เส้นทางท่องเที่ยววิถีแห่งผ้า

เสน่ห์วิถีผ้าเมืองเชียงรายและพะเยาการผลิตผ้าแต่ละผืนต้องมีภูมิปัญญาที่สืบสานกันมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคนอาศัยความสามารถเอกลักษณ์เฉพาะตัวเฉพาะถิ่นเส้นสายลายผ้าบนผืนผ้าที่ผลิตออกมาอันล้วนมีเสน่ห์ปัจจุบันถ้าคนรุ่นใหม่ไม่มองเห็นความสำคัญของผ้าเมืองท้องถิ่นอันสวยงามย่อมทำให้คุณค่าของผ้าถิ่นนั้นสูญหายไปการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) สำนักงานเชียงรายจึงตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่จะสืบเสาะค้นหาเอกลักษณ์ผ้าเมืองผ้ากลุ่มชาติพันธุ์เชียงราย-พะเยา มาเผยแพร่บอกเล่าสู่บุคคลภายนอกได้รู้จักตระหนักเห็นถึงเสน่ห์ผ้าเมืองและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิตการปลูกการทอการแปรรูปการออกแบบการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มของผ้าเมืองท้องถิ่นจนเป็นเอกลักษณ์มีเสน่ห์ของวิถีผ้าเมืองและในชุมชนผลิตผ้าเมืองนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติศิลปวัฒนธรรมที่งดงามและน่าค้นหาอีกด้วย

เส้นทางท่องเที่ยวเสน่ห์วิถีผ้าอาข่าผ้าทอดอยตุง - ผ้าปักอิ้วเมี่ยน

แหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางเที่ยวเท่ ...เสน่ห์วิถีผ้านอกจากได้ชมวิถีผ้าเส้นสายลายผ้าที่สวยงามแล้วการไปเยือนยังสถานที่เหล่านั้นยังมีจุดชมวิวจุดเช็คอินเท่ๆมีทั้งร้านกาแฟสถานที่ท่องเที่ยวชุมชนและที่ห้ามพลาดตามเส้นทางคืออุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนอนุสาวรีย์นาวาตรีสมานกุนันที่นักท่องเที่ยวจะได้แวะชื่นชมและเรียนรู้กัน

1. ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมืิอดอยตุงจากโครงการพัฒนาดอยตุงของสมเด็จย่าส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่และอาชีพต่อชุมชนบนดอยตุงชาวเขาเผ่าต่างๆ

2. พระตำหนักดอยตุงสวนแม่ฟ้าหลวงชมความงามของดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์และหอแห่งแรงบันดาลใจที่นี่อากาศเย็นสดชื่นตลอดทั้งปี

3. จุดชมวิวฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบเป็นจุดชมวิวและกางเต็นท์ซึ่งเป็นจุดชมความงามของทะเลหมอกพระอาทิตย์ตกที่สวยงามชัดเจนตั้งอยู่บนสันเขาแบ่งเขตแดนไทย- พม่า

4. จุดชมวิวผาฮี้ขึ้นดอยมาจิบกาแฟของพ่อในอดีตในหลวงรัชกาลที่ 9 นำพันธุ์กาแฟอาราบิก้ามาให้ชาวเขาปลูกแทนการปลูกฝิ่นที่มีวิวสวยงามมองได้ 360 องศามองเห็นด้านหน้าบ้านผาหมี

5. บ้านผาหมีอยู่ต่ำกว่าผาฮี้ไม่ไกลกันนักมีบรรยากาศดีวิวสวยมีโฮมสเตย์ให้บริการมีร้านกาแฟหลายร้านรสชาติกาแฟมีเอกลักษณ์อยู่ใกล้ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนด้วย

6.อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนและอนุสาวรีย์นาวาตรีสมานกุนันอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนเป็นวนอุทยานในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอนเป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่เป็นทางน้ำลอดในฤดูฝนจะปิดเพราะมีน้ำท่วมรอบนอกมีขุ่นน้ำนางนอนบ่อน้ำธรรมชาติสีเขียวใสมรกตอนุสาวรีย์นาวาตรีสมานกุนันอดีตนักทำลายใต้น้ำจู่โจมกองทัพเรือที่ได้ร่วมปฎิบัติการช่วยเหลือชีวิต 13 หมูป่ารูปปั้นจ่าแซมตั้งด้านหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯเพื่อรำลึกถึงวีรบุรุษแห่งถ้ำหลวง

7. วัดหิรัญญาวาส ( พระสิงห์สาน) ชมพระพุทธรูปสานปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยจุดเด่นของวัดนี้อยู่ที่พระประธานในวิหารสานด้วยไม้ไผ่หน้าตักกว้าง 9.9 ศอกสูง 19 ศอกเป็นพระพุทธรูปลักษณะพระสิงห์หนึ่งเชียงแสนศิลปะแบบล้านนา

8. ชุมชนปางห้าสัมผัสวิถีชีวิตแบบท้องถิ่นที่เต็มอิ่มกับความสุขครบรสกินอิ่มนอนอุ่นทำกิจกรรมในชุมชนเรียนรู้การทำเทียนการทำพระหยกการตีมีดกระดาษสามาสก์หน้าด้วยใยไหมทองคำโฮมสเตย์ที่ได้มาตรฐาน

9. สามเหลี่ยมทองคำจุดชมวิวสามเหลี่ยมทองคำชมองค์พระพุทธนวล้านตื้ออำเภอเชียงแสนนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงหรือนั่งเรือข้ามฝั่งเที่ยวเมืองต้นผึ้งประเทศลาวได้

10. ชุมชนผ้าปักอิ้วเมี่ยนบ้านแซวที่นี่มีหลากหลายวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชนเผ่าอาศัยอยู่ในหุบเขาลุ่มน้ำห้วยกว๊านการแต่งกายมีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะผ้าปักเผ่าอิ้วเมี่ยนที่มีที่มีลวดลายสวยงาม

2. เส้นทางท่องเที่ยวเสน่ห์วิถีผ้าเชียงแสนวิถีผ้าไทลื้อวิถีผ้าเขียนเทียนม้ง

เส้นทางเที่ยวเท่ ... เสน่ห์วิถีผ้าถ้ามาเชียงแสนสถานที่ที่ต้องเช็คอินไม่ควรพลาดได้แก่ดอยสะโง้ผ้าทอไทลื้อบ้านหาดบ้ายและเชียงรายขึ้นชื่อว่าเมืองศิลปะมาเชียงของก็อย่าได้พลาดเดินถ่ายรูปเท่ๆกำแพง Art ที่เชียงของสัมผัสวิถีผ้าทอไทลื้อบ้านศรีดอนชัยและพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำแหล่งรวมศิลปะบนผืนผ้าที่มีคุณค่าดุจทองคำของชาวไทลื้อ

1. ดอยสะโง้ มองเห็นวิว 360 องศาเห็นตัวเมืองเชียงแสนสายน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกดินชมทะเลหมอกมีโครงการหลวงสะโง้และที่ร้านกาแฟสตาร์ดอยคอฟฟี่ก่อนถึงจุดสูงสุดของดอยสะโง้

2. กลุ่มทอผ้าวัดพระธาตุผาเงา ผ้าทอล้านนาลายเชียงแสนเกิดขึ้นโดยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองเชียงแสน ( วัดพระธาตุผาเงา) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มแม่บ้านบ้านสบคำโดยมีพระครูไพศาลพัฒนาภิรัตได้สร้าง “ พิพิธภัณฑ์ผ้าทอล้านนาเชียงแสน” ในบริเวณวัดพระธาตุผาเงาเพื่อรวบรวมผ้าทอเชียงแสนและถิ่นใกล้เคียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

3. ผ้าทอไทลื้อบ้านหาดบ้าย ใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบมาทอเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่นผ้าซิ่นเสื้อปั๊ดผ้าปูโต๊ะลวดลายสีดำแดงเป็นรูปสัตว์รูปดอกไม้นิยมตกแต่งลวดลายด้วยเทคนิคจกเป็นลวดลายหลากสีเกือบเต็มผืนเป็นอัตลักษณ์ของที่นี่

4. พิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำลาย ผ้าถักทอประณีตมีเรื่องราวศิลปหัตถกรรมที่ถ่ายทอดของบรรพบุรุษจากสิบสองปันนามาสู่ศรีดอนชัยกับศิลปะลวดลายบนผืนผ้าที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์มีจัดแสดงการจำลองวิถีชีวิตของไทลื้อดั้งเดิม

5. ผ้าทอไทลื้อบ้านศรีดอนชัย ผ้าทอผ้าซิ่นไทลื้อของกลุ่มไทลื้อบ้านศรีดอนชัยนิยมทอลวดลายที่เรียกว่า “ ลายเกาะ” โดยใช้เทคนิคเกาะล้วงจกขิดมีลวดลายขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางตัวซิ่นมีความเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัวที่สืบทอดกันมาจนปัจจุบัน

6. บ้านไทลื้อ 100 ปี ( เฮือนเอื้อยคำ) เป็นเรือนไทลื้อโบราณที่ยังคงสมบูรณ์เป็นสถาปัตยกรรมบ้านทรงไทลื้อที่เหลืออยู่หลังเดียวและเป็นหลังสุดท้ายที่ยังคงอนุรักษ์และรักษาไว้

7. เฮือนคำแพง ( ข่วงวัฒนธรรมไทลื้อ) เป็นบ้านแบบไทลื้อโบราณแบบยกเสาคือการนำเสามาวางบนหินไม่ฝังดินเพื่อสะดวกแก่การถอนย้ายป้องกันแมลงมอดปลวกตามภูมิปัญญาดั้งเดิมจัดแสดงเสื้อผ้าและเครื่องใช้ตามวิถีชีวิตของชาวไทลื้อเปิดให้พักแบบโฮมสเตย์

8. กลุ่มทอผ้าไทลื้อครูดอกแก้ว ครูช่างศิลปหัตถกรรมที่ถ่ายทอดการทอผ้าไทลื้อมีความโดดเด่นในเรื่องของการนำฝ้ายมามัดหมี่และย้อมด้วยสีธรรมชาติกระบวนการทอมือที่เป็นเอกลักษณ์

9. ผ้าเขียนเทียนที่บ้านขุนห้วยแม่เปาใต้ อ. พญาเม็งรายภูมิปัญญาชนเผ่าม้งที่สืบทอดกันมาโดยใช้ขี้ผึ้งต้มให้ละลายใช้เขียนลวดลายลงบนผืนผ้านำไปย้อมสีธรรมชาติต้มให้เทียนละลายออกก็จะได้ลวดลายบนผืนผ้าที่งดงามเรียกว่า “ ผ้าเขียนเทียน”

3. เส้นทางท่องเที่ยวเสน่ห์วิถีผ้าลัวะดอยแม่สลอง

แม่สลองเป็นแหล่งปลูกชาที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและบนดอยแม่สลองนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมายเช่น ไร่ชาต่างๆดอยหัวแม่คำทุ่งดอกบัวตองพระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรีชุมชนเผ่าลัวะและร้านกาแฟทางผ่านที่อยากให้ลองแวะ

1. ไร่ชาฉุยฟง บรรยากาศล้อมรอบด้วยสีเขียวชอุ่มของไร่ชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเนินเขาปลูกลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดมีร้านอาหารคาเฟ่ชาฉุยฟงเห็นวิวไร่ชาได้รอบทิศบริการอาหารเครื่องดื่มเค้กสามารถชิมชาและเลือกซื้อชาคุณภาพดีเป็นของฝากได้

2. ชุมชนเผ่าลัวะบ้านตงจาใส หมู่ 13 ต. แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวงมีกลุ่มทอผ้าเผ่าลัวะผ้าซิ่นสีดำแต่งลวดลายด้วยด้ายสีสันต่างๆเป็นเส้นแนวตั้งตรงมีเทคนิคพิเศษคือผ้าที่ทอเสร็จจะนำไปต้มกับน้ำข้าวซึ่งจะช่วยให้ผ้าทอเนื้อแน่นสีไม่ตก

3.ตลาดดอยแม่สลอง ตลาดเช้าของบ้านสันติคีรีดอยแม่สลองริมถนนหน้าตลาดยามเช้ามักเต็มไปด้วยผู้คนบนดอยที่นำสินค้ามาขายเช่นผลผลิตทางการเกษตรทั้งสดและแปรรูปงานหัตถกรรมแม่ค้ามาจากหมู่บ้านรอบๆดอยแม่สลอง

4.พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี เจดีย์แบบล้านนาประยุกต์สร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จย่าเรือนธาตุประดับพระพุทธรูปยืนสี่ทิศมีพระอุโบสถและหอนิทรรศการพระธาตุตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของดอยแม่สลองทำให้เห็นวิวได้อย่างชัดเจน

5.กาแฟพนาคอฟฟี่ เป็นร้านกาแฟที่อยู่ท่ามกลางสวนกาแฟที่ปลูกเก็บตากและคั่วเมล็ดเองบนดอยแม่สลองสามารถนั่งดื่มกาแฟไปพร้อมกับชมวิวสวยๆของสวนกาแฟและเรียนรู้เรื่องปลูกกาแฟจนถึงการคั่วได้เลย

6. Panor Coffee House พนอคอฟฟี่เฮ้าส์มีบริการอาหารไทยฟิวชั่นสไตล์ยุโรปเค้กและกาแฟบรรยากาศในร้านร่มรื่นมีมุมให้เลือกนั่งมากมายสามารถเห็นดอยนางนอนที่สวยงามได้ชัดเจนโดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกดินจะสวยงามเป็นพิเศษ

7. วัดห้วยปลากั้งพระอาจารย์พบโชคติสฺสวํโสเป็นเจ้าอาวาสวัดภายในวัดมีพระมหาเจดีย์เก้าชั้นที่ชั้นหนึ่งมีเจ้าแม่กวนอิมปางประทานพรแกะสลักจากไม้จันทน์หอมสูง 7 เมตรมีพระพุทธรูปและเจ้าแม่กวนอิมไม้แกะสลักของแต่ละชั้นด้านนอกมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ สีขาวเป็นองค์นั่งปางประทานพรสูง 79 เมตรบนนั้นมีประติมากรรมนูนต่ำสีขาวรอบผนังบอกเล่าเรื่องราวของพระโพธิสัตว์มองเห็นวิวตัวเมืองเชียงรายได้รอบ

8.Inspire by Princess ดอยฮาง ( กำลังใจเรือนจำ) คือร้านกาแฟที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อมอบโอกาสและขวัญกำลังใจฝึกสอนวิชาชีพแก่ผู้ต้องขังส่งเสริมผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องขังให้เป็นที่ยอมรับแก่สังคมยังมีเป้าหมายในการช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อให้มีรายได้ในการดำเนินชีวิตที่ดอยฮางยังมีแปลงปลูกพืชผักเป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย

9. สิงห์ปาร์คเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชมดอกไม้นานาพันธุ์ชมไร่ชามีกิจกรรมหลากหลาย เช่น Zipline ปั่นจักรยานนั่งรถรางชมสวนรายล้อมด้วยธรรมชาติอากาศบริสุทธิ์มีร้านอาหารและ ร้านกาแฟไว้ให้บริการ

10. ชุมชนท่องเที่ยวบ้านเมืองรวงชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนวิถีชุมชนผักปลอดสารพิษอาหารปลอดภัยชุมชนเข้มแข็งเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการกินดีอยู่ดีมีความสุขตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเน้นการศึกษาเรียนรู้การบริหารจัดการคัดแยกขยะ

4. เส้นทางท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ผ้า

เชียงรายถือเป็นเมืองท่องเที่ยวมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างใหญ่การเดินทางไปสถานที่ ท่องเที่ยวต่างๆกับเรื่องราววิถีผ้าอาจใช้เวลานานแต่การไปเรียนรู้ดูวิถีผ้าให้ครบถ้วนไม่ใช่เรื่องยากเพราะที่เชียงรายมีพิพิธภัณฑ์เรื่องผ้าและวิถีชีวิตชนเผ่าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยี่ยมชมในแต่ละจุดตามสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงที่สะดวกแวะไป

1.พิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำลายผ้าถักทอสวยประณีตมีเรื่องราวศิลปหัตถกรรมที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษจากสิบสองปันนามาสู่ศรีดอนชัยกับศิลปะลวดลายบนผืนผ้าที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำของสุริยาวงค์ชัยลูกหลานไทลื้อรุ่นปัจจุบันเพื่อเก็บรักษาผ้าทอไทลื้อเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณมีจัดแสดงการจำลองวิถีชีวิตของไทลื้อดั้งเดิมด้านหลังมีร้านกาแฟอาหารไว้บริการต้อนรับแขกผู้มาเยือนบรรยากาศวิวมองเห็นทุ่งนาภูเขาและสะพานไม้ไผ่ให้เดิน

2. เฮือนคำแพง ( ข่วงวัฒนธรรมไทลื้อ) เป็นบ้านของคุณเกษม- อำพรอะทะวงษาสร้างแบบบ้านไทลื้อโบราณแบบยกเสาคือการนำเสามาวางบนหินไม่ฝังดินเพื่อสะดวกแก่การถอนย้ายอีกทั้งป้องกันแมลงมอดปลวกตามภูมิปัญญาดั้งเดิมข่วงวัฒนธรรม
ไทลื้อเฮือนคำแพงจัดแสดงเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ตามวิถีชีวิตของชาวไทลื้อและเปิดเป็นโฮมสเตย์และรับจัดขันโตกและการแสดงทางวัฒนธรรมของชาวไทลื้อ

3. พิพิธภัณฑ์ชาวเขา PDA ที่ประกอบไปด้วยห้องฉายสไลด์ประกอบคำบรรยาย 6 ภาษาวิถีชีวิตของชนเผ่าอาข่าลาหู่เมี่ยนม้งปกาเกอะญอลีซูและจัดแสดงเครื่องมืออุปกรณ์เครื่องใช้ของชนเผ่าต่างๆไว้เช่นเครื่องมือทางการเกษตรเครื่องดนตรีเครื่องแต่งกายและมีสินค้าของที่ระลึกงานฝีมือของชนเผ่า

4. พิพิธภัณฑ์อูบคำเป็นศูนย์อนุรักษ์มรดกล้ำค่าของอาณาจักรล้านนาโบราณเช่นเครื่องใช้ในราชสำนักล้านนาคุ้มเจ้าต่างๆในล้านนาเช่นคุ้มเจ้าแพร่คุ้มเจ้าเชียงใหม่คุ้มเจ้าน่านฯลฯผ้าโบราณอายุ 200 ปีรวบรวมและเก็บของมีค่าที่กระจายอยู่ในที่ต่างๆให้คืนกลับสู่แผ่นดินไทยและเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในอนาคต

5. อุทยานศิลปวัฒนธรรมไร่แม่ฟ้าหลวงเป็นที่จัดแสดงงานศิลปะวัฒนธรรมดนตรีละครการประกอบพิธีกรรมพื้นเมืองเหนือในท่ามกลางบรรยากาศอันสงบและศักดิ์สิทธิ์และมีพระรูปปั้นของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อรำลึกถึงแม่ฟ้าหลวงและมี “ หอคำ” เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาซึ่งมีหลังคามุงด้วยแผ่นไม้สักชาวเชียงรายร่วมกันสร้างเพื่อ " ไหว้สาแม่ฟ้าหลวง"

6. หอพลับพลาเจ้าดารารัศมีเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่มีของเก่าไว้ให้ศึกษาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่มีอายุตั้งแต่ 90 ปีขึ้นไป เช่นแม่อุ้ยเขียว อินต๊ะวงค์ พ่ออุ้ยตา ธิดา ว่าได้เห็นหอพลับพลาเจ้าดารารัศมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนเป็นที่พักอาศัยของเจ้านายที่มาพักเป็นครั้งคราวที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเจ้าดารารัศมีเดินทางมาโดยขบวนช้างขบวนม้ามาพักอาศัยอยู่บริเวณถนนเชียงราย - ดงมะดะ ( ถนน 1211) อ. แม่ลาวจ. เชียงราย

5. เส้นทางท่องเที่ยวเสน่ห์วิถีผ้าภูซางเชียงคำพะเยา

อำเภอภูซางเและอำเภอเชียงคำ จ . พะเยามีภูมิประเทศบางส่วนเป็นป่าเขาและที่ราบสูงเป็นส่วนหนึ่งของเขตอุทยานแห่งชาติภูซางเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยผาหม่นผ้าภูซางมีความเลื่องลือถึงชื่อเสียงมานานที่เกิดจากภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเช่นไทลื้อที่ยังคงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและงานฝีมือไว้มากมายเช่นผ้าทอไทลื้อ ผ้าทอ 7 สีเป็นต้น

1. โฮงฮอมผญ๋าคือโฮงยาหมอเมืองล้านนาเป็นศูนย์รวมการแพทย์ทางเลือกแห่งล้านนาโบราณและศูนย์เผยแพร่ความรู้ภูมิปัญญาแบบพื้นบ้านล้านนาส่งเสริมและอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดเช่นการย่ำขางตอกเส้นย่างสมุนไพรอบสมุนไพรจู้ยาเป่า

2. บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรอยู่ริมแม่น้ำกกฝั่งซ้ายเป็นหมู่บ้านขี่ช้างท่องเที่ยวชมหมู่บ้านชาวเขานั่งช้างไปน้ำตกห้วยแม่ซ้ายมีชนเผ่าอาข่าและลาหู่มีร้านค้าขายของที่ระลึกของชาวกะเหรี่ยงเช่นเครื่องเงินผ้าทองานฝีมือ

3. เฮือนปฏิมาเซรามิคเป็นงานที่มีหนึ่งเดียวในโลกจุดเด่นคือความเบี้ยวที่เกิดจากกระบวนการเผาที่ไฟสูงทำให้ชิ้นงานเกิดการบิดตัวงานมี 2 สไตล์คืองานที่ถ่ายทอดทางวัฒนธรรมลวดลายโบราณและสไตล์เซน

4. บ้านดินคำปู้จู้ คือแหล่งเรียนรู้ศิลปะสาธารณกุศลสถาน live & learn mud house ที่เน้นการให้แบ่งปันและสร้างแรงบันดาลใจที่จะใช้พื้นที่บ้านเปิดสอนศิลปะเพื่อต่อยอดเป็นอาชีพได้

5. วัดแสนเมือง มาสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 จุดเด่นของวัดอยู่ที่หลังคาวิหารที่ซ้อนลดหลั่นกันหลายชั้นประตูเข้าสู่พระวิหารทำเป็นสามมุข
พระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน

6. เฮือนไทลื้อแม่แสงดา มีลักษณะเป็นบ้านไทลื้อโบราณ 90% ผสมล้านนาที่ยังคงสภาพเดิมและจะอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป

7. กลุ่มทอผ้าวัดพระธาตุสบแวน ( ผ้าทอดั้งเดิม) เป็นที่ประดิษฐานองค์พระธาตุเจดีย์ที่มีอายุเก่าแก่ราว 2,500 ปีบรรจุเส้นพระเกศาและกระดูกส่วนคางของพระพุทธเจ้ามี " หอประวัติไทลื้อ"

8. ผ้าทอมัดย้อมสีธรรมชาติป้ามาลี เรียนรู้วิถีการย้อมผ้าแบบไทลื้อที่ใช้สีจากธรรมชาติมาดัดแปลงให้เป็นสีผ้าทำให้ผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าที่นี่มีทั้งผ้าพันคอผ้าซิ่นกระเป๋าเสื้อ

9. ผ้าทอ 7 สีกลุ่มทอผ้าบ้านฮวก ผ้าทอเจ็ดสีเดิมเรียกว่าลายขัดพื้นฐานลักษณะเด่นของผ้าทอเจ็ดสีนั้นคนเมืองดั้งเดิมจะประยุกต์จัดเรียงสีสันใหม่ๆจึงได้ผ้าซิ่นที่สวยงามสีสันสดใส

10. ฮอมผญาผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ เป็นแหล่งเรียนรู้ทางภูมิปัญญาสมุนไพรและการแปรรูปทำมัดย้อมสีจากธรรมชาติเช่นใบมะม่วงมะกอกในรูปแบบ Health Farm อาหารผ้าและธรรมชาติ

11. น้ำตกภูซาง อยู่ในอุทยานแห่งชาติภูซางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยผาหม่นเป็นป่าดิบชื้นป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนมีน้ำตกภูซางที่เป็นกระแสน้ำอุ่นประมาณ 35 องศาเซลเซียสเป็นน้ำตกชั้นเดียว

12. ด่านถาวรไทย- ลาวบ้านฮวก เปิดให้มีการแลกเปลี่ยนค้าขายตลาดการค้าชายแดนบ้านฮวก
เปิดทุกสุดสัปดาห์ในช่วงเย็น– กลางคืนวันศุกร์- เสาร์ ( นอกเหนือตลาดพื้นเมืองทุกวันที่ 10 และ 30 ของเดือนในช่วงกลางวัน) สินค้าคือผลผลิตทางการเกษตรและงานหัตถกรรมเช่นผ้าทอเป็นต้น

เสน่ห์วิถีชนเผ่า 9 ชาติพันธ์

ชาวอาข่าไม่มีภาษาเขียนเป็นของตัวเองจึงมักถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆให้กับลูกหลานผ่านการทำงานศิลปะใน รูปแบบต่างๆดนตรีบทเพลงตลอดจนการปักลวดลายสัญลักษณ์อันงดงามลงบนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเอกลักษณ์ประจำชนเผ่า

ผ้าปักอาข่า งานปักของชนเผ่าอาข่ามีความประณีตการใช้สีสันสดใสสวยงามลวดลายปักชนเผ่าอาข่าบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติและยังสืบทอดลวดลายการปักลงบนผืนผ้าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

เอกลักษณ์การแต่งกายผู้ชายอาข่าจะสวมเสื้อแขนยาวเสื้อกั๊กสีดำปักลวดลายเล็กน้อยตามขอบชายเสื้อสวมกางเกง
สีดำสะพายย่ามผู้หญิงชาวอาข่าสวมหมวกโลหะสีเงินประดับด้วยขนสัตว์เช่นขนม้าขนไก่ด้านบนหมวกคลุมด้วยผ้าปักสีสันลวดลายสดใสสี่เหลี่ยมผืนน้อยที่เรียกว่า " อูเบว" เสื้อสีดำตัวยาวซึ่งด้านหลังตัวเสื้อจะมีลายปักที่หลากหลายสีสันสวยงาม
กระโปรงสั้นสีดำผ้าพันน่องทั้งสองข้างศิลปะลวดลายบนผืนผ้าจึงเกิดขึ้นจากจินตนาการของบรรพบุรุษในการนำเอาลักษณะของธรรมชาติรอบตัวนำมาสร้างสรรค์เป็นลวดลายปัจจุบันศิลปะบนผืนผ้าของชาวอาข่ามีการผสมผสานลวดลายที่คิดค้นขึ้นใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

การสร้างสรรค์ลวดลาย และทักษะงานฝีมือการปักและการเย็บผ้าชนเผ่าอาข่า

การปักหมายถึงการปักลวดลายให้เกิดขึ้นบนผืนผ้าด้วยด้ายหลากหลายลวดลายและสีสันมีทั้งการปักแบบเดินเส้นเช่นลายถ่อง ( กลอง) การปักกากบาทตามตาของผ้า ( คล้ายการ
ปักครอสติช) เช่นลายอาปะ ( ใบไม้) และการปักด้ายเป็นรูปร่างลวดลายแบบทึบถือเป็นการปักที่ยากที่สุดเนื่องจากต้องมีการกะน้ำหนักในการดึงเส้นด้ายระหว่างการปักให้พอดีไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไปจึงจะได้เป็นลวดลายที่สวยงามและสมบูรณ์เช่นลาย
โจวพะ ( ดอกหญ้า) ลายพะดื่อ ( สามเหลี่ยม) เป็นต้น

การเย็บผ้าปะติดหมายถึงการนำแถบผ้าที่มีการเย็บติดลวดลายมาประดับเข้ากับผ้าผืนหลักที่ต้องการเช่นเสื้อหรือผ้าพันน่องโดยขั้นตอนการทำเริ่มต้นจากการตัดเศษผ้าเป็นรูปร่างลวดลายเล็กๆตามต้องการแล้วนำมาเย็บติดตรึงกับแถบผ้าพื้นหลังอีก 1 ชิ้นด้วยด้ายสีสันสดใสเสร็จแล้วจึงนำแถบผ้าที่มีลวดลายสำเร็จแล้วนั้นนำมาเย็บติดกับชิ้นผ้าที่ต้องการประดับเช่นเสื้อผ้าพันน่องอีกครั้งสำหรับลายยอดนิยมของเทคนิคนี้
ได้แก่ลายอาลูละโอ ( ลิ้นผีเสื้อ) และลายลาฉ่อง( แถบแฉก)

ลายถ่อง ( กลอง) ถ่องเป็นภาษาชนเผ่าอาข่าหมายถึงกลองเพราะลักษณะของลายถ่องนั้นจะปักเป็นลายสามเหลี่ยมหันปลายชนกันคล้ายลักษณะรูปทรงของกลองยาวที่เป็นเครื่องดนตรีประจำของชนเผ่าอาข่านั่นเอง

ลายลาเถ่ ( แถบแฉกครึ่งเดียว) ลาเถ่ใช้เรียกลวดลายงานเย็บปักผ้าที่มีลักษณะเหมือนกับการนำลายลาฉ่องที่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนมาแบ่งครึ่งเป็นสามเหลี่ยมทรงสูงจึงมักเรียกลายนี้ว่าแถบแฉกครึ่งเดียว

ลายอาลูละโอ ( ลิ้นผีเสื้อ) อาลูละโอแปลว่าลิ้นผีเสื้องานปักหรืองานเย็บผ้าปะติดที่คล้ายรูปสี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยมซ้อนกันส่วนที่เป็นสี่เหลี่ยมเสมือนเป็นปีกของผีเสื้อสามเหลี่ยมด้านในซึ่งมีรูปร่างส่วนปลายแหลมนั้นเสมือนลิ้นของผีเสื้อที่ยื่นออกมาเพื่อใช้ในการดูดหาน้ำหวานจินตนาการมาจากการเห็นผีเสื้อออกหาอาหารในธรรมชาติมีส่วนที่ยื่นออกมาในการดูดน้ำหวานจากดอกไม้

ลายพาเนบะ ( แถบผ้าสีต่อกัน)

พาเนบะที่ใช้เทคนิคการนำผ้าแถบสีสันสดใสหลายๆแถบสีมาเย็บติดต่อเข้าด้วยกันจนเป็นผืนลายพาเนบะนิยมนำไปใช้ตกแต่งกันมากที่สุดคือบริเวณผ้าพันน่องและแขนเสื้อของผู้หญิงชาวอาข่าทั้งสองข้าง

ลายพะดื่อ ( สามเหลี่ยม)

พะดื่อภาษาไทยเรียกลวดลายนี้ว่าสามเหลี่ยมซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะของลายปักที่มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าเรียงซ้อนติดกันต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดตลอดแนวของผ้า

ลายอาก่อ ( เส้นทาง)

อาก่อหมายถึงเส้นทางใช้เป็นชื่อเรียกลายปักพื้นฐานที่หญิงชาวอาข่าทุกคนต้องฝึกปักเป็นลายแรกถือเป็นลายดั้งเดิมที่บรรพบุรุษถ่ายทอดสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นลักษณะของลายนี้เป็นการปักเดินเส้นด้ายสลับกันเป็นตาข่ายต่อเนื่องจนกลายเป็นเส้นยาว

ลายโจวเยอ ( ใบของต้นอือนุ) โจวเยอลักษณะของลายโจวเยอนั้นเป็นงานปักเดินเส้นด้ายเป็นรูปสามเหลี่ยมทั้งหมด 8 ชิ้นนำปลายแหลมมาชนกันจนกลายเป็นรูป 4 เหลี่ยมด้านเท่าใช้ด้าย 2 สีปักสลับกันให้ความรู้สึกเหมือนเส้นด้ายพุ่งออกมาจากตรงกลางรอบทิศทาง

ลายพาย ( ลูกเต๋า) พายหมายถึงลูกเต๋าลวดลายปักที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่าเล็กๆวางเรียงต่อกันในสมัยโบราณชายหนุ่มชาวอาข่ามักนิยมนำมาเล่นทอยพนันกันในประเพณีงานศพประจำหมู่บ้าน

ลายลาฉ่อง ( แถบแฉก) ลาฉ่องเป็นภาษาชนเผ่าอาข่าใช้เรียกลวดลายงานเย็บปักผ้าโบราณที่มีการสืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษชาวอาข่าบางหมู่บ้านเรียกลายนี้ว่าลายแถบแฉกหรือการออกเสียงแบบชนเผ่าว่าแถะแฉะมีทั้งงานปักและงานเย็บผ้าปะติด

ลายโจวพะ ( ดอกหญ้า) โจวพะลักษณะงานปักเป็นจุดเล็กๆส่วนปลายดูคล้ายปลายพู่ห้อยสะบัดแยกออกจึงเรียกลวดลายลักษณะนี้ด้วยว่าดอกหญ้าจะปักประดับบริเวณส่วนต่างๆของเสื้อผ้า

วิถีผ้าชนเผ่าม้ง

ม้งเป็นกลุ่มชนเผ่าที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนได้อพยพย้ายถิ่นฐานทำมาหากินอาศัยบนดอยสูงในประเทศไทยปัจจุบันม้งที่พบมากในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลักคือม้งขาวและม้งลายวิถีชีวิตชาวม้งตั้งแต่โบราณกล่าวไว้ว่า “ ผู้หญิงปักผ้าผู้ชายตีมีด” เสื้อผ้าประจำชนเผ่าม้งส่วนใหญ่จะใช้สีดำเป็นหลักนิยมสร้างลวดลายบนเสื้อผ้าของตนด้วยงานปักที่ใช้เส้นด้ายหลากสีสันศิลปะการสร้างสรรค์ลวดลายของชนเผ่าม้งโดยหลักแล้วมีอยู่ 3 เทคนิคด้วยกันคือการปักการเย็บติดและการเขียนเทียน

 

ลวดลายปักวิถีชีวิตม้ง

นอกจากชาวม้งจะมีฝีมือการเขียนเทียนและการปักผ้าที่เลื่องลือแล้วชาวม้งลายยังมีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องราวที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตของชนเผ่าผ่านงานปักบนผืนผ้าอีกด้วยโดยบนผืนผ้า 1 ชิ้นนั้นอาจมีการปักผ้าบอกเล่าเรื่องราวเป็นลำดับต่อเนื่องกันหลายเรื่องเช่นภาพปักวิถีชีวิตชาวม้งของชายและหญิงการทำสวนไร่นาปลูกข้าวปลูกข้าวโพดการทำงานบ้านให้อาหารสัตว์หรือภาพปักแสดงขั้นตอนการเพาะปลูกการปักลวดลายลักษณะเช่นนี้ต้องอาศัยทั้งจินตนาการความอดทนและฝีมือในการปักค่อนข้างสูงปัจจุบันจึงมีชาวม้งที่ปักผ้าในลักษณะนี้ได้เหลืออยู่ค่อนข้างน้อยมาก

การสร้างสรรค์ลวดลายและทักษะงานฝีมือของชนเผ่าม้ง

การปัก

หญิงชาวม้งมีทักษะความเชี่ยวชาญในด้านการปักผ้าเป็นอย่างมาก
โดยจะใช้เข็มเล่มเล็กๆค่อยๆปักลวดลายลงจนเต็มผืนผ้าซึ่งศิลปะการปักผ้าของผู้หญิงชาวม้งแบ่งเทคนิคออกเป็นหลายรูปแบบด้วยกันเช่นเทคนิคการตัดผ้าเป็นลวดลายแล้วนำมาเย็บติดซ้อนกับผ้าพื้นอีกชั้นหนึ่งที่เรียกว่าเจี๋ยความยากของเทคนิคนี้อยู่ที่ความละเอียดโดยต้องใช้เข็มเย็บผ้าเบอร์เล็กสุดปักด้วยเส้นด้ายที่เล็กบางที่สุดโดยนำเส้นด้ายธรรมดามาแยกเป็น 3 เส้นเช่นการปักลายก๊ากื้อ ( ก้นหอย) ซึ่งนับเป็นลายที่ยากมากต้องมีทักษะความเชี่ยวชาญใช้ความละเอียดและความอดทนสูงเป็นพิเศษจึงจะปักลวดลายนี้ได้สำเร็จถือเป็นเทคนิคที่เก่าแก่และยากที่สุด

 

การเขียนเทียน

เป็นศิลปะการสร้างลวดลายบนผืนผ้าที่มีเฉพาะในกลุ่มหญิงชาวม้งลายเท่านั้นผู้หญิงชาวม้งลายจะใช้เทคนิคนี้วาดลวดลายลงบนผืนผ้าที่เตรียมไว้ตัดเย็บเทคนิคการเขียนเทียนมีลักษณะคล้ายการทำผ้าบาติกโดยจะใช้อุปกรณ์แท่งเล็กๆทำจากไม้กับทองแดงที่เรียกว่าหลาจังจุ่มลงบนเทียนหรือขี้ผึ้งร้อนๆแล้วนำมาวาดลวดลายบนผ้าใยกัญชงหรือผ้าฝ้ายเมื่อเสร็จแล้วก็จะนำผ้าไปย้อมเย็นด้วยสีน้ำเงินธรรมชาติเมื่อผ้าทั้งผืนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มตามต้องการแล้วจึงนำผ้าไปต้มด้วยความร้อนให้เทียนละลายเพียงเท่านี้ก็จะได้ผ้าสีน้ำเงินมีลวดลายเขียนเทียนเป็นสีขาวกระจายสวยงามอยู่ทั่วทั้งผืนเสร็จสรรพจึงนำไปพับอัดกลีบเป็น

กระโปรงแล้วจึงนำมาสวมใส่เป็นชุดประจำชนเผ่าที่งดงาม

ลายก๊ากื้อ ( ก้นหอย) ก๊ากื้อหมายถึงก้นหอยพบได้ทั้งในงานปักแบบเย็บ 2 ชั้นหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเจี๋ยและงานเขียนเทียนของชาวม้งลายลายก๊ากื้อหรือลายก้นหอยนั้นตามความเชื่อทางศาสนาเชื่อว่ามีที่มาจากหอยสังข์ซึ่งมักถูกนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญๆทางศาสนาลักษณะการวนรอบของก้นหอยเปรียบเสมือนการโคจรของพระอาทิตย์พระจันทร์และดวงดาว

ลายปั้นโต๊วโต่ว ( ฝักถั่ว) ปั้นโต๊วโต่วหมายถึงฝักถั่วเรียกตามลักษณะของงานปักที่คล้ายฝักถั่วแขกซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านที่ชาวม้งมักปลูกผสมอยู่ในไร่กาแฟเป็นลวดลายบนผ้าสี่เหลี่ยมผืนเล็กที่เรียกว่าดั๊กฉ่อจะติดประดับอยู่บริเวณด้านหลังปกเสื้อของชุดแต่งกายผู้หญิง ประจำเผ่าม้งลักษณะของผืนผ้าสี่เหลี่ยมนี้คล้ายปกเสื้อกะลาสีแต่มีขนาดเล็กกว่าลายปั้นโต๊วโต่วหรือลายฝักถั่วใช้เทคนิคเย็บผ้าปะติดผสมกับการปักเดินเส้นคล้ายลูกโซ่

ลายปั้นโต๊วจี่ ( กากบาทหรือไม้กางเขน) ปั้นโต๊วจี่ใช้เรียกลวดลายที่เป็นลักษณะเป็นกากบาทหรือสำหรับชาวม้งที่นับถือศาสนาคริสต์บางกลุ่มจะเรียกลวดลายเอกลักษณ์เช่นนี้ว่า
โค้วหลี่หรือแปลว่าไม้กางเขนลายกากบาทหรือลายไม้กางเขนยังปรากฏให้เห็นได้ในผ้าของ
ชาวม้งแทบทุกผืนโดยจะถูกนำมาออกแบบเป็นศูนย์กลางของลวดลายหรือใช้เป็นลายเสริมคั่นตรงกลางระหว่างลายหนึ่งเพื่อเชื่อมต่อไปอีกลายหนึ่งทั้งบนล่างซ้ายขวาลวดลายกากบาทเป็นส่วนสำคัญทำให้ลวดลายบนผืนผ้าเกิดความสวยงามตามหลักความสมมาตรและสมดุล


ลายป้อนเจ่ยจ๊อ ( หูเสือ)
ป้อนเจ่ยจ๊อหมายถึงหูเสือเป็นจินตนาการที่เกิดจากลักษณะโค้งงอของใบหูเสือนำมาสร้างสรรค์เป็นลวดลายปักที่แสดงความโค้งงอของลวดลายที่สวยงามมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นลายหนึ่งของผ้าชนเผ่าม้งปัจจุบันลวดลายนี้ถูกประยุกต์ตามยุคสมัยโดยใช้เทคนิคการปักแบบกากบาทคล้ายการปัก ครอสติชในปัจจุบัน

วิถีผ้าชนเผ่าอิ้วเมี่ยน ( เย้า)

อิ้วเมี่ยนหรือเย้าเป็นชนเผ่าที่มีประวัติสืบเนื่องยาวนานนับพันปีสำหรับชนเผ่าอิ้วเมี่ยนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ อิ้วเมี่ยนกลุ่มแรกที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานเกือบ 200 ปี มาแล้วและอิ้วเมี่ยนกลุ่มหลังที่เพิ่งอพยพเข้ามาเมื่อประมาณกว่า 100 ปี ที่ผ่านมาชาวเผ่าอิ้วเมี่ยนได้รับการยอมรับว่าเป็นชนเผ่าที่มีฝีมือด้านการทำงานศิลปะและหัตถกรรมเป็นอย่างยิ่งผู้ชายชาวอิ้วเมี่ยนมีทักษะความเชี่ยวชาญด้านการทำเครื่องเงินสูงมากผู้หญิงมีฝีมือด้านการ ปักผ้าอันงดงามจนเป็นที่เลื่องลือ

การสร้างสรรค์ลวดลายและทักษะงานฝีมือของชนเผ่าอิ้วเมี่ยน

การสร้างสรรค์ลวดลายด้วยความที่ชนอิ้วเผ่าเมี่ยนเป็นชนเผ่าที่มีประวัติสืบทอดต่อเนื่องมายาวนานนับพันปีศิลปะการสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าของชาวอิ้วเมี่ยนจึงมักมีความเกี่ยวข้องและผูกพันกับเรื่องเล่าตำนานปรัมปรารวมถึงความเชื่อที่สอดแทรกอยู่ในประเพณีวัฒนธรรมประจำ ชนเผ่าที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษผสมผสานกลมกลืนเข้ากับลวดลายที่มาจากธรรมชาติสิ่งแวดล้อมรอบตัวตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอิ้วเมี่ยนไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนพืชผักผลไม้สัตว์ป่าน้อยใหญ่โดยเฉพาะเสือซึ่งพบว่าเป็นสัตว์ป่าที่ ชาวอิ้วเมี่ยนนำเอาลักษณะต่างๆมาจินตนาการสร้างสรรค์ขึ้นเป็นศิลปะลวดลายบนผืนผ้ามากที่สุด

เทคนิคการสร้างสรรค์ลวดลาย

ศิลปะการสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าของชาวอิ้วเมี่ยนที่รู้จักและยอมรับในความงดงามคือการปักลวดลายโดยงานปักที่ปรากฏบนผืนผ้าในแต่ละชิ้นนั้นวิจิตรงดงามมากแต่ละลายเกิดจากทักษะความชำนาญและความแม่นยำในการจรดฝีเข็มด้วยเทคนิคเฉพาะตัวตั้งแต่วิธีการจับเข็มโดยในขณะปักจะใช้วิธีคว่ำเอาด้านหน้าของผ้าลงแล้วหงายด้านหลังของผ้าขึ้นมาหาผู้ปักแล้วจึงทำการปักจากทางด้านหลังผ้าโดยจะไม่มีการพลิกกลับมองด้านหน้าในขณะปักเลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่ลวดลายที่เกิดขึ้นบนผ้าปักแต่ละผืนนั้นมีความเรียบร้อยสวยงามและประณีตเหมือนกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังอย่างน่ามหัศจรรย์เป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่สะท้อนทักษะฝีมือของ " ผ้าชนเผ่าอิ้วเมี่ยน"

สำหรับผู้หญิงชาวอิ้วเมี่ยนโดยทั่วไปทุกคนจะต้องเริ่มต้นฝึกหัดปักเทคนิคพื้นฐานที่เรียกว่าหยิ่วหมายถึงการปักเดินเส้นเป็นเส้นตรงและเมื่อสามารถทำได้อย่างเชี่ยวชาญแล้วก็จะเริ่มสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าด้วยเทคนิคที่นิยมใช้กันมากคือการปักแบบที่เรียกว่าโฉ่งทิวการปักแบบโฉ่งทิวคือการปักด้ายทีละเส้นให้เป็นลายกากบาทเล็กๆประกอบกันขึ้นเป็นลวดลายต่างๆเช่นลายย่านเปี้ยง ( ดอกไม้เงิน) ลายซม ( คน) ลายหล่มเจว ( ตีนแมว) ลายก้อนยอ( แมงมุม) เป็นต้น

ปัจจุบันนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นในการปักหลายคนจึงเริ่มหันมาใช้วิธีการปักที่เรียกว่าโฉ่งดับยับหรือการปักไขว้ตามตาของผ้าลักษณะคล้ายกับการปักครอสติชในปัจจุบันแต่ยังรักษาเอกลักษณ์งานปักของ
ชาวอิ้วเมี่ยนไว้เสมอมา

ลายก้อนยอ ( แมงมุม)

ก้อนยอหมายถึงแมงมุมโดยลักษณะลวดลายที่พบมี 2 ลักษณะคือลักษณะที่หนึ่งมองดูคล้ายสี่เหลี่ยมซ้อนกันปลายด้านหนึ่งเป็นมุมแหลมคล้ายหัวแมงมุมด้านที่เหลือแตกเป็นกิ่งก้านคล้ายขาของแมงมุมและลักษณะที่สองรูปร่างคล้ายเส้นตรงขดต่อเนื่องกันเป็นสี่เหลี่ยมข้างลำตัวแตกเป็นแฉกแหลมคล้ายลักษณะขาของแมงมุมเอกลักษณ์ลวดลายก้อนยอพบได้ในผ้าปักชาวอิ้วเมี่ยนแทบทุกชิ้นเช่นผ้าโพกหัวขากางเกงของสตรีชาวเมี่ยนและลวดลายในผ้าสะพายหลังผืนใหญ่ที่แม่ชาวอิ้วเมี่ยนใช้สะพายลูกน้อย

ลายย่านเปี้ยง ( ดอกไม้เงิน) ย่านเปี้ยงหมายถึงดอกไม้เงินลวดลายย่าน เปี้ยงมีที่มาจากการประกอบพิธีแต่งงานในสมัยโบราณของชาวอิ้วเมี่ยนที่นิยมนำเงินมาตีเป็นรูปดอกไม้เพื่อนำมาใส่ไว้ในภาชนะคล้ายชามให้
คู่บ่าวสาวได้ยกมอบให้แก่ผู้ใหญ่ในงานพิธีจากนั้นผู้ใหญ่ก็จะนำเงินทองใส่ลงในชามมอบกลับมาให้ลูกหลานดังนั้นดอกไม้เงินจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่เป็นสิริมงคลเมื่อนำมาปักเป็นลวดลายในเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เชื่อว่าจะนำสิ่งดีๆที่เป็นมงคลมาให้แก่ผู้สวมใส่อีกด้วย

ลายซม ( คน) ซมแปลว่าคนบางครั้งจะพบว่าชาวอิ้วเมี่ยนเรียกลวดลายลักษณะนี้ว่าเมี่ยนบรรพบุรุษชาว
อิ้วเมี่ยนจินตนาการลวดลายขึ้นเพื่อที่จะถ่ายทอดและเลียนแบบลักษณะรูปร่างทางกายภาพของคนอย่างง่ายๆคล้ายภาพเขียนของมนุษย์ยุคโบราณที่มีส่วนหัวลำตัวแขนขาลายซมจึงเป็นอีกหนึ่งลายเอกลักษณ์งานปักผ้าของชนเผ่าชาวอิ้วเมี่ยนที่โดดเด่นชัดเจนจึงมักเห็นลายนี้ปรากฏอยู่บนผืนผ้าปักชนเผ่าอิ้วเมี่ยนทั้งชายและหญิงแทบทุกผืน

ลายเหยว ( ฟันเลื่อย, กั้น) เหยวเป็นชื่อเรียกลายปักโบราณดั้งเดิมแปลว่าฟันเลื่อยซึ่งสอดคล้องไปกับรูปร่างของลวดลายที่มีลักษณะซิกแซกสลับขึ้นลงดูคล้ายฟันเลื่อยแต่ในอีกความหมายหนึ่งคำว่าเหยวในภาษา
อิ้วเมี่ยนยังหมายถึงกันหรือกั้นด้วยดังนั้นชาวอิ้วเมี่ยนจึงนิยมปักลายเหยวนี้ที่บริเวณชายขอบผ้าเช่นปลายขอบขากางเกงผ้าโพกหัวหรือผ้าคาดเอวสตรีหรือเป็นลายคั่นระหว่างลายหนึ่งกับอีกลายหนึ่งชาวเผ่าอิ้วเมี่ยนมีความเชื่อแต่โบราณว่าลายเหยวนี้จะช่วยป้องกันและกั้นสิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่ไม่ดีไม่ให้เข้ามากล้ำกรายแก่ผู้ที่สวมใส่ได้

ลายด่มหม่าวหน่อม ( หูเสือ) ด่มหม่าวหน่อมหมายถึงหูเสือมีที่มาจากการที่บรรพบุรุษชาวอิ้วเมี่ยนได้สังเกตเห็นลักษณะโครงร่างอันน่าสนใจของใบหูเสือจึงได้นำมาจินตนาการสร้างสรรค์ขึ้นเป็นลวดลายปักบนผืนผ้าลายด่มหม่าวหน่อมเป็นลวดลายที่มีวิธีการปักค่อนข้างยากหญิงชาวอิ้วเมี่ยนที่ปักลายนี้ได้นั้นจำเป็นจะต้องผ่านการฝึกหัดปักลายง่ายๆ มาระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงจะปักลายนี้ได้อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีผู้สืบทอดเอกลักษณ์ลวดลายด่มหม่าวหน่อมหรือลายหัวเสือให้ปรากฏคงอยู่มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา

ลายด่มหม่าวงิ้ว ( ลายเล็บเสือ)

ด่มหม่าวงิ้วแปลว่าเล็บเสือบรรพบุรุษได้ แรงบันดาลใจมาจากลักษณะต่างๆของเสือลายด่มหม่าวงิ้วสร้างสรรค์ออกแบบลวดลายให้คล้ายลักษณะกรงเล็บของเสือในขณะที่มีการกางออกนิยมนำไปใช้ปักเป็นลายกางเกงของ
ผู้หญิงอิ้วเมี่ยนส่วนบนที่เรียกว่าโฮ่วซินทุกวันนี้ผู้หญิงชาวเผ่าอิ้วเมี่ยนยังคงมีการสืบทอดปัก
ลวดลายด่มหม่าวงิ้วหรือลายเล็บเสืออย่าง
แพร่หลาย

การสร้างสรรค์ลวดลายและทักษะงานฝีมือของชนเผ่าลีซอ

ลักษณะลวดลายเอกลักษณ์บนผืนผ้าของชนเผ่าลีซอสะท้อนบุคลิก
ตัวตนได้อย่างชัดแจ้งตั้งแต่เทคนิคการตัดชิ้นผ้าที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญตลอดจนถึงการนำผ้ามาเย็บปะติดเป็นรูปร่างเชิงเรขาคณิตเน้นการตัดกันของรูปทรงที่เป็นเส้นตรงมีการเข้ามุมของลวดลายอย่างชัดเจนมีการใช้สีที่ตัดกันอย่างฉูดฉาดรุนแรงจนเกิดเป็นเอกลักษณ์และกลายเป็นเสน่ห์ของชนเผ่าที่สะดุดตาบางลวดลายอาจมีลักษณะใกล้เคียงหรือเหมือนกับลวดลายของชนเผ่ามูเซอเช่นลายแถบสีลายเสือฯลฯทั้งนี้เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการผสมผสานทางศิลปะและวัฒนธรรมของชนเผ่านับตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษเมื่อมีการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยเกิดการแต่งงานข้ามชนเผ่าหรือมีการติดต่อค้าขายซึ่งกันและกัน

ชนเผ่าลีซอใช้เทคนิคหลักคือการเย็บโดยจะเป็นการเย็บแถบผ้าเล็กๆสลับสีแล้วสร้างลวดลายที่ต้องการด้วยการเย็บติดผ้าตัดปะลงบนผ้าแถบพื้นสีต่างๆความยากของเทคนิคนี้คือการกำหนดขนาดของชิ้นผ้าที่จะถูกนำมาพับขึ้นรูปร่างเป็นลวดลายต่างๆเช่นสี่เหลี่ยมสามเหลี่ยมแล้วนำมาเย็บติดกันตามรูปแบบของลวดลายที่เลือกไว้

ขั้นตอนการเย็บผ้าปะติดลวดลายขั้นแรกต้องเลือกลักษณะลวดลายสีสันที่จะนำมาใช้จากนั้นจึงนำผ้ามาเย็บปะติดบนผืนผ้าโดยใช้กรรไกรตัดผ้าออกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปเย็บปะติดเป็นลวดลายที่ต้องการลายพื้นฐานแรกที่จะต้องฝึกเย็บคือลายอี๊เมียจือนี้ต่า ( แถบสี) จะเป็นลายสำคัญที่ต้องใช้ในผ้าทุกผืนซึ่งจะใส่เทคนิคการตัดผ้าสีสันสดใสเป็นแถบยาวๆแล้วนำมาเย็บสลับสีสันต่อกันเป็นชั้นๆ

เทคนิคการเย็บลายอี๊เมียจือนี้ต่า ( แถบสี)

ในกรณีที่ต้องการเย็บปะติดผ้าเป็นลวดลายเอกลักษณ์อื่นๆบนผืนผ้ามากกว่า 1 ลายหญิงชาวลีซอจะต้องเย็บลายอี๊เมียจือนี้ต่า ( แถบสี) นี้
ทุกครั้งในการขึ้นลวดลายบนผืนผ้าและทุกครั้งเมื่อต้องสลับจากลวดลายหนึ่งไปยังอีกลวดลายหนึ่งและจะใช้ลายนี้เป็นลวดลายในการจบชิ้นงานเสมอด้วยเช่นกัน

สำหรับลวดลายการเย็บผ้าปะลายติดอื่นๆที่หญิงชาวลีซอนิยมนำมาใช้สร้างลวดลายบนผืนผ้าได้แก่ลายฮู้เพี้ยคว้า ( แป้นสี่เหลี่ยมหลังลูกธนู) ลายเพี้ยกุมาคว้า ( มุมอกเสื้อผู้หญิง) ลายอ๊ะหน่ายือ ( ฟันหมา) หางลีซอเอกลักษณ์ชนเผ่า

การเย็บผ้าเป็นเส้นเล็กๆสีสันสดใสเพื่อนำมามัดรวมกันติดปลายแต่ละเส้นด้วยด้ายไหมพรมทรงกลมเป็นกระจุกเล็กๆหลากสีสวยงามที่เรียกว่าเชือกลีซอหรือหางลีซอซึ่งใช้เป็นสิ่งแสดงเอกลักษณ์ประกอบชุดการแต่งกายประจำชนเผ่า

ผู้หญิงจะนำหางลีซอนับร้อยเส้นนี้ไปห้อยประดับไว้ที่เอวบริเวณด้านหลังของกางเกง

 

ผู้ชายจะนำหางลีซอมาห้อยเอวติดไว้ด้านหน้าของกางเกงเชือกลีซอนับเป็นเอกลักษณ์การ
แต่งกายประจำชนเผ่าของชาวลีซอที่โดดเด่นและมีความชัดเจนที่สุด

ลายอี๊เมียจือนี้ต่า ( ลักษณะเย็บเป็นชั้นๆ) อี๊เมียจือนี้ต่าเป็นการเรียกลายตามเทคนิคของการสร้างสรรค์ลวดลายที่นำชิ้นผ้าสีสันสดใสมาเย็บต่อเป็นแถวยาวลักษณะเป็นการต่อแถบผ้าสีเป็นชั้นๆต่อเนื่องกันไปถือเป็นลวดลายแรกที่หญิงสาวชาวลีซอทุกคนจะต้องหัดเย็บให้เป็นก่อนลายอื่นๆชนเผ่าลีซอถึงกับมีคำกล่าวกันว่าถ้าผู้หญิงลีซอคนใดเย็บลายนี้ไม่ได้ถือว่าไม่ใช่ผู้หญิงลีซอที่แท้จริงลายอี๊เมียจือนี้ต่าหรือลักษณะการเย็บผ้าแถบสีเช่นนี้เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของชนเผ่าลีซอที่ยังคงพบเห็นในปัจจุบัน

ลายอ๊ะหน่ายือ ( ฟันหมา) อ๊ะหน่ายือหมายถึงฟันหมา ( สุนัข) เป็นลวดลายโบราณดั้งเดิมที่บรรพบุรุษชาวลีซอเลียนแบบรูปทรงของฟันสุนัขลักษณะของลวดลายมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมเล็กๆเย็บเรียงต่อกันเป็นแถวยาวการสร้างลวดลายทำได้โดยการนำผ้าที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆพับเป็นสามเหลี่ยมนำมาเย็บติดต่อเนื่องกันเป็นสามเหลี่ยมซิกแซ็กดูคล้ายฟันของสุนัขสำหรับชนเผ่าลีซอนั้นมีความผูกพันกับสุนัขมากลักษณะลายอ๊ะหน่ายือของชนเผ่าลีซอมีความคล้ายคลึงกับเอกลักษณ์ของชนเผ่ามูเซอด้วยเช่นเดียวกัน

ลายฮู้เพี้ยคว้า ( แป้นสี่เหลี่ยมหลังลูกธนู)

ฮู้เพี้ยคว้าหมายถึงแป้นสี่เหลี่ยมหลังลูกธนูลักษณะของลวดลายดูคล้ายลายสามเหลี่ยมเล็กๆ 4 อันหันมุมยอดชนกันกลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าลวดลายลักษณะเช่นนี้ใช้เทคนิคการตัดผ้าเป็นชิ้นเล็กๆนำมาเย็บประกอบต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าจินตนาการสร้างลวดลายนี้มาจากลักษณะของแท่งสี่เหลี่ยมที่อยู่หลังลูกธนูในสมัยโบราณชาวลีซอนิยมนำลวดลายฮู้เพี้ยคว้ามาประดับตามเสื้อหมวกและเข็มขัดของผู้หญิง

วิถีผ้าชนเผ่าลาหู่

ผ้าเผ่าลาหู่ชนเผ่าลาหู่ส่วนใหญ่แต่งกายด้วยผ้าสีดำที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติมักนิยมตกแต่งลวดลายบนเครื่องแต่งกายทั้งชายและหญิงด้วยการปักเส้นด้ายสีสันต่างๆเป็นลวดลายงดงามและมีการเย็บปะติดผ้าที่มีสีสันสดใสสะดุดตาเป็นลวดลายต่างๆประดับบนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายประจำเผ่าสีที่ชาวลาหู่ทุกกลุ่มนิยมมากเป็นพิเศษคือสีแดงและเขียว

หญิงชาวเผ่าลาหู่แต่ละกลุ่มนั้นจะมีลักษณะการแต่งกายตลอดจนถึงลวดลายที่ใช้ในการตกแต่งเสื้อผ้าประจำชนเผ่าที่แตกต่างกันไปเช่นหญิงชาวลาหู่ดำจะแต่งกายด้วยชุดยาวสีดำกรอมเท้าประดับแถบผ้าสีสันสดใสพร้อมกับปักลวดลายบริเวณรอบคอแขนและชายเสื้อส่วนผู้หญิงชาวลาหู่เหลืองจะสวมเสื้อแขนยาวสีดำปักประดับเครื่องเงินและลวดลายสวยงามบริเวณรอบคอ
รอบแขนและชายเสื้อนุ่งผ้าซิ่นยาวสีดำกรอมเท้า

การสร้างสรรค์ลวดลายและทักษะงานฝีมือของชนเผ่าลาหู่

ลาหู่เป็นชนเผ่าที่ผ่านการอพยพย้ายถิ่นมาหลายต่อหลายครั้งมีการ กระจายแบ่งกันเป็นกลุ่มย่อยๆจำนวนมากซึ่งด้วยวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ที่ชาวลาหู่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยนี้เองลวดลายเอกลักษณ์ของชนเผ่าลาหู่มีที่มาค่อนข้างหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีการผสมผสานกันทั้งลวดลายที่มาจากธรรมชาติเช่นต้นไม้สัตว์ฯลฯลวดลายที่มาจากวิถีชีวิตเช่นการเป็นนักล่าสัตว์ตลอดจนถึงลวดลายที่มีที่มาจากความเชื่อชนเผ่าลาหู่นั้นมีทั้งกลุ่มที่นับถือผีและกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์ดังนั้นลวดลายมาจากความเชื่อเรื่องผีวิญญาณและลวดลายที่มีความเชื่อในพระคัมภีร์ของคริสต์ศาสนาผสมรวมเข้าอยู่ด้วยกัน

อัตลักษณ์แห่งลวดลายที่สะท้อนความเป็นชนเผ่าการสร้างสรรค์ศิลปะลวดลายเอกลักษณ์บนผืนผ้าของชาวลาหู่เราจะสังเกตเห็นได้ชัดจากการใช้ลวดลายที่มีการเคลื่อนไหวการใช้เส้นจะเป็นไปในลักษณะขึ้นๆลงๆทแยงมุมหรือแตกกระจายไปรอบๆด้านเป็นลวดลายกลุ่มที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวารู้สึกได้ถึงความกระตือรือร้นการใช้สีเป็นไปในโทนสดใสฉูดฉาดเน้นสีแดงเหลืองเขียวฟ้าให้ความรู้สึกสดชื่นมีความหวังลาหู่เป็นชนเผ่าที่มีการเปิดรับวัฒนธรรมจากชนเผ่าอื่นเข้ามาในกลุ่มของตนเองค่อนข้างมากทำให้การลวดลายผ้าของชาวลาหู่เป็นศิลปะที่ถูกผสมผสานมีทั้งลวดลายที่แสดงความเป็นของชนเผ่าตนเองและลวดลายที่มีการนำเอาศิลปะวัฒนธรรมจากชนเผ่าอื่นจนในบางครั้งลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าของชนเผ่าลาหู่จะมีความคล้ายคลึงกันกับชนเผ่าอื่นๆได้มากที่สุด

 

เทคนิคการสร้างสรรค์ลวดลายผ้าชนเผ่าลาหู่

กระบวนการสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าของหญิงสาวชาวลาหู่นั้นจะเริ่มต้นจากการแบ่งสัดส่วนบนผืนผ้าเพื่อกำหนดพื้นที่และตำแหน่งของลวดลายที่ต้องการและเมื่อได้ตำแหน่งและลวดลายในใจแล้วหญิงชาวลาหู่ก็จะลงมือขึ้นเส้นแบ่งเพื่อทำการกำหนดลวดลายโดยการปักลายตาข่ายหรือลายผ่าแทะแต่ถ้าหากเป็นผู้ที่มีฝีมือมากๆอาจเลือกใช้ลายกีแคะง้อ ( สอยด้าย) ซึ่งเป็นเทคนิคการนำเส้นด้ายมาปั่นเป็นเส้นกลมขนาดใหญ่นำมาเย็บติดตรึงบนผืนผ้าเพื่อขึ้นเป็นแถวแนวของลวดลาย

ลายแมะสื่อ ( ดวงตา) แปลว่าดวงตาโดยลักษณะของลายนี้มองดูแล้วมีความคล้ายคลึงกับลักษณะของดวงตามนุษย์บรรพบุรุษชาวลาหู่จึงเรียกชื่อลวดลายลักษณะเช่นนี้ว่าลายดวงตา

ลายดวงตานี้ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มของลาหู่ดำและลาหู่เหลืองทั้งสองกลุ่มล้วนมีความเชื่อเช่นเดียวกันว่าแมะสื่อเปรียบได้เสมือนกับดวงตาที่จะคอยช่วยมองส่องทางชีวิตไปในทางที่ดีให้กับผู้สวมใส่การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันโดยลักษณะลายแมะสื่อของชนเผ่าลาหู่มีความคล้ายคลึงกับลายเอกลักษณ์ของชนเผ่าลีซอด้วยเช่นเดียวกัน

ลายแท้แคะ ( คลื่นน้ำ) แท้แคะหมายถึงคลื่นน้ำชื่อของลวดลายเรียกตามลักษณะงานปักที่มีทิศทางการปักขึ้นลงต่อเนื่องกันเป็นทางยาวอย่างนิ่มนวลมองดูแล้วคล้ายกับคลื่นที่พลิ้วไหวบนผิวน้ำสำหรับเทคนิคของการสร้างความงดงามที่โดดเด่นในลวดลายนี้อยู่ที่การนำด้ายที่ใช้เทคนิคมัดย้อมมาปักต่อเนื่องกันไปส่งผลทำให้เกิดลวดลายที่มีสีสัน 2 สีสลับพลิ้วไหวต่อเนื่องสวยงาม

ลายคะปะ ( กากบาทหลังลูกธนู)

คะปะเป็นชื่อเรียกส่วนที่เป็นกากบาทด้านหลังลูกธนูซึ่งมีหน้าที่สำคัญทำให้ลูกธนูพุ่งไปได้ตรงเป้าหมายลักษณะของลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าดูคล้ายกากบาทอันใหญ่ที่ปลายทั้งสี่ด้านแยกขยายออกไปที่มาของลวดลายนี้มาจากจินตนาการโดยนำเอาลักษณะของกากบาทที่อยู่ด้านหลังลูกธนูที่ใช้ในการยิงสัตว์มาสร้างสรรค์ลายคะปะนี้ถือว่าเป็นลวดลายที่มีความเก่าแก่โบราณจะใช้เฉพาะในผ้าซิ่นผู้หญิงเท่านั้นหญิงชาวลาหู่จะสวมใส่เฉพาะงานปีใหม่คริสต์มาสและวันเข้าโบสถ์เพื่อการประกอบพิธีกรรมที่สำคัญๆ

ลายพี้จี ( ฟันหมาหรือเขี้ยวหมา) พี้จีหมายถึงเขี้ยวหมาหรือฟันหมาลักษณะของลวดลายเป็นรูปสามเหลี่ยมสีดำขาวสลับคว่ำหงายยาวติดต่อกันไปที่มาของลวดลายนี้บรรพบุรุษชาวลาหู่จินตนาการลวดลายขึ้นมาจากการเลียนแบบลักษณะรูปร่างของเขี้ยวหรือลักษณะของฟันที่มีความแหลมของสุนัขที่เป็นสัตว์เลี้ยงของชาวลาหู่ลายพี้จีนี้จะไม่ใช้กับ ผ้านุ่งแต่มักนิยมนำมาใช้ตกแต่งเสื้อหรือย่ามของผู้หญิงชาวลาหู่ดำโดยลักษณะลายพี้จีของชนเผ่าลาหู่มีความคล้ายคลึงกับลายเอกลักษณ์ของชนเผ่าลีซอด้วยเช่นเดียวกัน

วิถีผ้าชนเผ่าปกาเกอะญอ

ปกาเกอะญอเป็นชนเผ่าที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้วนับว่าเป็นกลุ่มชาวไทยภูเขาที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทยสำหรับกลุ่มที่ยังคงเอกลักษณ์การแต่งกายประจำชนเผ่าและมีทักษะความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะการสร้างลวดลายบนผืนผ้าที่งดงามนั้นส่วนมากจะพบเห็นอยู่ใน 2 กลุ่มใหญ่นั่นคือกลุ่มปกาเกอะญอโปวหรือโผล่งหรือปกาเกอะญอแดงและกลุ่มปกาเกอะญอหรือสะกอหรือปกาเกอะญอขาว

 

อัตลักษณ์การแต่งกาย

การแต่งกายหญิง

การแต่งกายของผู้หญิงจะแบ่งออกเป็น 2 อย่าง

1. เด็กหญิงและหญิงสาวพรหมจรรย์จะแต่งกายเป็นชุดทรงกระบอก
สีขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์สาวโสดยังไม่ได้แต่งงานจะสวมชุดขาวเท่านั้น

2. เมื่อแต่งงานแล้วผู้หญิงจะแต่งตัวแบ่งออกเป็น 2 ท่อนท่อนบนจะเป็นเสื้อดำประดับด้วยลูกเดือยนุ่งซิ่นสีแดงมีลวดลายที่ทำมาจากสีธรรมชาติเรียกว่า “ หนี่คิ” ผู้ที่มีสถานภาพเป็นแม่บ้านแล้วห้ามมิให้กลับไปแต่งชุด
สีขาวเป็นอันขาด

3. ผ้าโพกศีรษะของผู้หญิงปกาเกอะญอในสมัยก่อนจะทอด้วยผ้าฝ้ายพื้นสีขาวเดินด้วยลายสีแดงมีปล่อยชายผ้าทั้งสองข้างยาวประมาณ 1 คืบหรือจะเป็นผ้าฝ้ายทั้งสาวโสดและหญิงที่แต่งงานแล้วจะโพกหัวเหมือนกันแต่ปัจจุบันมักใช้ผ้าโพกหัวกันทั้งผ้าทอและหาซื้อจากตลาดหญิงในอดีตจะใส่ตุ้มหูขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ หน่าดิ” มีการใส่สร้อยคอลูกปัดสีต่างๆที่คอ
มีการคลุมแขนและขาด้วยที่เรียกว่า “ จึ๊พล่อข่อพล่อ”

การแต่งกายของชาย

การแต่งกายของชายสมัยก่อนจะสวมเสื้อทรงกระบอกยาวเหมือนหญิงสาวแต่จะเป็นสีขาวปนแดงซึ่งทำมาจากสีธรรมชาติภายหลังการแต่งกายของชายจะมีอยู่ 2 ท่อนท่อนบนจะเป็นเสื้อทอสีแดงท่อนล่างจะเป็นกางเกงสีดำหรือกางเกงสะดอคาดศีรษะด้วยผ้าสีแดงหรือสีขาว

 

ผ้าทอปกาเกอะญอ

ชาวปกาเกอะญอได้รับการกล่าวขานว่าเป็น
ชนเผ่าผู้มีฝีมือในการทอผ้าที่เก่งที่สุดเผ่าหนึ่งผู้หญิงชาวปกาเกอะญอจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ทักษะฝีมือการทอผ้ามาจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยในวัยประมาณ 10 ปีโดยจะเริ่มฝึกด้วยการทอผ้าผืนน้อยที่เรียกว่าแทพูจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเริ่มฝึกทอเป็นชุดขาวยาวติดกันสำหรับเด็กหญิงและหญิงสาวโสดใช้สวมใส่ที่เรียกว่าเชวา

 

 

การสร้างสรรค์ลวดลายและทักษะงานฝีมือของชนเผ่าปกาเกอะญอ

การสร้างสรรค์ลวดลายด้วยความเป็นชนเผ่าที่มีความรักมีความใกล้ชิดและมีความเคารพต่อธรรมชาติเป็นอย่างยิ่งบรรพบุรุษชาวปกาเกอะญอ
เกิดความคิดสร้างสรรค์จากการสังเกตการใช้จินตนาการนำเอาลักษณะเด่นจากสิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช่นพืชพรรณดอกไม้ต้นไม้สัตว์น้อยใหญ่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันตลอดจนถึงประเพณีและคตินิยมของชนเผ่ามาประยุกต์ถ่ายทอดลงสู่ลวดลายบนผืนผ้า

ลายอะพู ( ลูก)

อะพูหมายถึงลูกเป็นชื่อเรียกลวดลายปัก
ลูกเดือยแบบโบราณดั้งเดิมที่มาของการตั้งชื่อลวดลายว่าอะพูมาจากลักษณะของลายปักที่เป็นลายเล็กๆน่ารักคล้ายดังลูกตัวเองนอกจากนี้ยังมีความหมายอีกว่าเป็นลายปักง่ายๆที่เด็กสาวชาวปกาเกอะญอที่เพิ่งเริ่มหัดงานปักลูกเดือยนั้นสามารถที่จะปักได้ทุกคนลายอะพูมีลักษณะลวดลายคล้ายตัววีในภาษาอังกฤษมักใช้ปักเป็นลวดลายเล็กๆประดับริมเสื้อของผู้หญิงชาวปกาเกอะญอที่แต่งงานแล้ว

ลายคูฉุ ( ปิ่นปักผม)

คูฉุเป็นภาษาชนเผ่าปกาเกอะญอโปวมีความหมายว่าปิ่นปักผมลวดลายเป็นการเลียนแบบลักษณะของปิ่นปักผมในสมัยโบราณของผู้หญิงชาวปกาเกอะญอโปวที่ทำจากไม้ไผ่ถือว่าเป็นลวดลายที่ทำได้ยากและเป็นลายเก่าแก่ใช้ทอด้วยเส้นด้ายฝ้ายที่มัดย้อมสีธรรมชาติปัจจุบันจึงแทบหาชาวปกาเกอะญอ
โปวที่สามารถทอผ้ามัดย้อมลายคูฉุอย่างสมบูรณ์แบบได้ค่อนข้างยากแต่ก็ยังคงมีผู้ที่สืบสานลวดลายโบราณนี้ถ่ายทอดจนถึงลูกหลานเพื่อให้ลวดลายคูฉุดำรงอยู่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าปกาเกอะญอโปวโดยไม่สูญหายไปตามกาลเวลา

ลายตะเก๊เก๊าะ ( ทางขรุขระ)

ตะเก๊เก๊าะใช้เรียกลวดลายงานปักลูกเดือยโบราณเป็นรายหนึ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษลักษณะลวดลายการปักใช้การวางลูกเดือยเอียงสลับขึ้นลงต่อเนื่องกันเหมือนลูกคลื่นจึงตั้งชื่อลวดลายนี้ว่าตะเก๊เก๊าะมีความหมายว่าหนทางเดินที่ขรุขระไม่เรียบมักนิยมใช้ปักตรงชายเสื้อด้านล่างในเสื้อแต่งงานของผู้หญิงหมายถึงการให้คู่บ่าวสาวที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันต้องมีความอดทนเดินไปด้วยกันไม่ว่าเส้นทางนั้นจะขรุขระมากเพียงใดก็ตาม

ลายปะคังดอง ( แมงมุม)

ปะคังดองหมายถึงแมงมุมบรรพบุรุษชาวปกาเกอะญอโปวสร้างสรรค์ขึ้นจากการสังเกตเห็นความงดงามของแมงมุมขณะทำรังบนต้นไม้สำหรับลายปะคังดองนั้นมี 2 ลักษณะคือลายปะคังดองที่มีลักษณะกากบาทอยู่เดี่ยวๆและลายปะคังดองหงายจุที่มีลักษณะกากบาทสองอันซ้อนกันโดยนอกจากพบในเสื้อของผู้หญิงแล้วยังพบลวดลายนี้ได้ทั้งในย่ามและผ้าซิ่นของชาวปกาเกอะญอโปวอีกด้วย

ลายท่าสื่อโหร่ง ( เส้นคู่)

ท่าสื่อโหร่งความหมายว่าเส้นคู่ลักษณะลวดลายเป็นการทอด้วยด้ายสีขาวยาวต่อเนื่องขนานกันเป็นคู่ประดับอยู่บริเวณกลางเสื้อและชายเสื้อของผู้ชายที่มักใช้สวมใส่ในวันแต่งงานลายท่าสื่อโหร่งเปรียบเสมือนการที่คู่แต่งงานเดินเคียงคู่ไปด้วยกันคอยดูแลกันตลอดไปทั้งชีวิตลวดลายลักษณะเช่นนี้ถูกถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

ลายบายโข่ว ( สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน)

บายโข่วใช้เทคนิคการทอได้หลากหลายทั้งการทอแบบยกและการทอแบบจกลายบายโข่วมีลักษณะลายคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนซ้อนต่อเนื่องกันถือเป็นลวดลายพื้นฐานที่หญิงสาวชาวปกาเกอะญอทุกคนต้องฝึกทอให้เป็นก่อนที่จะต่อยอดไปสู่การฝึกทอลวดลายที่ยากสลับซับซ้อนมากขึ้นต่อไป

ลายเซะเคล้ เซะเคล้หมายถึงเส้นยาวต่อเนื่องกันไปการเรียกชื่อลวดลายเรียกตามลักษณะของลายการทอเป็นเส้นยาวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นลวดลายโบราณดั้งเดิมที่หญิงชาวปกาเกอะญอได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษเป็นลายพื้นฐานที่ค่อนข้างทอได้ง่ายมักใช้เป็นลวดลายของเสื้อผู้ชายชาวปกาเกอะญอ

ลายเกี้ยวหมี ( ดอกหัวบุก) เกี้ยวหมีหมายถึงดอกหัวบุกซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าชาวปกาเกอะญอใช้นำมาเย็บเก็บริมเสื้อหรือริมย่ามบรรพบุรุษชาวปกาเกอะญอได้สร้างสรรค์ลายเกี้ยวหมีนี้ขึ้นจากลักษณะของดอกหัวบุกลายเกี้ยวหมีถือเป็นการเย็บเก็บริมผ้าที่มีความยากและละเอียดมากหญิงสาวชาวปกาเกอะญอคนใดที่สามารถเย็บลายเกี้ยวหมีนี้ได้ถือว่าเป็นยอดฝีมือ

ลายก่ายกอง ( คดโค้ง) ก่ายกองมีความหมายว่าคดโค้งไปมาลายก่ายกองเป็นลายโบราณดั้งเดิมที่บรรพบุรุษชาว
ปกาเกอะญอสร้างสรรค์ขึ้นและได้มีการสืบทอดต่อเนื่องกันมาในกลุ่มปกาเกอะญอคำเรียกขานชื่อของลายก่ายกองนี้เป็นไปตามลักษณะการทอที่มีการสลับสีโค้งไปโค้งมาหญิงสาวชาวปกาเกอะญอนิยมใช้เสื้อลายลักษณะเช่นนี้เป็นเสื้อตัวแรกของหญิงสาวเมื่อต้องเข้าพิธีแต่งงาน

วิถีผ้าชนเผ่าลัวะ

ชนเผ่าลัวะมีที่มาจากหลากหลายถิ่นเรียกชื่อแตกต่างกันไปเช่นลเวือะลวะปลังและลัวะเป็นต้นคนภายนอกส่วนใหญ่จะเรียกว่า “ ลัวะ” ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายกว้างหมายถึงกลุ่มคนที่เป็นชาวเขา

ชนเผ่าลัวะจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มคือลัวะปลังและลัวะละว้าที่มีเครื่องแต่งกายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน

ลัวะ ( ละว้า) จะใช้ผ้าที่ทอเองแทบทั้งสิ้นผู้ชายสวมเสื้อผ่าอกแขนเสื้อกุยเฮงกางเกงหลวมๆแบบกางเกงจีนแต่เครื่องแต่งกายชายปัจจุบันหันมานิยมเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ่าอกกลางส่วนผู้หญิงสวมเสื้อสีดำผ่าอกแขนยาวหรือแขนสั้นมีขลิบผ้าสีแดงที่ปลายแขนปักเป็นแผ่นใหญ่ที่หน้าอกตามแถวกระดุมและแถวรังดุมรอบคอปักที่ชายแขนเสื้อตรงข้อมือทั้งสองข้างและที่ใต้สะโพกรอบเอวด้วยดิ้นเลื่อมจะนุ่งซิ่นสั้นแค่เข่ากับเสื้อแขนยาวหลวมๆคล้ายพวกกะเหรี่ยงมีผ้าพันแข้งสำหรับเครื่องประดับของผู้หญิงนิยมเจาะหูให้เป็นรูโตเอาใบลานหรือแผ่นทองเหลืองม้วนกลมยัดใส่ไว้เอาด้ายทำเป็นพู่ห้อยลงมาผู้หญิงประดับคอด้วยสร้อยลูกปัดลูกเดือยหินสวมกำไลข้อมือเงินขดเป็นเกลียวหญิงนิยมใช้กล้องยาสูบเป็นเครื่องประดับและมวยผมประดับปิ่นและขนเม่นที่ศีรษะผู้หญิงสวมคอและแขนทำด้วยโลหะเงินและลูกปัดสี

หมวกผู้หญิงลัวะปักด้ายลวดลายต่างๆเช่นลายดอกไม้

หมวกผู้ชายลัวะตกแต่งด้วยลายปักและพู่ไหมพรม

เครื่องประดับผู้หญิงลัวะลูกปัดหลากสีสันจะสวมใส่ที่คอและเอว

ย่ามลัวะเรียบง่ายลายเส้นตรงส่วนมากผู้หญิงชาวลัวะจะใช้

เสื้อผู้หญิงลัวะใช้ด้าย 4 สีคือม่วงแดงชมพูดำทอด้วยมือด้วยเครื่อง " กี่เอว" ( อุปกรณ์ทอผ้าขนาดเล็ก)

งานทอผ้าลัวะจะใช้กี่ขนาดเล็กที่เรียกว่า “ กี่เอว” คล้ายกับชนเผ่าปกาเกอะญอใช้เป็นอุปกรณ์ในการทอผ้าฝ้ายและด้ายที่ใช้ในการทอผ้ามีทั้งฝ้ายที่ถูกปลูกเองและซื้อมาเมื่อทอเสร็จจะนำผ้าไปต้มกับน้ำข้าวเพื่อให้ผ้าเหนียวทนทานไม่ขาดง่ายสีไม่ตกลวดลายผ้าจะพบเพียง 2 ลายคือลายเส้นตรงที่เกิดจากการมัดย้อมเส้นยืนบนผืนผ้าซิ่นและอีกลายหนึ่งคือลายข้าวหลามตัดซึ่งทอไว้เป็นผ้าคลุมศพคนตาย

ขั้นตอนทอผ้า

1. คานหน้าและคานหลังทำหน้าที่ขึงผ้าให้ตึงใช้ม้วนผ้าระหว่างทอและยึดเครื่องทอติดกับตัวคนทอส่วนคานหลังจะทำหน้าที่ขึงผ้าอีกด้านหนึ่ง

2. เข็มขัดคาดหลัง ( สมัยก่อนใช้หนังสัตว์) เจาะรูใช้เชือกที่เหนียวใช้มัดกับคานที่ใช้ยึดเส้นด้าย

3. ไม้เขาหรือไม้สำหรับคล้องเชือกเป็นอุปกรณ์ใช้สำหรับให้ฝ้ายยืนแยกออกจากกันเพื่อเปิดเป็นช่องสำหรับด้ายพุ่ง

4 . ไม้ขัดฝ้ายยืดทำหน้าที่ขัดด้ายเส้นยืนเพื่อแบ่งด้ายออกและเปิดช่องว่างสำหรับพุ่งด้ายพุ่ง

5. ไม้กลมอาจดัดแปลงใช้ทอพีวีซีทำหน้าที่ช่วยแยกเส้นด้ายให้เป็นระเบียบไม่ให้ด้ายพันกัน

6. กระสรวยหรือไม้พุ่งฝ้ายใช้์สำหรับฝ้ายเส้นพุ่งทำหน้าที่พันด้ายพุ่งสอดในช่องว่างระหว่างด้ายพุ่ง
กระสรวยจะพุ่งด้ายไปจนเสร็จเป็นผืนผ้า

ผ้าลัวะปลัง

การแต่งกายของผู้ชายและผู้หญิงคล้ายกันผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่น ( ผ้าถุง) ในภาษาปลังเรียกว่า “ โรงด้วย” คำว่า “ โรง” แปลว่าสีดำดังนั้นผ้าซิ่นที่ผู้หญิงนุ่งจึงมีสีดำผ้านุ่งแบ่งออกเป็น 3 ตอนคือหัวซิ่นตัวซิ่นและชายซิ่นในภาษาปลังหัวซิ่นเรียกว่า “ ด้ายเซมลือ” แปลว่า “ ผ้าซิ่นไทลื้อ” สะท้อนว่าได้รับอิทธิพลจากกลุ่มของาวไทลื้อเป็นอย่างมาก ( ดังนั้น “ เซม” หรือ “ แซม” ที่ชาวปลังหมายถึงนั้นส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับ 2 กลุ่มคือชาวไทใหญ่และชาวไทลื้อ) ตัวซิ่นเรียกว่า “ ด้าย” ส่วนชายซิ่นเรียกว่า “ ด้ายปาย” คำว่า “ ปาย” แปลว่าสีขาวมีการคาดเข็มขัดเงินทับผ้าซิ่นเอกลักษณ์ลายเสื้อของผู้หญิงจะใช้การต่อตัวเสื้อและกุ๊นชายเสื้อด้วยลายสานคือการใช้ไหมพรมปักเป็นเส้นเรียงกันสีสันสวยงาม

สำหรับเสื้อที่สวมจะมีสีดำทั้งตัวเรียกว่า “ โคะ” เป็นเสื้อแขนยาวสาบเสื้อทับกันกลัดกระดุมที่ด้านล่างมีการประดับลายเป็นด้ายสีเขียวแดงชมพูส้มแล้วแต่ความชอบบั้งเป็นเส้นที่แขนต่ำกว่าหัวไหล่ลงมาเล็กน้อยลายยาวสีสันสวยงาม

นอกจากประดับที่หัวไหล่แล้วยังประดับเป็นทางยาวแนวตั้งสองเส้นขนานไปกับสาบเสื้อบริเวณที่ชายเสื้อมาทบกันจะมีการปักด้ายเป็นเส้นยาวสีสันสวยงามเป็นสีแดงเหลืองส้มและฟ้าขึ้นอยู่กับความชอบผู้หญิงมักเกล้าผมและพันผ้ารอบศีรษะผ้าที่พันรอบศีีรษะนี้เรียกว่า
“ เหวะจิ” นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือย่ามซึ่งในภาษาปลังเรียกว่า “ เซิด” โดยพื้นจะเป็นสีขาวทำจากผ้าฝ้ายและมีลายปักสีสันสวยงาม เอกลักษณ์ลายเสื้อจะใช้การต่อตัวเสื้อและกุ๊นชายเสื้อด้วยลายสานคือการใช้ไหมพรมปักเป็นเส้นเรียงกันสีสันสวยงาม


วิถีผ้าไทลื้อ

ไตลื้อหรือไทลื้อหรือคนลื้อเป็นชาวไทกลุ่มหนึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบสิบสองปันนาในดินแดนของประเทศจีนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการใช้ภาษาไทลื้อและยังมีวัฒนธรรมอันเป็น
เอกลักษณ์อื่นๆเช่นการแต่งกายศิลปะและประเพณีศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่งานผ้าทอไทลื้อนิยมใช้ผ้าฝ้ายหรือใช้เส้นไหมจากต่างถิ่นทอลวดลายที่เรียกว่า " ลายเกาะ" ด้วยเทคนิคการล้วงซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกว่า " ลายน้ำไหล" มีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือเครื่องแต่งกายของชาวไทลื้อโดดเด่นไม่เหมือนใคร

เอกลักษณ์การสร้างสรรค์ลวดลายและทักษะงานฝีมือ

การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ไทลื้อคือผ้าซิ่นของผู้หญิงไทลื้อที่เรียกว่า “ ซิ่นต๋า” ซึ่งเป็นผ้าซิ่นที่มี 2 ตะเข็บมีลักษณะโครงสร้างประกอบด้วย 3 ส่วนคือหัวซิ่นสีแดงตัวซิ่นลายขวางหลากสีต่อตีนซิ่นสีดำความเด่นอยู่ที่ตัวซิ่นซึ่งมีริ้วลายขวางสลับสีสดใสและตรงช่วงกลางมีลวดลายที่ทอด้วยเทคนิคขิดจกเกาะหรือล้วงเป็นลายรูปสัตว์ในวรรณคดีลายพรรณพฤกษาและลายเรขาคณิตเอกลักษณ์การทอผ้าที่สำคัญของกลุ่มชนนี้คือการทอผ้าด้วยเทคนิคเกาะหรือล้วงหรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า “ ลายน้ำไหล” ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีความยุ่งยากซับซ้อนแต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตาและเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะกลุ่มที่แตกต่างจากผ้าซิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มอื่นๆนอกจากผ้าซิ่นแล้วชาวไทลื้อยังทอผ้าชนิดอื่นๆด้วยเช่นผ้าหลบเป็นต้น

ผู้หญิงไทลื้อแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันต่างๆคอเสื้อปักลวดลายสารพัดสีด้านหน้าและด้านหลังปักลายสวยงดงามผ้านุ่งทอสลับสีสวมกำไลเงินสร้อยเงินตุ้มหูเงินมีตราเงินกลมๆติดเสื้อเป็นเครื่องเงินฝีมือประณีตเวลามีงานพิเศษสาวๆจะโพกผ้าสีขาวทรงรูปหมวกแขกในปัจจุบันนี้การแต่งกายของชาว
ไทลื้อก็จะคล้ายกับชาวเหนือทั่วไปผู้หญิงสวมเสื้อที่มีลักษณะเฉพาะเรียกว่าเสื้อปั๊ด ( เสื้อปั๊ดเป็นเสื้อที่ไม่มีกระดุมแต่สาบเสื้อจะป้ายเฉียงมาผูกไว้ที่เอวด้านข้าง) แขนยาวตัดเสื้อเข้ารูปเอวลอยมีสายหน้าเฉียงผูกติดกันด้วยด้ายฟั่นหรือแถบผ้าเล็กๆที่มุมซ้ายหรือขวาของลำตัวชายเสื้อนิยมยกลอยขึ้นทั้งสองข้างสาบเสื้อขลิบด้วยแถบผ้าสีต่างๆประดับด้วยกระดุมเม็ดเล็กเรียงกันสวมซิ่นไทลื้อที่มีลวดลายกลางตัวซิ่นซิ่นลายขวางจะทอด้วยเทคนิคเกาะหรือล้วงเรียกว่าลายน้ำไหลส่วนหัวซิ่นเป็นผ้าฝ้ายสีดำหรือสีน้ำตาลขาวส่วนตีนซิ่นเป็นผ้าพื้นสีดำสีเสื้อผ้าของผู้หญิงไทลื้อจะใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันออกไปเช่นถ้ามีงานบุญจะใส่เสื้อปั๊ดสีขาวโพกหัวด้วยผ้าสีขาวส่วนเสื้อผ้าสีดำจะสวมใส่ในงานประเพณีหรืองานแต่งงาน

ผู้ชายไทลื้อสวมเสื้อแขนยาวสีดำครามคล้ายเสื้อหม้อห้อมมี 2 แบบแบบดั้งเดิมเป็นเสื้อเอวลอยสาบหน้าขลิบด้วยผ้าแถบสีป้ายมาติดกระดุมที่ใต้รักแร้และเอวอีกแบบเป็นแบบเมืองเงินเป็นเสื้อคอตั้งมีแถบผ้าจกลายขอนาคตกแต่งทั้งชายและหญิงจะมีผ้าโพกศีรษะการแต่งกายของผู้ชายชาวไทลื้อคือนุ่งกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มที่แต่งอย่างคนเมืองก็มีนิยมสวมเสื้อขาวแขนยาวสวมทับด้วยเสื้อกั๊กปักลวดลายด้วยเลื่อมเรียกว่า " เสื้อปา" สวมกางเกงหม้อห้อมขายาวต่อหัวกางเกงด้วยผ้าสีขาวเรียกว่า " เตี่ยวหัวขาว" นิยมโพกศีรษะ (" เคียนหัว") ด้วยผ้าสีขาวสีชมพูนุ่งซิ่นต๋าลื้อสะพายกระเป๋าย่าม (" ถุงย่าม") และนิยมโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือสีชมพูกางเกงเป็นกางเกงก้นลึกเรียกว่า “ เตี่ยว 3 ดูก” สีเสื้อผ้าของผู้ชายไทลื้อส่วนใหญ่จะเป็นสีเทาสีดำถ้ามีงานบุญจะใส่สีขาวหรือสีดำผ้าขาวม้าคาดพุงโพกศีรษะด้วยผ้าสีน้ำตาลสีขาวสีดำ

เทคนิคการทอผ้าของชาวไทลื้อ

1. ขิดเป็นเทคนิคการทอผ้าให้เกิดลวดลายโดยการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษด้วยวิธีการใช้ไม้แป้นขิดสอดเพื่อเปิดช่องเส้นด้ายยืนหรือเพิ่มเขาพิเศษนอกเหนือจากเขาที่ใช้ทอลายขัดปกติโดยมักจะเก็บเขาในแนวตั้งทางด้านบนและล่างของชุดด้ายยืนการทอจะทำให้เกิดลวดลายตลอดหน้ากว้างของผืนผ้าชาวไทลื้อจะเรียกเทคนิคการทอแบบนี้ว่า " มุก" ผ้าขิดมีเนื้อหนาเหมาะสำหรับใช้ในการตกแต่งและใช้สอยในครัวเรือนเช่น
ทำหมอนผ้าแหลบ ( ผ้าปูนั่งหรือนอน) ผ้าปูโต๊ะผ้าหลบ ( ผ้าปูที่นอน) ผ้าล้อหัวช้างผ้าเช็ด ( ผ้าพาดบ่า) ผ้าห่มผ้าห่อคัมภีร์หรือนำมาประยุกต์ตัดเป็นเสื้อคลุมเสื้อกันหนาวหรือผ้าคลุมในปัจจุบันลวดลายขิดที่เป็นที่รู้จักกันดีเช่นลายงูลอยลายหน่วยเครือลายขอเล็กลายขอใหญ่ลายขอขะใจ๋ลายกาบลายดอกจันลายนาคลายนกหรือหงส์ลายช้างลายม้าลายคนเป็นต้น

2. จกเป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้าทำโดยใช้ไม้หรือขนเม่นหรือนิ้วมือยกหรือจกด้ายเส้นยืนขึ้นแล้วสอดใส่ด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปผ้าจกนี้มีกระบวนการทอยุ่งยากกว่าขิดเพราะเป็นผ้าที่มุ่งก่อให้เกิดความวิจิตรงดงามทั้งทางด้านลักษณะรูปแบบลวดลายและสีสันเพื่อใช้ในโอกาสพิเศษผ้าจกมีทั้งชนิดที่ทอด้วยฝ้ายและทอด้วยไหมบางแห่งก็ทอทั้งฝ้ายและไหมผสมกันผ้าจกแตกต่างจากผ้าขิดตรงที่ผ้าขิดนั้นจะพุ่งด้ายพุ่งหนึ่งเส้นตลอดหน้าผ้าทำให้สีของลวดลายในแถวเดียวกันจะเป็นสีเดียวกันส่วนผ้าจกจะสามารถสอดสีภายในแถวแต่ละแถวได้อย่างอิสระตามต้องการจึงทำให้ลายจกมีสีสันสวยงามแพรวพราวมากกว่าแต่ก็ใช้เวลาการทอนานมากกว่าในการเปลี่ยนเส้นสีต่างๆในแต่ละแถวแต่ละลายการทอผ้าจกจึงมีความยุ่งยากและใช้ความอดทนในการทอมาก

3. เกาะหรือล้วงเป็นวิธีการทอที่ไม่ได้ใช้เส้นพุ่งสอดจากริมผ้าด้านหนึ่งไปสู่ริมผ้าอีกด้านหนึ่งตามวิธีการทอแบบธรรมดาทั่วไปและไม่เพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในเนื้อผ้าเช่นวิธีการจกแต่การทอแบบเกาะใช้พุ่งหลายๆสีเป็นช่วงๆทอด้วยวิธีธรรมดาโดยการเกี่ยวและผูกเป็นห่วงรอบเส้นยืนไปเป็นช่วงตามจังหวะลวดลายเทคนิคนี้ทำให้เกิดลวดลายนี้ทำให้เกิดลายที่มีลักษณะคล้ายสายน้ำไหลจึงนิยมเรียกว่า " ผ้าลายน้ำไหล" ซึ่งเป็นผ้าที่มีชื่อเสียงและถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของลายผ้าไทลื้อผ้าลายน้ำไหลนิยมทอสำหรับเป็นผ้าซิ่นและสำหรับประยุกต์ตัดเป็นเสื้อผ้าและเครื่องใช้ต่างๆ

จากดอกฝ้ายสู่เส้นด้ายกลายเป็นผ้าทอไทลื้อ

1. เก็บดอกฝ้ายก่อนดอกจะร่วงสู่พื้นดินเพราะจะทำให้ฝ้ายสกปรกช่วงเก็บดอกฝ้ายคือพฤศจิกายน

2. อีดคือการแยกเมล็ดออกจากดอกฝ้าย

3. ก๋งเป็นอุปกรณ์คล้ายคันธนูใช้สำหรับการดีีดฝ้ายให้ฟู

4. กิ๊ก/ ล้อคือการนำฝ้ายที่ตีแล้วมาม้วนกับไม้ให้มีลักษณะเป็นแท่งยาวประมาณ 1 คืบ( 1 หาง / ปีด )

5. กวงคืออุปกรณ์ในการเก็บเส้นด้ายปั่นฝ้ายเป็นเส้นระหว่างหมุนต้องค่อยๆดึงออกเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด

6. ม้วนด้ายใส่หลอด ( ด้าย 4 ไจ
กรอได้ 2 หลอดด้าย

7. ปั่นใส่หลอดใส่กระสรวยเตรียมทอเป็นผืนตามลายที่วางไว้

8. นำฝ้ายที่ใส่กระสรวยมาทำการ ทอผ้าจนเป็นผืนผ้าไทลื้อที่งดงาม

วิถีผ้าไทใหญ่หรือไตใหญ่

ชาวไทใหญ่เรียกตัวเองว่าไตที่ยังคงยึดมั่นในวิถีชีวิตก็มีประเพณีวัฒนธรรมภาษาพูดอักษรฯลฯที่เป็นเอกลักษณ์เช่นฟ้อนไตฟ้อนนกฟ้อนเจิง
ฟ้อนดาบเครื่องดนตรีโบราณอาหารไตโดยเฉพาะถั่วเน่าข้าวแรมฟืนก็เป็นที่ขึ้นชื่อฯลฯ

ชุดไตเป็นเครื่องแต่งกายที่มีศิลปะแสดงถึงความมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทางวัฒนธรรมสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษของชาวไตหรือชาวไทใหญ่

ชุดไตสำหรับผู้ชายประกอบด้วยกางเกงขาก๊วยเรียกว่าก๋นห่งย่งหรือก๋นไตเป้าและขาเหมือนกางเกงชาวจีนเอวกว้างใช้พับทบเข้ามาให้พอดีกับเอวเรียกว่า “ ก๋นไต” คาดด้วยเข็มขัดเสื้อตัวในใช้เสื้อเชิ้ตมีเสื้อกล้ามรองชั้นในอีกชั้นหนึ่งเสื้อตัวนอกเป็นเสื้อแขนยาวคอกลมไหล่เลยลงมาต่อตะเข็บตรงกึ่งกลางแขนเสื้อผ่าหน้าติดด้วยกระดุมขอดห้าคู่ปัจจุบันมีรูปแบบหลากหลายมากขึ้นมีทั้งแบบคอกลมแบบคอจีนมีการเดินเส้นลวดลายรอบคอรอบแขนรอบกระเป๋าเสื้อสวมหมวกที่มีลักษณะเหมือนหูหนึ่งข้างหรือเรียกหนึ่งจอกหรือโพกผ้าบนหัวเรียกผ้าเคนหัวปัจจุบันสวมใส่ใช้ในโอกาสที่เป็นงานในพิธี

 

ชุดไตสำหรับผู้หญิงผู้หญิงชาวไทใหญ่จะสวมเสื้อไตหน้าแว๊ดหรือ
เสื้อแซคซึ่งมีทั้งแขนสั้นและแขนยาวหลากสีสาบเสื้อป้ายทับไปทางด้านขวาติดกระดุมผ้าหรือกระดุมเงินทองผู้หญิงจะสวมหมวกที่มีลักษณะเหมือนหูสองข้างหรือเรียกสองจอกไว้ผมยาวมวยตั้งมี “ กุ๊ก” และไว้สต๊อก ( ถ้าแต่งงานแล้วจะไม่มีสต๊อก) แม่บ้านและคนแก่จะไว้ผมเกล้ามวยเยื้องไปทางด้านหลังผู้หญิงชาวไทใหญ่จะสวมซิ่นหรือผ้าถุงหญิงสาวจะนิยมใส่สีสันส่วนแม่บ้านคนแก่จะใส่สีเข้มซิ่นที่ทำด้วยเทคนิคมัดหมี่เรียกว่า “ ซิ่นชินเหม่” ทั้งนี้บางเทคนิคการทอบางผืนจะใช้จากการมัดหมี่เส้นยืนซึ่งเมื่อนำมาเย็บเป็นซิ่นจะได้ลวดลายลิ่วขวางลำตัวคล้ายซิ่นต๋าของไทยวนเชียงใหม่ส่วนไทใหญ่บางกลุ่มนิยมนุ่งซิ่นต๋าซึ่งมีลักษณะแบบของไทลื้อชาวไทใหญ่ในราชสำนักนำผ้าซิ่นแบบซิ่นลุนตยามาใช้ในโอกาสพิเศษด้วยเพราะซิ่นจะแสดงออกถึงความมีฐานะอีกด้วย

 

เสื้อไตหน้าแว๊ดหรือเสื้อแซคไม่ต่อไหล่หรือแขนเลยแขนเสื้อเป็นผ้าชิ้นเดียวกับตัวเสื้อแขนสั้นยาวแล้วแต่ผู้สวมใส่ชอบลายปักจะมีหรือไม่มีขึ้นอยู่กับผู้ส่วมใส่ในยุคต่อมานิยมปักรอบคอเสื้อรอบตัวเสื้อรอบแขนมากขึ้นอาจจะมีลายปักที่หน้าแว๊ดส่วนใหญ่เป็นรูปดอกไม้ไม่มีเกร็ดเสริมหน้า - หลังถือเป็นเสื้อไตโบราณชายเสื้อสั้นเท่าเอวติดกระดุมขอดห้าคู่หรือติดกระดุมเงินกระดุมทองหรือกระดุมพลอย

 

เสื้อไตต่อเอ็นหลังหน้าตรงแบบคอกลมผ่าหน้าไม่ต่อไหล่หรือแขนเลยมีแบบแขนสั้นและแขนยาวไม่มีลายปักไม่มีเกร็ดเสริมหน้า - หลังติดกระดุมขอดห้าคู่หรือติดกระดุมเงินกระดุมทองหรือกระดุมพลอยปัจจุบันรูปแบบมีทั้ง
คอจีนคอวีมีการปักลายหรือใช้ผ้าลูกไม้ปักลายจะตัดให้พอดีตัว

 

เสื้อไตหน้าแว๊ดไม่ต่อไหล่หรือแขนเลยนิยมตัดพอดีตัวมีแบบต่อเอ็นหลัง - ต่อเอ็นหน้าต่อเอ็นหลัง- ไม่ต่อเอ็นหน้าชายเสื้อสั้นเท่าเอวมีเกล็ดหน้าหลังหรือไม่มีเกล็ดก็ได้ส่วนการปักนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของผู้สวมใส่มีทั้งแขนสั้นและ
แขนยาวนิยมติดกระดุมขอดกระดุมแป้กใช้ผ้าหลากหลายชนิดเช่นผ้าแก้วผ้าฝ้ายผ้าคอตตอนลูกไม้ผ้าชีฟองฯลฯ

 

เสื้อไตหน้าแว๊ดต่อไหล่ปัจจุบันนิยมตัดแบบต่อไหล่มากขึ้นเนื่องจากเข้ารูปและสวยงามเหมาะกับรูปร่างผู้สวมใส่นิยมตัดแบบไม่ต่อเอ็นหลังแต่ต่อเอ็นหน้าหรือไม่ต่อก็ได้นอกจากคอกลมแล้วยังมีคอวีคอรูปหัวใจฯลฯติดกระดุมขอดกระดุมอัดกระดุมมุกกระดุมแป้ก

 

ผ้าซิ่นหรือผ้าถุงจะใช้ผ้าที่มีลวดลายเป็นส่วนใหญ่เย็บตะเข็บเดียวเป็นผ้าถุงธรรมดาสมัยก่อนจะใช้ผ้าเนื้อนิ่มสีดำต่อตรงเอวเรียกว่า “ หัวซิ่น” เวลานุ่งผ้าก็จะเหน็บชายหัวซิ่นได้แน่นใช้เข็มขัดเงินคาดทับผ้าซิ่นแต่ละแบบที่ผู้หญิงไตนิยมใช้จะเรียกต่างๆกันไป

หมวกผู้หญิงจะที่มีลักษณะเหมือนหูสองข้างหรือเรียกสองจอกหรือโพกผ้าบนหัวเรียกผ้าเคนหัวผู้ชายจะมีหูหนึ่งข้างหรือเรียกว่าหนึ่งจอกปัจจุบันสวมใส่ใช้ในโอกาสที่เป็นงานในพิธีสำคัญต่างๆ

ข่าวกิจกรรม ททท. สนง. ชร.

เที่ยวครบต้องแอ่ว เชียงรายแต้แต้ เพียงแอดไลน์ก็ไม่พลาดทุกสิทธิพิเศษจาก ททท.สนง.เชียงราย

แอ่วจังหวัดเดียวเที่ยวครบ! ต้องแอ่ว…เชียงรายแต้แต้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเที่ยวสายแอ่วชิล แอ่วอาร์ต หรือแอ่วฮิป ที่ "เชียงราย" เรามีกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวมากมายให้คุณได้ร่วมค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ทุกไลฟ์สไตล์ enjoy กันทั้งครอบครัว เตรียมตัวแอ่วกันให้ตึงบ้าน พร้อมรับโปรโมชั่นสุดพิเศษ จะกินหรือเที่ยว เพียงกดแอดไลน์ @tatchiangrai เพื่อติดตามไม่ให้พลาดทุกสิทธิพิเศษ อยากสุขทุกวัย สนุกทุกไลฟ์สไตล์ ต้องแอ่วเจียงฮายเท่านั้นนะเจ้า

รวมสถานที่จัดงานสงกรานต์ 2562 จุดเล่นน้ำ จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา

1. ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ปี 2562 ระหว่างวันที่ 12-13 เมษายน 2562 ณ พุทธสถานพระธาตุวังซาง และสวนตุงและโคม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 053-711333 เทศบาลนครเชียงราย 2. สันโค้งถนนคนเล่นน้ำ ระหว่างวันที่ 13 -15 เมษายน 2562 ณ ถนนสันโค้งน้อย (แหล่งเล่นน้ำสงกรานต์กลางเมืองเชียงราย) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 0661129100 (คุณแม็ก), 0816728552 (คุณนาย) 3. มหาสงกรานต์ 4 แผ่นดิน ไทย,จีน,ลาว,พม่า (อำเภอเชียงแสน) ระหว่างวันที่ 9-18 เมษายน 2562 ณ บริเวณถนนตรงข้ามตลาดสดเชียงแสน และ ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-5377-7110 , 0-5377-7115 ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน 4. มหาสงกรานต์ อาเซียนสองฝั่งโขง เชื่อมโยงไทย-ลาว (เชียงของ-ห้วยทราย) มหกรรมขบวนแห่สรงน้ำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ยาวที่สุดในโลก ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 13-19 เมษายน 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 053-791352 ที่ว่าการอำเภอเชียงของ 5. จุ้มอกเย็นใจ๋ ปี๋ใหม่เมืองกว๊านพะเยา ระหว่างวันที่ 13 -15 เมษายน 2562 ณ บริเวณถนนเลียบชายกว๊านพะเยา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 054-431350 เทศบาลเมืองพะเยา

ศิลปินสีน้ำระดับแนวหน้าของเมืองไทย เตรียมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสีน้ำ อ.เชียงของ

 ศิลปินสีน้ำระดับแนวหน้าทั่วประเทศร่วมกับศิลปินประเทศแถบลุ่มน้ำโขงกว่า 80 ชีวิต มุ่งสู่เชียงของเตรียมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสีน้ำอย่างคึกคัก นายทัศนัย สุธาพจน์ นายอำเภอเชียงของ กล่าวว่า อำเภอเชียงของเป็นเมืองติดน้ำโขงที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ต่อเนื่องยาวนานนับพันปี มีต้นทุนทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีศิลปะวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์เด่นชัด จึงได้มียุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยใช้การสร้างสรรค์งานศิลปะมาเป็นจุดขายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ ตามวาระ เชียงของเมืองศิลปะ หรือ Chiang Khong Art City ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดทำโครงการงานศิลป์เล่าเรื่องเมืองเก่าเชียงของ นำศิลปินชั้นนำมาวาดภาพศิลปะบนผนังกำแพงหลายจุดในลักษณะ Street Art ซึ่งทำไปแล้ว 3 ระยะ โดยร่วมมือกับหลายองค์กร/หน่วยงาน อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และกลุ่มคิดดี  เป็นต้น  สำหรับอีกหนึ่งกิจกรรมที่รองรับเชียงของเมืองศิลปะ คือ การจัดงานเทศกาลศิลปะสีน้ำประเทศอนุลุ่มน้ำโขง หรือกลุ่มประเทศ GMS โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5-7 เมษายน 2562 ซึ่งจะมีศิลปินสีน้ำชั้นนำจากทั่วประเทศ และกลุ่มประเทศ GMS มาร่วมวาดภาพศิลปะสีน้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานศิลปะที่กำลังเป็นกระแสนิยมทั่วโลก ในพื้นที่ต่างๆ ของอำเภอเชียงของ เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะสีน้ำที่งดงามหลากหลายมุมมอง ฝากไว้บนแผ่นดินเชียงของ เชียงราย ต่อไปในอนาคตก็จะมีการต่อยอดกิจกรรมงานศิลปะในรูปแบบอื่นๆ เพื่อทำให้เมืองเชียงของทั้งเมืองเต็มไปด้วยงานศิลปะเชิงสร้างสรรค์ที่จะทำให้เมืองเชียงของเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะมาเยือนเชียงของอย่างคึกคักยิ่งขึ้น http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1082241.0

คลิปวีดีโอผ้า