาย

หรือม่อนพระเจ้าหลาย ตั้งอยู่ที่บ้านป่าแงะ หมู่ที่ 5 ตำบลแม่เจดีย์คำ ว่า ม่อนหมายถึงเนินเขา พระเจ้าหลายหมายถึงพระพุทธรูปที่มีมากมาย ชื่อวัดพระธาตุม่อนพระเจ้าหลายจึงหมายถึงวัดที่มีพระพุทธรูปมากมายอยู่ในภายในวัดบริเวณถ้ำที่ตั้งอยู่บนเนินเขา

พระธาตุพระเจ้าหลายเป็นพระธาตุที่มีอายุเก่าแก่ ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างขึ้นในสมัยใดมีเรื่องเล่าว่ามีผู้พบเห็นพระบรมธาตุแก้วใส สว่างเสด็จออกมาจากวัดบนยอดเขาทุกๆวันโกน วันพระ ในปีพ.ศ.2495 พระครูยติวัตรวิมล เจ้าคณะอำเภอเวียงป่าเป้า จึงได้นำคณะสงฆ์และชาวบ้านร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุองค์เก่าที่ผุพัง เมื่อบูรณะเสร็จสิ้นแล้วจึงได้จัดประเพณีบูชาพระธาตุในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้

เชื่อกันว่าภายในถ้ำมีพระพุทธรูปทองคำ ศักดิ์สิทธิ์มากมาย รวมถึงเครื่องประดับและของมีค่าต่างๆของกษัตริย์ในสมัยโบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้ในถ้ำแห่งนี้ ในอดีตเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาหากวัดที่ตั้งอยู่ด้านล่างมีเทศกาลงานบุญก็สามารถยืมของในถ้ำไปใช้งาน เมื่อเสร็จงานก็นำมาส่งคืน ในถ้ำเหมือนเดิมโดยไม่มีคนดูแล แต่ชาวบ้านเชื่อว่ามีเทวดาอารักษ์คอยดูแลของในถ้ำอยู่ แต่ต่อมาผู้คนไม่เคร่งในศีลธรรมเต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน เมื่อยืมของไปแล้วไม่ยอมส่งคืนเหมือนที่เคยทำในอดีต จึงทำให้เกิดอาเพศหินก้อนใหญ่หล่นลงมาปิดปากถ้ำ ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านจึงไม่มีโอกาสได้เห็นภายในถ้ำพระเจ้าหลายและไม่มีโอกาสได้ยืมของอีกเลย

 
 

วัดพระธาตุแม่เจดีย์

ตั้งอยู่บ้านแม่เจดีย์ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ ห่างจากเส้นทางหลักสายเชียงใหม่–เชียงราย ประมาณ 500 เมตร ตั้งอยู่บนเนินซึ่งเป็นสถานที่ตั้งขององค์พระเจดีย์เก่าแก่ และองค์พระธาตุเจ้าครูบาศรีวิชัย สันนิษฐานว่าวัดพระธาตุแม่เจดีย์สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ.1583 โดยพระเจ้าอโนธรามังช่อกษัตริย์แห่งพม่าซึ่งได้แต่งตั้งฑูตไปศรีลังกา เพื่อขอคัมภีร์พระไตรปิฎกและพระพุทธรูปที่แกะสลักขึ้นจากมรกต แต่ขากลับเรือที่เดินทางไปศรีลังกานั้นถูกลมพายุพัดจนเปลี่ยนทิศทางการเดินเรือไปถึงปากแม่น้ำโขง ทั้งเรือและทรัพย์สมบัติในเรือถูกกษัตริย์กัมพูชายึดไว้ทั้งหมด จนกระทั่งเวลาผ่านไปนับปีพระเจ้าอโนรธามังช่อทราบเรื่องจึงแต่งตั้งฑูตไปกัมพูชาเพื่อขอคืนพระไตรปิฎก ส่วนพระแก้วมรกตนั้นหากกษัตริย์กัมพูชาต้องการก็จะไม่ขอคืน แต่กษัตริย์กัมพูชาต้องการจะเก็บไว้ทั้งหมด พระเจ้าอโนรธามังช่อจึงยกทัพจะไปทำศึกกับกัมพูชา โดยยกทัพผ่านมาทางเชียงลาวหรือเชียงรายในปัจจุบันและเมื่อมาถึงตำบลแม่เจดีย์ก็ทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา

 
 

ในปีพ.ศ.2550 มีการตัดถนนเพื่อปรับพื้นที่ทำถนนจากสวนสาธารณะบ้านชุ่มเมืองเย็นไปยังถนนอีกสายหนึ่ง จากการขุดถนนพื้นที่ในครั้งนั้นทำให้พบตลับสัมฤทธิ์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและวัตถุโบราณจำนวนหนึ่ง ในคืนนั้นเองพระครูไพบูลพัฒนาภิรักษ์ (ถวัลย์ ปรกฺกโม) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแม่เจดีย์ได้ มีนิมิตเห็นพระภิกษุมาพาไปเอาพระพุทธรูปทองคำ และสมบัติต่างๆในบริเวณพื้นที่ที่ตัดถนน เมื่อท่านพระครูตื่นขึ้นจึงตัดสินขุดในพื้นที่ที่ได้นิมิตและพบพระพุทธรูปทองคำ 2 องค์ คือพระพุทธรูปสิงห์หนึ่งและพระพุทธรูปสิงห์สามพร้อม สายสังวาลย์ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ประดิษฐานอยู่ ณ อุโบสถหลังใหม่ของวัดพระธาตุแม่เจดีย์ซึ่งยังได้จัดแสดงโบราณวัตถุและพระเครื่องภายในพิพิธภัณฑ์พระเครื่องภายในวัดพระธาตุแม่เจดีย์อีกด้วย โดยพระเครื่องและโบราณวัตถุต่างๆ เหล่านั้น ได้มาจากการขุดที่กรุวัดน้อยซึ่งเป็นวัดร้าง และอีกส่วนหนึ่งเป็นของสะสมของท่านพระครูและมีผู้นำมาบริจาคเพื่อจัดแสดงให้ผู้สนใจได้ศึกษาต่อไป

นอกเหนือจากเมืองโบราณเวียงกาหลงและศิลปหัตถกรรมที่สืบทอดกันมายาวนานหลายร้อยปีแล้ว ตำบลเวียงกาหลงยังมีศิลปินที่ทำงานศิลปะสมัยใหม่ซึ่งสร้างงานมาอย่างต่อเนื่องและเปิดแกลลอรี่ยังบ้านของตนเองเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนอย่างเช่น สมพล ยารังษีและนิตยา ตามวงค์

 
 
 

แกลลอรี่ของสมพล ยารังษี

ตั้งอยู่ที่ 146 หมู่ 1 บ้านสันมะเค็ด ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ผู้สนใจสามารถเข้าชมแกลลอรี่โดยติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 5395 2026 และ 0 9835 5690 เป็นแกลลอรี่แสดงงานจิตรกรรมที่สมพลสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง โดยงานศิลปะของเขาเป็นสไตล์เรียลลิสติกหรือภาพวาดเหมือนจริง มักเป็นภาพดอกไม้งามท่ามกลางบรรยากาศของขุนเขาที่รายรอบดอกไม้นานาพันธุ์ทั้งดอกไม้พื้นเมืองและดอกไม้เมืองหนาว ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเบ่งบานไปตามฤดูกาลอวดสีสันและความงามที่แตกต่าง นอกเหนือจากความประทับใจที่สัมผัสผ่านดอกไม้ในแต่ละฤดูกาลแล้วงานจิตรกรรมของสมพลยังมีความหมายถึงวัฏฏะสังขารของชีวิตการเวียนว่ายตายเกิด และการมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป

 
 

สวนศิลป์หลากสีของนิตยา ตามวงค์

ตั้งอยู่ที่ 17/11 ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าชมโดยการนัดหมายล่วงหน้าที่หมายเลขโทรศัพท์ 053-704124 และ 081-6026219 นิตยาเป็นศิลปินหญิงชาวเชียงราย ผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานหลากหลายอาชีพก่อนจะพบว่าการทำงานศิลปะคือ อาชีพที่ทำให้เธอมีความสุขมากที่สุด เธอจึงสร้างอาณาจักรแห่งดอกไม้ขนาดย่อมอยู่ท่ามกลางธรรมชาติทุ่งนาที่แวดล้อมกลางหุบเขาแห่งเวียงกาหลง ผลงานจิตรกรรมของเธอมักจะเป็นภาพดอกไม้ในเชิงสัญลักษณ์ที่บอกเล่าทัศนะของเธอที่มีต่อชีวิตและสังคมอย่างงดงามอ่อนช้อยด้วยสายตาของศิลปินหญิงนอกจากจะเป็นสตูดิโอในการทำงานศิลปะของเธอแล้ว สวนศิลป์หลากสียังเปิดให้บริการห้องอบไอน้ำสมุนไพร และอีกไม่นานเธอจะเปิดศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะให้แก่เด็กๆ ในชุมชน โดยจะมีห้องสมุดศิลปะห้องเรียนศิลปะและที่แสดงงานศิลปะสำหรับเด็กอีกด้วย

 
 
 

การเดินทาง
จากจังหวัดเชียงใหม่ไปตามทางหลวงหมายเลข 118 ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตรเลี้ยวขวาถ้ามาจากเชียงรายเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายแม่ขะจาน - วังเหนือ - ลำ ปาง/พะเยา ประมาณ 3.5 กิโลเมตร จะมีทางเข้าเวียงกาหลงอยู่ด้านซ้ายมือทางเข้าประมาณ 1 กิโลเมตร

หมายเลขโทรศัพท์

ที่ว่าการอำเภอ

0-5378-1510

สถานีขนส่ง

0-5378-1493

โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า

0-5378-1343

สถานีตำรวจภูธร

0-5378-1466

สถานีตำรวจทางหลวง

0-5378-9508

สำนักงานขนส่งวียงป่าเป้า

0-5395-2357

 

0-5378-1493

 

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ( เส้นทางท่องเที่ยวเวียงกาหลง )
อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงราย เลขที่ 632 หมู่ 3 ถนนแม่ฟ้าหลวง
ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 57100 โทร. 05 315 0169