เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 20 ตุลาคม 2018, 10:23:23
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0
x
ขณะนี้เรากำลังไลฟ์ คลิกที่นี่เพื่อชม

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  คนเชียงราย สังคมเชียงราย (ผู้ดูแล: bm+, [ตา-รา-บาว], zombie01, ۰•ฮักแม่จัน©®, ⒷⒼ*, ตาต้อม, nuifish, NOtis, : 1100 Km. :, ©®*, Cupid)
| | |-+  Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 ... 36 พิมพ์
ผู้เขียน Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย  (อ่าน 385756 ครั้ง)
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #160 เมื่อ: วันที่ 29 พฤศจิกายน 2010, 20:47:26 »

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4266  ประชาชาติธุรกิจ


หอเหนือชงเปิดเส้นทางเชื่อมพม่า-เอเชียใต้




หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ เสนอเส้นทางใหม่เชื่อมพม่า-BIMSTEC เจาะผ่านแม่ฮ่องสอน เชื่อมเมืองหลวงใหม่ เมืองท่า ใหญ่ของพม่าแค่ 450 ก.ม. เผยจีน-อินเดียลุยลงทุนมหาศาลในพม่า สร้างทางรถไฟรางคู่ ท่อก๊าซเข้ายูนนาน วอนรัฐสนับสนุน หวังเพิ่มมูลค่าการค้าก้าวกระโดด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คสศ.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ มีมติให้ผลักดันการเปิดเส้นทางการค้าการลงทุนและการเชื่อมโยงระหว่างประเทศเส้นทางใหม่ ระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับเมืองลอยก่อ และเมืองเนปิดอว์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของพม่า

นายธานินทร์ สุภาแสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า เส้นทาง ดังกล่าวจะเป็นประตูบานใหม่ของไทยที่เชื่อมโยงกับพม่า จากปัจจุบันมีที่ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นอกจากนั้นยังจะเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงไทยกับประเทศในกลุ่ม BIMSTEC คือ อินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ภูฏาน และศรีลังกา

เส้นทางดังกล่าวจะเริ่มต้นที่ด่านห้วย ต้นนุ่น อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งขณะนี้เป็นจุดผ่อนปรนการค้าชั่วคราว และมีความพยายามจะยกระดับเป็นด่านการค้าถาวรไปยังเมืองลอยก่อ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการรถไฟ ที่สำคัญของพม่า โดยมีรถไฟรางคู่กระจายไปทั่วประเทศ และเชื่อมโยงไปยังชายแดนประเทศบังกลาเทศและจีน เส้นทางนี้ยังจะเชื่อมต่อไปยังเมืองเนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า ในระยะทางเพียง 200 กิโลเมตร และต่อไปยังเมืองทันเวย์ เมืองท่าใหญ่ของพม่าริมฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ในระยะทางเพียง 450 กิโลเมตร

"พม่ากำลังให้สัมปทานสร้างถนนทั่วประเทศ และจะมีศูนย์กลางเส้นทางรถไฟที่เมืองลอยก่อ สามารถเชื่อมโยงไปยังชายแดนพม่าทั้งด้านบังกลาเทศ เชื่อมต่อไปยังอินเดีย มีรถไฟรางคู่จากอินเดียมาถึง ตองอู มีรถไฟรางคู่จากยูนนาน มีการก่อสร้างทางหลวงขนาด 4 ช่องทางจากย่างกุ้งมายังเมืองเนปิดอว์ และเมืองตองอู ชิตตะเวย์ซึ่งเป็นเมืองท่าใกล้เมืองทันเวย์ก็เป็นฐานทัพเรือ ซึ่งจีนใช้ประโยชน์อยู่มาก มีทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซเป็นท่อคู่เข้าไปในยูนนาน หากเราเชื่อมโยงเข้าไปในเครือข่ายเหล่านี้ได้จะเป็นประโยชน์มาก"

นายธานินทร์กล่าวอีกว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังได้เสนอรัฐบาลให้สนับสนุนการตัดเส้นทางใหม่เชื่อมเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ระยะทางเพียง 161 ก.ม. ซึ่งจะเป็นเส้นทางสั้นที่สุดเชื่อมเมืองหลวงใหม่ของพม่า และเป็นทางออกทะเลที่ใกล้ที่สุดของภาคเหนือ

นายราชันย์ วีระพันธ์ ประธานก่อตั้งคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ กล่าวว่า ระยะ 10 ปีที่ก่อตั้งมา คสศ.ได้ผลักดันการเชื่อมโยงเครือข่ายการคมนาคมระหว่างประเทศในสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจถือว่าประสบผลสำเร็จ สามารถผลักดันให้มีเส้นทาง R3A ระหว่างไทย-จีนตอนใต้ มีสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เส้นทางเชื่อมพม่า-จีนตอนใต้ ผ่านเมืองลา และการเชื่อมโยงทางอากาศ ปัจจุบันเหลือเพียงการเจรจาด้านกฎระเบียบการค้า การผ่านแดน และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เชื่อว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาร่วมกันอีกระยะหนึ่ง

"สิ่งที่จะเห็นในอนาคตอันใกล้นี้คือ มูลค่าการค้าของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจะขยายจากปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท เป็นอย่างน้อย 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้แน่นอน หากเราเชื่อมกับเมืองสำคัญในพม่าได้ และจะขยายไปมากกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว หากเชื่อมกับ BIMSTEC ได้" นายราชันย์กล่าว

หน้า 24
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #161 เมื่อ: วันที่ 07 ธันวาคม 2010, 07:58:28 »

ท่องเที่ยวหยุด3วันเชียงรายสุดคึกคัก
 
 

บรรยากาศท่องเที่ยว จ.เชียงราย ช่วงวันหยุดยาว 3 วัน สุดคึกคัก หอการค้าแม่สาย ระบุ เป็นสัญญาณที่ดี




บรรยากาศการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย ถือว่า กระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลา 3 วัน ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นวันหยุดยาว ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายมากขึ้น โดย นายบุญธรรม ทิพย์ประสงค์ ประธานหอการค้าแม่สาย ระบุว่า จากตัวเลขนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวใน อ.แม่สาย ในวันดังกล่าว ถือว่า มีปริมากขึ้นอย่างมาก ซึ่งจุดนี้เป็นการส่งสัญญาณทีดี ต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายอย่างมาก เพราะเพียงวันหยุด 3 วัน มีนักท่องเที่ยวมากหลายหมื่นคน และหากถึงช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เชื่อนักท่องเที่ยวก็จะมากขึ้นตาม จุดนี้ทำให้บรรดาพ่อค้า แม่ค้า สามารถขายสินค้าได้ดี
 
http://www.innnews.co.th/local.php?nid=258234
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
Doingam
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #162 เมื่อ: วันที่ 07 ธันวาคม 2010, 21:16:49 »

ได้ยินตั้งแต่เด็กแล้วว่าจะมีรถไฟผ่านเชียงราย
ตอนนี้เป็นหนุ่มแล้วยังไม่เห็นวี่แววเลย
IP : บันทึกการเข้า
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #163 เมื่อ: วันที่ 08 ธันวาคม 2010, 07:53:11 »

นักวิชาการ-เอกชนหนุนตั้ง “Custom Free Zone”รับสะพานโขง 4 เชื่อมไทย-ลาว-จีน



นักวิชาการ ตัวแทนภาคเอกชน ตั้งเวทีถกแผนพัฒนาการขนส่งสินค้าผ่านสะพานข้ามโขง 4 ชงผุดเขตปลอดอากรเชิงสะพาน ดึงนักลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้า

วันนี้ (7 ธ.ค.) ดร.อภิชาต โสภาแดง หัวหน้าโครงการศึกษาแนวคิดการพัฒนาการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและการค้าบริเวณสะพานแม่น้ำโขงตามแนวพัฒนาเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (เชียงของ-ห้วยทราย) ซึ่งเชื่อมถนน R3A เชียงของ-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ได้จัดระดมความเห็นจากภาครัฐและเอกชนตามโครงการดังกล่าว ณ ห้องประชุมโรงแรมมันตรินี บูติค รีสอร์ท อ.เมืองเชียงราย โดยมีนายด่านศุลกากร หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ฯลฯ เข้าร่วม

ดร.อภิชาต และอาจารย์อรรฆพจน์ พึ่งไชย รวมทั้งคณะได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันโครงการได้ศึกษาแล้วเสร็จแล้วและต้องการได้รับความเห็นจากฝ่ายต่างๆ เพิ่มเติม โดยสิ่งที่มีการนำเสนอให้พิจารณาร่วมกันคือการจัดตั้ง "Customs Free Zone" หรือเขตปลอดอากรตามกฎหมายศุลกากร เพื่อรองรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงซึ่งกำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และในอนาคตจะมีการขนส่งและการลงทุนโดยเฉพาะจากกลุ่มทุนจีนอย่างมหาศาล

Customs Free Zone มีข้อกำหนดว่าภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้ลงทุนและบริหารงานภายในเองทั้งหมด ภาครัฐจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้จัดตั้งปีละประมาณ 300,000 บาท และเก็บค่าเช่าจากพื้นที่จัดตั้งโครงการตารางเมตรละ 150 บาทต่อเดือน โดยแบ่งเป็นล็อก ขนาดกว้าง 20 คูณ 20 เมตร หรือรวมประมาณ 60,000 กว่าบาท ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้ง Customs Free Zone ที่จัดตั้งแล้วประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เช่น คลังท่าเรืออยุธยา มีค่าเช่าสูงถึง 200 บาทต่อตารางเมตร แต่มุกดาหาร ไม่มีผู้เข้าใช้บริการมานานกว่า 3 ปีแล้ว เป็นต้น



ดร.อภิชาต บอกว่า การมี Customs Free Zone ถือเป็นจุดดึงดูดนักลงทุน ผู้นำเข้าสามารถนำไปเก็บหรือแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าภายใน โดยไม่ต้องเสียภาษีอากรหากว่าอยู่ภายในเขต ซึ่งมีตัวอย่างการจัดตั้งขนาด 50 ยูนิต คือภายในสามารถแบ่งเป็นที่เช่าโกดังสินค้าจำนวน 7 ยูนิต พื้นที่โรงงานแปรรูปผัก ผลไม้ อาหาร ฯลฯ จำนวน 33 ยูนิต พื้นที่โรงงานแปรรูปชิ้นส่วนที่ทำจากเหล็กและอลูมิเนียม 10 ยูนิต จะใช้ต้นทุนประมาณ 63 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งจากจากนั้นได้มีการขอความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งนายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธาน คสศ.หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มทุนจีนรุกลงทุนในเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนหลายแห่ง โดยเฉพาะตามชายแดนจีน-สปป.ลาว และภายใน สปป.ลาว ติดพรมแดนไทย ขณะที่บริเวณ อ.เชียงของ เชิงสะพานก็มีกลุ่มทุนจากบริษัท จิ่วโจว อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สร้างโรงแรมอยู่ในฝั่งไทยที่ อ.เชียงของ ขณะเดียวกันมีกลุ่มทุนไทยประสานกับจีนตอนใต้เพื่อการลงทุนในหลายด้านทั้งการขนส่งและการค้า แต่ Customs Free Zone มีเผยแพร่ออกมาน้อยมาก

ด้านนายเกรียงไกร วีระฤทธิพันธ์ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.เชียงราย กล่าวว่า ตามปกติการจะลงทุนจะต้องดูว่าพื้นที่และช่วงเวลาน่าลงทุนหรือไม่ ซึ่งกรณีของ อ.เชียงของ ปัจจุบันราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างมากและบางส่วนเป็นเขต สปก.4-01 ส่วนการส่งออกสินค้าส่วนใหญ่ก็เป็นสินค้าจากกลุ่มธุรกิจภาคกลาง ดังนั้นกลุ่มทุนท้องถิ่นคงต้องพิจารณาให้หนักก่อนการลงทุน

รายงานข่าวแจ้งอีกว่าเวทีนี้ยังจัดระดมความเห็นเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าเพื่อรองรับ CBTA หรือข้อตกลงขนส่งทางบกซึ่งกลุ่มประเทศใน GMS ได้ทำร่วมกันเพื่อเปิดให้แต่ละฝ่ายสามารถใช้รถบรรทุกสินค้าประเทศละ 200 คันแล่นผ่านตลอดแนว ซึ่งทดลองใช้ตามเส้นทางไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม ผู้ระดมความเห็นส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเปลี่ยนหัวลากเพราะต้องการให้เอกชนไทยรับช่วงต่อ กรณีมีการขนส่งภายในประเทศ ที่ประเทศอื่นขับเลนขวา และผู้ประกอบการจีนก็มีการดำเนินการแล้วที่เมืองโม่หาน-บ่อเต็น ชายแดนจีนตอนใต้-สปป.ลาว บนถนน R3A ซึ่งเป็นจุดที่มีความสะดวกมากที่สุดทั้งต่อเอกชนไทยและจีน
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #164 เมื่อ: วันที่ 08 ธันวาคม 2010, 07:54:26 »

ตากระทู้นี้ครับ.

http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=6381.0
ได้ยินตั้งแต่เด็กแล้วว่าจะมีรถไฟผ่านเชียงราย
ตอนนี้เป็นหนุ่มแล้วยังไม่เห็นวี่แววเลย
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #165 เมื่อ: วันที่ 09 ธันวาคม 2010, 15:49:46 »

4 จว.ล้านนาสานงานบ้านพี่เมืองน้อง
   
 9 ธค. 2553 12:39 น. 


นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ปลัดจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนบน 2 ที่ประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และ แพร่ ได้จับ มือจัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมบ้านพี่เมืองภายใต้โครงการเชื่อมโยงวัฒนธรรม ล้านนาตะวันออก โดยมีการสัมมนาเชิงรุกภายใต้แนวคิดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายใต้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กระตุ้นความรักความหวงแหน และภาคภูมิใจศิลป วัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์พัฒนาเศรษฐกิจให้ กับชุมชนโดยผ่านตลาดเพื่อการท่องเที่ยว

การสัมมนาเชิงรุกดังกล่าวจัดขึ้นทุกจังหวัดในกลุ่ม ครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่ จ.เชียงราย โดยแต่ละจังหวัดจะชูเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่โดดเด่นของจังหวัดตนเอง เช่นเดียว กับจังหวัดเชียงรายที่ชูในด้านการเป็นเมืองศิลปิน -เวียงกาหลงสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ปลัดจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 4 จังหวัด เพื่อสืบ สานวัฒนธรรมบ้านพี่เมืองน้องและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายใต้เศรษฐกิจ สร้างสรรค์เป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะพี่น้องแต่ละจังหวัดจะได้ประโยชน์ รวมทั้งเป็น การปลูกฝังให้คนในชุมชนมีการอนุรักษ์และหวงแหนในวัฒนธรรมอันมีค่าของตน เองไปพร้อมกัน 
 
 
 
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=483861
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
rptour
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #166 เมื่อ: วันที่ 10 ธันวาคม 2010, 20:47:42 »

ทางไปสามเหลี่ยมทองดำไม่แล้วชักเต้อจะไปทางใหนคีที่ประหยัดที่สุดน้ำมันแพงๆ
IP : บันทึกการเข้า
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #167 เมื่อ: วันที่ 11 ธันวาคม 2010, 21:42:58 »

นักท่องเที่ยวอิตาลีลดฮวบ ททท.รุกจัดกิจกรรมกระตุ้น 
 
 
 
 นางวิยะดา ศรีรางกูล ผู้อำนวยการสำนักงานกรุงโรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งทำให้นักข่าวจากอิตาลีเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย ได้ส่งผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากอิตาลีนับจากเดือนเมษยนถึงขณะนี้ลดลง 20% จากที่ช่วง 3 เดือนแรกปี 2553 มีการเติบโตในทิศทางที่ดีมากถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 ล่าสุดเดือนตุลาคมติดลบถึง 1.9% และเชื่อว่าตลอดทั้งปี 2553 นี้จะลดลง 3% จากปกติจำนวนนักท่องเที่ยวอิตาลีจะเดินทางมาไทยในแต่ละปีประมาณ 170,000 คน

 ทั้งนี้ล่าสุด ททท.ได้ดึงสื่อมวลชนอิตาลีและดาราชื่อดังมาถ่ายทำรายการโทรทัศน์และนิตยสารท่องเที่ยวในไทย ระหว่างวันที่ 8-17 ธันวาคม 2553 เพื่อเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยให้กลับคืนมาในสายตานักท่องเที่ยวอิตาลี โดย ททท.จะจัดเส้นทางท่องเที่ยว กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-เชียงราย-เกาะเสม็ด-เกาะช้าง-เกาะกูด และเส้นทางกรุงเทพฯ-เกาะพะงัน-เกาะเต่า-เกาะสมุย เพื่อให้สื่อมวลชนได้สำรวจสถานที่ท่องเที่ยว

 "ททท.มองว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ดี เพื่อจะได้เป็นการดึงภาพลักษณ์ที่ดีของไทยให้กลับคืนมา เพราะนักท่องเที่ยวอิตาลีเป็นตลาดที่สำคัญของไทย และเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นครอบครัว มีการใช้จ่ายสูงถึง 36,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะอยู่ในไทยเฉลี่ยถึง 14.8 วัน กิจกรรมนี้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในปี 2554 ได้มาก เพราะนักท่องเที่ยวยุโรปจะอ่อนไหวกับเหตุการณ์มากกว่าเอเชีย"นางวิยะดา กล่าว

 สำหรับแผนการตลาดในปี 2554 ททท.จะเร่งประชาสัมพันธ์ ทั้งการนำเสนอหรือโรดโชว์ตามเมืองต่างๆของอิตาลี การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ประกอบการทั้ง 2 ประเทศ เพื่อดึงดูดและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวอิตาลีเกิดการเดินทางมาไทย ททท.เชื่อว่ากลุ่มที่เคยเดินทางมาแล้ว 90% จะกลับมาอีก และคาดว่าถ้าการเมืองในปี 2554 สงบ นักท่องเที่ยวอิตาลีจะเพิ่มขึ้น 10% อย่างแน่
http://www.naewna.com/news.asp?ID=240198
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #168 เมื่อ: วันที่ 13 ธันวาคม 2010, 12:03:31 »

วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4270  ประชาชาติธุรกิจ


"เชียงรายดอกไม้งาม" สีสันเมืองเหนือในอ้อมกอดฤดูหนาว




 
การได้เที่ยวชมความงามใต้ผืนหมอกของเมืองเหนือ น่าจะเป็นหนึ่งของไฮไลต์การพักผ่อนของนักท่องเที่ยวหลายคน ทั้งการได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น ดื่มด่ำกับทิวทัศน์แห่งขุนเขา อิ่มเอมกับวิถีวัฒนธรรมล้านนาที่ดูแปลกตา ในช่วง 6-7 ปีหลังมานี้จังหวัดเชียงรายได้ปลุกปั้นเสน่ห์ของเมืองเหนือสุดในสยามขึ้นมาอีกจุดหนึ่งนั่นคือ "เทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม" โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงรายเป็นแม่งานใหญ่จัดขึ้นย่างเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว

เทศกาลดังกล่าวในยุคแรกจัดขึ้นบริเวณหาดเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย แต่ปัจจุบันได้ย้ายสถานที่ไปยังสวนไม้งามริมกก ตำบลริมกก อำเภอเมือง โดย อบจ.เชียงรายได้ทุ่มงบประมาณ ปีละกว่า 20 ล้านบาทเพื่อเนรมิตพื้นที่ ริมแม่น้ำกก 105 ไร่ ให้เป็นสวนไม้ดอก ไม้ประดับเมืองหนาวที่หาดูยากและงดงาม

กิจกรรมส่วนใหญ่ของงาน คือ การนำความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับมาจัดแสดงบนสวนขนาดใหญ่หรืออุทยานไม้ดอกเมืองเหนือนานาพรรณ อาทิ สวนหย่อม สวนน้ำตก ประติมากรรมไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการแสดงบนเวทีตาม รูปแบบวัฒนธรรมล้านนาและชนเผ่า กาดมั่ว คัวแลง การประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม

การทุ่มงบประมาณเพื่อจัดงานผสานกับภูมิทัศน์อันสวยงามของริมฝั่งแม่น้ำกก จึงกลายเป็นแรงดึงดูดให้แต่ละปีมีผู้คนเดินทางไปเยือนเป็นจำนวนมาก ปีที่ผ่านมามี นักท่องเที่ยวเข้าชมงานกว่า 1 ล้านคน โดยเฉพาะช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับ ปีใหม่จะมีนักท่องเที่ยวร่วม 2 แสนคนต่อวัน ที่นี่จึงกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเชียงรายแทบทุกคน

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย "รัตนา จงสุทธนามณี" บอกว่า ปีนี้พยายามพัฒนารูปแบบการประดับดอกไม้นานาพรรณ โดยจะเพิ่มประติมากรรมไม้ดอกไม้ประดับให้หลากหลายมากขึ้น เช่น จัดทรงเรขาคณิต อุโมงค์ไม้ดอกไม้ประดับ อุทยานกล้วยไม้ สวนเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจัดเตรียมหัวพันธุ์ดอกทิวลิปซึ่งผลิดอก ได้เฉพาะสภาพอากาศต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ไว้ประมาณ 3 แสนหัว เน้นความหลากหลายสายพันธุ์ทิวลิป เพื่อให้มีสีสันตระการตามากยิ่งขึ้น

ใครวางแผนไปฉลองปีใหม่เมืองเหนือ อย่าลืมแวะไปสัมผัสเมืองดอกไม้งาม เพราะ 1 ปีมีครั้งเดียวเท่านั้น ดีเดย์วันที่ 25 ธันวาคม 2553-3 มกราคม 2554 ณ สวนไม้งามริมน้ำกกเชิงสะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 จังหวัดเชียงราย

หน้า 28
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #169 เมื่อ: วันที่ 13 ธันวาคม 2010, 12:08:33 »

ททท.มั่นใจวันหยุดยาวปีใหม่ นักท่องเที่ยวแห่ไปภาคเหนือ ยอดจองที่พักส่วนใหญ่เต็ม 
 
 
 

 นางเพ็ญสุดา ไพรอร่าม รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี 2553 ไปจนถึงปีใหม่ 2554 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จะเติบโตได้ประมาณ 10% จากปี 2552 โดยในช่วงเดียวกันของปี 2552 มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านบาท และเชื่อว่าในวันหยุดยาวนี้นักท่องเที่ยวยังคงนิยมไปเที่ยวที่ภาคเหนือมากกว่าในภาคอื่นๆ โดยแบ่งสัดส่วนเป็น ภาคเหนือ 50% กรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง 20% และที่เหลืออีก 30% เป็นภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมกัน

 ทั้งนี้การที่เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปภาคเหนือจำนวนมากนั้น สังเกตุได้จากยอดจองโรงแรมส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะชอบไปสัมผัสอากาศหนาวตามเทือกเขาที่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ส่วนในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง นักท่องเที่ยวยังคงนิยมไปเที่ยวทุ่งทานตะวันที่ลพบุรีมากที่สุด เพราะในปี 2553 นี้ทางจังหวัดลพบุรีมีโครงการที่จะให้แต่ละพื้นที่ปลูกคนละเวลา เพื่อไม่ให้ออกดอกพร้อมกัน จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้นานถึง 3 เดือน ไปจนถึงหลังปีใหม่

 น.ส.มัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า การที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลขึ้นไปเที่ยวภาคเหนือ อาจเป็นเพราะข่าวลือเรื่องการจะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิบริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามันในช่วงวันที่ 30 ธันวาคมนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนแผนมายังภาคเหนือแทน สำหรับกิจกรรมที่ ททท.จะใช้เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยว คือ กิจกรรมเคาท์ดาวน์ตามภูมิภาคต่างๆ 


http://www.naewna.com/news.asp?ID=240450
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #170 เมื่อ: วันที่ 15 ธันวาคม 2010, 16:37:53 »

กมธ.ความมั่นคงฯลงพื้นที่เชียงของ แนะรัฐสร้างศักยภาพการค้าชายแดน
 
       นายเจะอามิง โตะตาหยง ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อตรวจสอบปัญหาความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจาก อ.เชียงของ เป็นอำเภอชายแดนที่มีการขนส่งสินค้า และนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งจากการลงทุนที่พบว่ายังมีปัญหาเรื่องการขนส่งสินค้า และข้อผูกมัดบางประการจากการทำเอฟทีเอกับประเทศจีน หากมีการแก้ปัญหา เชื่อว่า อ.เชียงของ จะมีศักยภาพในด้านการขนส่งสินค้า และเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศได้เป็นอย่างดี ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลที่ได้เสนอต่อรัฐบาลเพื่อดำเนินนโยบายในการดูแลและสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว
 
 
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000176120
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
rosemary21
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #171 เมื่อ: วันที่ 17 ธันวาคม 2010, 13:14:32 »

ว่างๆจะตามไปแอ่ว
IP : บันทึกการเข้า
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #172 เมื่อ: วันที่ 22 ธันวาคม 2010, 18:44:02 »

[COLOR="Navy"]แอ่วเชียงราย ไปเมืองลาว ย้อนอดีต เชียงแสน - สุวรรณโคมคำ[/COLOR]


วัดป่าสัก

แม้ว่ากาลเวลาจะหมุนเปลี่ยนมากี่ยุคกี่สมัย แต่เรื่องราวของประวัติศาสตร์นั้นยังคงเป็นเรื่องที่มีผู้คนให้ความสนใจและติดตามไม่มากก็น้อย เพราะคุณค่าของมันนั้นทำให้เราสามารถเรียรู้ถึงความเป็นมา สภาพของสังคม และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงถือเป็นโอกาสดีที่ “ตะลอนเที่ยว” จึงพาย้อนเวลา มาสัมผัสกับอารยธรรมที่ยังคงตั้งตระหง่าน ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพราะว่ามีความน่าสนใจ มากกว่าที่หลายคนทราบ



ตักบาตรยามเช้าอีกหนึ่งแง่งามในเส้นทางสายนี้

เพื่อให้เห็นกับตาเราจึงไม่รอช้า นั่งเรือข้ามแม่น้ำโขง ไปยัง สปป. ลาว มาเยี่ยมชมวิถีชีวิตของบ้านพี่เมืองน้อง และที่พลาดไม่ได้คือมาดูโบราณสถานและโบราณวัตถุที่กระจายตัวอยู่ในระแวกนี้ ที่เชื่อกันว่าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสุวรรณโคมคำในอดีต ซึ่งปัจจุบันนั้นตั้งอยู่ที่ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ต้องนั่งรถลุยฝุ่นควันเป็นระยะทางไกลพอสมควร เพราะเนื่องจากซากของโบราณสถานแต่

       เชียงแสน หนึ่งเมืองเก่าของประเทศไทย ข้อมูลจากตำนานวัดพระธาตุจอมกิตติกล่าวว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่าพันปี มีอาณาจักรกว้างขวางและมีผังเมืองที่สลับซับซ้อน และอยู่ยืนหยัดมาร่วม 8 สมัย ตั้งแต่อาณาจักรสุวรรณโคมคำ อาณาจักรโยนก อาณาจักรขอม อาณาจักรล้านนา อาณาจักรพม่า อาณาจักรอยุธยา และจนถึงปัจจุบัน




ร่องรอยอารยธรรมที่ยังหลงเหลืออยู่
 
 
       สำหรับคนที่หลงไหลในประวัติศาสตร์คงจะทราบกันดี เพราะตามบันทึกในแต่ละสมัยนั้นได้มีการกล่าวถึงการติดต่อค้าขายกับเมืองในลุ่มน้ำโขง ซึ่งก็คือเมืองเชียงแสนในปัจจุบันนั้นเอง ทุกวันนี้เชียงแสนกลายเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ อาจเรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่สนใจในโบราณสถานและสถาปัตยกรรมต่างๆ แล้วละก็ เชียงแสนจะกลายเป็นเมืองทางผ่าน ไปสู่ อ.แม่สาย และ อ.เชียงของเสียมากกว่า


พระอาทิตย์ขึ้นฝั่งลาว ตกที่ฝั่งเรา
 
 
       ประวัติศาสตร์เริ่มตั้นที่ไหนและจบลงที่ไหนนั้น ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะในสมัยก่อนนั้นมีเพียงแค่คำบอกเล่าจากปากต่อปาก ต่อมาเริ่มมีการจดบันทึกขึ้น แต่ก็ยังยืนยันความจริงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็น ถึงอย่างไรก็ตาม ความยิ่งใหญ่ของเมืองเชียงแสนนั้นยืนยันได้จากโบราณสถานต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่รอบๆ ชุมชน กำแพงเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่และเก่าแก่ แต่ถ้าอยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงแสนจริงๆแล้วละก็ แนะนำให้มาที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเชียงแสน


พระพุทธรูปยืนองค์โตกับบรรยากาศยามเย็นที่บ้านแซว
 
 
       เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่สามารถบันทึกภาพในพิพิธภัณฑ์ได้ เพราะปัญหาการป้องกันการลักลอบค้าขายวัตถุโบราณต่างๆ แต่บอกได้คำเดียวว่าการฟังบรรยายของที่นี่ไม่น่าเบื่อเหมือนเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุต่างๆ ที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่นี่มีเรื่องราวและความเป็นมาที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ เปลวรัศมีพระเจ้าล้านตื้อ (ส่วนบนของเศียรพระพุทธรูป) ศิลปะล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 สร้างจากสำริด มีขนาดกว้าง 55 ซม. สูง 70 ซม. ถูงมได้ในแม่น้ำโขง และเคยเป็นที่ประเด็นถกเถียงกันถึงที่มาที่ไป ก่อนจะเชื่มโยงไปยังอาณาจักรกลางแม่น้ำโขงในปัจจุบันที่ชื่อว่า อาณาจักรสุวรรณโคมคำ



วิถีชีวิตที่เรียบง่าย
 
       เพื่อให้เห็นกับตาเราจึงไม่รอช้า นั่งเรือข้ามแม่น้ำโขง ไปยัง สปป. ลาว มาเยี่ยมชมวิถีชีวิตของบ้านพี่เมืองน้อง และที่พลาดไม่ได้คือมาดูโบราณสถานและโบราณวัตถุที่กระจายตัวอยู่ในระแวกนี้ ที่เชื่อกันว่าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสุวรรณโคมคำในอดีต ซึ่งปัจจุบันนั้นตั้งอยู่ที่ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ต้องนั่งรถลุยฝุ่นควันเป็นระยะทางไกลพอสมควร เพราะเนื่องจากซากของโบราณสถานแต่ละที่นั้นตั้งอยู่ห่างจากกันมาก

เจดีย์เก่าที่วัดดอนสวรรค์
 
 
       วิถีชีวิตของพี่น้องชาวลาวที่นี่ยังคงเดินไปอย่างเรียบง่าย อาจเป็นเพราะกระแสของทุนนิยมยังเดินทางมาไม่ถึง หรือไม่พวกเขาเหล่านี้ก็คงรู้ว่าเงินกับธรรมชาตินั้นมีประโยชน์มากมายพอๆ กัน จึงเลือกที่จะอยู่คู่กับสิ่งสองอย่างนี้อย่างชาญฉลาด สองข้างทางนั้นเป็นไร่ข้าวโพด สลับกับป่าไม้ที่ยังคงความสมบูรณ์ จึงทำให้เห็นความเขียวขจีได้ชัดเจนกว่าบ้านเรามาก

       จุดหมายแรกของเรานั้นคือที่ วัดดอนสวรรค์ วัดเล็กๆ ซึ่งเก็บรวบรวมเอาโบราณวัตถุต่างๆ ที่ชาวบ้านงมได้ในแม่น้ำโขง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปในสมัยเชียงแสนลักษณะต่างๆ หรือที่เซียนพระนิยมเรียกกันว่า “พระพุทธรูปสิงห์หนึ่ง สิงห์สอง และสิงห์สาม“ แต่ที่ฝั่งลาวนี้ก็เจอกระแสการลักลอบขายพระพุทธรูปโบราณจากบ้านเรา ทำให้การถ่ายถ่ายภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ทางการท่องเที่ยวเปรียบเสมือนดาบสองคม เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจก็สามารถแวะมาดูได้ที่นี่

 
       นอกจากพระพุทธรูปต่างๆ แล้ว วัดดอนสวรรค์นี้ยังเป็นที่เก็บรักษา พระธาตุแสนแส้ พระธาตุซึ่งโผล่พ้นน้ำโขงมาแม่ปี 2552 จากเหตุการณ์ที่เกิดผลกระทบจากการสร้างเขื่อนที่ประเทศจีน จนทำให้น้ำในแม่น้ำโขงแห้งลง แต่ก็ยังถือว่าเป็นโชคดีของทั้งประเทศลาวและประเทศไทย ที่ปรากฏโบราณสถานเก่าแก่ รวมไปถึงวัตถุโบราณเก่าแก่ต่างๆ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงการมีตัวตนของนครกลางแม่น้ำโขงในอดีต

 
       สำหรับคำว่า “แสนแส้” นั้นมีความหมายมาจากวิธีการที่ใช้สร้างพระธาตุ และพระพุทธรูปในสมัยนั้น โดย คำว่าแส้ แปลว่า ตะปู คนในสมัยก่อนไม่ได้ใช้เหล็กในการขึ้นโครง แต่จะใช้ตะปูซึ่งทำจากนาคจำนวนมากเป็นโครง แล้วก็ก่ออิฐ โบกปูนทับอีกทีหนึ่ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ภูมิปัญญาของคนในสมัยก่อนนั้นจะสามารถทำให้พระธาตุแสนแส้นี้ยังคงไม่พังทลายลงไป แม้จะอยู่จมใต้กระแสน้ำมานานหลายปี

       จากนั้นเราขึ้นรถผ่านหมู่บ้าน จนเริ่มเข้าสู่ไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน นั่งมาได้สักพักก็ พบเจอกับเจดีย์เก่า ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในป่าข้างทาง ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจเป็นเจดีย์ที่เป็นจุดแสดงอาณาเขตของวัด ตัวเมือง หรืออาณาจักรในสมัยก่อน ซึ่งความกว้างใหญ่ของอาณาจักรต่างๆ นั้นสามารถคาดคะเนได้จากการกระจายตัวของกำแพง ตลอดจนเจดีย์ต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า “เจดีย์ราย”

 
       หลังจากนั่งรถลุยฝุ่นมาได้สักระยะ เราก็มาหยุดกันที่บริเวณศาลากลางไร่ข้าวโพดเพื่อพักทานข้าวกลางวันกันแบบง่ายๆ จากนั้นก็ถึงไฮไลท์ของทริปนี้ คือพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ หรือที่ชาวลาวเรียกกันว่า “พระเจ้าองค์โมง” หรือ “พ่อใหญ่” มีขนาดหน้าตักกว้าง 6.5 เมตร และสูงกว่า 7 เมตร ซึ่งมีตำนานที่เล่าขานกันมา เมื่อถึงวันวิสาขบูชา จะปรากฏดวงแก้วศักดิ์สิทธิ์ ส่องแสงสีฟ้าเป็นประกาย ออกจากพระเจ้าองค์โมง ข้ามมายังวัดสวนดอก ฝั่ง อ. เชียงแสน ของไทย ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าหลวงสวนดอก โดยชาวบ้านทั้งไทยและลาวนั้นเชื่อกันว่า พระพุทธรูปทั้ง 2 องค์นี้ เป็นสหายกัน


 
       หลังจากสักการะพระเจ้าองค์โมงแล้ว ก็ได้เวลาที่ต้องนั่งเรือกลับมายังฝั่งไทย และตอนขากลับนี้เองทำให้เราได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำไร่ข้าวโพดอย่างเรียบง่าย ทำให้ต้องจอดรถถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวคนไหนชอบภาพถ่ายแนววิถีชีวิตคงถูกใจไม่ใช่น้อย และเราก็ต้องมาหยุดอีกครั้งเมื่อถึงบริเวณต้นยางยักษ์ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งข้าวโพด และไม่ไกลจากนั้นก็มีพระพุทธรูปโบราณตั้งอยู่ แต่ทว่าน่าเสียดายที่ถูกมือดีลักลอบตัดเศียรไปเสียแล้ว


       อาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว แต่ตำนานของพระพุทธรูป 2 สหาย ไทย - ลาว นั้นยังไม่สิ้นสุด เราจึงดั้นด้นเดินทางมาให้ถึงวัดสวนดอก อยู่บริเวณชุมชนใน ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน เพื่อมาสักการะพระเจ้าหลวงสวนดอกตามตำนาน แต่ทว่าพระองค์เก่านั้นได้พังทลายลงไป ชาวบ้านจึงรวบรวมเอาเศษของพระพุทธรูปนำมาปั้นเป็นพระองค์ใหม่ ซึ่งปัจจุบันนั้นอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
       
       ความเป็นไปได้สูง ที่อาณาจักรสุวรรณโคมคำนั้นจะมีอยู่จริง ถ้าเราลองนำภาพแผนที่แม่น้ำโขงในอดีตแลัปัจจุบันมาเปรียบเทียบกันก็จะพบว่า ปรากฏแผ่นดินซึ่งคาดการณ์กันว่าจะเป็นเมืองสุวรรณโคมคำในอดีต ซึ่งอยู่ใต้แม่น้ำโขงในปัจจุบัน ซึ่งก็ตรงกับบริเวณที่พบเปลวรัศมีพระเจ้าล้านตื้อ และพระธาตุแสนแส้ และอีกหลายข้อสันนิษฐานที่ว่าทั้งสุวรรณโคมคำและเชียงแสนอาจเป็นอาณาจักรเดียวกัน หรือเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน ก็ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ขุดพบขึ้นต่างๆ นั้น สามารถบอกได้ว่ามีความเกี่ยวข้อง และคล้ายคลึงกันในด้านศิลปวัตนธรรม ตลอดจนสถาปัตยกรรมต่างๆ

       เช้าวันใหม่ เราใช้เวลาสั้นๆ ก่อนกลับแวะมาเดินเที่ยวตลาดเช้า นั่งรถชมโบราณสถานบริเวณเขตกำแพงเมืองเชียงแสน ซึ่งหลักๆ แล้วก็จะมีเจดีย์ขนาดใหญ่ที่วัดเจดีย์หลวง ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเชียงแสน ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่ท่องเที่ยหลักที่ใครผ่านมาก็ต้องแวะสักการะ และทุกวันนี้ในช่วงวันหยุดก็จะมีการจัดตลาดนัดชาวบ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า “กาดใบตอง” เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และไม่ไกลจากนั้นก็เป็นที่ตั้งของวัดป่าสัก วัดเก่าที่ยังปรากฏเจดีย์ทรงมณฑป เป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลมาจาก พุกาม จีน ขอมและสุโขทัย ซึ่งยังไม่พังทลายลงไปตามกาลเวลา
       
       การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้น่าเบื่อเหมือนที่หลายๆ คนคิด เพราะการเดินไปตามเส้นทางในอดีตน้นก็เหมือนกับเรานั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปสู่ยุคนั้นๆ อีกครั้ง และแม้ว่าตำนานต่างๆ จะยังไม่ค้นพบข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์แบบ แต่มันจะกลายเป็นอีกความน่าสนใจ ซึ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาได้ไม่มากก็น้อย ทริปนี้หลายๆ คนกลับมาพร้อมความสนใจว่าใต้แม่น้ำโขงปัจจุบันนี้แอบซ่อนความยิ่งใหญ่อะไรเอาไว้บ้างและเชื่อว่าทุกคนนั้นจินตนาการถึงอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่ยังคงเป็นปริศนาสืบต่อไป เพราะนี่คือ เสน่ห์ ของคำว่า “ประวัติศาสตร์”
 
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000176260
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #173 เมื่อ: วันที่ 22 ธันวาคม 2010, 18:51:16 »

ชวนเยาวชนร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย ที่ “หอฝิ่น” อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ



โอเรียนท์ไทยสานต่อโครงการกิจกรรมรักเมืองไทย ‘โครงการ Orient Thai, We love Thailand’ เพื่อสะท้อนถึงคุณค่าของความเป็นไทยและอานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และ ‘สมเด็จย่า’ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ต่อการฟื้นฟูผืนป่าธรรมชาติและฟื้นฟูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรไทยและชาวเขาให้ดีขึ้น ที่มีตำนานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพืชพันธุ์แสนสวยที่มีอิทธิพลต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลก ณ ‘หอฝิ่น’ อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ จังหวัดเชียงราย มนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ จำกัด กล่าวถึงกิจกรรมแรกของโครงการว่า “โครงการ Orient Thai, We love Thailand ’ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้คนไทยได้ย้อนคิดและมองเห็นถึงคุณค่าและวัฒนธรรมของไทย เพื่อยกระดับคุณภาพทั้งด้านจิตใจและการลงมือทำ สังคมและประเทศไทยของเรามีเรื่องราวสำคัญๆ มากมายให้เรียนรู้ ให้เลือกนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยครั้งนี้เริ่มที่ภาคเหนือ จ.เชียงราย ก่อน ที่ ‘หอฝิ่น’ ณ อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพราะที่นี่มีสิ่งที่น่าศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวในอดีตกว่า 5,000 ปี ที่ทั้งคนทั่วไป นักท่องเที่ยว หรือนักเรียน-นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ควรที่จะได้ศึกษา เพื่อจะนำไปเป็นข้อคิดในการที่จะดำเนินการใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพราะจะได้ทั้งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และที่สำคัญเรื่องราวของพิษภัยจากการตกเป็นทาสยาเสพติดจะมีผลร้ายต่อคุณภาพชีวิตอย่างไร”

สำหรับ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ มีพรมแดนประเทศไทย ลาว และพม่า มาบรรจบกัน มีแม่น้ำรวกไหลมารวมกับแม่น้ำโขง เทือกเขาปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก และภาพการปลูกและการค้าฝิ่นนั้น เป็นภาพที่ไม่ดีนักและมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ โครงการหลวงจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2512 เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาการปลูกฝิ่นของชาวเขา โดยปลูกพืชอื่นที่ขายได้ราคาดี และมีความเหมาะสมที่จะปลูกในที่สูงแทนการปลูกฝิ่น และเพื่อมุ่งหวังให้ชาวเขาทำมาหากินอยู่กับที่ เลิกทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งจะทำให้หยุดยั้งการทำลายป่าลงได้ “ต่อมาปี 2531 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในจุดเหนือสุดของประเทศไทย โดยโครงการนี้มีจุดหมายที่จะคืนผืนป่าและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ และหยุดการปลูกและการเสพฝิ่นในดินแดนแห่งนี้ ได้ทรงริเริ่มโครงการที่จะช่วยให้การศึกษาแก่ประชาชนในเรื่องของการศึกษาประวัติของฝิ่นในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำและทั่วโลก และการริเริ่มโครงการในพระราชดำริในครั้งนั้น ส่งผลสืบเนื่องให้เกิด หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ”

ผู้สนใจร่วมย้อนร่องรอยประวัติศาสตร์ ณ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ โดยหากจะมาเป็นครอบครัว หรือกลุ่มก๊วน กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ตลอดเดือนธันวาคมนี้จนถึงมกราคม 2554 ได้ทุกวัน ในราคาคนไทย 150 บาท ต่างชาติ 200 บาท สนใจติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (053) 784 444 6, (053) 652 151 Email : hallofopium@doitung.org หรือ www.maefahluang.org

http://www.naewna.com/news.asp?ID=241674
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #174 เมื่อ: วันที่ 23 ธันวาคม 2010, 15:10:55 »

เทงบทำถนนชนบทกว่า2.5หมื่นล้าน



เล็งขออีก3หมื่นล้านผุด Zero Base

กรมทางหลวงชนบท เปิดแผนพัฒนาทางหลวงชนบทปี 54 8 โครงการ งบ ประมาณกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท พร้อม ผุดแผน Zero Base “ถนนคุณภาพมาตรฐานปลอดภัย สังคมไทยเป็นสุข” งบกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท “วิชาญ” ระบุ ปี 53-54 อยู่ในช่วงทำแผนจะเริ่มใช้งบจริงในปี 55-57 ส่วนถนนไร้ฝุ่นปี 54 ได้งบน้อยทำได้เพียง 600 กม.ยังเหลือ อีก 4,000 กม.ที่ยังไม่ได้งบประมาณ

นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยถึงแผนงานและโครงการของกรมทางหลวงชนบทในปี 2554 ว่า กรมฯได้รับจัด สรรงบประมาณจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ให้ดำเนินการโครงการต่างๆ ที่กรมรับผิดชอบ ประกอบด้วย

1.โครงการซ่อมบำรุงทางทั่วประเทศ ระยะทางกว่า 49,000 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้างประมาณ 10,000 ล้านบาท

2.โครงการถนนเชื่อมถนนราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันตก) ซึ่งจะก่อสร้างถนนขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง 4.6 กม. พร้อม สะพานกลับรถ 2 แห่ง งบประมาณทั้งสิ้น 2,350 ล้านบาท ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2554-2556

3.โครงการถนนสาย ก. (ตอนที่ 1) ผัง เมืองรวมเมืองพระนครศรีอยุธยา จ.พระ นครศรีอยุธยา จะก่อสร้างถนนขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง 3.8 กม. พร้อมสะพานข้ามทางรถไฟ 1 แห่ง งบประมาณทั้งสิ้น 550 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2554-2556

4.โครงการสาย ก. ผังเมืองรวมป่าตอง จ.ภูเก็ต จะก่อสร้างถนนขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง 2.9 กม. งบประมาณทั้งสิ้น 250 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2554-2556

5.โครงการสะพานข้ามทางรถไฟตามถนนสาย ค 3 ผังเมืองรวมเมืองพัทลุง จ.พัทลุง จะก่อสร้างถนนขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง 1.1 กม. งบประมาณทั้งสิ้น 200 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2554-2556

6.โครงการ จ.3 (ตอนที่3) ผังเมืองรวมเมืองเชียงราย จ.เชียงราย จะก่อสร้างถนนขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง4 กม. งบประมาณทั้งสิ้น 180 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2554-2556

7.โครงการถนนสายเลี่ยงเมือง บ.ทุ่งเสี้ยว-บ.สันป่าตอง-บ.หางดง (ตอนที่ 2) อ.หางดง,สันป่าตอน จ.เชียงใหม่ จะก่อร้างถนนขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 13.7 กม. งบประมาณทั้งสิ้น 990 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2554-2556 และ

8.โครงการถนนสายเชื่อม ทล.1129-ทล.1098 อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จะก่อสร้างถนนขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 14.5 กม. งบประมาณทั้งสิ้น 810 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปะงบประมาณ 2554-2556

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ต้องดำการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2553-2554 เช่น โครงการสะพานนนทบุรี 1 วงเงินลงทุน 3,796 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2553-2556 ซึ่งอยู่ระหว่างประกาศประกวดราคา คาดว่าจะลงนามได้ภายในเดือน พ.ค. 2554 โดยได้ลงนามในสัญญากู้ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2553 ที่ผ่านมา และยังมีโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท เพื่อเป็นการเชื่อมถนนเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวได้อีกเส้นทางหนึ่งด้วย

ส่วนโครงการถนนไร้ฝุ่น กรมฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2,800 ล้านบาท ให้ดำเนินโครงการฯระยะทาง 600 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามยังเหลือถนนไร้ฝุ่นที่ต้องดำเนินการอีกประมาณ 4,000 กิโลเมตร

นายวิชาญ ยังได้กล่าวถึง การจัดทำแผนความปลอดภัย ภายใต้สโลแกน “คมนาคมปลอดภัย สังคมไทยเป็นสุข” หรือ Zero Base ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า ขณะนี้ ทช. ได้ทำแผนงาน/งบประมาณสำหรับโครงการนี้แล้ว โดยปี 2553-2554 เป็นช่วงเวลาการจัดทำรายละเอียดและออกแบบโครงการ และในปี 2555-2557 จะของบประมาณจากรัฐบาลมาดำเนินการ เนื่องจากแต่ละปีที่กรมฯได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับในการดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะยกระดับคุณภาพถนนให้ได้มาตรฐานเพื่อให้ประชาชนได้เดินทางโดยสวัสดิภาพและปลอดภัย

ทั้งนี้ในรายการนั้น จะมีการปรับปรุงจุด/บริเวณเสี่ยงอันตรายบนทางหลวงชนบท ภายในระยะเวลา 5 ปี (2553-2557) โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 28,807.5 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.ปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟ จำนวน 117 แห่ง งบประมาณ 3,364.5 ล้านบาท

2.ปรับปรุงบริเวณคอขวด สะพานแคบ จำนวน 2,662 แห่ง งบประมาณ 7,578 ล้านบาท ไหล่ทางแคบ จำนวน 10,262 กิโลเมตร งบประมาณ 7,970 ล้านบาท

3.ปรับปรุงทางแยกจุดต่อเชื่อมจำนวน 3,600 แห่ง งบประมาณ 2,010 ล้านบาท

4.ปรับปรุงเรขาคณิตของทาง จำนวน 280 แห่ง งบประมาณ 740 ล้านบาท

5.ปรับปรุงย่านชุมชนจำนวน 200 แห่ง งบประมาณ 2,118 ล้านบาท

6.สะพานลอยคนเดินข้าม จำนวน 25 แห่ง งบประมาณ 200 ล้านบาท

7.ปรับปรุงทางหลวง จำนวน 1,000 แห่ง งบประมาณ 527 ล้านบาท

8.ตีเส้นจราจร จำนวน 25,000 กิโลเมตร งบประมาณ 3,000 ล้านบาท

9.ติดตั้งราวกันอันตราย จำนวน 380,000 เมตร งบประมาณ 665 ล้านบาท

10.ป้ายและเครื่องหมายจราจร จำนวน 120 แห่ง งบประมาณ 60 ล้านบาท

11.ไฟฟ้าแสงสว่างและไฟสัญญาณ จำนวน 380 แห่ง งบประมาณ 575 ล้านบาท


http://www.siamturakij.com/home/news...s_id=413349741  
      
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #175 เมื่อ: วันที่ 26 ธันวาคม 2010, 10:39:22 »

วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7332 ข่าวสดรายวัน


'แม่สลอง'ชวนชิมชา-ซากุระบาน



เชียงราย - นางอัจฉริกา มณีสิน ผอ.ททท.สำนักงานจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ดอยแม่ สลองเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจ.เชียงราย เนื่องจากมีภูมิประเทศที่สูงชัน สวยงามและมี วิถีชีวิตที่แปลกตา โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นมากและเป็นช่วงที่สวยงามด้วยดอกซากุระบานสะพรั่งและสีสันของต้นไม้เปลี่ยนสีแต่งแต้มยอดดอย อีกทั้งมีความอุดมสมบูรณ์ของอินทรียวัตถุในดินจึงทำให้เป็นแหล่งปลูกชาที่ดี มีไร่ชาและโรงงานแปรรูปใบชา สามารถผลิตชาชั้นดีจำหน่ายในพื้นที่และส่งขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ในพื้นที่ยังสามารถปลูกพืชผัก ไม้ผลและไม้ดอกเมืองหนาวหลากหลายชนิด ประกอบกับวิถีชีวิตชนเผ่ากว่า 7 ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางขึ้นมาสัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตของชนเผ่า พร้อมจับจ่ายซื้อของเป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี

นางอัจฉริกากล่าวต่อว่า ดังนั้น ทาง อ.แม่ฟ้าหลวง อบต.แม่สลองนอก ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการในท้องถิ่น และ ททท.สำนักงานจังหวัดเชียงราย ร่วมกันจัดงานเทศกาล "ชิมชา ซากุระบาน อาหารชนเผ่า ดอยแม่สลอง" ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.53-2 ม.ค.54 ณ สนามกีฬา ร.ร.บ้านสันติคีรี ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว

อีกทั้งร่วมกันรักษาประเพณีวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยว ได้มีโอกาสเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยวบนดอยแม่สลองอย่างต่อเนื่องตามนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิดเที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีหลากหลาย เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมชนเผ่า 7 ชนเผ่า รวมถึงกิจกรรมลานบ้านชนเผ่า เช่น โล้ชิงช้า ชิงช้าชนเผ่า ฯลฯ

หน้า 28
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNakkyTVRJMU13PT0=&sectionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBeE1DMHhNaTB5Tmc9PQ==
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #176 เมื่อ: วันที่ 26 ธันวาคม 2010, 10:41:58 »

-นิทรรศการศิลปะ "หลากสีวันหลากอารมณ์ ที่เชียงราย" โดย ธีรยุทธ สืบทิม วันนี้ถึง 13 ม.ค. ที่ 9 Art Gallery จ.เชียงราย
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,073


« ตอบ #177 เมื่อ: วันที่ 27 ธันวาคม 2010, 15:52:55 »

วินัยโชว์ผลงาน3เดือนกรมธนารักษ์

27 ธันวาคม 2553 เวลา 15:23 น.



 วินัย แจงผลงาน 3 เดือนเพียบ เตรียมสั่งธนารักษ์พัฒนาที่ราชพัสดุแนวรถไฟฟ้าความเร็วสูงทำศูนย์กระจายสินค้า - พร้อมเปิดรับทีมบริหารโรงแรมศูนย์ราชการ และเล็งประเมินราคาคอนโด ห้องพักทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง รองรับการประเมินที่ดินรอบใหม่ในปี 2555 นี้

นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงผลงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาว่า ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้สำรวจที่ราชพัสดุทั่วประเทศ เพื่อเตรียมทำโครงการลอจิสติกส์ ศูนย์กระจายสินค้า เพื่อรองรับกับแนวเส้นทางเดินรถไฟฟ้าความเร็วสูง โดยคาดว่าน่าจะดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งขณะนี้เชื่อว่ามีที่ราชพัสดุในหลายจังหวัดที่มีความพร้อมเช่นที่จังหวัดนครสวรรค์ ,พิษณูโลก ,ลำปาง , เชียงใหม่ , เชียงราย และ สุราษธานีเป็นต้น

" เป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเรื่องการก่อสร้างรถความเร็วสูง ถ้าวิ่งผ่านจังหวัดไหนก็จะไปสร้างศูนย์กระจายสินค้ารองรับไว้ คิดว่าจะดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์  (ธ.พ.ส.) คงมีงานล้นมือ " นายวินัยกล่าว

นอกจากนี้กรมธนารักษ์ ยังเตรียมเปิดรับสมัครทีมบริหารโรงแรมของศูนย์ราชการแห่งใหม่ในเดือน ม.ค. 2554 นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้บริการได้ในเดือน เม.ย. 2554 มีความสูง 10 ชั้น มีห้องพัก 204 ห้อง ห้องประชุม 38 ห้อง สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้สูงสุด 1,000 คน  โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีต้นทุนไม่เกิน 70 % จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าโครงการโรงแรมของศูนย์ราชการจะสามารถรองรับการประชุมของหน่วยงานราชการที่อยู่ภายในศูนย์ราชการกว่า 50 - 60 แห่งได้ และยังสามารถรองรับเรื่องที่พักให้คนที่เดินทางมาประชุมที่อิมแพคเมืองทองธานีได้

นายวินัย กล่าวอีกว่า กรมธนารักษ์ อยู่ระหว่างการเข้าประเมินการก่อสร้าง ห้องพัก อาคารชุด คอนโดมิเนียมทั่วประเทศกว่า 6,000 แห่ง เพื่อรองรับกับการประกาศราคาที่ดินรอบใหม่ในวันที่ 1 ม.ค. 2555 เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวดี มีผลต่อความเจริญเติบโตของระบบขนส่ง และการคมนาคม จึงทำให้มีการก่อสร้างที่พักอาศัย คอนโดฯ เพื่อรองรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ทั้งในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล

ทั้งนี้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าประเมินแบบละเอียด เนื่องจากรูปแบบเดิมจะใช้วิธีการประเมินทุกห้องราคาเท่ากันหมด แต่เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการก่อสร้างคอนโดอาจมีบางชั้นที่มีเนื้อที่มากกว่า ทำให้ราคาสูงกว่า ก็จะต้องปรับราคาประเมินเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเสียค่าธรรมเนียม การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกับกรมที่ดินให้มากขึ้น

พร้อมกันนี้กรมธนารักษ์ ยังเดินหน้าเรื่องการนำที่ราชพัสดุตรงแปลงบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน หรือ บบส.เดิม จำนวน 5 ไร่มาก่อสร้างเป็นอาคารสำนักงานให้หน่วยราชการเช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ( สศค. ), วำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และกรมสรรพากร ได้เช่าทำงานและเพื่อขยายบริการให้ประชาน รวมทั้งจะเปิดพื้นที่ส่วนที่เหลือให้เอกชนเช่าในเชิงพาณิชย์ โดยจะให้ ธ.พ.ส. เป็นผู้บริหาร  รวมถึงการสร้างคอนโดมิเนียมที่บริเวณซอยวัดไผ่ตัน เพื่อเปิดให้ข้าราชการที่มีรายได้น้อยจำนวน 800 -900 รายได้เช่าอาศัยในราคาต่ำ คาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในต้นปี 2554 นี้


http://www.posttoday.com/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/66845/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%993%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
ap.41
ตอบแทนคุณแผ่นดิน
ผู้ดูแลบอร์ด
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18,712


ไม่มีเทพไม่มีโปร..มีแต่เราที่จะก้าวไปพร้อมกัน...


« ตอบ #178 เมื่อ: วันที่ 27 ธันวาคม 2010, 17:18:14 »

เอาความคืบหน้าการก่อสร้างท่าเรือเีชียงแสน 2 มาฝากครับ


* DSC_1313.JPG (102.89 KB, 804x540 - ดู 565 ครั้ง.)

* DSC_1315.JPG (121.05 KB, 804x540 - ดู 560 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า

ap.41
ตอบแทนคุณแผ่นดิน
ผู้ดูแลบอร์ด
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18,712


ไม่มีเทพไม่มีโปร..มีแต่เราที่จะก้าวไปพร้อมกัน...


« ตอบ #179 เมื่อ: วันที่ 27 ธันวาคม 2010, 17:19:57 »

 ยิงฟันยิ้ม


* DSC_1316.JPG (128.57 KB, 804x540 - ดู 554 ครั้ง.)

* DSC_1318.JPG (176.68 KB, 804x540 - ดู 579 ครั้ง.)
IP : บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 ... 36 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!