เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 15 ตุลาคม 2019, 22:07:42
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0
x
ขณะนี้เรากำลังไลฟ์ คลิกที่นี่เพื่อชม

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  เรื่องล้านนา ภาษากำเมือง
| | |-+  ประวัติศาสตร์ล้านนา ประวัติศาสตร์โลก
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 พิมพ์
ผู้เขียน ประวัติศาสตร์ล้านนา ประวัติศาสตร์โลก  (อ่าน 34331 ครั้ง)
เชียงรายพันธุ์แท้
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,025



« เมื่อ: วันที่ 05 มีนาคม 2011, 16:32:00 »

.


* 001.jpg (137.32 KB, 643x2055 - ดู 4958 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า
คำปันเกย
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 847



« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 05 มีนาคม 2011, 16:40:14 »

ขอบใจเน้อ 
ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลเป็นระบบระเบียบ

IP : บันทึกการเข้า

ของล้ำค่าสำหรับคนหนึ่งก็อาจเป็นสิ่งไร้ค่าสำหรับอีกคน หรือสิ่งไร้ค่าสำหรับคนหนึ่ง ก็อาจเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับอีกคนหนึ่งเช่นกัน
natta2533
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 199


« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 05 มีนาคม 2011, 20:10:38 »

ขอบคุณกำฮู้ดีๆๆๆคับอ้าย  แต่ขอเปลี่ยนน้อยได้ก่อ   ในเรื่องที่ว่ากบฏป้อพญาผาบขอเลี่ยงใจ้กำว่ากบฏเตอะคับ อ่านแล้วแสลงใจ๋
IP : บันทึกการเข้า
เชียงรายพันธุ์แท้
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,025



« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 05 มีนาคม 2011, 20:44:36 »

ขอบคุณกำฮู้ดีๆๆๆคับอ้าย  แต่ขอเปลี่ยนน้อยได้ก่อ   ในเรื่องที่ว่ากบฏป้อพญาผาบขอเลี่ยงใจ้กำว่ากบฏเตอะคับ อ่านแล้วแสลงใจ๋

อั้นใจ้กำว่าอะหยังดีครับ
IP : บันทึกการเข้า
Ck 401
"....เมื่อเห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดา ก็ไม่มีอะไรมาทำให้ทุกข์ได้อีก...."
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,221


...งานหนักไม่เคยฆ่าคน...


« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 06 มีนาคม 2011, 09:12:08 »

ขอบคุณกำฮู้ดีๆๆๆคับอ้าย  แต่ขอเปลี่ยนน้อยได้ก่อ   ในเรื่องที่ว่ากบฏป้อพญาผาบขอเลี่ยงใจ้กำว่ากบฏเตอะคับ อ่านแล้วแสลงใจ๋

อั้นใจ้กำว่าอะหยังดีครับ
มันคงบ่ามีกำตี้ดีกว่านี้ละคับ
ที่มาที่ไปสืบหายาก ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

"....คณะเรา ไม่ยอมให้ด้อยถอยลง ต่ำเราต้องค้ำชูให้สูงจรุงศรี....."
....เมื่อเห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดา  ก็ไม่มีอะไรมาทำให้ทุกข์ได้อีก...."
ละอ่อนเทิงพลัดถิ่น
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,440


รับทำและออกแบบเสื้อผ้าวัยรุ่นชาย โทร.0909027407(ญา


« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 06 มีนาคม 2011, 09:56:03 »

ขอบคุณครับ ข้อมูลดีๆทั้งนั้น
IP : บันทึกการเข้า

You'll Never Walk Alone.
natta2533
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 199


« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 06 มีนาคม 2011, 10:04:53 »

สุมาเน้อคับ    เอาเปนเกิดจลาจลได้ก่อคับ
555555555555
IP : บันทึกการเข้า
: 1100 Km. :
~: ดาบราชบุตร :~
ผู้ดูแลบอร์ด
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,231

~>: แขกดอย :<~


« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 07 มีนาคม 2011, 16:55:54 »

มาเสาะหาความรู้
IP : บันทึกการเข้า

!!!!!  กว่า ๑,๑๐๐ กม.จากยอดดอยสู่ทะเล...ตะวันออก  !!!!!

www.facebook.com/1100kilometer

||||| ธรรมชาติสร้างอากาศบริสุทธิ์    ส่วนมนุษย์นั้นสร้างอาวุธเพื่อทำลาย |||||
T Nakamura
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 348



« ตอบ #8 เมื่อ: วันที่ 08 มีนาคม 2011, 17:09:17 »

ขยันดีแต้น่อครับ  ยิ้มเท่ห์
IP : บันทึกการเข้า
nansom
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 462



« ตอบ #9 เมื่อ: วันที่ 10 พฤษภาคม 2011, 22:43:47 »

คึขนาด ถ้าเสริม Timeline ในเอเชียจะดีแฮ๋มเนาะ
IP : บันทึกการเข้า
แมงคอลั่น
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,454



« ตอบ #10 เมื่อ: วันที่ 11 พฤษภาคม 2011, 19:11:22 »

ขอบคุณกำฮู้ดีๆๆๆคับอ้าย  แต่ขอเปลี่ยนน้อยได้ก่อ   ในเรื่องที่ว่ากบฏป้อพญาผาบขอเลี่ยงใจ้กำว่ากบฏเตอะคับ อ่านแล้วแสลงใจ๋

อั้นใจ้กำว่าอะหยังดีครับ
มันคงบ่ามีกำตี้ดีกว่านี้ละคับ
ที่มาที่ไปสืบหายาก ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ลองอ่านผ่อแล้วเซาะกำอู้ที่เปิงใจ๋มาผ่อกันน่อ
ในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าหลวงผู้ครองเมืองเชียงใหม่ องค์ที่ ๗
(ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๔๐)
กบฏพญาปราบสงครามเกิดขึ้นเมื่อ
วันที่ ๓ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๒ ในตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย
        มูลเหตุเกิดมาจาก น้อยวงษ์เป็นเจ้าภาษีนายอากรผูกขาด ภาษีหมาก ภาษีพลู มะพร้าว
ข้าวเปลือก และ วัวควาย ในแขวงเมืองเชียงใหม่ในอัตราปีละ ๔๑๐๐๐รูปี (สี่หมื่นหนึ่งพันรูปี)
ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเจ้าเดิมถึง ๑๖๐๐๐รูปี ดังนั้น
จึงทำหื้อน้อยวงษ์ต้องเก็บภาษีพืชผลการเกษตรเอากับชาวบ้านอย่างเข้มงวดละเอียดถี่ยิบ
เพื่อให้ได้เงินจนคุ้มทุนและคุ้มกำไรในการดำเนินการผูกขาดสัมปทานภาษีในครั้งนี้

ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนกันไปหมดทุกหย่อมหญ้า จ๋นปอมีกำอู้ที่ว่า
จะเกี้ยวหมากสักกำ ต้องหลบหลี้ดีๆ เดียวน้อยวงษ์จะหัน มันจะมาเก็บก๊อก
(ก๊อก เป็นกำเมือง แปลว่า ภาษี ) ในที่สุดความอดทนของชาวบ้านก็ถึงจุดสิ้นสุด
ในเช้าของวันที่ ๓ กันยายน ๒๔๓๒ มีชาวบ้านหนองจ๊อม ๔ คน บ่อมีเงินเสียภาษี
จึงเอาผลิตผลกล้วยอ้อยมาเสียแทนเงิน น้อยวงษ์บ่ายอม ได้จับชาวบ้านทั้งสี่คนใส่ขื่อคาน
แล้วเอามาประจานที่กลางข่วงบ้านป้อแค่วน (บ้านกำนัน) ทำให้พญาปราบสงคราม
ตำแหน่งแม่ทัพเมืองเชียงใหม่ ปกครองแค่วนหนองจ๊อม แค่วนแม่คือ แค่วนกอก
เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากที่น้อยวงษ์มันมาข่มเหงรังแกคนในปกครองของท่าน
พญาปราบสงคราม โกรธขนาดหนัก ประกอบกับชาวบ้านก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
เลยบุกเข้าปลดขื่อคาหิ้อชาวบ้านที่ถูกจับทั้งสี่คนออกทันที

และพร้อมใจกันไล่พวกที่มาเก็บภาษีออกไปจากพื้นที่ แถมยังประกาศไปว่า
ต่อไปนี้ห้ามเข้ามาเก็บภาษีในเขตปกครองเด็ดขาด
น้อยวงษ์ ไปฟ้องเจ้าหลวง ชาวบ้านก็รวมตัวกันได้สอง-สามพันคน อาวุธครบมือ
จึงได้ทำพิธีสาบานดื่มน้ำสัจจะกันที่วัดฟ้ามุ่ย บ้านหนองจ๊อม
หลังจากนั้นก็ได้ตกลงยกพญาปราบขึ้นเป็นเจ้าเมืองสันทราย (แข็งเมือง) หมู่ป้อแค่วน
แก่บ้าน ป้อหลวงบ้าน หลายบ้านหลายจองก็มาร่วมสมทบเป็นกองทัพใหญ่
จากเริ่มต่อต้านการเก็บภาษี ก็ลามไปเป็นการแข็งเมือง
ต่อต้านเจ้าหลวงและต่อต้านกรุงเทพในที่สุด พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์
ข้าหลวงพิเศษ ทรงออกคำสั่งลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๔๓๒
ให้พญาปราบเข้ามอบตัวภายใน ๕ วัน

พญาปราบฯ ไม่ยอม ซ้ำยังวางแผนเข้าตีเมืองเชียงใหม่อีกต่างหาก
เช้าวันที่ ๑๘ จะเข้าตีเมือง
โดยมุ่งหมายสังหารข้าราชการจากส่วนกลางและเจ้าภาษีชาวจีนในฐานะผู้สร้างความเดือดร้อน
โดยเฉพาะน้อยวงษ์นั้นจะเอามาใส่ครกตำให้แหลก
แต่แผนการล้มเหลว เพราะก่อนจะเข้าตีเมือง คืนนั้นฝนตกหนัก น้ำท่วมสันทราย
ชาวบ้านก็เลยแตกทัพกลับไปบ้านไปช่วยเมียขนข้าวขนของหนีน้ำ

ดังนั้น ในวันที่ ๒๑ กันยายน เจ้าอุปราช เจ้าบุรีรัตน์
จึงออกปราบปรามจับกุมชาวบ้านและหัวหน้ากบฏได้โดยง่าย
ส่วนตัวพญาปราบหนีไปได้พร้อมลูกเมีย หัวหน้า ๑๒ คนโดนประหาร ชาวบ้านลูกสมุน
หลายร้อย โดนเฆี่ยนคนละ ๙๐ หวายพ่อง ๖๐ หวายพ่อง เบาสุด ๓๐ หวาย แล้วปล่อยตัวไป
พญาปราบหนีไปเพิ่งเจ้าเมืองเชียงตุง และ เข้ายึดเอาเมืองฝางใน วันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๓
หนานอินต๊ะ เจ้าเมืองฝาง ยอมแต่โดยดี ยกเมืองฝางหื้อพญาปราบขึ้นปกครองแทน
พญาปราบได้รวบรวม ชาวเขา ชาวไทใหญ่ ชาวฮ่อ และหมู่ลูกสมุนเก่าๆตั้งตนแข็งเมืองแหมรอบ
ประกาศแยกเมืองฝางเป็นอิสระ

กองทัพลำปางที่เจ้าหลวงลำปางส่งมาช่วยเจ้าหลวงเชียงใหม่ปราบกบฏในครั้งนี้ก็
เลยยกทัพไปเมืองฝาง ไปปะทะกับกองทัพเมืองฝางใน วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๔๓๓ ไปเจอกันที่
ผานกกิ่ว เขตเมืองพร้าว กองทัพฝางแตกพ่ายไป ลูกชาย ๒ คน
ของพญาปราบฯ ตายในสนามรบ พญาปราบฯ หนีไปอยู่เชียงตุงอีกครั้ง
เจ้าเมืองเชียงตุงจึงตั้งให้เป็นเจ้าเมืองโก

กบฏพญาปราบสงครามในครั้งนี้ ทำให้กรุงเทพหวาดระแวงและเริ่มไม่ไว้ใจ
พระเจ้าประเทศราชฝ่ายเหนือมากขึ้น เพราะมีความรู้สึกว่า พระเจ้าเมืองเชียงใหม่
ไม่ค่อยจะกระตือรือร้นในการเข้าจัดการปราบปรามกบฏซักเท่าไหร่
เนื่องจากตอนแรกพระเจ้าน้องยาเธอฯ ได้ออกคำสั่งให้ เจ้าอุปราช
(ซึ่งต่อมา คือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์) นำทัพออกไปปราบพญาปราบ
ซึ่งเป็นแม่ทัพในปกครองของเจ้าอุปราช
เจ้าอุปราชถึงกับมีหนังสือตอบคำสั่งไปว่า
" หากมีการศึกใด จักไปให้ แต่ศึกพญาปราบ ไม่ไป "



ครั้งนั้นทางการบ้านเมืองได้ออกกฎหมายให้เก็บภาษี ต้นหมาก(ภาษีสมพัตร) แต่ไม่ได้เก็บด้วยตนเองปล่อยให้ นายอากร เป็นผู้รับเหมาเก็บจากราษฎรอีกต่อหนึ่ง นายอากรผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการก็ออกสำรวจสวนหมากทุกๆแห่งในเมืองเชียงใหม่เรื่อย
ไป จนถึงอำเภอสันทรายซึ่งเป็นถิ่นของพญาผาบ เป็นนายแคว้นหนองจ๊อม(ผาบ แปลว่า ปราบ)  นายอากรผู้รับอาสามาสำรวจสวนหมาก ได้ทำการสำรวจมาถึงท้องที่อำเภอสันทรายอันเป็นท้องที่บ้านของพญาผาบ ท่านมาถึงท้องที่อำเภอสันทรายอันเป็นท้องที่บ้านของพญาผาบ ท่านพญาได้สังเกตเห็นวิธีการสำรวจของนายอากรคือ เอาเส้นตอกไปมัดต้นหมากไว้ทุกต้นแล้วแก้ออกนับดูจำนวนตอกว่าจะมีสักกี่สิบเส้น ตามกำหนดก็ต้องใช้ตอกมัดต้นละหนึ่งเส้นเท่านั้น แต่นายอากรสมัยนั้นกลับเล่นลวดลายเอากับราษฎรคือ แทนที่จะใช้ตอกเส้นหนึ่งต่อหมากต้นหนึ่ง กลับกลายเป็นว่าต้นหมากต้นหนึ่งมีเส้นตอกมัดไว้หลายเส้น ซึ่งหมายความว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของต้นหมาก จะต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้นจากที่ควรเสีย เพราะ จำนวนตอกกับจำนวนเส้นตอกของนายอากรเกิดไม่ตรงกัน
           พญาผาบเห็นกลโกงของนายอากรก็กล่าวทักท้วงขึ้นทันทีแต่นายอากรก็ไม่ยอมฟังเสียงทักท้วง มุ่งแต่จะทำตามที่ตนมุ่งหวังท่าเดียว พญาผาบขัดใจก็นำความเข้ากราบทูลพ่อเจ้าชีวิตให้ทรงทราบ แต่ครั้งนั้นกิจการบ้านเมืองและอำนาจส่วนใหญ่ได้ถูกลิดรอนไปมากแล้ว การปกครองบ้านเมืองมีทั้งตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาลมณฑล และอุปราช พ่อเจ้าชีวิตก็อ้ำอึ้งอึดอัดพระทัย ไม่สามารถจะช่วยให้ความเป็นธรรมแก่ท่านพญาได้
          ดังนั้น พญาผาบ บุรุษผู้กล้าหาญแห่งสันทราย ก็บ่ายหน้าไปหาสหายรักที่ชื่อว่า  พญาคูหา  ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเก็บภาษีต้นหมากซึ่งกำลังเดือดร้อนทุกครัวเรือน 
         “เราจะปล่อยให้อ้ายพวกนี้มากดขี่พวกเราน่ะไม่ได้หรอก ท่านพญา เราจะต้องร่วมมือกันต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม” พญาผาบว่า
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” พญาคูหาตอบคำปรารภของสหายรักอย่างหนักแน่น “เราจะต้องแข็งข้อไม่ยอมมัน เอาละเราต้องไปป่าวประกาศบอกราษฎรให้ช่วยกันประท้วงการกระทำของนายอากรครั้งนี้”
“แต่เราจะทำการประท้วงด้วยวิธีใดล่ะ ท่านพญา” พญาคูหาถามภายหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพญาผาบก็ยังมิได้ต่อคำเพราะกำลังให้หัวคิดตรึกตรองอย่างเคร่งเครียดพอพญาคูหาถามขึ้นเช่นนั้น ท่านพญาผาบก็ตกลงใจได้ในทันที
“ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีไหม ในเมื่อพ่อเจ้าชีวิตก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราจะรวบรวมกำลังคนออกไปทำการปิดเส้นทางระหว่าง อำเภอสันทรายนี้เสีย ไม่ยอมให้พวกในเวียงมันล่วงล้ำเข้ามาในเขตอำเภอสันทรายได้”
พญาคูหามองตาพญาผาบอย่างยกย่องในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว การขัดอาญาอันหมายถึงคำสั่งเจ้านายสมัยนั้นมีโทษหนักนัก แต่ด้วยความเป็นลูกผู้ชาย พญาคูหาก็มิได้ย่อท้อกลัวตายเมื่อสหายพญาว่าดังนั้นก็พยักหน้าหงึก
“เอาเลย ท่านพญาผาบ ข้าเองจะเป็นคนออกป่าวประกาศร้องให้ราษฎรยกหมู่ไปปิดกั้นแดน แล้วส่งคนไปเจรจากับทางการบ้านเมืองแถมครั้งหนึ่ง แต่เราจะกำหนดเอาที่ตรงไหนเป็นที่มั่นกันเล่า”
“อ๋อ ข้าตกลงว่าจะเอาตรงลำน้ำแม่คาวนั่นหละท่านพญา” พญาผาบตอบ “เราจะถือเอาลำน้ำแม่คาวเป็นแดนเส้นขนาน ไผจักล่วงล้ำเข้ามามิได้” ด้วยประการฉะนี้  ชายฉกรรจ์ทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอ สันทราย ต่างก็ยกกันมาปิดกั้นแดนระหว่างอำเภอสันทรายจนแน่นขนัดไปหมดทุกคนต่างก็มีมีดพร้ากะท้า
ขวานตามมีตามเกิด แต่ส่วนใหญ่ก็ดาบยาวอันเป็นอาวุธประจำมือของแต่ละคน มีพญาผาบเป็นหัวหน้าพญาคูหาเป็นรอง หากเจรจาไม่สำเร็จก็จะพากันแข็งข้อ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการทำเช่นนั้นไม่ผิดกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง แต่พญาทั้งสองกับประชาชนชาวสันทรายก็มิได้ย่อท้อ แต่ผลการเจรจากลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่ามิหนำซ้ำยังถูกกล่าวหาว่า “พญาผาบเป็นกบฏ” เสียอีก
บุรุษใจเพชรแห่งสันทราย หมายพึ่งความยุติธรรมไม่ได้แล้วความหวังเพื่อสันติสุขของประชาชนถูกมองผิด ก็เสียใจเป็นอันมาก เมื่อทางฝ่ายบ้านเมืองส่งไพร่พลมาทำการ “ปราบกบฏ” พญาผาบก็พาพวกพ้องของตนต่อสู้กับพวกที่มา “ปราบ” แต่กำลังคนกำลังอาวุธมีไม่เพียงพอ อีกอย่างหนึ่งก็ไม่ได้คิดหมายความว่าจะตั้งตนเป็นกบฏดังกล่าวหา พญาผาบเห็นท่าจะสู้กับฝ่ายบ้านเมืองไม่ได้ก็สู้พลางถอยพลาง เพราะมาจินตนาการว่า หากสู้ไปก็จะพาชาวบ้านทั้งหมดล้มตายไปโดยไร้ประโยชน์ทั้งเป็นการผิดต่อบ้านเมือง แทนที่จะเข้าใจว่าการกระทำของตนเป็นเพียงการประท้วงขอความเห็นใจ ไม่ใช่จะเป็นการคิดกบฏต่อบ้านเมืองก็หามิได้ แต่เมื่อทางฝ่ายบ้านเมืองไม่พยายามเข้าใจ ไม่ยอมสืบสวนหาข้อเท็จจริงที่นายอากรเป็นฝ่ายคดโกงไม่เป็นไปโดยซื่อ เมื่อประท้วงไปก็มาต้องข้อหาว่าเป็นกบฏดังนั้น พญาผาบผู้รักราษฎรยิ่งกว่าตนเองก็ตัดสินใจที่จะรับผิดเสียคนเดียว
พญาผาบผู้กล้าหาญ ผู้ต่อสู้กับฝ่ายบ้านเมือง เพื่อขอความเป็นธรรมเมื่อประสบกับความผิดหวังก็มิได้คิดจะเอาตัวรอดกลับก้มหน้ารับผิดเสียคนเดียว ในที่สุดก็ยอมพลีชีพเพื่อเป็นการป้องกันประชาชนมนท้องถิ่นของตนทั้งหมดด้วยน้ำใจของชายชาติเสือ
การตายของท่านนั้นไม่เป็นการตายเปล่าเพราะต่อมาไม่นานนักทางการก็ได้ประกาศเลิกเก็บภาษีต้นหมากทั่วไป แต่ท่านพญาผาบก็ได้ตายไปแล้ว ตายเพราะการต่อสู้เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจนวาระสุดท้าย...........


น่านับถือยิ่งนัก
IP : บันทึกการเข้า
แมงคอลั่น
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,454



« ตอบ #11 เมื่อ: วันที่ 14 พฤษภาคม 2011, 08:46:26 »

--นักสู้ลุ่มน้ำคาว
--วีรชนคนสันทราย
IP : บันทึกการเข้า
Yim sri
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,758



« ตอบ #12 เมื่อ: วันที่ 14 พฤษภาคม 2011, 13:32:46 »

สุดยอด  อ่านซ้ำหลายเที่ยวแล้ว บอกได้คำเดียวว่าสุดยอด สุดยอด
ไปสรรหา มาจากไหนคะนี่ ทึ่งจริง จริง
IP : บันทึกการเข้า

ธ สถิตย์ในใจตราบนิรันดร์กาล
khao e to
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135



« ตอบ #13 เมื่อ: วันที่ 14 พฤษภาคม 2011, 21:03:08 »

พ.ศ.2317 เชียงใหม่ สวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสิน
พ.ศ.2432 เชียงใหม่เกิดเหตุการณ์กบฏพระยาปราบสงคราม
พ.ศ.2435 การปฏิรูปการปกครอง โยงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง
พ.ศ.2442 รัฐบาลสยามผนวกล้านนาและประกาศจัดตั้งมณฑลพายัพ

กบฎพญาผาบ (ปราบสงคราม)

 สาเหตุเพราะเจ้านายฝ่ายเหนือเสียผลประโยชน์ ซึ่งเดิมก่อนที่พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากรจะทรงปฏิรูปการปกครองล้านนาระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๗-๒๔๓๒
นั้น เจ้านายฝ่ายเหนือเคยได้รับผลประโยชน์จากภาษีเต็มที่ แต่พอจัดระบบภาษีใหม่แล้ว ผลประโยชน์ต้องแบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ ส่วนแรกเงินเดือนข้าหลวงฝ่ายไทยและใช้ใน
ราชการ ส่วนที่ ๒ สำหรับพระเจ้าเชียงใหม่และบุตรหลาน ส่วนที่ ๓ คือส่วนที่เหลือทั้งหมดส่งไปยังรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ การขาดผลประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่
เจ้านายฝ่ายเหนือไม่พอใจวิธีแบ่งผลประโยชน์ของรัฐบาลหัวหน้ากบฎคือพญาผาบ อายุประมาณ ๕๐ ปี สาเหตุกบฎเนื่องจากใน พ.ศ. ๒๔๓๒ น้อยวงษ์ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้า
ภาษีต้นหมาก มะพร้าว พลู ที่เมืองเชียงใหม่ ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน น้อยวงษ์และบริวารไปเก็บภาษี ราษฎร ๔ คนไม่มีเงินเสียภาษีจึงถูกจับกุมใส่ขื่อที่มือและเท้าทิ้ง
ตากแดด ตากฝนอยู่ ๔-๕ วัน ราษฎรในหมู่บ้านแคว้นจ๊อม (ปัจจุบัน คือตำบลหนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่) โกรธแค้นมาก ได้นำเรื่องไปปรึกษาพญาผาบที่
ชาวบ้านนับถือในหมู่บ้านสันป่าสักซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน พญาผาบจึงรับเป็นหัวหน้ากำจัดเจ้าภาษี ได้รวบรวมผู้คนประมาณ ๒,๐๐๐ คน มีข้าราชการพื้นเมืองระดับหัวหน้าตำบล
ร่วมมือด้วย ผลที่สุดขุนนางไทยในเมืองเชียงใหม่ปราบได้ พญาผาบหนีไปเมืองเชียงตุง การที่พวกพญาผาบทำร้ายและฆ่าเฉพาะเจ้าหน้าที่ข้าราชการไทย และคนจีน
อาจได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายฝ่ายเหนือด้วยเพราะไม่พอใจข้าราชการไทยที่ขึ้นมาปกครองหัวเมืองล้านนาและการจัดแบ่งผลประโยชน์
สำหรับคนจีนที่ต้องฆ่าเพราะเข้ามากอบโกยทางการค้าขาย เป็นเจ้าภาษีนายอากรและเป็นนายทุน นายหน้า


 สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภาษีอากร มีลักษณะเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือมีจังกอบ ส่วย อาการและฤชา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3(พ.ศ. 2367 - 2394) พระองค์ทรงสนพระทัยที่จะปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศ ในยุคนั้นทางราชการ
มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินมากกว่าในแผ่นดินก่อนๆ ทรงพยายามหาวิธีเพิ่มรายได้แผ่นดินด้วยการให้ผูกขาดการเก็บภาษีอากร โดยอนุญาตให้เจ้าภาษี ซึ่งส่วนใหญ่เป็น
ชาวจีนในประเทศไทยเป็นผู้จัดเก็บภาษีอากรจากราษฎรโดยตรง ในแต่ละปีเจ้าภาษีจะเสนอรายได้สูงสุดในการจัดเก็บภาษีอากรแต่ละชนิดให้แก่รัฐบาล
เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแล้ว เจ้าภาษีจัดแบ่งส่งเงินรายได้แก่รัฐบาลเป็นรายเดือนจนครบกำหนดที่ได้ประมูลไว้เป็นการเริ่มระบบเจ้าภาษีนายอากร
นับแต่นั้นมา

ระบบเจ้าภาษีนายอากรไม่มีประสิทธิภาพ ตามที่รัฐบาลได้ให้เจ้าภาษีนายอากรรับผูกขาดการเก็บภาษีอากรชนิดต่างๆ และนำเงินส่งรัฐเพื่อเป็นรายได้นำมาทำนุบำรุงประเทศ
นั้น ปรากฏว่าในระยะแรกเจ้าภาษีนายอากรก็นำเงินส่งราชการเต็มตามจำนวนและตรงเวลา แต่เมื่อนานวันไปเจ้าภาษีนายอากรมักบิดพลิ้วผัดผ่อน ไม่ส่งเงินตามกำหนดและ
ส่งให้ไม่ครบตามจำนวน อีกทั้งยังทำการรีดนาทาเร้นราษฎรให้ได้รับความเดือดร้อน เกิดระบบการยักยอก ฉ้อโกงเงินหลวงของเจ้าหน้าที่และเจ้าภาษีนายอากร

จำนวนเงินที่รัฐควรจะได้ก็ไม่ครบตามจำนวนที่พึงได้ เป็นผลกระทบต่อเงินรายจ่ายของแผ่นดิน จนเกือบจะไม่พอใช้ในกิจการต่างๆ

จนกระทั่งเมื่อ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไชยันตมงคล กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย มาเป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (พ.ศ. 2439-2449)
ทรงทราบเรื่อง จึงมีพระประสงค์จะปรับปรุงแก้ไขวิธีการเก็บภาษีอากร  จากระบบเจ้าภาษีนายอากร มาเป็นทางราชการเป็นผู้เก็บเอง โดยในช่วงแรกได้ทดลองให้
เทศาภิบาลบางแห่งจัดเก็บภาษีอากรเอง ปรากฏว่าได้ผลดี สามารถจัดเก็บภาษีอากร ได้เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จึงโปรดให้เลิกวิธีการเรียกประมูลรับเหมาผูกขาดเก็บ
ภาษีอากรจากราษฎรโดยสิ้นเชิง และให้เทศาภิบาลเก็บเองเหมือนกันหมดทุกมณฑล


IP : บันทึกการเข้า
khao e to
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135



« ตอบ #14 เมื่อ: วันที่ 14 พฤษภาคม 2011, 21:08:23 »

พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่
 ให้เป็นไปตามอย่างอารยะประเทศในโลกตะวันตก โดยทรงตั้งกระทรวงขึ้นใหม่ 12 กระทรวง และโอนการปกครองหัวเมืองทั้งหมดให้มาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย
โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ขณะนั้นดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ) เป็นองค์ปฐมเสนาบดี

เมื่องานการปกครองส่วนภูมิภาคขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยแล้ว การจัดการปกครองด้วยระบบมณฑลเทศาภิบาลจึงได้เริ่มมีขึ้นในปี พ.ศ. 2437
โดยแบ่งระดับการปกครองจากสูดสุงไปหาต่ำสุดเป็นมณฑล, เมือง (เทียบเท่าจังหวัด), อำเภอ, ตำบล และหมู่บ้าน มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้กำกับดูแลมณฑล
การก่อตั้งมณฑลนั้นจะเป็นไปตามลำดับโดยขึ้นอยู่กับความเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ด้วย วัตถุประสงค์สำคัญในการจัดการปกครองเช่นนี้ ก็เพื่อให้ส่วนกลาง
สามารถควบคุมดูแลหัวเมืองและจัดการผลประโยชน์แผ่นดินได้อย่างใกล้ชิด และริดลอนอำนาจและอิทธิพลของเจ้าเมืองในระบบเดิมลงอย่างสิ้นเชิง

การเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองดังกล่าว ทำให้ขุนนางท้องถิ่นที่ต้องการรักษาฐานอำนาจและอิทธิพลของตนไว้ ก่อการกบฏต่อต้านอำนาจรัฐ
ในบางภูมิภาค เหตุการณ์กบฎครั้งสำคัญคือกบฏผู้มีบุญอีสาน (หรือ "กบฎผีบาปผีบุญ") ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2445 โดยอาศัยความเชื่อเรื่องยุคพระศรีอาริยเมตไตรย
เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านอำนาจรัฐ ขบวนการผู้มีบุญได้เคลื่อนไหวตามทั่วภาคอีสาน แต่ที่เป็นเหตุใหญ่ที่สุดอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
ซึ่งกลุ่มกบฎได้ก่อการถึงขั้นเผาเมืองเขมราฐและบังคับให้เจ้าเมืองเขมราฐร่วมขบวนการ แต่ที่สุดแล้วกบฏครั้งนี้ก็ถูกปราบปรามลงในเวลาไม่กี่เดือนต่อมา

สรุปได้ว่าการรวมอำนาจการปกครองได้ส่งผลให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็จริง คือ ก่อให้เกิดรัฐชาติ มีเอกภาพในการบังคับบัญชา แต่ก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่
ผู้เสียผลประโยชน์ทั้งทางอำนาจในการปกครองและการเงินจึงทำให้เกิดกบฎขึ้นดังกล่าว

IP : บันทึกการเข้า
khao e to
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135



« ตอบ #15 เมื่อ: วันที่ 14 พฤษภาคม 2011, 21:30:47 »

.


* เงินพดด้วง9ตรา สมัย ร4-ร5.jpg (5.97 KB, 385x131 - ดู 5744 ครั้ง.)

* 9ตรา สมัย ร4-ร5.jpg (5.97 KB, 385x131 - ดู 4350 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า
แมงคอลั่น
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,454



« ตอบ #16 เมื่อ: วันที่ 15 พฤษภาคม 2011, 09:00:15 »

           ไม่มีผู้ใดเขียนประวัติของตัวเองให้เป็นผู้ร้าย
IP : บันทึกการเข้า
khao e to
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135



« ตอบ #17 เมื่อ: วันที่ 25 พฤษภาคม 2011, 21:18:42 »

ข้อมูลเพิ่มเติมครับ

พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ขึ้นครองนครเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๑๖ - พ.ศ. ๒๔๔๐

ในสมัยนี้บริษัททำป่าไม้ ซึ่งทะยอยเข้ามาประกอบกิจการในเชียงใหม่เช่นบริษัทบริติชบอร์เนียว (British Borneo) เข้ามาในราว พ.ศ. ๒๔๐๗ บริษัทบอมเบย์ เบอร์มา (Bombay Burma) เข้ามาในราว พ.ศ. ๒๔๓๒ และ บริษัทสยามฟอเรสต์ (Siam Forest) เป็นต้น ได้นำเอาลูกจ้างชาวพม่า กะเหรี่ยง และชาวพื้นเมืองอื่น ๆ เข้ามาทำงานในกิจการดังกล่าว ดังนั้นจึงมีชาวอังกฤษและคนในบังคับอังกฤษเข้ามาในล้านนามากขึ้นตามลำดับ และในการทำป่าไม้ได้เกิดปัญหาถึงขั้นฟ้องศาลที่กรุงเทพหลายคดี จากหลักฐานพบว่ามีคดีความจำนวน ๔๒ เรื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๑-๒๔๑๖ ตุลาการตัดสินยกฟ้อง ๓๑ เรื่อง ส่วนอีก ๑๑ เรื่องพบว่าเจ้านายทำผิดจริง จึงตัดสินให้จ่ายค่าเสียหายรวม ๔๖๖,๐๑๕ รูปี หรือ ๓๗๒,๘๑๒ บาท เจ้าเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นคือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯได้ขอชำระเพียงครึ่ง เดียวก่อน ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน ๖ เดือน แต่กงสุลอังกฤษไม่ยอมรับ บังคับให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ชำระทั้งหมด หรือมิฉะนั้นต้องจ่ายค่าดอกเบี้ย ซึ่งราชสำนักกรุงเทพฯก็ไม่ยินยอม ดังนั้น เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงจ่ายค่าเสียหาย ๑๕๐,๐๐๐ รูปี (๑๒๐,๐๐๐ บาท) ราชสำนักกรุงเทพฯให้ยืมเงิน ๓๑๐,๐๐๐ รูปี (๒๔๘,๐๐๐ บาท) โดยต้องชำระคืนภายใน ๗ ปี พร้อมทั้งดอกเบี้ยในรูปไม้ขอนสัก ๓๐๐ ท่อนต่อปี
ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเหตุหนึ่ง ให้ต้องมีการปฏิรูปการปกครองในมณฑลพายัพในเวลาต่อมา โดยเริ่มตั้งแต่ส่งพระนรินทรราชเสนี (พุ่ม ศรีไชยยันต์) ปลัดบัญชีกรมพระกลาโหมไปเป็นข้าหลวงสามหัวเมือง ประจำอยู่ที่เชียงใหม่ มีหน้าที่ควบคุมดูแลและแนะนำให้พระเจ้าเชียงใหม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา เชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๑๖ และ โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากรเป็นข้าหลวงพิเศษ มาจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนและดำเนินการปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ.๒๔๒๗ ส่งผลให้เกิดปฏิกริยาเป็นกบฎผญาปราบสงคราม ในพ.ศ.๒๔๓๒ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว รัฐบาลกลางได้ยอมผ่อนปรนบางประการ เช่น ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ อนุญาตให้พระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯยกเลิกเสนาผู้ช่วย ๖ ตำแหน่งตามที่เสนอไป แต่ก็ดำเนินการปฏิรูปการปกครองตามระบบมณฑลเทศาภิบาลต่อไปจนสำเร็จ จัดตั้งเป็นมณฑลลาวเฉียง (พ.ศ.๒๔๓๖ - ๒๔๔๒) และมณฑลพายัพ (พ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๗๖) อยู่ภายใต้การกำกับราชการของข้าหลวงเทศาภิบาล
IP : บันทึกการเข้า
bottomblues
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: วันที่ 26 พฤษภาคม 2011, 16:20:21 »

good job
IP : บันทึกการเข้า
ALPHA1
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 55



« ตอบ #19 เมื่อ: วันที่ 05 มิถุนายน 2011, 14:40:15 »


    "ที่ใด?ไม่มีความยุติธรรม ที่นั้นต้องมีวีรชนเช่น พญาผาบครับ"
IP : บันทึกการเข้า

"คุณภาพคู่คุณธรรม"
หน้า: [1] 2 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!