http://www.chiangraifocus.com/news/details.php?id=4929
09 สิงหาคม 2560 เวลา 14:54 น. เปิดอ่าน 172 ครั้ง

เชียงรายเปิดศูนย์การเรียนรู้ สวนปั๋นกั๋นกิ๋น ยึดเศรษฐกิจพอเพียงเชิงพุทธ

เชียงราย -มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ สถาบันการศึกษาทางเลือกในสังกัด มูลนิธิพุทธเศรษฐศาสตร์ร่วมกับจังหวัดเชียงรายเปิดศูนย์การเรียนรู้ “สวนปั๋นกั๋นกิ๋น"ภายในพื้นที่ของเครือข่ายชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ด้านผู้ว่าฯเห็นพ้องนำจุดเด่นมาเป็นยุทธศาสตร์จังหวัด
 
      รายงานข่าวจากจังหวัดเชียงรายแจ้งว่า ที่มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ สถาบันการศึกษาทางเลือกในสังกัด มูลนิธิพุทธเศรษฐศาสตร์โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) และนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้ "สวนปั๋นกั๋นกิ๋น" เครือข่ายโครงการชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ณ เลขที่ 67 บ้านศรีวิไล ม.7 ต.ห้วยซ้อ อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยศูนย์ดังกล่าวมี น.ส.ณัฐฐินี นุธรรม ผู้ซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นเจ้าของและได้นำแนวทางที่ศึกษามาตั้งเป็นศูนย์ดังกล่าว ภายในมีการปรับพื้นที่ดินให้ทำการเกษตรผสมผสานโดยมีความหลากหลายทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำ ฯลฯ โดยเป็นเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี
 
       พระ ว.วชิรเมธี กล่าวว่าศูนย์นี้ถือเป็นศูนย์แรกใน อ.เชียงของ และในโอกาสเดียวกันก็ขอให้ทางผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้มอบป้ายให้ศูนย์อื่นๆ ในเครือข่ายอีก 60 แห่ง เพื่อเป็นแนวทางให้นำไปเผยแพร่องค์ความรู้นี้ต่อไป โดยองค์ความรู้นี้มีสาระสำคัญคือนำคำสอนพระพุทธเจ้าและในหลวงรัชกาลที่ 9 มาบูรณาการเข้าด้วยกัน เป็นหลักเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจพอเพียงเชิงพุทธ เพื่อให้ผู้เรียนรู้ได้ "อยู่รอด อยู่ได้ อยู่ดี" โดยอยู่รอดคือสามารถนำมาใช้ประกอบเป็นอาชีพที่ถูกต้องหรือสัมมาอาชีพได้ อยู่ได้คือช่วยลดรายได้และเพิ่มรายได้ในครัวเรือนเพราะไม่ใช้สารเคมี และอยู่ดีคือสามารถช่วยคนอื่นให้รอดได้ด้วยจึงกลายเป็นครูของแผ่นดิน เมื่อผู้เรียนรู้สามารถทำได้ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ก็จะสามารถเป็นศูนย์ในเครือข่ายได้ต่อไป
 
      ด้านนายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่าเชียงรายมีภูมิประเทศที่มีภูเขาล้อมรอบแต่มีที่ปลูกข้าวกว้างนับล้านไร่ พื้นดินก็อุดมสมบูรณ์ปลูกพืชได้ดีเกือบทุกชนิด รวมทั้งมีเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง จึงสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะสินค้าเกษตรธรรมดาและแบบอินทรีย์แตกต่างกันมากทั้ง 2 อย่างแตกต่างกันมากในเรื่องราคา โดยสามารถสังเกตได้จากราคาพืชผักในตลาดทั่วไปและที่ใส่บรรจุภัณฑ์แล้ววางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าซึ่งสินค้าชนิดเดียวกันแต่ราคาห่างกันหลายเท่าตัว 
 
      เชียงรายยังอยู่ต้นน้ำจึงได้เปรียบเพราะไม่ได้อยู่ปลายน้ำที่เสี่ยงต่อสารเคมี แต่เบื้องต้นประชาชนต้องยอมรับอินทรีย์และรวมกลุ่มเครือข่าย ลบความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าถ้าไม่ใช้สารเคมีลูกไม่โตไม่ดก ดังนั้นเนื่องจากพื้นที่มีโครงการปิดทองหลังพระในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 จำนวน 105 โครงการและทางกรมชลประทานยังทำแหล่งน้ำอีก 185 โครงการ รวมกันทั้งหมด 290 กว่าโครงการ ซึ่งสามารถจ่ายน้ำให้พื้นที่ต่างๆ ได้ จึงควรมีการสานต่อเป็นยุทธศาสตร์จังหวัดตั้งแต่ปี 2561 โดยสัปดาห์หน้าจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อดูทั้ง 290 โครงการว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรต่อไปด้วย 
 
      สิ่งสำคัญในปัจจุบันคือเรามีมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ในไร่เชิญตะวันของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ซึ่งได้เปิดสอนการเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2555 รวมเป็นเวลา 6 ปีแล้ว ทำให้มีลูกศิษย์มากมายสามารถกระจายความรู้ไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้ ซึ่งสามารถนำมาบูรณาการกับโครงการที่จะเป็นยุทธศาสตร์จังหวัดดังกล่าวได้ เพราะคาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าประชากรโลกจะเพิ่มมากขึ้นจึงไม่มีสิ่งใดดีเท่ากับการผลิตอาหารขายและต้องเป็นอาหารอินทรีย์ โดยมี จ.เชียงราย เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของไทยและลุ่มแม่น้ำโขงรวมถึงอาเซียนและโลกต่อไปด้วย
 

แหล่งข่าว ผู้จัดการออนไลน์    นำเสนอโดย เชียงรายโฟกัสดอทคอม

http://www.chiangraifocus.com/news/details.php?id=4929