เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 15 ตุลาคม 2019, 04:45:01
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0
x
ขณะนี้เรากำลังไลฟ์ คลิกที่นี่เพื่อชม

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  คนเชียงราย สังคมเชียงราย (ผู้ดูแล: bm+, [ตา-รา-บาว], zombie01, ۰•ฮักแม่จัน©®, ⒷⒼ*, ตาต้อม, nuifish, NOtis, : 1100 Km. :, ©®*)
| | |-+  Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ... 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 [37] พิมพ์
ผู้เขียน Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย  (อ่าน 410182 ครั้ง)
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,106


« ตอบ #720 เมื่อ: วันที่ 28 สิงหาคม 2019, 11:05:25 »

เชียงรายจัดใหญ่ถนนศิลปะล้านนา
Source - ข่าวสด
Wednesday, August 28, 2019 06:00
          เชียงราย - ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ โรจนโสทร รอง ผวจ.เชียงราย เปิดเผยว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับศิลปินสมาคมขัวศิลปะจังหวัดเชียงราย มีกำหนดจัดงาน "สืบสานงานศิลป์ล้านนามรดกล้ำค่าล้านนาตะวันออก" ที่ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 5-9 ก.ย.นี้ โดยกิจกรรมจะเป็นถนนศิลปะล้านนาตะวันออก เพื่อจัดแสดงผลงานของบรรดาศิลปินจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 หรือกลุ่มล้านนาตะวันออกคือ จ.เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน
          กำหนดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการแสดงบนเวที การจัดแสดงนิทรรศการ จัดประกวดการสร้างสรรค์ศิลปะ ฯลฯ ครบครัน โดยมีกำหนดจัดตลอดระยะเวลา 5 วันเต็ม ทั้งนี้ กลุ่มล้านนาตะวันออกมียุทธศาสตร์ในการอนุรักษ์เอาไว้ซึ่งความเป็นศิลปวัฒนธรรมล้านนา และส่งเสริมการท่องเที่ยวรวมทั้งนำศิลปวัฒนธรรมดังกล่าวมาเพิ่มมูลค่าด้านการท่องเที่ยว ดังนั้นในการจัดงานตลอด 5 วัน จึงคุ้มค่าอย่างมากที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่งประเทศจะได้ไปเยือน เพื่อชื่นชมความเป็นอัตลักษณ์ของศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มล้านนาตะวันออกดังกล่าว
          นายสุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ เชียงราย กล่าวว่าศิลปินใน 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมีความหลากหลายครอบคลุมทุกแขนง ซึ่งเมื่อมารวมตัวกันในกลุ่มล้านนาตะวันออกแล้วคาดว่าภายในงานจะมีรวมกันไม่น้อยกว่า 500 คน ซึ่งต่างก็จะพยายามนำเอาผลงานต่างๆ มาจัดแสดงให้ยิ่งใหญ่ซึ่งก็ถือว่าเป็นการมาจัดร่วมกันเป็นครั้งแรก โดยลักษณะศิลปะจะมีทั้งแบบดั้งเดิมและศิลปะร่วมสมัยโดยเฉพาะ จ.เชียงราย นั้นถือว่าได้รับการยกฐานะเป็น 1 ใน 3 เมืองแห่งศิลปะและจะมีการจัดอาร์ต เบียนนาเล่ ในปี 2565
--จบ--

          --ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 ส.ค. 2562 (กรอบบ่าย)--
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,106


« ตอบ #721 เมื่อ: วันที่ 21 กันยายน 2019, 13:42:06 »

รฟท.ถก'ไฮสปีด'23ก.ย. ปมใหม่ส่งมอบพื้นที่ซีพี
Source - กรุงเทพธุรกิจ
Saturday, September 21, 2019 02:26
          กรุงเทพธุรกิจ  การรถไฟฯ ถกด่วน 23 ก.ย. หลัง "ซีพี" ยื่นปรับแผน "ส่งมอบพื้นที่" ก่อนลงนาม ไฮสปีด 3 สนามบินภายใน 3 สัปดาห์ ด้านครม.เศรษฐกิจ อนุมัติชงรถไฟสายสีส้มตะวันตก 1.2 แสนล้านบาท เข้าครม. ชุดใหญ่อีก 2 สัปดาห์ เร่งเคาะอีก 13 โครงการ 5.5 แสนล้านบาท หวังเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ
          นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) กล่าวว่า วานนี้ (20 ก.ย.) กิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่มซีพี) ส่งหนังสือ ตอบกลับเอกสารแนบท้ายสัญญาเรื่องการส่งมอบพื้นที่พร้อมกำหนดวันลงนามสัญญา หากคณะกรรมการ คัดเลือกฯ เห็นชอบตามหนังสือตอบกลับของซีพี ก็พร้อมลงนามหลังจากนั้นภายใน 3 สัปดาห์
          "ต้องใช้เวลาตรวจสอบเอกสารของกลุ่มซีพี เพื่อเสนอคณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณาสัปดาห์หน้า เบื้องต้นอาจประชุมวันที่ 23 ก.ย.นี้"
          ทั้งนี้การตรวจเอกสารที่กลุ่มซีพีเสนอมาจะดูข้อมูลที่อาจเปลี่ยนแปลงจากเอกสารฉบับเดิมที่ คณะกรรมการคัดเลือกฯ ส่งไป โดยหากไม่เปลี่ยนแปลงในประเด็นสำคัญและหากคณะกรรมการคัดเลือกฯ เห็นชอบรายละเอียดที่กลุ่มซีพีเสนอก็จะนัดวัน ลงนามได้ทันที โดยไม่ต้องนัดประชุมร่วมกันอีกเพราะนัดวันลงนามผ่านโทรศัพท์ได้
          รวมทั้ง หากคณะกรรมการคัดเลือกฯ ไม่เห็นด้วยกับเอกสารของกลุ่มซีพี จะพิจารณาว่าให้ดำเนินการอย่างไรต่อ แต่หากเห็นชอบก็นัดวันลงนามและจะรายงานให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมทั้งรายงานสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อให้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ
          เคาะสายสีส้มตะวันตก 1.2 แสนล้าน  จากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องถึงปี 2563 ทำให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน และล่าสุดกำลังเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อให้มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
          นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบเสนอรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อเปิดบริการภายในปี 2569 ตามกำหนด
          ทั้งนี้เมื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกเปิดบริการแล้วจะทำให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มเพิ่มเป็น 5 แสนคน ต่อวัน เพราะให้บริการครบตลอดเส้นทาง
          "โครงการนี้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ตั้งแต่รัฐบาลที่ผ่านมา โดยในวันนี้ได้หารือการก่อหนี้ผูกพันตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินและการคลัง ซึ่ง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณชี้แจงว่าบรรจุไว้ในโครงการลงทุนปี 2563 ได้ และนายกรัฐมนตรีเร่งให้เสนอ ครม."
          13โครงการจ่อเข้า ครม.
          นอกจากนี้ ครม.เศรษฐกิจรับทราบความคืบหน้าโครงการเมกะโปรเจคด้านคมนาคม 44 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 1.94 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่จะเสนอ ครม.ในระยะต่อไป 13 โครงการ วงเงิน 551,170 ล้านบาท ได้แก่ 1.ระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และ ช่วงบางซื่อ-หัวหมาก ระยะทาง 25.19 กิโลเมตร
          2.ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว 3.การจัดหาเครื่องบิน ระหว่างปี 2562-2569 รวม 38 ลำ ของการบินไทย 4.การพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะสาม 5.การพัฒนา ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่หนึ่ง 6.ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภา ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงการที่ 7-13 รถไฟทางคู่ ระยะที่สอง 7 สายทาง ระยะทางรวม 1,483 กิโลเมตร
          เร่งเคลียร์โปรเจคติดปัญหา
          สำหรับโครงการที่ ครม.อนุมัติแล้วและกำลังก่อสร้าง 17 โครงการ วงเงินรวม 7.82 แสนล้านบาท เช่น มอเตอร์เวย์พัทยามาบตาพุด เปิดเดือน ธ.ค.2563 มอเตอร์เวย์บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา เปิดบริการ ปี 2565 และมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี มีความคืบหน้า 22% ช้ากว่าแผน 2 ปี เพราะมีปัญหาค่ากรรมสิทธิ์ที่ดินสูงขึ้นต้องขอเพิ่มวงเงินจาก ครม.
          ส่วนโครงการที่มีปัญหา คือ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายคลังขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งเสนอ ครม.อนุมัติส่วนบริหารจัดการโครงการแบบพีพีพีไม่ได้ เพราะรอพิจารณาค่าตอบแทนการใช้ที่ดิน สปก.
          โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 จำนวน 7 สายทาง ระยะทางรวม 993 กิโลเมตร ปัจจุบันมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จได้แก่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ส่วนอีก 6 โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯนครราชสีมา แบ่งงานโยธาออกเป็น 14 สัญญา อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 สัญญา และเตรียมก่อสร้างอีก 12 สัญญา
          เร่งโครงการ ครม.อนุมัติแล้ว
          กลุ่มโครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว และกำลังเตรียมดำเนินการมี 12 โครงการ วงเงินรวม 412,739 ล้านบาท พบว่ามี 6 โครงการต้องแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงาน ต่างๆ หรือดำเนินการเพิ่มเพื่อให้เดินหน้า เช่น โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง (ช่วงวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯด้าน ตะวันตก) ซึ่งใช้เงินกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFF ) และได้ผู้ชนะประกวดราคาแล้ว 4 สัญญา แต่ยังลงนามสัญญาเพราะมีปัญหาข้อร้องเรียนของผู้เสนอราคา
          โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วง เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ อยู่ระหว่างออก พระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินและเตรียมประกวดราคา โครงการก่อสร้างเส้นทางสายใหม่ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ อยู่ระหว่างขอจัดสรรงบประมาณปี 2563 เพื่อจ้างที่ปรึกษาจัดการประกวดราคาและเวนคืนที่ดิน
          โครงการก่อสร้างเส้นทางสายใหม่ช่วงบางไผ่-มุกดาหาร-นครพนม อยู่ระหว่างขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2563 เพื่อจ้างที่ปรึกษาจัดการประกวดราคาและเวนคืนที่ดิน โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม อยู่ระหว่างจัดหาที่ดินก่อสร้าง ส่วนการบริหารจัดการโครงการ คาดว่าจะประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนต้นปี 2563
          ชี้บาทแข็งเหมาะสมเร่งลงทุน
          กลุ่มสุดท้ายคือโครงการที่คณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบและเสนอให้สำนักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณา เตรียมเสนอ ครม.มี 2 โครงการ วงเงิน 201,073 ล้านบาท ได้แก่ 1.รถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์มีนบุรี-สุวินทวงศ์ อยู่ระหว่างเสนอ ครม.อนุมัติงานโยธา และปรับรูปแบบการเดินรถตลอดสาย 2.มอร์เตอร์เวย์สายนครปฐมชะอำ กำลังออกกฎกระทรวงที่พักริมทาง ซึ่งได้หารือคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ข้อกฎหมายและจะเสนอให้ ครม.พิจารณา
          "โครงการเหล่านี้ควรลงทุนนานแล้ว โดยการเร่งรัดโครงการใหญ่เพราะต้องการให้มีการลงทุน จ้างงาน และใช้โอกาสช่วงเงินบาทแข็งค่าเร่งรัดการลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี โดยเฉพาะการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศ จะมีต้นทุนลดลง"
          รวมทั้งเป็นการรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวอีกระยะหนึ่ง ซึ่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะช่วยลดผลกระทบ จากเศรษฐกิจภายนอกได้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปี 2551 ซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยไม่มีโครงการคมนาคมขนาดใหญ่เตรียมไว้ แต่ขณะนี้มีแผนรองรับแล้วเป็นเวลาที่เหมาะสมจะเร่งรัดการลงทุน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,106


« ตอบ #722 เมื่อ: วันที่ 06 ตุลาคม 2019, 16:32:19 »

เชียงรายซ่อมถนนปรับภูมิทัศน์ถ้ำหลวงรับไฮซีชั่น-เปิดป้ายอุทยานฯ10ต.ค.นี้
Source - เว็บไซต์แนวหน้า

          เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน(เตรียมการ) ตำบลโป่งผาอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้มีการเร่งพัฒนาพื้นที่ถ้ำหลวง เพื่อรองรับการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีชั่นที่จะถึงนี้ โดยถนนทางเข้าระยะทางประมาณ 550 เมตร ได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทเชียงรายแลนด์จำกัด นำเครื่องจักนเข้าปรับปรุงถนนให้เป็นถนนที่ดีขึ้น
          ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้อุดหนุนงบประมาณร่วม 4 แสนบาท จัดทำป้ายอุทยานใหม่ขึ้น โดยมีการจัดทำเป็นผาหินจำลองรูปเทือกเขาดอยนางนอนเพื่อเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก็ได้อุดหนุนงบประมาณอีกกว่า 6 แสนบาท เข้าดำเนินการปรับภูมิทัศน์บอกเล่าเรื่องราวของการเจาะน้ำบาดาลเพื่อช่วยเหลือเยาวชน 13 ชีวิต ทีมหมูป่าอะคาเดมี แม่สาย บริเวณลานหินหน้าปากถ้ำหลวง
          ทั้งนี้ทางด้านนายกวี ประสมพล หัวหน้าอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ก็ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าทำการปรับภูมิทัศน์โดยรอบเขตพื้นที่อุทยานถ้ำหลวงและดำเนินการปรับสภาพพื้นที่บริเวณถ้ำหลวง เพื่อเตรียมการในการจัดทำถนนทางเข้าถ้ำหลวง เพื่อที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมถึงบริเวณปากถ้ำบริเวณโถงที่ 1 ซึ่งได้มีการเสนอแผนและของบประมาณไปยังกรมอุทยานฯ ซึ่งให้ดำเนินการได้คาดว่าจะเปิดให้ชมได้ภายในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคม ปลายปีนี้ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยวของจ.เชียงราย ซึ่งในวันที่ 10 ตุลาทคม 2562 ที่จะถึงนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกำหนดที่จะเดินทางมาเปิดป้ายอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนอย่างเป็นทางการ
          นายกวี กล่าวว่า ภายหลังเหตุการณ์เยาวชน 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี แม่สาย ติดถ้ำหลวงระหว่าง 23 มิถุนายน -10 กรกฎาคม 2561 ทำให้ถ้ำหลวงมีชื่อเสียงและมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจนถึงเดือนกันยายนมีสถิตินักท่องเที่ยวกมากว่า 1.5 ล้านคน โดยช่วงนี้วันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวกว่า 2,000 คน และวันปกติมีนักท่องเที่ยวพันกว่าคน แต่หากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมากกว่านี้หลายเท่าตัว โดยส่วนใหญ่จะมีชมถ้ำหลวง กราบไหว้เจ้าแม่นางนอนและเยี่ยมพิพิธภัณฑ์รูปภาพเดอะฮีโร่ อนุสาวรีย์จ่าแซม ส่วนการชมปากถ้ำหลวงกำลังอยู่ระหว่างเสนอกรมอุทยานฯเพื่อดำเนินการส่วนจะเปิดให้ชมได้เมื่อใดต้องรอการอนุมัติจากกรมฯ อีกครั้งหนึ่ง
          ทางด้านนายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย กล่าวว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนทางอธิบดีกรมอุทยานฯได้เดินทางมาตรวจพื้นที่ถ้ำหลวง ได้ให้นโยบายว่านักท่องเที่ยวอยากเข้าชมถ้ำหลวง แต่ช่วงนั้นมีฝนตกและอยู่ระหว่างปิดปากถ้ำอยู่ หากจัดระบบการท่องเที่ยวห้ดีนักท่องเที่ยวสามารถมาเข้าชมถึงปากถ้ำได้ ซึ่งทางสำนักฯ และทางอุทยานฯกำลังดำเนินการ หากไม่มีฝนตกคงไม่มีอันตรายใดๆ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปเดินในถ้ำได้
          "ในช่วงการกู้ภัยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก็มีบทบาทสำคัญในการกู้ภัยช่วยเหลือ เจาะน้ำบาดาลถึง 3 บ่อหน้าปากถ้ำ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวและสนับสนุนการท่องเที่ยว จึงนำเงินกองทุนน้ำบาดาลมาปรับภูมิทัศน์ด้านหน้าปากถ้ำหลวงเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมด้วย" นายกมลไชย กล่าว

ที่มา: www.naewna.com
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,106


« ตอบ #723 เมื่อ: วันที่ 06 ตุลาคม 2019, 16:32:59 »

21ปี มฟล.มุ่งสู่ศูนย์กลางการแพทย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง
Source - เว็บไซต์เดลินิวส์
Sunday, October 06, 2019 15:00
          'จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ปี 2020  มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือ มฟล.ติดอันดับอยู่ในช่วงที่ 601-800 และเป็นปีแรกที่ มฟล.ติดอันดับ อีกทั้งยังมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยคู่กับมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย
          "จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกปี2020มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงหรือมฟล.ติดอันดับอยู่ในช่วงที่601-800 และเป็นปีแรกที่มฟล.ติดอันดับ อีกทั้งยังมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยคู่กับมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและดีใจมากของชาวมฟล.ทั้งหมดนี้มาจากการสะสมประสบการณ์มายาวนานจนแตกดอกออกผลเหมือนคนอายุ21ปีคือเติบโตเต็มวัยพอดีแสดงว่ามฟล.มีความเข้มแข็งทางวิชาการและในทศวรรษที่3ของมฟล.มุ่งจะเป็นผู้นำการศึกษาของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและมหาวิทยาลัยในระดับโลก”นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานของมฟล.ในช่วงที่ผ่านมาที่รศ.ดร.ชยาพรวัฒนศิริอธิการบดีมฟล.ได้รายงานให้ประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายได้รับทราบในโอกาสครบรอบ21ปีของการสถาปนามฟล.ไปเมื่อเร็วๆนี้
          นอกจากนี้ อธิการบดีมฟล.ยังให้คำมั่นสัญญาที่จะมุ่งมั่นและนำพา มฟล.ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงพร้อมประกาศชัดเจนว่าจะขับเคลื่อน“ศูนย์การแพทย์มฟล.สู่ศูนย์กลางการแพทย์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง“หรือMedical Education HubและMedical Service Hub โดยมุ่งหวังให้บริการคนไทยและนานาชาติ โดยเฉพาะชาวลุ่มแม่น้ำโขงทั้งไทยเมียนมาลาวเวียดนาม กัมพูชาจีนต่อไปโดยรศ.ดร.ชยาพรบอกว่าการพัฒนาศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นเรื่องหลักที่ต้องดำเนินการซึ่งอยู่ในช่วงการเจริญเติบโตที่จะต้องขับเคลื่อนให้ถึงสมรรถนะในบริการการดูแลสุขภาพและสาธารณสุขของระดับประเทศไทยครบทุกด้านซึ่งต้องใช้สรรพกำลังและทรัพยากรจำนวนมากสิ่งนี้เป็นแนวทางสำคัญมุ่งหน้าของมฟล.ต่อไป
          จากเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนศูนย์การแพทย์มฟล.สู่ศูนย์กลางการแพทย์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงนั้นเรื่องนี้รศ.ดร.วันชัยศิริชนะอธิการบดีผู้ก่อตั้งมฟล. ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการศูนย์การแพทย์มฟล.เล่าให้ฟังว่าศูนย์การแพทย์มฟล.ประกอบด้วย3ส่วนคือ1.โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มฟล. ให้บริการผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป โดยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางส่งเสริมสุขภาพชุมชนแหล่งฝึกปฎิบัตินักศึกษา แหล่งศึกษาวิจัยทางการแพทย์ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และแพทย์อาสาบรมราชกุมารี2.โรงพยาบาลมฟล.ให้บริการผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป โดยเป็นแหล่งฝึกปฎิบัติด้านการแพทย์แบบบูรณาการ(Integrative Medicine)บริการตรวจรักษาด้วยแพทย์แผนไทยและบริการตรวจรักษาด้วยแพทย์แผนจีนและ3.ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้บริการผู้ไม่อยากป่วยซึ่งศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรฯ ถือว่าเป็นจุดเด่นของศูนย์การแพทย์มฟล. หรือจะมีการดูแลสุขภาพแบบ3 Pคือ ส่งเสริมและให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ(Promotion)ให้รู้จักป้องกันการเกิดโรค(Prevention)และให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเพื่อการคัดกรอง(Prediction)รวมถึงการฟื้นฟูสุขภาพหลังการเจ็บป่วยและดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์ชะลอวัย
          รศ.ดร.วันชัยเล่าอีกว่าศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรฯจะแยกออกมาจากโรงพยาบาล มฟล. เพราะต้องการนำคนไม่ป่วยออกจากคนป่วย เพื่อมาดูแลและให้บริการด้านสุขภาพ เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคก็จะส่งต่อไปรักษาตามอาการได้ทันทีถ้าเราสามารถทำได้ทั้ง 3P จะทำให้คนเราสุขภาพดีทุกช่วงวัยไม่เจ็บป่วย ลดค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่ายของรัฐด้วย อีกทั้งทำให้เกิดการชะลอวัยอย่างมีความสุขอย่างไรก็ตามศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรฯนี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยมีในประเทศไทยที่มีการแยกผู้ป่วยและผู้ไม่ป่วยออกไปอยู่คนละจุด
          “ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรฯเป็นศูนย์ที่มีความสำคัญต่อบ้านเมืองที่สุดคือลดการเจ็บป่วยและการลดการเจ็บป่วยสำคัญกว่าการรักษา ถ้าต้องรักษาคือเงิน และเวลา ความทุกข์ทรมานของครองครัวจะเกิดขึ้นเราจึงให้ความสำคัญกับศูนย์นี้อย่างมากในอนาคต เน้นการดูแลคนทุกช่วงวัยให้มีสุขภาพดีและมีความสุขและองค์การอนามัยโลกยังประกาศแล้วว่าอนาคตแนวโน้มการบริการสุขภาพนั้นเรื่องการดูแลสุขภาพและป้องกันการเกิดโรคสำคัญที่สุดว่าศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรฯเปิดให้บริการมาเกือบ2ปีมีประชาชนมาใช้บริการ25,000คน จำนวนครึ่งที่มาใช้บริการรู้จักวิธีดูแลรักษาตัวเองอีกครึ่งได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเพื่อคัดกรองโรคอีกทั้งค่าใช้จ่ายในการเข้ามารับบริการก็น้อยมากต่อปีต่อคนไม่ถึง3,000-5,000 บาท ผมเชื่อว่าในปี2565 ศูนย์การแพทย์ มฟล.จะสมบูรณ์แน่นอน ทั้งบุคลากร เครื่องมือ การดูแลรักษาให้บริการ และเป็นที่ฝึกปฎิบัติของนักศึกษาแพทย์ มฟล. โดยไม่ต้องไปฝึกปฎิบัติในโรงพยาบาลอื่น หากรัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนเชื่อว่าศูนย์แห่งนี้จะช่วยคนยากจนได้มากกว่านี้และคุณภาพการรักษาไม่ต่างจากโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป ”รศ.ดร.วันชัย กล่าว
          ด้านนพ.พิษณุบุญประเสริฐแพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาตร์โรคหัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มฟล.กล่าวเสริมว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มฟล.เป็นโรงพยาบาลขนาด400เตียงตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ137ไร่ติดถนนพหลโยธินห่างจากที่ตั้งหลักของมฟล.ประมาณ1กิโลเมตรปัจจุบันมีประชาชนเดินทางไปใช้บริการสูงสุดวันละ340คนขณะที่เป้าหมายของโรงพยาบาลประมาณ600คนต่อวันส่วนจุดเด่นการรักษาโรคคือเฉพาะทางด้านกระดูกด้านหัวใจ คือการสวนหัวใจ และด้านสูตินารีแพทย์ ที่สำคัญเป็นโรงพยาบาลของรัฐ โดยสามารถเบิกจ่ายได้ตามสิทธิการรักษาของผู้ป่วย
          หวังว่าศูนย์การแพทย์ มฟล.จะเป็นอีกทางเลือกการดูแลและรักษาสุขภาพให้แก่คนไทยในภาคเหนือและในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้สำเร็จ
         

ที่มา: www.dailynews.co.th
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
หน้า: 1 ... 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 [37] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!