เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 21 มิถุนายน 2018, 11:58:32
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  คนเชียงราย สังคมเชียงราย (ผู้ดูแล: bm+, [ตา-รา-บาว], zombie01, ۰•ฮักแม่จัน©®, ⒷⒼ*, ตาต้อม, nuifish, NOtis, >: l!ne-po!nt :<, ©®*, Cupid)
| | |-+  Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ... 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 [35] พิมพ์
ผู้เขียน Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย  (อ่าน 369237 ครั้ง)
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #680 เมื่อ: วันที่ 29 กรกฎาคม 2014, 16:12:25 »

ชงโครงสร้างพื้นฐาน2.4ล้านล้าน

สนข.เตรียมชง “ประยุทธ์”เคาะยุทธศาสตร์คมนาคม 8 ปี วงเงินกว่า 2.4 ล้านล้านบาท ชงรัฐบาลใหม่เดินหน้าได้ทันที หวังฟื้นเชื่อมั่นระยะยาว แต่ยังไม่รวมรถไฟความเร็วสูง ขณะสศช.เสนอโครงการระบบราง ยันสร้างทางคู่ขนาดราง 1 เมตรเพียงพอรองรับการขนส่งในประเทศ ส่วนรางมาตรฐาน 1.4.35 เมตรสำหรับรถไฟความเร็วสูง

แหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่าสนข.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของไทยระยะเวลา 8 ปีช่วงปี 2558-2565 กระทรวงคมนาคมได้เตรียมที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อบริหารราชการแผ่นดินพิจารณาแล้ว โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ต้องการให้ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากต้องการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการเรื่องนี้ได้ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งบริหารประเทศในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้

นอกจากนี้การที่มีความชัดเจนเรื่องแผนการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

สำหรับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทยที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้ คสช.พิจารณา ประกอบด้วย 5 แผนงาน ซึ่งยังไม่รวมโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ คสช.ให้มีการศึกษาเพิ่มเติม วงเงินรวมประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท

แผนงานแรก การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง วงเงินประมาณ 6.7 แสนล้านบาท โดยโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการในการดำเนินการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 17 เส้นทางวงเงินรวมกว่า 4.7 แสนล้านบาท โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณทั่วประเทศ โครงการซ่อมบำรุงรถจักร และรถจักรดีเซลไฟฟ้า โครงการจัดหารถโบกี้บรรทุกสินค้า และโครงการจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ เป็นต้น

ส่วนรถไฟความเร็วสูงตามแผนงานที่เสนอให้พิจารณา คสช.อาจจะทางอาจจะไม่รวมโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงไว้ในแผนยุทธศาสตร์เลย หรืออาจเลือกเอาบางโครงการที่มีศักยภาพและมีความจำเป็นในอนาคต ที่ สนข. ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพ - เชียงใหม่ 3.8 แสนล้านบาท คสช.อาจพิจารณาดำเนินการในระยะที่ 1 กรุงเทพ - พิษณุโลก วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท

ส่วนเส้นทางกรุงเทพ - หนองคาย วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท อาจมีการปรับแผนในการผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-หนองคาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมกับ รถไฟความเร็วสูงในประเทศลาวและจีน ซึ่งจะเป็นโครงการที่มีศักยภาพในอนาคตหลังจากที่รถไฟความเร็วสูงในลาวจะสร้างเสร็จ โดยจะต้องมีการศึกษาวงเงินสำหรับโครงการดังกล่าวอีกครั้ง

พัฒนาขนส่งสาธารณะ-ถนนกทม.1.2 ล้านล้าน

แผนงานที่สอง การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร ใน กทม.และปริมณฑล วงเงินรวมประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท โดยโครงการสำคัญในแผนงานนี้คือโครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง โดยโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑล หรือโครงการรถไฟฟ้า 10 สาย โดยจะมีการประกวดราคาเพิ่มเติมอีก 112 กิโลเมตร หรืออีก 5 โครงการในระหว่างปี 2557 - 2558

นอกจากนี้ มีโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,416 ล้านบาท ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2558

นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างถนนและสะพานใน กทม.และปริมณฑลเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ขยายตัว ได้แก่ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อถนนราชพฤกษ์ - ถนนกาญจนาภิเษก แนวเหนือ-ใต้ และโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

สร้างทางหลวงเชื่อมฐานผลิต

สำหรับแผนงานที่ 3 เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศสู่ประชาคมอาเซียน วงเงินประมาณ 6.4 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโครงการสร้างโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนการเกษตรและการท่องเที่ยว การสร้างโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างเมืองหลักและระหว่างฐานการผลิตหลักของประเทศ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง

นอกจากนี้ แผนงานที่ 4 พัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำเพื่อเพิ่มการขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้น 20% วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท เช่น โครงการพัฒนาท่าเรือปากบารา โครงการพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแม่น้ำป่าสัก โดยการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งเพื่อพัฒนาร่องน้ำทางเดินเรือ เป็นต้น

พัฒนาสุวรรณภูมิเฟส2รวม8.9หมื่นล้าน

สำหรับการพัฒนาท่าอากาศยาน เป็นแผนงานสุดท้าย วงเงินรวมประมาณ 8.9 หมื่นล้านบาท เช่น แผนการเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานในประเทศ เช่น แผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงิน 6.2 หมื่นล้านบาท การพัฒนาท่าอากาศดอนเมืองระยะที่ 2 - 3 (2561 - 2565) รวมทั้งแผนพัฒนาท่าอากาศยานท่าอากาศยานภูเก็ต

"แผนงานที่ 5 นี้จะมีการหารือถึงความเหมาะสมในการลงทุน โดยโครงการลงทุนในการพัฒนาแผนงานนี้แนวทางการลงทุนอาจให้รัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัทการท่าอากาศยาน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงทุนเองเนื่องจากมีศักยภาพเพียงพอ หรืออาจให้เป็นการลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (พีพีพี) รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยใช้กลไกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นทางเลือกในการลงทุนเช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ ที่มีขนาดการลงทุนเกินกว่า 1 แสนล้านบาทในแผนงานอื่นๆ ก็ให้มีการศึกษาทางเลือกของการลงทุนในรูปแบบต่างๆ"

เผยภาคเอกชนต้องการรางคู่ก่อน

ด้านแหล่งข่าวจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยด้วยว่าในการประชุม ร่วมกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าคสช. ฝ่ายเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการคมนาคมขนส่งของประเทศ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สนข.ได้ให้ข้อมูลกับ พล.อ.อ.ประจิน เกี่ยวกับการลงทุนในระบบรางของประเทศไทย ภายหลังได้มีข้อเสนอว่าในการลงทุนรถไฟทางคู่ที่ คสช.กำลังผลักดัน ควรจะมีการสร้างโดยใช้รางขนาด 1.435 เมตร เพื่อให้รองรับระบบรางในอนาคต

"ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอของภาคเอกชนที่ต้องการให้การลงทุนรถไฟทางคู่สามารถรองรับการขนส่ง ทั้งคนและสินค้าได้ในเวลาอันรวดเร็วขึ้น"

ใช้ราง1.435เมตรทั่วประเทศใช้ทุนสูง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงให้ พล.อ.ประจิน ทราบว่าปัจจุบันเส้นทางรถไฟของประเทศไทยมีประมาณ 4,000 กิโลเมตร หากจะมีการเปลี่ยนแปลงรางเป็นขนาด 1.435 เมตร ทั้งหมด รวมทั้งสร้างรถไฟทางคู่ขึ้นมาใหม่ในขนาดรางเดียวกันจะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เนื่องจากจะต้องมีการจัดซื้อหัวรถจักรใหม่ด้วย โดยเพื่อให้ใช้วิ่งในรางใหม่ที่จะมีการสร้าง

ปัจจุบัน ค่าก่อสร้างรางรถไฟในแต่ละก.ม.ต้องใช้งบประมาณมากกว่าการก่อสร้างทางถนนประมาณ 10 เท่า

เล็งใช้รถไฟความเร็วสูงราง1.435เมตร

แหล่งข่าวกล่าวว่าข้อเสนอที่ต้องการให้ไทยสร้างราง ขนาด 1.435 เมตร เพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับทางรถไฟของประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต แหล่งข่าวกล่าวว่าปัจจุบันขนาดรางรถไฟในประเทศเพื่อนบ้านมีขนาดเท่ากับรางรถไฟของไทยคือขนาด 1 เมตร ซึ่งเมื่อมีการปรับปรุงให้มีสภาพดีขึ้นก็จะสามารถทำความเร็วได้ถึง 90 - 100 ก.ม./ช.ม. และเมื่อมีทางคู่อีกเส้นหนึ่งที่ขนานกันก็จะทำให้การขนส่งโดยระบบรางมีความคล่องตัวขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนรางใหม่ทั้งระบบ

ส่วนในอนาคตจะมีรางรถไฟที่ประเทศจีนลงทุนให้ สปป.ลาวขนาดราง 1.435 เมตรนั้นในอนาคตเมื่อไทยศึกษาเส้นทางสำหรับรถไฟความเร็วสูงก็จะมีการลงทุนโดยใช้ขนาดราง 1.435 เมตร ซึ่งก็จะเชื่อมต่อเส้นทางไปยังประเทศจีนได้โดยเบื้องต้นได้ศึกษาการเชื่อมต่อในเส้นทาง กรุงเทพ - หนองคาย

“ตอนที่มีการวางแผนที่จะมีการสร้างรถไฟความเร็วสูง เราได้วางแผนว่าจะสร้างรางขนาด 1.435 เมตรเอาไว้ เนื่องจากเป็นรางที่จะสามารถทำความเร็วได้ในระดับมากกว่า 150 ก.ม./ช.ม.ขึ้นไป ซึ่งตามแผนรถไฟความเร็วสูงจะใช้สำหรับการขนส่งคนหรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง ขณะที่รถไฟขนาดรางปกติจะใช้สำหรับขนส่งสินค้าประเภทฮาร์ดแวร์ หรือผู้โดยสารที่ไม่ต้องการความเร่งรีบในการเดินทางมากนัก” แหล่งข่าวกล่าว

เครดิตในภาพ


* news_img_595718_1.jpg (107.18 KB, 500x663 - ดู 1465 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #681 เมื่อ: วันที่ 29 กรกฎาคม 2014, 17:40:53 »

คสช.อนุมัติแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 8 ปี เดินหน้ารถไฟรางคู่ Tue, 29/07/2014 - 17:24Printer-friendly version Views: 10คสช.อนุมัติแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 8 ปี เดินหน้ารถไฟรางคู่
คสช.ได้อนุมัติกรอบหลักการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง ที่จะดำเนินการในระยะ 8 ปี

คสช.อนุมัติกรอบหลักการยุทธศาสตร์คมนาคมขนส่งของไทยระยะเวลา 2558-2565 รวมทั้งกรอบหลักการของแผนงานระยะเร่งด่วน ซึ่งใช้งบประมาณปี 2557-2558 พร้อมสั่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนและจัดหาแหล่งเงินทุน ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นประธาน โดยให้จัดทำรายละเอียดโครงการ และแหล่งเงินทุน เพื่อเสนอคสช.ภายใน 30 วัน

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แผนลงทุนระยะเร่งด่วนที่ผ่านการอนุมัติจาก คสช.เช่น รถไฟรางคู่ 5 เส้นทาง ระยะทาง 887 กิโลเมตร วงเงิน กว่า 127,000 ล้านบาท รวมทั้งอนุมัติกรอบดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งใช้รางคู่ขนาด 1.435 เมตร ความเร็ว 160 กิโลเมตร 2 เส้นทาง ได้แก่ หนองคาย - มาบตาพุด และ เชียงของ - บ้านภาชี วงเงินรวมกว่า 740,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่า เปิดประมูลได้ในปี 2559

#ThaiPBS
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #682 เมื่อ: วันที่ 01 สิงหาคม 2014, 15:27:50 »

เผยจีนมีแผนรถไฟคุนหมิง-บ่อเต็น แต่ยังอีกนาน



เชียงราย - กงสุลใหญ่ไทยประจำคุนหมิงบอก สป.จีนมีแผนสร้างทางรถไฟยูนนาน-บ่อหานจริงแต่อีกนาน พร้อมเตือนร่วมหุ้นจีน ทำได้แต่ต้องระวัง บอกเป็นนัย “ทุนจีน” หลายเรื่องต้องตรวจสอบ
       
       นายสุชาติ เลียงแสงทอง กงสุลใหญ่ประเทศไทยประจำนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สป.จีน เปิดเผยเมื่อคราวเดินทางมาร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จ.เชียงราย ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ว่า สำนักงานกงสุลใหญ่นครคุนหมิง มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ 3 มณฑลในจีน คือ ยูนนาน, กุ้ยโจว และหูหนาน ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 180 ล้านคน ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งจากการพบปะหารือกับผู้บริหารจีนตอนใต้อย่างต่อเนื่อง
       
       รวมถึงการพบปะกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-จีน เมื่อ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ทราบว่า สป.จีนให้ความสำคัญต่อการคมนาคมผ่านถนนอาร์สามเอ จากยูนนาน-สปป.ลาว-ไทย ทั้งด้านยุทธศาสตร์ และลอจิสติกส์ รวมทั้งยืนยันว่าจะยังคงเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทยต่อไป
       
       นายสุชาติกล่าวว่า ส่วนเรื่องโครงการรถไฟรางคู่เชื่อมจาก อ.เด่นชัย จ.แพร่-อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อเชื่อมโยงระบบรางกับจีนตอนใต้ที่กำลังพูดถึงกันนั้น ตนได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจของมณฑลยูนนานแล้ว ทราบว่า เส้นทางรถไฟที่จีนจะก่อสร้างเพื่อเชื่อมลงสู่ภาคใต้นั้นจะมุ่งสร้างผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทยที่หนองคายเป็นหลัก
       
       แต่จีนก็ยังคงให้ความสำคัญต่อถนนอาร์สามเออยู่ และไม่ได้ปิดกั้นการพัฒนาระบบรางผ่านด้านนี้ โดยระบุว่ามีแผนเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสายนครคุนหมิง เชื่อมกับด่านโม่ฮาน หรือบ่อหาน ตรงข้ามด่านบ่อเต็นของ สปป.ลาว ด้วยเช่นกัน
       
       “เส้นทางรถไฟคุนหมิง-โม่ฮาน อยู่ในช่วงเสนอโครงการ เป็นเส้นทางจากนครคุนหมิง-ยู้วชี หากว่าต้องสร้างก็ต้องใช้ระยะเวลาร่วม 5-35 ปีจึงจะแล้วเสร็จหมด เพราะภูมิประเทศเป็นป่าเขาสูงชันอยู่ ส่วนในกรณีการสร้างใน สปป.ลาว ก็ต้องใช้ระยะเวลาราว 5-8 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาก็พูดถึงความเป็นไปได้เอาไว้กว้างๆ”
       
       นายสุชาติ อีกว่า ในช่วงที่การพัฒนาต่างๆ กำลังเดินหน้าภาคเอกชนไทยควรจะใช้ช่องทาง และโอกาสที่มีอยู่ทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ โดยทางกงสุลฯ พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ เช่น เมื่อวันที่ 9-14 พ.ค.มีการจัดงานแสดงสินค้าที่มณฑลยูนนาน ทางกงสุลใหญ่ก็จัดบูทให้เอกชนไทยถึง 4 บูท รวมทั้งงานแสดงสินค้าครั้งต่อไปในวันที่ 12-21 ก.ย. 57 ก็ยินดีจะให้การสนับสนุนเช่นเดิม
       
       ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนจีนได้รุกเข้าไปลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องแล้ว ซึ่งเราสามารถเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจได้ แต่ต้องไม่อยู่ใต้ทุนจีน และหน่วยงานด้านกฎหมาย ก็ขอให้ทำอย่างยุติธรรมตรงไปตรงมาและเต็มที่ โดยบางเรื่องไม่ต้องเป็นข่าวเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์
       
       “คงต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนจีน หลายเรื่องต้องตรวจสอบ และหลายเรื่องเป็นสิ่งที่คนไทยต้องเรียนรู้อีกมาก เพราะทุนจีนมีความสามารถด้านการค้าสูง เช่น มีเงินทุนแค่ 4 ล้านบาท เข้ามาลงทุนจนมีแท็กซี่ในเครือข่ายได้กว่า 22 คัน เป็นต้น”
       
       อนึ่ง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายแจ้งว่า ช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 57 เชียงรายมีการค้ากับจีนตอนใต้รวม 2,952.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 163.41 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.86% แยกเป็นการส่งออก 1,880.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 66.71 ล้านบาท หรือ 3.68% จากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าหมวดสินค้ากสิกรรม (อัลมอนด์, แมคคาเดเมีย, ถั่ววอลนัทแห้ง ผลไม้ ยางพารา, เศษยางพารา) สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร (ปลากระตักตากแห้ง) สินค้าเชื้อเพลิง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ เป็นสำคัญ
       
       ส่วนมูลค่าการนำเข้ามีมูลค่า 1,072.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 96.70 ล้านบาท หรือ 9.91% จากการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าหมวด เครื่องจักรไม่ใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ สินค้ากสิกรรม (พืชผักสด สินค้าเกษตร ใบชา) บุหรี่ ของใช้ประจำวัน (อุปโภค-บริโภค) และโลหะ-อโลหะ

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000087169
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #683 เมื่อ: วันที่ 03 ตุลาคม 2014, 11:44:54 »

ไฟเขียวกนอ.จับมือเอกชนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่2แห่ง"หนองคาย-เชียงราย"
วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:12:51 น.

 
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกนอ.(บอร์ด) ได้เห็นชอบให้ กนอ. ร่วมดำเนินงานกับเอกชนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 2 แห่ง เป็นไปตามแผนการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยทั้ง 2 โครงการจะมีพื้นที่รวม 3,422 ไร่ เอกชนจะเป็นผู้ลงทุน พัฒนา และให้บริการระบบสาธารณูปโภค

ขณะที่ กนอ.จะการสนับสนุนการก่อสร้างศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร (โอเอสโอเอส) พื้นที่ประมาณ 500 ตารางเมตร ในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท ยกเว้นค่ากำกับบริการ 2 ปี โดยให้ชำระบริการในปีที่ 5 เป็นต้นไป พร้อมทั้งสนับสนุนในเรื่องการประชาสัมพันธ์โครงการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้คาดว่า 2 นิคมฯ ใหม่จะดึงดูดให้เกิดการลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ รวม 1.1 แสนล้านบาท  จ้างงานไม่น้อยกว่า 2.5 หมื่นคน แยกเป็นนิคมอุตสาหกรรมหนองคาย จ.หนองคาย พื้นที่ประมาณ 2,960 ไร่ ตั้งใน ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย ดำเนินงานโดย บริษัท นาคา คลีนเพาเวอร์ จำกัด ที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้ศูนย์กลางคมนาคม ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี ประมาณ 34 กม.  สถานีรถไฟนาทา ประมาณ 13 กม. และมีระบบถนนที่สามารถเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคอื่นได้สะดวก  ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะมีการเข้ามาลงทุน  9.7 หมื่นล้านบาท จ้างงาน 2.2 หมื่นคน

โดยอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ แปรรูปผลิตผลทางการเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยโครงการนี้เป็นหนึ่งในนิคมฯ ภาคอีสานที่วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในจ.หนองคายเพิ่มขึ้น ตลอดจนรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ

ส่วนนิคมฯ เชียงของ จ.เชียงราย จะมีพื้นที่ประมาณ 460 ไร่  ตั้งอยู่ใน ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ดำเนินงานโดย บริษัท เมืองเงิน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งพื้นที่นี้คาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจต่อพื้นที่ตามแนวชายแดนจ.เชียงราย โดยตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางคมนาคมหลักของประเทศที่เชื่อมโยงไปยังภูมิภาคอื่นได้อย่างสะดวก อยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติเชียงราย 60 กม. เข้าถึงโครงข่ายคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างท่าอากาศยานบ่อแก้ว สปป. ลาว  8 กม. และสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชียงของ – ห้วยทราย  13 กม.

คาดว่านิคมฯ เชียงของจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1.35 หมื่นล้านบาท การจ้างงานไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน  โดยจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมบริการโลจิสติกส์แห่งแรกของประเทศไทยที่มีการกำหนดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ครบวงจร

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า นิคมฯ 2 แห่งคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 2 ปี และเริ่มเปิดขายพื้นที่หรือดำเนินการได้ประมาณปี 2559 ซึ่งในส่วนของนิคมฯ หนองคายนั้นมีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาแล้วโดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะนักลงทุนจีนกับญี่ปุ่น  ในขณะที่นิคมฯเชียงของกลุ่มที่เข้ามาตั้งคลังสินค้าหรือกิจการด้านโลจิสติกส์ต่างๆ อาจมีความหลากหลายเพราะที่ตั้งของนิคมฯ อยู่ในจุดที่เชื่อมโยงไปประเทศเพื่อนบ้านได้ทั้งไปลาวและต่อเนื่องขึ้นไปมณฑลยุนนานทางตอนใต้ของจีน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1412234020
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
Manutpong
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 154



« ตอบ #684 เมื่อ: วันที่ 08 มกราคม 2015, 11:53:22 »

อยากรู้จังเลย ว่าสร้างรางรถไฟ ที่เชียงราย ทับบ้านไครหรือเปล่า หรือว่าไม่มีโครงการนี้ล่ะ
IP : บันทึกการเข้า
goffy5452
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #685 เมื่อ: วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2017, 10:33:43 »

ดีมากๆเลยครับ
เกมส์สล็อตออนไลน์
IP : บันทึกการเข้า
kunpon
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 152


ไอดีไล : kunpon_pong


« ตอบ #686 เมื่อ: วันที่ 19 มีนาคม 2017, 04:15:53 »

 ตกใจ ขยิบตา
IP : บันทึกการเข้า

boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #687 เมื่อ: วันที่ 18 ธันวาคม 2017, 17:09:08 »

เชียงราย - กลุ่ม “กะตะธานี” เดินหน้าเทงบเพิ่มอีก 300 ล้าน ปรับ “ดุสิตไอส์แลนด์ฯเชียงราย” ใหม่หมด เริ่ม 1 เมษาฯนี้ ก่อนขึ้นป้ายชื่อใหม่ “เดอะริเวอร์รีฯ” พร้อมชื่อจีน “ลี่เจียง ต้าจิ่วเตี้ยน” เชื่อมแพกเกจภูเก็ต - พังงา ดึงลูกค้าพรีเมียมขึ้นเหนือ - รับท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง

นายสมบัติ อดิเศรษฐ์ ประธานบริหารกลุ่มโรงแรมกะตะธานี คอลเล็คชั่น และครอบครัว พร้อมด้วย ผู้บริหารชุดใหม่ของโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย ริมฝั่งแม่น้ำกก อ.เมืองเชียงราย ได้แถลงเปิดตัวการเข้าซื้อกิจการและบริหารโรงแรมแห่งนี้อย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้

โดยมีการแจกเอกสารที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ประวัติการเข้าสู่ธุรกิจของนายสมบัติและกิจการต่างๆ ในเครือ ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก ทั้งธุรกิจไม้และอุตสาหกรรมไม้ ไม้อัด และโรงแรม อยู่ที่ จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต รวม 6 แห่ง

นายสมบัติ เปิดเผยว่า กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่จีนตอนใต้ เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีบทบาทมากในภูมิภาคเอเชีย และหลายประเทศก็ตื่นตัว โดยมีการลงทุนหลายด้านทั้งสนามบิน รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ



ส่วนเชียงรายยังเป็นเมืองธรรมชาติงดงาม เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนาที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนที่อื่นรวมทั้งมีความเป็นโบราณสถาน ตนจึงตัดสินใจขยายธุรกิจโรงแรมมาทางภาคเหนือที่ จ.เชียงราย โดยเข้าซื้อโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2559 จากนั้นจะพัฒนาปรับให้เป็นสไตล์ของกะตะธานี คอลเล็คชั่น

“รวมทั้งที่เข้าเทกโอเวอร์ และพัฒนาแล้ว จะใช้เงินลงทุนราว 1,400 ล้านบาท โดยจะมีการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.- 31 ก.ค. นี้ เป็นเวลา 4 เดือน”

นายสมบัติ บอกว่า จะมีการปรับปรุงภายในโรงแรมใหม่ทั้งหมด ให้เป็นรูปแบบไทยร่วมสมัย ผสมผสานความเป็นล้านนา เพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปรับปรุงห้องน้ำทั้งระบบ แบ่งระดับห้องพักใหม่ ยกระดับห้องอาหาร สระว่ายน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้า ลิฟท์ ความปลอดภัย ฯลฯ โดยใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อให้เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ได้มาตรฐานสากล

โดยจะยังคงใช้ชื่อโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงาย ไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2561 จากนั้นจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า “โรงแรมเดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี” และใช้ชื่อภาษาจีนว่า “ลี่เจียง ต้าจิ่วเตี้ยน” แปลว่า “แม่น้ำที่งดงาม” เพราะตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำใจกลางเมืองเชียงรายพอดี

“เราจะเป็นโรงแรม 5 ดาวอย่างแท้จริง เพื่อมุ่งไปที่กลุ่มผู้เข้าพักระดับกลางถึงบน เพราะในอดีตนักท่องเที่ยว เมื่อเข้าพักที่เชียงรายแล้ว มักจะอยู่แค่ 2 - 3 คืน เที่ยวเสร็จแล้วก็กลับ แต่ถ้าเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการมีวัฒนธรรม ของเก่าแก่โบราณ ฯลฯ ให้ได้ท่องเที่ยวก็คงจะอยู่ได้นานขึ้นแน่นอน”

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า การขยายกิจการที่เชียงรายครั้งนี้ จึงเป็นการร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าโดยไม่แข่งขันกับห้องพักโรงแรมต่างๆ เพราะเราเน้นตลาดระดับบน และกลาง ซึ่งราคาห้องพักก็จะสอดคล้องกับการปรับมาตรฐาน แต่ก็จะมีระดับคนไทยและต่างประเทศด้วย ซึ่งหากเป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง - ล่าง ก็ไปใช้บริการที่อื่นได้อย่างมากมายทำให้ไม่เกิดการกระจุกตัว แต่กระจายรายได้ร่วมกัน

นอกจากนี้ เราจะเน้นเชื่อมกับโรงแรมในเครือที่มีอยู่แล้ว 6 แห่ง ทั้งที่ภูเก็ต และพังงา ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงเข้าใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป ออสเตรเลีย และช่วงหลังมีชาวจีนมากขึ้น ซึ่งรูปแบบคือ การพักผ่อนยาวริมชายทะเล

อย่างไรก็ตาม พบว่า นักท่องเที่ยวเหล่านี้ บางส่วนก็เดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือ หรือจากภาคเหนือไปเที่ยวที่ภาคใต้ด้วย ดังนั้น เมื่อเรามีโรงแรมที่เชียงราย ก็สามารถจัดทำเป็นแพกเกจเชื่อมถึงกันได้ด้วย โดยตนจะพยายามดึงลูกค้าที่ภาคใต้มายังเชียงราย ให้ได้มากที่สุดต่อไป

https://mgronline.com/local/detail/9600000126474
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #688 เมื่อ: วันที่ 19 มกราคม 2018, 22:46:30 »

คมนาคมเปิดตัวโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย
เผยแพร่: 18 ม.ค. 2561 19:36:00   โดย: MGR Online
วันนี้ (18 ม.ค.) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดตัวโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ ณ บริเวณหน้าด่านสะพานมิตรภาพไทย- ลาว แห่งที่ 4 อ.เชียงของ จ.เชียงราย พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกอาคาร โดยถือฤกษ์ในวันที่ 18 เดือน 1ปี 18 เวลา 13.18 น. โดยมีนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีในครั้งนี้



ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกได้จัดสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าชายแดน พัฒนาให้เป็นประตูการค้าในแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง บนพื้นที่ก่อสร้างโครงการ 336 ไร่ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการระยะที่ 1 ในปี 2563

นอกจากนี้ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ ได้จัดให้เป็นที่ทำการของหน่วยงานพิธีการศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานการตรวจและกักกันพืชและสัตว์ เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว แบบ OSS (One Stop Service) ตลอดจนเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการขนส่งสินค้ากับประเทศเพื่อนบ้านรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอนาคต
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #689 เมื่อ: วันที่ 19 มกราคม 2018, 22:51:56 »

'รมว.คมนาคม' ลงเสาเอกศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของ

18 มกราคม 2561  755
"รมว.คมนาคม" เปิดตัวโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย

วันที่ 18 มกราคม 2561 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกอาคารสำนักงานกลางโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยถือฤกษ์ประกอบพิธีเวลา 13.18 น. เพื่อความเป็นสิริมงคลในการดำเนินโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อพัฒนาพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายให้เป็นประตูการค้าในแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) เชื่อมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง บนพื้นที่ก่อสร้างโครงการกว่า 336 ไร่ โดยจะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการระยะที่ 1 ในปี พ.ศ. 2563 โดยมีนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก หน่วยงานราชการและเอกชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ผู้ประกอบการขนส่งสินค้า นักลงทุน ร่วมในพิธี ณ พื้นที่ก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามนโยบายจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก จึงได้ดำเนินการพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าชายแดน เชื่อมไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)-สาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 และถนนสาย R3A ยกระดับมาตรฐานการขนส่งสินค้า รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจอาเซียน การเติบโตของสาธารณรัฐประชาชนจีนฝั่งตะวันตก ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked) รวมถึงรองรับการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้า จากถนนสู่ระบบราง ตามแผนการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ซึ่งจะทำให้อำเภอเชียงของกลายเป็นเมืองหลักด้านโลจิสติกส์ Logistic Hub เป็นอีกหัวใจสำคัญในการแปลงโฉมจังหวัดเชียงราย ให้เป็นโลจิสติกส์ซิตี้ของภูมิภาค พัฒนาให้เป็นประตูการค้าในแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)

เส้นทางสาย R3A นับเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีบทบาทความสำคัญต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion หรือ GMS) ซึ่งเส้นทางดังกล่าว เริ่มต้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เข้าสู่บ้านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ฝั่งสปป.ลาว ผ่านแขวงหลวงน้ำทา ก่อนจะเข้าสู่สาธารณรัฐประชาชนจีนที่ชายแดนบ่อเต็น-บ่อหาน และตรงสู่เมืองเชียงรุ้ง และคุนหมิง รวมระยะทางประมาณ 1,100 กิโลเมตร โดยปัจจุบันมีสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าจำพวกผักและผลไม้สด สินค้าอุปโภค-บริโภค เครื่องจักร และวัสดุก่อสร้าง ถูกขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว ซึ่งมูลค่าการค้าผ่านด่านเชียงมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกผ่านด่านกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท

กระทรวงคมนาคม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาประตูการค้าที่รองรับการค้าการลงทุนระหว่างประเทศไทย สปป.ลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีนฝั่งตะวันตก จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย บริเวณประชิดด่านพรมแดนเชียงของ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย บนเนื้อที่กว่า 336 ไร่ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยจะเป็นที่ทำการของหน่วยงาน CIQ คือ Custom (พิธีการศุลกากร) Immigration (การตรวจคนเข้าเมือง) และ Quarantine (การตรวจและกักกันพืชและสัตว์) ทำให้ผู้ประกอบการที่ขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนไปมา สามารถเข้าไปใช้บริการที่ศูนย์ฯ เชียงของ เพียงแห่งเดียว เป็นจุดบริการแบบ One Stop Service รวมถึงรองรับการพัฒนาเป็นพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (CCA) ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยและสปป.ลาว สามารถตรวจปล่อยสินค้าร่วมกันได้ ณ จุดเดียว ช่วยลดขั้นตอนในการทำงาน และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในอนาคตอีกด้วย

สำหรับการให้บริการของศูนย์ฯ เชียงของ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ในระยะที่ 1 จะเน้นการให้บริการเปลี่ยนหัวลาก-หางพ่วง ระหว่างรถบรรทุกไทยกับรถบรรทุกต่างประเทศ มีการให้บริการอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ปลั๊กเสียบตู้แช่เย็น (Reefer) และอุปกรณ์ยกตู้คอนเทนเนอร์ (Reach Stacker) นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่คลังสินค้าศุลกากร คลังสินค้าทัณฑ์บน และอาคารสำหรับบรรจุสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ (CFS) รองรับให้บริการ ซึ่งจะสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้กว่า 270,000 ทีอียู โดยจะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการในระยะแรกในปี พ.ศ. 2563 สำหรับระยะที่ 2 ศูนย์ฯ เชียงของ จะรองรับการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสู่ระบบราง พร้อมพัฒนาพื้นที่Container Yard สำหรับการวางตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการในระยะที่ 2 ได้ในปี พ.ศ. 2566 สอดคล้องกับแผนการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

กระทรวงคมนาคม คาดการณ์ว่าโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงรายนี้ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ ส่งผลให้จังหวัดชายแดนกลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อ (Hub) การขนส่งสินค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งช่วยอำนวยประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เชิงบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #690 เมื่อ: วันที่ 24 มกราคม 2018, 22:15:06 »

ทอท.จัดโปรดึงแอร์ไลน์เปิดเส้นทางบินเชียงราย https://www.posttoday.com/biz/gov/537125
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #691 เมื่อ: วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2018, 00:00:39 »

รถไฟเช็กความพร้อมไฮสปีด EEC รอบสุดท้าย-ดันประมูลทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เชื่อมจีนตอนใต้
เผยแพร่: 24 ก.พ. 2561 11:28:00   โดย: MGR Online
 

EEC เช็กความพร้อมรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินรอบสุดท้ายก่อนชง ครม. ด้าน ร.ฟ.ท.ยันออก TOR มี.ค. เปิดประมูลเอกชน PPP Net Cost พ่วงรัฐอุดหนุน แต่ไม่เกินมูลค่างานโยธา เหมือนโมโนเรลสีชมพู และสายสีเหลือง “อานนท์” จัดคิวรถไฟทางคู่เฟส2 ประเดิมสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ กว่า 7.29 หมื่นล้านประมูลก่อน เปิดพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเชื่อมขนส่งจีนตอนใต้

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม รักษาการในตำแหน่งผู้ว่า การการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงท่าอากาศยาน 3 แห่ง (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานอู่ตะเภา) มูลค่าโครงการกว่า 2.06 แสนล้านบาทว่า ขณะนี้รูปแบบการลงทุนมีความชัดเจนแล้ว ซึ่งตามเป้าหมายรัฐบาลต้องการให้ออกประกาศ (TOR) ในเดือน มี.ค.นี้ โดยคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) จะประชุมในวันที่ 26 ก.พ.เพื่อกลั่นกรองประเด็นที่เหลือ เช่น ข้อกฎหมายอีกเล็กน้อย หากไม่มีปัญหาหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมจะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่ขั้นตอนการประมูล ซึ่งมีนักลงทุนจากญี่ปุ่น จีน ให้ความสนใจ

แนวทางรัฐร่วมลงทุนเอกชน PPP Net Cost เป็น PPP100% โดยรัฐอุดหนุน แต่ไม่เกินมูลค่างานโยธา โดยมีค่างานโยธารวมกับค่าระบบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง โดยจะทยอยผ่อนระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี อายุสัมปทานที่ 50 ปี (ระยะก่อสร้าง 5 ปี และบริหารการเดินรถ 45 ปี) โดยให้สิทธิเอกชนพัฒนาที่ดิน 2 แปลง ได้แก่ บริเวณมักกะสัน 145 ไร่ และศรีราชาไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งจะมีผลตอบแทนเรื่องที่ดินทั้งโครงการประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท   

*** รถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ 7.29 หมื่นล้าน เปิดพื้นที่ภาคเหนือเชื่อมจีนตอนใต้

ส่วนรถไฟทางคู่ระยะ 2 จำนวน 7 เส้นทาง และรถไฟทางสายใหม่ 2 เส้นทาง ระยะทางรวม 2,174 กม. มูลค่าโครงการรวม 427,012.03 ล้านบาทนั้น นายอานนท์กล่าวว่า ในสายเหนือมี 3 เส้นทาง ได้แก่ ปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 285 กม. วงเงิน 62,883.55 ล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของ คชก. ช่วงเด่นชัย-เขียงใหม่ ระยะทาง 217 กม. วงเงิน 59,992.44 ล้านบาท เตรียมเสนอกระทรวงคมนาคม ส่วนช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. วงเงิน 72,921 ล้านบาท ซึ่งเป็นเส้นทางสายใหม่ กระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณา เป็นเส้นทางที่ผ่าน EIA แล้วมีความพร้อมที่สุด หากบอร์ดสภาพัฒน์เห็นชอบจะเสนอ ครม.ได้ในเดือน มี.ค. และเปิดประมูลใน 3-4 เดือน

“ทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ จะเป็นเส้นทางสายใหม่ที่เชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งกับ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ และเปิดพื้นที่การพัฒนาและกระจายความเจริญไปสู่ภาคเหนือตอนบน บริเวณจังหวัดแพร่ พะเยา และเชียงราย ที่ไม่มีเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อ โดยจะมี Container Yard : CY จำนวน 5 แห่ง ที่สถานีแพร่, พะเยา, ป่าแดด, เชียงราย, เชียงของ ใช้เวลาก่อสร้าง 48 เดือน มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR ) 13.31% ผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) 1.02%”

อย่างไรก็ตาม รถไฟทางคู่ทั้ง 9 เส้นทางจะทยอยนำเสนอ ครม. และเปิดประมูลภายในปีนี้ ซึ่งนอกจากสายเหนือแล้ว ในส่วนของเส้นทางสายใต้ 3 เส้นทาง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 24,293.54 ล้านบาท, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ วงเงิน 51,823.28 ล้านบาท และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 57,374.70 ล้านบาท

ส่วนสายตะวันออกเฉียงเหนืออีก 3 เส้นทาง คือ ขอนแก่น-หนองคาย วงเงิน 26,662.40 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี วงเงิน 37,431.22 ล้านบาท และช่วง บ้านไผ่-นครพนม วงเงิน 65,738.91 ล้านบาท ซึ่งเป็นเส้นทางสายใหม่
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #692 เมื่อ: วันที่ 02 เมษายน 2018, 10:25:53 »

ปิดตำนาน รร.ดุสิตฯ เชียงรายแล้ววันนี้ อีก 4 เดือนพบโฉมใหม่เครือ “กะตะธานี”
เผยแพร่: 1 เม.ย. 2561 12:46:   ปรับปรุง: 1 เม.ย. 2561 15:26:   โดย: MGR Online
 
เชียงราย - กลุ่ม “กะตะธานี” ดีเดย์ปิดปรับปรุง “รร.ดุสิต ไอส์แลนด์รีสอร์ทเชียงราย” แล้วตั้งแต่วันนี้ หลังทุ่มทุนกว่า 1.4 พันล้าน เข้าเทกโอเวอร์ พร้อมเริ่มลุยปรับโฉม ก่อนเปิดใหม่สิ้นกรกฎาคมนี้ ภายใต้แบรนด์ใหม่ “เดอะ ริเวอร์ รี บาย กะตะธานี” หรือโรงแรมลี่ เจียง ต้าจิ่วเจี้ยน”

วันนี้ (1 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือ “กะตะธานี” ได้เริ่มปิดปรับปรุงโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย เป็นเวลานาน 4 เดือนแล้ว เริ่มตั้งแต่วันนี้-31 ก.ค.61 หลังจากได้เทกโอเวอร์กิจการจากเครือดุสิตธานี มาตั้งแต่ปลายปี 2560 ที่ผ่านมา แต่ยังคงใช้ชื่อเดิมมาตลอด จนถึงวันที่เริ่มปิดปรับปรุง จากนั้นจะใช้ชื่อใหม่คือ “เดอะริเวอร์ รี บาย กะตะธานี” เพื่อเปิดให้บริการใหม่อีกครั้งในกลางปีนี้

ซึ่งนับตั้งแต่เครือกะตะธานี คอลเล็คชั่น เข้าเทกโอเวอร์โรงแรมนี้ ด้วยมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาทแล้ว ได้ส่งผู้บริหารชุดใหม่เข้าดูแลกิจการ พร้อมส่งพนักงานเดิมเข้าฝึกอบรมที่โรงแรมในเครือ โดยเฉพาะที่ภูเก็ต และพังงา ที่มีโรงแรมในเครืออยู่ถึง 6 แห่งด้วยกัน เพื่อนำรูปแบบการบริหารแบบกะตะธานีมาใช้แทน


ขณะที่ นายสมบัติ อติเศรษฐ์ ประธานบริหารกลุ่มโรงแรมกะตะธานี คอลเล็คชั่น ประกาศว่า ต้องการปรับปรุงวัสดุอุปกรณ์ และบริการต่างๆ ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับเครือกะตะธานี คอลเล็คชั่น จึงได้มีการประกาศขายสินค้ามือสองโดยเฉพาะของใช้ในห้องพัก และอุปกรณ์ครัวอย่างขนานใหญ่ ซึ่งพบว่ามีผู้เข้าไปหาซื้อแล้ว ส่วนด้านการปรับปรุงภายในพบว่าก่อนหน้านี้มีการปรับปรุงไปบ้างแล้วบางส่วน โดยเฉพาะด้านห้องน้ำ และอื่นๆ กระทั่งมีการปิดครั้งใหญ่ยาวถึง 3 เดือนในครั้งนี้

นายสมบัติ กล่าวว่า เมื่อเปิดบริการใหม่อีกครั้งเราจะใช้ชื่อว่า เดอะ ริเวอร์ รี บาย กะตะธานี และใช้ชื่อภาษาจีนว่า “โรงแรมลี่ เจียง ต้าจิ่วเจี้ยน” ที่แปลว่าแม่น้ำที่สวยงาม เนื่องจากตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก ที่ร่มรื่นพอดี ซึ่งก่อนเปิดใหม่เราก็ต้องปรับปรุงเพื่อให้เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่แท้จริง ทั้งรูปแบบห้องพัก จำนวน 271 ห้อง ที่จะปรับใหม่หมดทั้งระบบเครื่องปรับอากาศ ลิฟต์ ห้องน้ำ ห้องอาหาร สระว่ายน้ำ เพื่อความทันสมัยภายใต้การตกแต่งแบบไทยร่วมสมัย ผสมผสานกับความเป็นล้านนาด้วย ทั้งนี้ การปรับปรุงจะใช้งบประมาณราว 300 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะกลายเป็นที่พัก แหล่งพักผ่อน ประชุม จัดเลี้ยงชั้นนำของภูมิภาคนี้ต่อไป

สำหรับโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เคยเป็นโรงแรมที่เคยอยู่ในเครือดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล หรือบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโรงแรมทันสมัยแห่งแรกๆ ของเชียงราย ได้รับการยอมรับว่ามีการรักษามาตรฐานความทันสมัย รองรับแขกทั้งชาวไทย และต่างประเทศมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นสัญลักษณ์การให้บริการที่ทันสมัยของเชียงราย


IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #693 เมื่อ: วันที่ 20 เมษายน 2018, 14:25:10 »

20 เมือง ที่มนุษย์ทำงานอยากหยุดงานไปเที่ยวมากที่สุด

 
ททท. เปิดตัวแคมเปญ “Take a Break” (เทค อะ เบรค) ชวนมนุษย์ทำงานหยุดพักจากการทำงาน แล้วออกเดินทางท่องเที่ยว หวังช่วยบำบัดความเครียดและจุดไฟสร้างสรรค์ให้คนทำงาน พร้อมเผยผลสำรวจออนไลน์ 20 เมืองที่มนุษย์ทำงานอยากไป Take a Break มากที่สุด ปรากฏว่าเชียงรายมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วย แม่ฮ่องสอน และน่าน ตามลำดับ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จับมือพันธมิตร เปิดตัวแคมเปญ“Take a Break” (เทค อะ เบรค) แคมเปญท่องเที่ยวเพื่อมนุษย์ทำงาน โดยมุ่งชวนคนทำงานให้หยุดพักจากงาน แล้วออกเดินทางท่องเที่ยว หวังช่วยบำบัดความเครียด และจุดไฟสร้างสรรค์ให้คนทำงาน

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ทุกวันนี้คนทำงานหนักกันมาก พักผ่อนน้อย เครียดมาก จนหมดพลัง หมดไฟในการทำงานไปเลย แคมเปญ Take a Break (เทค อะ เบรค) เกิดขึ้นเพื่ออยากจะเชิญชวนมนุษย์ทำงานทุกคนให้เห็นความสำคัญของการหยุดพักเบรคจากการทำงานแล้วออกเดินทางท่องเที่ยว งานวิจัยต่างๆ ก็ยืนยันมาแล้วว่า ข้อดีของการท่องเที่ยวช่วยบำบัดความเครียด ช่วยชาร์จพลัง จุดไฟสร้างสรรค์ให้กลับมาทำงานได้ดีมากขึ้น”

พร้อมกันนี้ ททท. ยังได้ทำการสำรวจทางออนไลน์ให้มนุษย์ทำงานโหวตเลือกเมืองที่อยากไป Take a Break (เทค อะ เบรค)มากที่สุด ผลปรากฏว่า 20 เมืองที่มนุษย์ทำงานโหวตเลือกอยากไป Take a Break หยุดพักงานไปเที่ยวมากที่สุด ได้แก่


1. เชียงราย
2. แม่ฮ่องสอน
3. น่าน
4. ระนอง
5. ชุมพร
6. ตรัง
7. เพชรบูรณ์
8. สตูล
9. ตราด
10. จันทบุรี
11. ราชบุรี
12. นครศรีธรรมราช
13. อุบลราชธานี
14. อุดรธานี
15. นครนายก
16. ปราจีนบุรี
17. สมุทรสงคราม
18. อุทัยธานี
19. สุโขทัย
20. พิษณุโลก

https://mgronline.com/travel/detail/9610000038032
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #694 เมื่อ: วันที่ 20 เมษายน 2018, 16:52:20 »

ส่วนต่อขยายเซ็นทรัลเชียงราย


* 30740901_1633622480007805_3148209305686114304_n.jpg (45.3 KB, 960x734 - ดู 2490 ครั้ง.)

* 30740469_1633319416704778_9171573747717505024_n.jpg (74.94 KB, 960x720 - ดู 2524 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #695 เมื่อ: วันที่ 22 เมษายน 2018, 08:53:05 »

วนคืน 2.5 พันไร่ผุดศูนย์โลจิสติกส์ชายแดน-หัวเมืองหลัก

วันที่ 30 มกราคม 2561 - 11:20 น.

กรมการขนส่งฯเวนคืนที่ดิน 2.5 พันไร่ ปักหมุดสถานีขนส่งสินค้า 19 แห่งทั่วประเทศ วงเงินกว่า 1.5 หมื่นล้าน เกาะรัศมีเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเมืองหลัก เสริมแกร่งโลจิสติกส์ ประเดิม “เชียงของ” ใหญ่สุด 330 ไร่ เตรียมเปิดประมูลให้เอกชนร่วม PPP พันล้าน แลกรับสัมปทาน 15 ปีบริหารพื้นที่ เปิดปี’63 บูมการค้า-ท่องเที่ยวชายแดนไทย-ลาว-จีนใต้ คิวต่อไป นครพนม แม่สอด สงขลา สระแก้ว มุกดาหาร หนองคาย

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำแผนแม่บท (master plan) การพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าใช้เวลาพัฒนา 7 ปี (2558-2565) จำนวน 22 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันดำเนินการแล้วในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 3 แห่ง ได้แก่ พุทธมณฑล คลองหลวง และร่มเกล้า อีก 19 แห่งอยู่ในแผนดำเนินงาน มีขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ขณะนี้กำลังจัดหาพื้นที่เพื่อดำเนินการ คาดว่าจะใช้เงินก่อสร้าง 15,967.42 ล้านบาท

แยกเป็น สถานีขนส่งสินค้าจังหวัดชายแดน 11 แห่ง ค่าก่อสร้าง 8,790.44 ล้านบาท เริ่มดำเนินการที่เชียงของเป็นแห่งแรก เนื้อที่ 330 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,360 ล้านบาท เสร็จปี 2563 จะเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าระหว่างประเทศผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) และถนน R3A จากไทยผ่าน สปป.ลาว จีนตอนใต้ และเวียดนาม


ในปี 2561 จะดำเนินการที่นครพนม เนื้อที่ 115 ไร่ ค่าก่อสร้าง 846.23 ล้านบาท เปิดบริการปี 2564 จากนั้นเป็นที่แม่สอด เนื้อที่ 140 ไร่ ค่าก่อสร้าง 748.88 ล้านบาท สระแก้ว เนื้อที่ 100 ไร่ ค่าก่อสร้าง 584.65 ล้านบาท สงขลา เนื้อที่ 178ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,268.43 ล้านบาท มุกดาหาร เนื้อที่ 108 ไร่ ค่าก่อสร้าง 534.65 ล้านบาท หนองคาย เนื้อที่ 139 ไร่ ค่าก่อสร้าง 755.57 ล้านบาท แม่สาย เนื้อที่ 78 ไร่ ค่าก่อสร้าง 512.31 ล้านบาท นราธิวาส เนื้อที่ 79 ไร่ ค่าก่อสร้าง 613.60 ล้านบาท ตราด เนื้อที่ 77 ไร่ ค่าก่อสร้าง 841.98 ล้านบาท จะเปิดบริการในปี 2565 ส่วนกาญจนบุรีจะชะลอการพัฒนาไว้ก่อน ตามแผนจะเสร็จในปี 2576 มีเนื้อที่ 171 ไร่ ค่าก่อสร้าง 723.98 ล้านบาท

อีก 8 แห่งเป็นสถานีขนส่งสินค้าเมืองหลัก ค่าก่อสร้าง 7,176 ล้านบาท ได้แก่ เชียงใหม่ เนื้อที่ 95 ไร่ ค่าก่อสร้าง 937 ล้านบาท พิษณุโลก เนื้อที่ 61 ไร่ ค่าก่อสร้าง 633 ล้านบาท ขอนแก่น เนื้อที่ 140 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,115 ล้านบาท นครราชสีมา เนื้อที่ 138 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,064 ล้านบาท สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 150 ไร่ ค่าก่อสร้าง 1,146 ล้านบาท จะเปิดบริการในปี 2566 ส่วนนครสวรรค์เปิดบริการปี 2569 มีเนื้อที่ 277 ไร่ ค่าก่อสร้าง 463 ล้านบาท อุบลราชธานี เนื้อที่ 109 ไร่ ค่าก่อสร้าง 863.34 ล้านบาท เปิดบริการปี 2573 และปราจีนบุรี เนื้อที่ 105 ไร่ ค่าก่อสร้าง 952 ล้านบาท จะชะลอโครงการออกไปก่อน

“การพัฒนาโครงการในเขตเศรษฐกิจชายแดนจะมีบางแห่งที่รัฐดำเนินการเองทั้งก่อสร้างและการบริหารจัดการ เช่น แม่สาย แม่สอด สระแก้ว นราธิวาส ตราด และให้เอกชนลงทุน PPP รับสัมปทานบริหารพื้นที่ โดยรัฐก่อสร้างและเวนคืนที่ดินให้ เช่น เชียงของ จะเปิดประมูลในปีนี้ ให้สัมปทานเอกชน 15 ปี นอกจากนี้มีนครพนม หนองคาย มุกดาหาร สงขลา ส่วนพื้นที่เมืองหลักที่รัฐจะดำเนินการเองมี พิษณุโลก นครราชสีมา ที่เหลือให้เอกชนบริหารจัดการ”

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า แผนการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า 22 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนตามนโยบายรัฐบาล กรมการขนส่งทางบกนำร่องที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เป็นแห่งแรก และใหญ่ที่สุดของแผนแม่บท

เนื่องจากเชียงของอยู่ในแนวเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่างประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และ GMS มีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ที่เปิดบริการปี 2556 มีการขนส่งสินค้าจาก สปป.ลาว และจีน เพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 10-15% ในปี 2560 อยู่ที่ 21,000 ล้านบาท และปี 2561 จะแตะที่ 30,000 ล้านบาท นับว่ามีมูลค่าสูง และทำให้เศรษฐกิจชายแดนดีขึ้น

“เปิดสะพานข้ามโขงแห่งที่ 4 ปริมาณรถบรรทุกก็เพิ่มขึ้นทุกปี ปีที่แล้วมีรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งระหว่างชายแดนไทย-ลาว อยู่ที่ 1.25 แสนคัน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 160 คัน สูงสุด 200 คัน แนวโน้มจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องข้อกฎหมายการจราจรที่ไม่เหมือนกันของแต่ละประเทศ จึงทำให้ต้องลงทุนสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าที่เชียงของ เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์รองรับรถบรรทุกสินค้าทุกประเทศที่ขนสินค้าผ่านแดน”

นอกจากนี้ ภาพของ อ.เชียงของจะเปลี่ยนไป หลังเปิดใช้สะพานเชื่อมพรมแดนไทย-ลาว และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า จะทำให้เกิดความสะดวกสบายด้านการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกระหว่างประเทศมากขึ้น ในอนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากรถยนต์ไปสู่ระบบรางมากขึ้น ตามแผนพัฒนาระยะที่ 2 จะมีการขนส่งเชื่อมกับรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม. ที่จะสร้างจากสถานีเชียงของเข้ามายังศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของ ระยะทางประมาณ 6 กม. จะทำให้การขนส่งสินค้าจากจีนไปท่าเรือแหลมฉบังได้เร็วขึ้น

อีกทั้งที่เชียงของจะเป็นแห่งแรกที่จะแยกระหว่างผู้โดยสารกับสินค้าที่ผ่านด่านออกจากกัน และจะขอให้บรรจุด่านเชียงของเป็นด่านตรวจร่วมกันตามข้อตกลง GMS

“เชียงของจะเป็นศูนย์โลจิสติกส์ภาคเหนือ ทำให้การขนส่งสินค้าของไทยไปภาคใต้ของจีนสะดวกขึ้น ทำให้มูลค่าการค้าเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะจะสามารถไปยังคุนหมิง มณฑลยูนนาน สิบสองปันนา เชื่อมต่อไปหลวงพระบาง เวียดนาม และหนานหนิง หรือว่าลงมาทางกวางเจาก็ได้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการเกาะเกี่ยว One Belt One Road ของจีน” นายอาคมกล่าว

https://www.prachachat.net/property/news-109076
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #696 เมื่อ: วันที่ 23 เมษายน 2018, 17:25:38 »

การท่าฯเดินหน้าปั้นสนามบินแม่ฟ้าหลวง ชูสภาพแวดล้อมสู้สิงคโปร์
เผยแพร่: 23 เม.ย. 2561 12:41:   โดย: MGR Online
 



เชียงราย – การท่าอากาศยาน เดินหน้าเทงบ 6 พันล้าน พัฒนา “สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย” วางเป้ารองรับเที่ยวบินให้ได้ 30 เที่ยว/ชั่วโมง-ผู้โดยสาร 3.7 ล้านต่อปี ชูสภาพแวดล้อมเป็นจุดเด่นสู้สิงคโปร์



วันนี้ (23 เม.ย.) บริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดการประชุม "การศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมกรณีการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย" ขึ้นที่ ที่ห้องธรรมปัญญา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย

ที่ประชุมมีการให้ข้อมูลว่า บริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) มีแผนพัฒนา 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 2561-2565 มีเป้าหมายรองรับปริมาณจราจรทางอากาศถึงปี 2568 ให้ 16 เที่ยวบินต่อชั่วโมง เพิ่มหลุมจอดอากาศยานจากเดิม 5-7 หลุมจอด เป็น 10 หลุมจอด สามารถรองรับผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 3 ล้านคนต่อปี และมีที่จอดรถยนต์ 1,200 คัน

ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2564-2569 มีเป้าหมายรองรับปริมาณจราจรทางอากาศถึงปี 2573 ให้ได้เท่าเดิม แต่เพิ่มหลุดจอดอากาศยานให้มากขึ้นเป็นจำนวน 12 หลุมจอด รับผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 3.3 ล้านคนต่อปี และยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้

ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2569-2574 เป้าหมายเพื่อรองรับปริมาณจราจรทางอากาศได้ถึงปี 2578 รองรับเที่ยวบินได้ 30 เที่ยวบินต่อชั่วโมง หลุมจอดอากาศยาน 13 หลุมจอด และรองรับผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 3.7 ล้านคนต่อปี มีทางขับขนานด้านทิศเหนือ

โดยก่อนดำเนินการจะมีการประชาสัมพันธ์ และเปิดเวทีการมีส่วนร่วมไปจนถึงปลายเดือน มิ.ย.2561 นี้ ครอบคลุมพื้นที่ศึกษา 2 อำเภอ 8 ตำบลในเขต อ.เมืองเชียงราย และ อ.เวียงชัย เพื่อชี้แจงข้อมูลทั้งด้านกายภาพ เสียง ปริมาณฝุ่นละออง น้ำ ระบบจัดการน้ำเสีย ฯลฯ ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอยู่แล้ว





นายปรีชา กล่าวว่า ปัจจุบันพัฒนาการทางการบินรุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ผู้โดยสารให้ความนิยมเดินทางกันมากขึ้น ทำให้กิจการการบินขยายตัว เกิดสายการบินราคาต่ำหรือโลว์คอสมากขึ้น โดยเฉพาะเชียงราย ที่มีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานอย่างล้นหลามในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าอาจจะมีผลกระทบบ้างแต่เชื่อว่าการพัฒนาเพื่อรองรับความเจริญทางการบินจะอยู่ในเกณฑ์ที่สังคมรับได้

ด้าน ดร.พุทธชาติ กล่าวว่า การศึกษาและจัดทำรายงานครั้งนี้เพื่อรองรับการพัฒนาทางการบิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้บริการระดับนานาชาติ จึงต้องมีการดำเนินการให้มีความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เกิดความยอมรับไปทั่วโลก โดยเฉพาะปัจจุบันมีการแข่งขันเป็นศูนย์ทางการบินระหว่างประเทศมีสูง เช่น ประเทศสิงคโปร์มีการพัฒนาสนามบินขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณมหาศาล ฯลฯ

สำหรับ จ.เชียงราย มีผู้โดยสารใช้บริการทะลุถึงปีละกว่า 2.5 ล้านคนแล้ว เราต้องถือว่ามีสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่ดีทั้งต้นไม้และทุ่งนารายรอบ ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ในละแวกดังกล่าวก็เข้าใจการพัฒนาและสนับสนุนอย่างเต็มที่

รายงานข่าวจากบริษัทท่าอากาศยานไทย (จำกัด) มหาชน แจ้งว่าในปี 2558 ที่ผ่านมามีเที่ยวบินไปใช้บริการที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จำนวน 11,866 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารจำนวน 1,517,160 คน และปี 2559 มีเที่ยวบิน 13,021 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นประมาณ 9.73% และมีผู้โดยสารจำนวน 1,816,147 คน

ปัจจุบันมีสายการบินให้บริการหลากหลาย เช่น เชียงราย-สุวรรณภูมิ , เชียงราย-ดอนเมือง , เชียงราย-ภูเก็ต ฯลฯ และยังมีสายการบินเชื่อมต่อไปต่างประเทศ เช่น เชียงราย-ฮ่องกง , เชียงราย-สิบสองปันนา ประเทศจีน ฯลฯ

ดังนั้นคณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้อนุมัติแผนแม่บทพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มูลค่า 6,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 15 ปี แบ่งเป็นระยะที่ 1 วงเงินประมาณ 3,700 ล้านบาท ระยะที่ 2 วงเงินประมาณ 600 ล้านบาท และระยะที่ 3 วงเงินประมาณ 1,900 ล้านบาทดังกล่าว.
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #697 เมื่อ: วันที่ 02 พฤษภาคม 2018, 13:59:17 »

ทอท.เชียงราย” เตรียมเปิดเที่ยวบินเชื่อมโยงเหนือ-อีสาน


เชียงราย-นำคณะฯ สำรวจเส้นทางเชื่อมเชียงราย สู่อุดร ส่งเสริมการท่องเที่ยว เตรียม เปิดศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่ทันสมัย ปรับปรุงขยายอาคารผู้โดยสารเป็น 3 ชั้น รองรับการขยายตัวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านคนต่อปี

เวลา 6.50 น. วันนี้ นายวิสูตร คำยอด ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย นำคณะ ผู้บริหาร ผู้นำชุมชนรอบท่าอากาศยานฯ และคณะสื่อมวลชน จำนวน 43 ชีวิต เดินทางโดยสายการบินไลน์ออนแอร์ ไปลงท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อเดินทางต่อ ไปยังจังหวัดอุดรธานี โดยสายการบินไลน์ออนแอร์ เช่นกัน เพื่อสำรวจเส้นทาง แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อต่างๆ ในจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งเป็นการนำร่องเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับท่าอากาศยานทั้ง 2นายวิสูตร คำยอด กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งเชื่อมโยงการค้า การลงทุน มีชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา และ สปป.ลาว ที่สามารถใช้เป็นเส้นทางเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศจีน ได้อย่างสะดวก ในแต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยว และประชาชนทั้งในและนอกประเทศ เดินทางเข้าออกมายังจังหวัดเชียงราย โดยสายการบินต่างๆ เป็นจำนวนมาก จากสถิติในปี 2559 มีผู้เดินทางเข้าออกสายการบินระหว่างประเทศ ในประเทศ รวมกันสูงถึง 2,059,940 คน, ปี 2560 จำนวน 2,492,728 คน ซึ่ง เห็นได้ชัดว่าตัวเลขของผู้เดินทางเข้าออกท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายมีการขยับตัวสูงขึ้นมากในแต่ละปี คาดหมายว่าในปีนี้จะแตะ 3 ล้านคน ในปัจจุบันมีจำนวนเที่ยวบินทั้งขาเข้า-ขาออก ทั้งในและต่างประเทศรวมกันมากถึง 62 เที่ยวบินต่อวัน เพื่อเป็นการรองรับผู้โดยสารที่คาดว่าจะมีจำนวนสูงกว่า 3 ล้านคน จึงได้มีการเตรียมปรับปรุงอาคารรองรับผู้โดยสาร ซึ่งจะมีการขยายเป็นอาคาร 3 ชั้น เพิ่มหลุมจอดเครื่องบินเป็น 7 หลุม รวมทั้งจะมีการเปิดอาคารศูนย์ซ่อมเครื่องบิน รวมแผนการพัฒนาทั้งหมดจะใช้วงเงินประมาณ 7000 ล้านบาท โดยการนำคณะฯ มาในวันนี้ เพื่อสำรวจเส้นทาง สำรวจแหล่งท่องเที่ยวในภาคอีสานเหนือ เตรียมการเปิดเที่ยวบินตรง เชียงราย-อุดร รองรับการท่องเที่ยว การลงทุน ของประชาชนทั้ง 2 ภูมิภาค ในอนาคตอันใกล้นี้ http://77kaoded.com/ทอท-เชียงราย-เตรียมเปิด/
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #698 เมื่อ: วันที่ 23 พฤษภาคม 2018, 17:21:25 »

ททท.ระดม 5 ผอ.ทั่วจีนชี้ทางดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทยเพิ่ม เผยหนุ่มสาว 3 มณฑลกำลังซื้อสูง
เผยแพร่: 23 พ.ค. 2561
 


เชียงราย - ททท.ระดม 5 ผู้อำนวยสำนักงานทั่วจีนขึ้นเวที “Chinese Market Insight” แนะช่องทางบริษัทนำเที่ยวเหนือดึงนักท่องเที่ยวจีนทัวร์นอก 140 ล้านคนเข้าไทยเพิ่ม ชี้เป้าคนหนุ่มสาว-วัยทำงาน 3 มณฑลกำลังซื้อสูง





การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “Chinese Market Insight” โดยนำ ผอ.ททท. 5 สำนักงานทั่ว สป.จีน คือ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, คุนหมิง, เฉิงตู และกว่างโจว ร่วมบรรยายให้ตัวแทนหน่วยงานรัฐ-เอกชนในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุมโรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท อ.เมืองเชียงราย

น.ส.รัญจวน ทองรุต ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท.ที่เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน กล่าวว่า เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงราย พะเยา และใกล้เคียง ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่มีแนวโน้มเดินทางมาในพื้นที่มากขึ้น สร้างความพึงพอใจ ลดการเกิดผลกระทบในการลบ

ททท.มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเฉพาะตัว หรือกลุ่มเล็กไม่เกิน 8 คน ด้วยโปรแกรมเดินทางแบบพิเศษที่แสวงหาความแปลกใหม่ ซึ่งจะทำให้เราได้นักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้นด้วย โดยปี 2561 ตั้งเป้ารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนไม่ต่ำกว่า 561,110 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 10%

นายจรัญ ชื่นในธรรม ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเฉิงตู กล่าวว่า จีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน แต่มีประชากรที่มีหนังสือเดินทางระหว่างประเทศเพียงแค่ประมาณ 140 ล้านคน หรือ 10% ของประชากรทั้งหมด แต่แค่นี้ก็ถือว่ามากแล้ว และโชคดีที่ไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนักท่องเที่ยวจีน รองจากประเทศญี่ปุ่น

เมืองที่ชาวจีนอยากไปเที่ยวมากคือ โตเกียว และโอซากา ของญี่ปุ่น อันดับ 3 คือ พัทยาของไทย อัตราเฉลี่ยของคนจีนที่ออกมาเที่ยวคือ 6 วัน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาคือ การอำนวยความสะดวกด้านระบบออนไลน์ ซึ่งชาวจีนจะไม่มีการใช้ไลน์ เฟซบุ๊ก กูเกิล ฯลฯ แต่จะใช้ในรูปแบบเฉพาะเพื่อการจับจ่ายใช้สอยด้วย รวมทั้งหาพันธมิตรในช่วงแรกเพื่อเจาะตลาดจีน และเข้าถึงเรื่องสายการบินด้วย



นางอัญชลี คุ้มวงษ์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานปักกิ่ง กล่าวว่า มณฑลทางตอนเหนือของจีนมีประชากรประมาณ 400 ล้านคน และนิยมออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 20 ล้านคน ในจำนวนนี้มาเที่ยวไทยกว่า 3 ล้านคน หรือประมาณ 15% สถานที่ที่นิยมคือทะเล วัฒนธรรมแปลกใหม่สำหรับพวกเขา โดยเฉพาะเมืองพัทยา กรุงเทพฯ กระบี่ เกาะสมุย เชียงใหม่ ฯลฯ ส่วนเชียงราย ถือว่ามีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ ซึ่งนักท่องเที่ยวโซนนี้มักเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง



ด้าน น.ส.พรนันท์ สัณหจันทร์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานคุนหมิง กล่าวว่า สำนักงานฯ ดูแลพื้นที่ 3 มณฑล คือ มณฑลยูนนาน ที่มีคนเดินทางมาไทยมากที่สุดปีละกว่า 600,000 คน, มณฑลกวางสี จำนวน 300,000 คน และมณฑลกุ้ยโจว จำนวน 200,000 คน รวมทั้งสิ้นประมาณ 1.1 ล้านคน

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2561-2562 จะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมามากขึ้นถึง 1.3 ล้านคน หรือมากกว่านั้น เพราะทางการจีนและเอกชนนำเที่ยวในจีนจัดโปรโมชันต่างๆ มากมาย และคนจีนก็เข้าใจระเบียบ วัฒนธรรมและอื่นๆ ของไทยมากขึ้นด้วย

น.ส.พรนันท์กล่าวอีกว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวโซนนี้นิยมเที่ยวแบบครอบครัวและเป็นคาราวานรถยนต์ แม้ในปี 2560 จะลดลงเพราะไทยปรับระเบียบการขับรถผ่านแดน แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าใจมากขึ้น จึงคาดว่าจะมีคาราวานนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาตามถนนอาร์สามเอ ไทย-สปป.ลาว-มณฑลยูนนาน มากขึ้น และถนนอาร์สามเอก็จะเป็นสายหลักของคาราวานทัวร์จีนเหมือนเดิมต่อไป

“นักท่องเที่ยว 3 มณฑลนี้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวและวัยทำงานรวมทั้งมีกำลังซื้อสูง จากการสำรวจพบว่านิยมท่องเที่ยวที่วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย มากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ วัดร่องเสือเต้น ไร่สิงห์ปาร์ค บ้านดำ ล่าสุดยังเรียกร้องให้จัดทัวร์ไปยังกว๊านพะเยาอีกด้วย”
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,058


« ตอบ #699 เมื่อ: วันที่ 19 มิถุนายน 2018, 13:57:21 »

เชียงราย - ผู้ว่าฯ ภาคธุรกิจ นักอนุรักษ์ ขึ้นเวทีชี้ทางพัฒนาเชียงรายรับทุนจีนทะลัก พ่อเมืองแนะเร่งแก้ 6 เรื่องใหญ่ ทั้งผังเมือง ภาษา อำนาจอนุมติ ฯลฯ เอ็นจีโอชงแนวคิดเปิด ม.สมุนไพร เชื่อได้ทั้งจีน-ท้องถิ่น



ในเวทีประชุมวิชาการด้านชายแดนศึกษาและการพัฒนาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย.นั้น นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้บรรยายพิเศษเรื่อง "โอกาสและความท้าทายในการสร้างความร่วมมือพัฒนาพื้นที่ชายแดนเชียงรายกับประเทศเพื่อนบ้าน"

นายณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ต่อมามีการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด กระทั่งปี 40 ไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็ยังเหลืออีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งทำให้รายได้ต่อหัวของคนระยองสูงถึง 4 แสนบาท แต่ไทยไม่ได้มีเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งเชียงรายก็ได้รับเลือกให้จัดตั้งระยะที่ 2 ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ

ปัจจุบันเชียงรายมีผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี 99,827 ล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 26 ของประเทศ รายได้เฉลี่ย 86,884 บาทต่อคนต่อปี อันดับที่ 46 ของประเทศ มีเศรษฐกิจสำคัญจากภาคการเกษตรคิดเป็น 65% และนอกการเกษตรคิดเป็น 35% แต่ผลผลิตการเกษตรราคาตกต่ำ จังหวัดจึงส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ที่ให้ราคาสูงกว่าเพื่อให้สัดส่วนเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 40% ให้ได้ต่อไป

ส่วนการค้าชายแดนนั้นถือว่าเป็นจุดเด่นที่มีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปีอยู่แล้ว ส่วนการท่องเที่ยวยังมีความแตกต่างระหว่างฤดูท่องเที่ยวและฤดูฝน ดูได้จากเที่ยวบินช่วงไฮซีซัน สูงถึงสัปดาห์ละ 80 เที่ยว แต่ช่วงนี้ลดเหลือไม่เกิน 40-50 เที่ยว

จังหวัดจึงร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายประชาชนส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เช่น ท่องเที่ยวทางศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน ฯลฯ เพื่อลดช่องว่างระหว่างฤดูลงให้ได้ เพราะเศรษฐกิจนอกภาคเกษตรของจังหวัดคาดว่ามีอยู่ราว 30% หากรวมกับภาคการเกษตรที่จะทำให้สูงถึง 40% ก็จะกลายเป็น 70% ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเชียงราย นอกจากนี้ เศรษฐกิจเชียงรายยังขึ้นอยู่กับการศึกษาด้วย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่ถึงกว่า 10% เพราะมีคนนอกพื้นที่ และต่างประเทศมาเรียนจำนวนมาก ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล

ผู้ว่าราชการ จ.เชียงรายสรุปถึงปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของ จ.เชียงรายว่ามีอยู่ 6 ประการหลักๆ คือ 1. ราคาที่ดินที่พุ่งสูง แม้แต่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 3 อำเภอราคาก็สูงมาก เช่น อ.เชียงแสน ชาวบ้านต้องการราคาที่ดินไร่ละกว่า 1-2 ล้านบาท ฯลฯ

2. อุปสรรคเรื่องผังเมือง เพราะกลุ่มที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจกับกลุ่มนักอนุรักษ์มองการพัฒนาคนละทิศทาง เช่น กรณียางพารา ราคาเฉลี่ยทั่วประเทศกิโลกรัมละประมาณ 42 บาท แต่เชียงรายขายได้ 18 บาทเพราะไม่มีโรงงานแปรรูปต้องรีบส่งไปขายจีน หรือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพราะพื้นที่เป็นโซนผังเมืองสีเขียว และอื่นๆ หมด ทำให้สร้างโรงงานที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่กว่า 5 แรงม้าไม่ได้เลย ฯลฯ

ปัจจุบันกำลังแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อยู่เป็นจุดๆ โดยโซนที่ควรอนุรักษ์เราก็ควรอนุรักษ์ เช่น อ.เชียงของ ตรงริมฝั่งไม่ควรให้รถเข้าและอนุรักษ์เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่รอบนอกควรพัฒนาให้สร้างพาณิชยกรรมได้บ้าง ไม่เช่นนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจจะหยุดนิ่ง แต่ทั้งสองฝ่ายต้องหาจุดลงตัวกันให้ได้

3. อุปสรรคเรื่องแรงงาน ที่มีผู้คนที่ถือบัตรหลากหลายมาก ผู้ประกอบการแทบไม่กล้าจ้างงาน ขณะที่คนไทยก็ไม่ทำงานที่ใช้แรงงาน หากมีการจัดตั้งธุรกิจใหญ่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านแล้วแรงงานเหล่านี้ก็จะทะลักหายไปกันหมด 4. อุปสรรคการปรับตัวของคนในพื้นที่ เช่น การค้าชายแดนที่เสียเปรียบผู้ที่เชี่ยวชาญทางการค้าจากนอกประเทศ การทำเกษตรที่เน้นปริมาณ ปลูกพืชชนิดเดียวมากจนล้นตลาด ฯลฯ

5. อุปสรรคเรื่องเอกภาพในการลงทุน เช่น จีน สปป.ลาว พม่า สามารถตัดสินใจดำเนินโครงการต่างๆ ได้ทันทีในระดับแขวง มณฑล แต่ของไทยต้องขึ้นกับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทำให้ล่าช้าและขับเคลื่อนได้ยาก และ 6. อุปสรรคเรื่องภาษา ซึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน และจีนทำได้ดีกว่ามาก

“ภาคเอกชน นักวิชาการ นักอนุรักษ์ ฯลฯ ต้องร่วมกันอุดช่องว่างอุปสรรคต่างๆ นี้ร่วมกัน หากทำได้จะทำให้เศรษฐกิจของเชียงรายขับเคลื่อนไปได้ดีแน่นอน”



ขณะที่เวทีอภิปรายเรื่อง "โอกาสและความท้าทายของการพัฒนา จ.เชียงราย กับบทบาทจีนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง" นั้น นายพรเทพ อินทะชัย ประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่า การค้าและการลงทุนกับประเทศจีนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนการพัฒนาจังหวัด โดยเฉพาะโครงการ One Bell One Road ที่เอื้อให้กลุ่มทุนจีนทะลักลงใต้เข้าไทยมากขึ้น ดังนั้นทุกฝ่ายจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับ

นายกิตติ ทิศสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย กล่าวว่า ในปี 61 นี้คาดการณ์กันว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนทะลักสู่ประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท ดังนั้น ในช่วง 1-2 ปีนี้เป็นต้นไปยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวคงต้องรองรับนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก



โดยเฉพาะเชียงรายที่อยู่ใกล้กับประเทศจีนมากที่สุดแค่ 300 กว่า กม. สิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาคือเรื่องภาษา เรื่องเว็บไซต์ที่คนจีนใช้แตกต่างออกไป การดูแลความปลอดภัย ซึ่งคนจีนมีความอ่อนไหวต่อเรื่องนี้มาก และอุปสรรคสำคัญคือ กฎกติกาตามด่านพรมแดนไม่ชัดเจน ทำให้จากเดิมทัวร์จีนเคยทะลักลงมาจำนวนมากก็ลดลง เมื่อคณะทัวร์มาถึงยังต้องใช้เอกสารหลักฐานจำนวนมากอยู่ ต้องรอนาน ขัดนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สิ้นเชิง

ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว นักอนุรักษ์จากกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ตนเห็นว่าการทะลักลงมาของกลุ่มทุนจีนและนักท่องเที่ยวเป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศไทยและภาคประชาสังคมได้ปรับตัวไปสู่ความสมดุลในการพัฒนา เพราะเดิมเรามักตั้งธงรองรับการลงทุนของจีน แต่หากเราเอาท้องถิ่นไทยเป็นตัวตั้งแล้วพัฒนาเพื่อรองรับกลุ่มทุนจีนก็จะเกิดผลดี ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย



เช่น กรณีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงของ ในอดีตเป็นการจัดการเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มทุนจีน แต่พื้นที่ที่จะจัดตั้งไม่เหมาะสมทำให้ชาวบ้านคัดค้าน แต่หากมองอีกมุมว่าท้องถิ่นเชียงของต้องการพัฒนาการศึกษา และมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ เราก็หันมาตั้งมหาวิทยาลัยสมุนไพรอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเสียเลยก็จะเป็นผลดี จีนก็มีความสนใจและต้องการพัฒนาในเรื่องนี้อยู่แล้ว หากทำได้ก็จะสร้างประโยชน์ให้แก่พื้นที่ ประชาชนก็มีรายได้ เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และตรงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของ จ.เชียงรายอีกด้วย
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
หน้า: 1 ... 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 [35] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!