Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย
เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 18 สิงหาคม 2018, 00:14:27
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0
x
ขณะนี้เรากำลังไลฟ์ คลิกที่นี่เพื่อชม

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  คนเชียงราย สังคมเชียงราย (ผู้ดูแล: bm+, [ตา-รา-บาว], zombie01, ۰•ฮักแม่จัน©®, ⒷⒼ*, ตาต้อม, nuifish, NOtis, >: l!ne-po!nt :<, ©®*, Cupid)
| | |-+  Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 ... 35 พิมพ์
ผู้เขียน Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย  (อ่าน 378243 ครั้ง)
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #120 เมื่อ: วันที่ 25 กันยายน 2010, 21:51:24 »

เชียงราย - ผู้ว่าฯ เชียงรายเผยกลุ่มนายทุนถ่านหินฯ เครืออิตัลไทย จ้องหาช่องทางขนถ่านหินลิกไนต์ใหม่ คาดผ่านด่านแม่สายท่าขี้เหล็กแทน หลังเจอแรงต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ห้ามขนผ่านดอยแม่สลอง ขณะที่ส่วนท้องถิ่นแคลงใจ หากผ่านด่านแม่สายจริง ก็ยังหวั่นกระทบต่อถนนเข้าเมืองพหลโยธิน-แม่สาย ที่ต้องขนส่งถ่านหินวันละหลายพันตัน




       
       วันนี้(25 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เชียงราย ว่า กรณีกลุ่มอิตัลไทยโดยบริษัทสระบุรีถ่านหิน จำกัด ได้ขออนุญาตเปิดจุดนำเข้าถ่านหินลิกไนต์ จากเหมืองเมืองก๊ก ประเทศพม่า ผ่านเข้ามาทางชายแดนไทย-พม่า ด้านหมู่บ้านม้งเก้าหลัง หมู่ 9 ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง ล่าสุดผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว และอยู่ขั้นตอนให้บริษัทไปศึกษาผลกระทบและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ แต่ถูกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชนหรือเอ็นจีโอและภาคประชาชนในหลายตำบลที่จะได้รับผลกระทบคือ ต.เทอดไทย ต.แม่ฟ้าหลวง ต.แม่สลองนอก ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง และ ต.ป่าซาง ต.แม่คำ อ.แม่จัน ออกมาต่อต้านนั้น
       
       ล่าสุดทางบริษัทสระบุรีอาจจะหันนำเข้าผ่านจุดผ่านแดนปกติ คือ จุดผ่านแดนถาวร อ.แม่สาย จ.เชียงราย กับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งปัจจุบันมีการก่อสร้างสะพานข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 และด่านศุลกากรรองรับการนำเข้าและส่งออกสินค้าครบวงจรอยู่ที่หมู่บ้านสันผักฮี้ หมู่ 13 ต.แม่สาย อ.แม่สาย
       
       โดยนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย กล่าวว่า มีกระแสว่าหลังจากชาวบ้านได้ออกมาแสดงพลังตามเวทีต่างๆ ไปแล้วหลายครั้ง เพื่อต่อต้านการนำเข้าถ่านหินลิกไนต์ของเอกชนดังกล่าว ได้ทำให้ทางบริษัทสระบุรีความพยายามที่จะเปลี่ยนจุดนำเข้าใหม่เพื่อลดกระแสต่อต้าน คาดว่าจะนำเข้าผ่านจุดผ่านแดนถาวรแม่สาย ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ เพื่อนำเข้าและส่งออกสินค้าชายแดนไทย-พม่า อย่างเป็นทางการ และหากสามารถผลักดันได้สำเร็จก็คงจะสามารถนำเข้าได้เหมือนสินค้าชนิดอื่นๆ ตามปกติ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น พิธีการทางศุลกากร น้ำหนักบรรทุกของสินค้าไม่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อไม่ให้ถนนเสียหาย เป็นต้น
       
       นายสุเมธ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามก็ยังมีกระแสจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นอีกทางหนึ่งว่าแม้จะนำเข้าจุดผ่านแดนถาวรแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ตามปกติ แต่พวกเขาก็ยังไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะเอ็นจีโอ เพราะยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลกระทบต่อการจราจรบนถนนพหลโยธิน ซึ่งต้องผ่าน จ.เชียงราย ไปตลอดแนว และเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกันอีกยาวนาน ซึ่งในส่วนของจังหวัดก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เปิดรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย รวมทั้งได้นำข้อมูลที่ได้ไปนำเสนอต่อเวทีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้มอบหมายให้นายสุรชัย ลิ้นทอง รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรคณะต่างๆ ที่ศึกษาข้อมูลว่าปัจจุบันมีรายละเอียดโครงการอย่างไร ขั้นตอนไปถึงไหนและการตอบสนองขององค์กร หน่วยงานและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างไรแล้ว
       
       ด้านแหล่งข่าวหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จ.เชียงราย ระบุว่า ปัจจุบันเอกชนที่ขออนุญาตนำเข้าถ่านหินลิกไนต์ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารประเทศพม่าให้สามารถนำเข้าถ่านหินจากเหมืองเมืองก๊ก มาทางชายแดนไทย-พม่า ด้านหมู่บ้านม้งเก้าหลังเท่านั้น ดังนั้นจึงมีการก่อสร้างถนนจากเหมืองมาจ่อที่ชายแดนบริเวณนั้นแล้ว เพราะใกล้ที่สุด โดยมีระยะทางเพียงประมาณ 68 กิโลเมตร หากขนถ่านหินจากเมืองก๊กขนานชายแดนในเขตประเทศพม่าไปยังท่าขี้เหล็ก เพื่อนำเข้าทางจุดผ่านแดนถาวร อ.แม่สาย ก็จะเกิดผลกระทบตามรายทางจากเมืองก๊กไปยังท่าขี้เหล็ก อีกทั้งยังต้องขออนุญาตไปยังรัฐบาลทหารพม่าอีกรอบด้วย
       
       ขณะที่กลุ่มต่อต้านโดยนายวุฒิพงศ์ สุวรรค์โชติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สลองนอก กล่าวว่า หากมีการขออนุญาตนำเข้าทางจุดผ่านแดน อ.แม่สาย ได้จริงพวกเราก็ยังสงสัยอยู่ว่าด้วยสภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินสายแม่สาย-เชียงราย และต้องขนส่งต่อไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมของบริษัทที่ จ.สระบุรี จะส่งผลกระทบในการสร้างความแออัดให้กับการจราจรหรือไม่ เพราะจะต้องมีการขนถ่านหินลิกไนต์ด้วยรถบรรทุกพ่วงขนาด 6-10 ล้อวันละ 200 คันๆ ละ 15-26 ตัน หรือวันละกว่า 5,200 ตัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวดอยแม่สลองและอีกทั้ง 5 อำเภอออกมาต่อต้านไม่เห็นด้วย และเมื่อขนส่งทางพื้นราบจาก อ.แม่สาย -สระบุรี ก็ขึ้นอยู่กับภาคประชาชนที่จะได้รับผลกระทบด้วยว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ต่อไป
       
       ทั้งนี้บริษัทสระบุรีถ่านหิน จำกัด ได้สัมปทานทำเหมืองถ่านหินที่เมืองก๊ก ประเทศพม่า เมื่อ 2551 เป็นระยะเวลายาว 30 ปี และสำรวจแล้วพบว่ามีถ่านหินลิกไนต์สำรองอยู่กว่า 110 ล้านตัน

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000134889
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #121 เมื่อ: วันที่ 29 กันยายน 2010, 13:44:39 »

ครม.เห็นชอบโยกย้าย 48 ผู้ว่าราชการจังหวัด

คณะรัฐมนตรีมีมติให้ข้าราชการพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประเภท บริหาร ระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

1.นายสมชัย หทยะตันติ ผวจ.พิจิตร เป็น ผวจ.เชียงราย
2.นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผวจ.พะเยา เป็น ผวจ.สมุทรปราการ
3.นายปรีชา บุตรศรี ผวจ.ปทุมธานี เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
4.นายธวัชชัย ฟักอังกูร ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
5.นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ ผวจ.สกลนคร เป็น ผวจ.ขอนแก่น
6.นายอำนาจ ผการัตน์ ผวจ.อุดรธานี เป็น ผวจ.สกลนคร
7.นายคมสัน เอกชัย ผวจ.หนองคาย เป็น ผวจ.อุดรธานี
8.นายธีรเทพ ศรียะพันธ์ ผวจ.ปัตตานี เป็น ผวจ.จันทบุรี
9.ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผวจ.นครปฐม เป็น ผวจ.เชียงใหม่
10.นายชิดพงษ์ ฤทธิ์ประศาสน์ ผวจ.สิงห์บุรี เป็น ผวจ.นครปฐม
11.นายระพี ผ่องบุพกิจ ผวจ.สุรินทร์ เป็น ผวจ.นครราชสีมา
12.นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผวจ.กาญจนบุรี เป็น ผวจ.นครพนม
13.นายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.ชลบุรี เป็น ผวจ.น่าน
14.นายชวน ศิรินันท์พร ผวจ.อุบลราชธานี เป็น ผวจ.แพร่
15.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผวจ.เพชรบูรณ์ เป็น ผวจ.ระยอง
16.นายวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ ผวจ.ศรีสะเกษ เป็น ผวจ.เพชรบูรณ์
17.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.หนองบัวลำภู เป็น ผวจ.ศรีสะเกษ
18.นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.หนองบัวลำภู 19.นายวันชัย สุทธิวรชัย ผวจ.ชัยภูมิ เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
20.นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ ผวจ.พัทลุง เป็น ผวจ.สตูล
21.นายแก่นเพชร ช่วงรังษี ผวจ.ตราด เป็น ผวจ.อำนาจเจริญ
22.นายศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ ผวจ.ลำปาง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 23.นายอธิคม สุพรรณพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.ลำปาง 24.นายพินิจ เจริญพานิช รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็น ผวจ.ชุมพร
25.นายชาญวิทย์ วสยางกูร ที่ปรึกษาด้านบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.มุกดาหาร
26.นายวิชิต ชาติไพสิฐ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.ชลบุรี
27.นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผวจ.มุกดาหาร พ้นจากตำแหน่ง
28.นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร รอง ผวจ.พิจิตร เป็น ผวจ.พิจิตร
29.นายกิตติ ทรัพยวิสุทธิ์ รอง ผวจ.ราชบุรี เป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา
30.นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ รอง ผวจ.พะเยา เป็น ผวจ.พะเยา
31.นายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ รอง ผวจ.สุพรรณบุรี เป็น ผวจ.อุทัยธานี
32.นายธานี สามารถกิจ รอง ผวจ.ชลบุรี เป็น ผวจ.ปทุมธานี
33.นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็น ผวจ.ร้อยเอ็ด
34.นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล รอง ผวจ.นราธิวาส เป็น ผวจ.ปัตตานี
35.นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ รอง ผวจ.นครนายก เป็น ผวจ.สิงห์บุรี
36.นายเสริม ไชยณรงค์ รอง ผวจ.บุรีรัมย์ เป็น ผวจ.สุรินทร์
37.นายชัยโรจน์ มีแดง รอง ผวจ.นครสวรรค์ เป็น ผวจ.นครสวรรค์
38.นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็น ผวจ.กาญจนบุรี
39.นายสุทธิ์พงษ์ จุลเจริญ รอง ผวจ.นครนายก เป็น ผวจ.นครนายก
40.นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ รอง ผวจ.อุดรธานี เป็น ผวจ.หนองคาย
41.นายธำรงค์ เจริญกุล รอง ผวจ.สงขลา เป็น ผวจ.พังงา
42.นายสุรพล สายพันธ์ รอง ผวจ.อุบลราชธานี เป็น ผวจ.อุบลราชธานี
43.นายตรี อัครเดชา รอง ผวจ.ภูเก็ต เป็น ผวจ.ภูเก็ต
44.นายพิสิษฐ์ บุญช่วง รอง ผวจ.อุทัยธานี เป็น ผวจ.พัทลุง
45.นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รอง ผวจ.ภูเก็ต เป็น ผวจ.สุราษฎร์ธานี
46.นางสาวเบญจวรรณ อ่านเปรื่อง รอง ผวจ.กำแพงเพชร เป็น ผวจ.ตราด
47.นายจุลภัทร แสงจันทร์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็น ผวจ.สมุทรสาคร 48.นายจรินทร์ จักกะพาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็น ผวจ.ชัยภูมิ

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป

ที่มา http://guideubon.com/news/view.php?t...1682&d_id=1682
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #122 เมื่อ: วันที่ 29 กันยายน 2010, 15:59:29 »

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (28ก.ย.) ได้อนุมัติโครงการลงทุนโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ของบริษัททีโอที ซึ่งได้กำชับให้ต้องทำอย่างเร็วที่สุดตามความต้องการของนายกรัฐมนตรี โดยต้องการให้เป็นส่วนเสริมในขณะที่การประมูล 3G ของกทช.ยังไม่เกิด

"เบื้องต้นโครงการดังกล่าว เริ่มจากการขยายโครงข่ายในกทม.ปริมณฑลและ12-15 จังหวัดก่อน โดยจะครอบคลุม 50% ของผู้ใช้บริการมือถือ ก่อนขยายให้ครอบคลุม 70% ของประชากรภายใน 6-9 เดือน"




เครดิตคุณ salanlom จากพันทิพย์ และ scc ครับ..

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #123 เมื่อ: วันที่ 01 ตุลาคม 2010, 10:49:14 »

เชียงราย - เมืองพ่อขุนฯ เตรียมพิธีใหญ่เปิดท่าอากาศยาน “แม่ฟ้าหลวง” 2 ตุลาฯนี้ หลังได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว




       
       วันนี้ (30 ก.ย.) ที่ห้องประชุมท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย นายยุทธนา จิตรอบอารีย์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้แถลงข่าวการจัดกิจกรรมเปิดท่าอากาศยานภายใต้ชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย” ซึ่งพิธีเปิดอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 2 ต.ค.นี้ โดยนายโสภณ ซารัมย์ รมว.กระทรวงคมนาคม มีกำหนดจะเดินทางไปเป็นประธาน
       
       นายยุทธนา กล่าวว่า ชาวเชียงรายทุกหมู่เหล่า รวมทั้งบริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ได้รับพระราชทานชื่อเป็นพระนามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาเป็นชื่อของท่าอากาศยาน ซึ่งคงจะถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ท่าอากาศยานในประเทศไทยได้รับโอกาสเช่นนี้
       
       ดังนั้น เพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมน้อมรำลึกถึงสมเด็จย่า เนื่องในโอกาส 110 พรรษา จึงจะมีพิธีเปิดป้ายและใช้ชื่อท่าอากาศยานอย่างเป็นทางการให้ยิ่งใหญ่ โดยพิธีเปิดจะเป็นรูปแบบศิลปวัฒนธรรมล้านนา แม้แต่การเปิดป้ายก็จะไม่ใช้การตัดริบบิ้นเหมือนงานทั่วไป แต่จะใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์และทำให้เกิดแสงสว่างส่องในการเปิดป้าย พร้อมตีกลองสะบัดชัยอย่างยิ่งใหญ่ ภายในงานยังมีขบวนแห่ การฟ้อนรำอันงดงาม       
       นายยุทธนา กล่าวอีกว่า หลังการเปลี่ยนชื่อท่าอากาศยานไปแล้วยืนยันว่าเรายังคงเป็นท่าอากาศยานนานาชาติตามปกติ โดยในชื่อภาษาไทยจะใช้ชื่อนี้ แต่ในภาษาอังกฤษจะใช้ MaeFahLuang International Airport ส่วนในด้านการบริหารจัดการและการประชาสัมพันธ์ก็จะมีการเปลี่ยนมาใช้ชื่อดังกล่าวทั้งระบบ       
       โดยบริษัทได้แจ้งไปยังทุกส่วนราชการในประเทศไทยหมดแล้ว รวมทั้งแจ้งไปยังกรมการบินพลเรือน เพื่อให้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายการบินทั่วโลกให้ได้รับทราบ ส่วนการให้บริการทำการบินของเครื่องบินในช่วงนี้ก็จะมีการแจ้งให้ผู้โดยสารได้รับทราบก่อนเครื่องลงจอดทุกครั้งด้วย
       
       ด้าน นายพรหมโชติ ไตรเวช ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย กล่าวว่า มีกิจกรรมหลายอย่างที่จะประชาสัมพันธ์ชื่อใหม่ของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เช่น ได้ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและนักธุรกิจในการเดินทางไปเที่ยวเชียงรายในวันที่ 30 ก.ย.และเดินทางกลับวันที่ 2 ก.ย.เพื่อประชาสัมพันธ์ชื่อใหม่ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาพิธีเปิดพอดี
       
      รวมทั้งในโอกาสที่ จ.เชียงราย ได้รับโอกาสจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ไปเปิดมหกรรมที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 9 ต.ค.-7 พ.ย.นี้ บนเนื้อที่ 3,000 ตารางเมตร ก็จะมีการจัดแสดงมหกรรมเกี่ยวกับเชียงรายเหนือสุดแดนสยามอย่างยิ่งใหญ่และมีเรื่องราวของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ด้วย
       
       “ระหว่างวันที่ 28-30 พ.ย.นี้ จะมีกลุ่มชาวญี่ปุ่นภายใต้สมาคมผู้พักระยะยาวญี่ปุ่น จากประเทศญี่ปุ่นเดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำขนาดโบอิง 767 เดินทางไปจัดงานความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ครบรอบ 101 ปีโดยเลือก จ.เชียงราย ในการจัดเพียงแห่งเดียว ก็จะถือโอกาสประชาสัมพันธ์เรื่องนี้เพื่อให้รับทราบทั่วไป” นายพรหมโชติ กล่าว
       
       สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่มีทางขึ้นลงหรือรันเวย์ความยาวขนาด 3,000 เมตร กว้าง 45 เมตร และมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารในแต่ละปีได้มากถึง 3 ล้านคน แต่ที่ผ่านมาเนื่องจากมีปัญหาทางการเมืองและอื่นๆ ทำให้ปี 2552 มีผู้โดยสารผ่านไปใช้บริการจำนวนประมาณ 750,000 คน
       
       ในปี 2553 นี้ คาดการณ์ว่า จะมีจำนวนใกล้เคียงกัน สำหรับสายการบินที่เปิดให้บริการมีการบินไทย ไทยแอร์เอเชีย วันทูโก และนกแอร์ ฯลฯ และก่อนที่ นายสุเมธ แสงนิ่มนวล อดีตผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย จะย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายให้การเฉลิมฉลองเมืองเชียงรายครบ 750 ปีในปี 2555 ให้ท่าอากาศยานมีการตกแต่งด้วยดอกไม้เพื่อให้เป็นประตูเข้าสู่เมืองที่น่าประทับใจต่อผู้ไปเยือนด้วย

////////////////////

ท่านสุเมธ ชาวเชียงรายคิดถึงท่าน ยิ้มยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #124 เมื่อ: วันที่ 01 ตุลาคม 2010, 16:20:43 »

เชียงราย - รมว.คมนาคม นำทีมผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ร.ฟ.ท.มอบห้องสมุดรถไฟ อบจ.เชียงราย พร้อมหยอดยาหอมรถไฟเด่นชัย-เชียงราย เป็นจริงได้แน่ แต่ต้องขึ้นกับบรรยากาศความสามัคคีในแต่ละพื้นที่ด้วย
       
       วันนี้ (1 ต.ค.) นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดห้องสมุดรถไฟ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ซึ่งมีการนำหัวรถจักรรถไฟพร้อมราง -ตู้รถไฟ จำนวน 5 โบกี้ ไปจัดแสดงเอาไว้ ณ บริเวณด้านหน้าพระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 และศาลากลาง จ.เชียงราย หลังเก่าติดกับสำนักงาน อบจ.เชียงราย โดยมีนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), นายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย, นางรัตนา จงสุทธนามณี นายก อบจ.เชียงราย นำคณะข้าราชการ ผู้บริหารและสมาชิกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก
       
       นายโสภณ กล่าวว่า ห้องสมุดรถไฟ ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาว ร.ฟ.ท.และกระทรวงคมนาคม และแสดงให้เห็นว่าตนได้รักษาความพูดเมื่อครั้งที่เดินทางไปปักธงผลักดันโครงการรถไฟเชื่อมเด่นชัย จ.แพร่ -เชียงราย ที่ห้องประชุม อบจ.เชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า มีพัฒนาการไปในทางที่ดี เพราะครั้งนั้นเรามีเพียงโครงการและช่วยกันปักธงแต่ครั้งนี้มีการนำหัวรถจักร โบกี้และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาจัดแสดงภายในพิธีเปิดด้วย ซึ่งก็ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่าพัฒนาการในอนาคตก็คือรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย นั่นเอง
       
       นายโสภณ กล่าวอีกว่า โครงการห้องสมุดรถไฟครั้งนี้ถือเป็นแห่งแรกของภาคเหนือที่จะให้ประโยชน์กับคนเชียงรายและผู้ที่สนใจอย่างมาก เพราะเป็นการให้ความรู้การศึกษาและในอนาคตหากว่าทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง ก็จะเกิดเส้นทางรถไฟที่เป็นความหวังของชาวเชียงรายมานานอย่างแน่นอน ตนยืนยันว่าหากยังอยู่ในตำแหน่งก็จะผลักดันอย่างเต็มที่
       
       แต่การพัฒนาด้านต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนในพื้นที่และบรรยากาศความร่วมมือสามัคคีที่ดีด้วย หากเดินทางไปแล้วไม่ต้อนรับ ก็คงจะยากที่ไปให้เห็นพื้นที่และบางครั้งตนก็เลือกที่จะไปในพื้นที่ที่ผู้คนมีความสามัคคีปรองดองกันมากกว่า
       
       “อย่างล่าสุดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎ (ส.ส.) พะเยา เชิญให้ไปพื้นที่ แต่ตนก็เลือกที่จะมา จ.เชียงราย แทน”
       
       ด้านนางรัตนา กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นการจุดประกายความหวังของคนเชียงรายที่ต้องการให้มีเส้นทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย และเชื่อว่าผู้ที่จะสามารถผลักดันให้เป็นรูปธรรมก็คือนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้ร่วมกับชาวเชียงรายปักธงเส้นทางรถไฟมาแล้ว
       
       สำหรับการห้องสมุดดังกล่าวจะเชื่อมกับโครงการอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันโดย อบจ.มีโครงการจะสร้างหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงรายเพื่อเล่าเรื่องราวในอดีต และโครงการหอวัฒนธรรมเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเชียงรายต่อไป
       
       ทั้งนี้ ในพิธีเปิดห้องสมุดรถไฟดังกล่าวทาง อบจ.เชียงราย ได้มีการเชิญทุกภาคส่วนที่มีส่วนผลักดันโครงการรถไฟเด่นชัย-เชียงราย ไปร่วมด้วย เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาลัยเชียงราย หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย ฯลฯ หลังจากที่โครงการนี้ยืดเยื้อมายาวนานร่วม 50 ปี
       
       กระทั่งเมื่อปี 2544 ทาง ร.ฟ.ท.เคยศึกษาและออกแบบก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้แล้วเสร็จแต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการ กระทั่งปี 2553-2554 รัฐบาลได้ให้มีการศึกษาอีกครั้งด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาทให้ศึกษารถไฟรางคู่ขนาดกว้าง 1.453 เมตร เชื่อมเด่นชัย-เชียงราย ระยะทาง 246 กิโลเมตร และจากเชียงราย-สันยาว 40 กิโลเมตรเลี้ยวซ้ายไปทาง อ.เชียงแสน และจากสันยาว-เชียงของ จุดก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-ส.ป.ป.ลาว-ถนนอาร์สามเอ-จีนตอนใต้ อีก 40 กิโลเมตรด้วย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000137949
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #125 เมื่อ: วันที่ 02 ตุลาคม 2010, 18:04:38 »



การขยายตัวของเมืองเชียงราย
หากดูลักษณะภูมิประเทศของตัวเมืองและจังหวัดเชียงราย จะพบว่าด้านทิศตะวันตกเป็นภูเขาและป่าสงวนเป็นส่วนใหญ่และไม่มีอำเภอ ด้านนี้เลย หรือมีน้อยมากเมื่อเทียบกับด้านตะวันออก ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นไร่นา และมีอำเภอต่างๆ อยู่รอบเป็นจำนวนมาก เช่น เชียงแสน เชียงของ เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง ดอยหลวง ขุนตาล พญาเม็งราย เทิง เวียงแก่น เชียงคำ อีกทั้งการจัดทำผังเมือง ปี 2550 ก็ได้จัดการสร้างวงแหวนออกมาทางด้านทิศตะวันออก เป็นวงแรก และหากสังเกตการขยายตัวตามตัวเมืองจริง หรือดูแผนที่จาก Google จะพบว่าตัวเมืองได้ขยายออกมาทางวงแหวน ตอนที่ 1 และ 2 โดยมีศูนย์ราชการได้นำออกมาก่อน แล้วตามด้วยหมู่บ้านต่างๆ ที่ทยอยเกิดขึ้น ปัจจุบันมีชุมชนต่างๆ มากมาย เช่น ศูนย์ราชการ หมู่บ้านอุษาสิริ โรงเรียนเทศบาล 6 ชุมชนแควหวาย ย่านสนามกีฬา หมู่บ้านกุลพันธ์ หมู่บ้านกรีนวิลล์ หมู่บ้านป่ายางมน และเลยออกไปอีกเป็นจำนวนมาก ไปต่อกับอำเภอเวียงชัย ส่วนตอนที่ 3 และ 4 นั้นพื้นที่ยังเป็นทุ่งนาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมาทางนี้ เพื่อที่การขยายตัวเมืองมารับกับสถานีรถไฟในอนาคต รับกับท่าเรือเชียงแสนแห่งใหม่ที่ใหญ่โต รับกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ที่เชียงของ มารับกับเส้นทางการค้า R3A และ R3B ที่รัฐบาลได้เร่งก่อสร้างถนนบริเวณ เชียงแสน เชียงของเป็นจำนวนมาก (ดูรูปแผนที่) 

http://www.rpanich.com/p2/pics/2010_pix_myanmar_9_7-1.jpg[/img]

ดังนั้น อาคารพาณิชย์ที่ตั้งอยู่ถนนวงแหวน ตอนที่ 1 และเป็นวงแหวนวงแรกของเชียงราย ซึ่งในอนาคตคาดว่ามีอีกหลายวง จึงเป็นทำเลที่รองรับการขยายตัวของเมือง เป็นที่ที่มีอนาคต ให้นึกภาพเชียงใหม่ซึ่ีงปัจจุบัน มีวงแหวน 3 วงแล้ว เชียงรายไ่้ม่สามารถเทียบกับเชียงใหม่ได้เรื่องอัตราการเจริญเติบโตในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเชียงใหม่เจริญเติบโตรวดเร็วมาก จนเริ่มแออัดและไม่น่าอยู่แล้ว คนจากกรุงเทพหรือจังหวัดอื่นเริ่มมองมาที่เชียงราย โดยดูสัญญาณจาก เซ็นทรัลเชียงราย ซึ่งกำหนดเปิดบริการกลางปี 2554 ซึ่งคงจะเล็งเห็นศักยภาพของเชียงรายในอนาคต เฉพาะเซ็นทรัลที่เดียว ก่อให้เกิดผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก และบรรดาห้องพักก็ต้องมีรองรับเพิ่มอีก 2,000 ห้อง เป็นอย่างน้อย ดังนั้นในช่วงเวลาต่อไปนี้ จะเป็นเวลาของเชียงรายแล้ว 
 
ที่มา : http://www.rpanich.com/p2/page/explanchiangrai.htm

IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #126 เมื่อ: วันที่ 02 ตุลาคม 2010, 20:16:21 »

จ.เชียงราย 2 ต.ค.-นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ในพิธีเปิดป้ายชื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย และนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ ท่าอากาศยาน แม่ฟ้าหลวง เชียงราย

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดป้ายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากชื่อเดิม ท่าอากาศยานเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง โดยชื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสร้างความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้พระราชทาน ชื่อเป็น พระนามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาเป็นชื่อของท่าอากาศยาน โดยมีเหล่าข้าราชาการ ประชาชนร่วมพิธีเปิดป้ายจำนวนมาก

ทั้งนี้นายโสภณ กล่าวว่า การเปิดป้ายท่าอากาศยานครั้งนี้อาจถือว่าเป็นครั้งแรก และครั้งเดียว ที่ท่าอากาศยานในประเทศไทย ได้รับโอกาสเช่นนี้ และเพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมน้อมรำลึกถึงสมเด็จย่า เนื่องในวโรกาส 110 พรรษา จึงมีพิธีเปิดป้าย และใช้ชื่อท่าอากาศยาน อย่างเป็นทางการ ให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระองค์ท่าน
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน). หรือ ทอท. เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “ท่าอากาศยาน แม่ฟ้าหลวง เชียงราย” และชื่อภาษาอังกฤษว่า " Mae Fah Luang - Chiang Rai International Airport " แทนชื่อท่าอากาศยานเชียงราย (ทชร.) ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดี ที่มีต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ทอท. จึงได้จัดพิธีเปิดป้ายชื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อย่างยิ่งใหญ่ให้สมพระเกียรติของพระองค์ท่าน และสะท้อนถึงวัฒนธรรมล้านนาที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นและ ล้ำค่าของชาวจังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราช ชนนี แสดง พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับจังหวัดเชียงราย ณ บริเวณภายในอาคารผู้โดยสาร ทชร. ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2553

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านดู่/ริมกก อำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย ใช้ IATA Code เป็น CEI และเป็นท่าอากาศยานระหว่างประเทศที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคเหนือ เนื่องจากอยู่ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ รวมทั้งมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ ทั้งนี้ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีความสามารถรองรับเที่ยวบินได้ 12 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 1.75 ล้านคน และรองรับการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ 3,400 ตันต่อปี

โดยท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จะมีส่วนสำคัญในการ. และพัฒนาศักยภาพทางการท่องเที่ยว โดยจังหวัดเชียงราย. เป็นจุดเชื่อมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำที่แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น อันนำมาซึ่งความเจริญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศต่อไป .

LogisticNews
Update news: 02-10-2553 10:10:14- innnews
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #127 เมื่อ: วันที่ 05 ตุลาคม 2010, 12:40:04 »

 วันที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4250  ประชาชาติธุรกิจ


นักท่องเที่ยวจีนทะลัก'R3A'สู่ไทย ทัวร์จีนแห่ดัมพ์ราคาหน้าร้านรับตลาดโตก้าวกระโดด

 
นักท่องเที่ยวจีน-ไทยทะลักเส้นทาง อาร์สามเอ แนวโน้มพุ่งสูงถึงแสนคน ล่าสุดมณฑลหยุนหนานให้รางวัลคนจีนมาเที่ยวเมืองไทยเกือบหมื่นคน พร้อมจัดแพ็กเกจ เที่ยวเชียงราย-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ-พัทยา ด้านทัวร์จีน "หย่าไทร์เอเชี่ยนทัวร์" ดัมพ์ราคาหน้าร้านรับตลาดทัวร์จีนใต้บูม


นายพงษ์ธร ชยาตุลชาต ประธานบริษัท หย่าไทร์เอเชี่ยนทัวร์ จำกัด และผู้อำนวยการศูนย์กระจายสินค้าและท่องเที่ยวสิบสองปันนา ประจำ จ.เชียงราย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภายหลังเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้นักท่องเที่ยวจีนหยุดเดินทางมาท่องเที่ยวผ่านถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ และนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปจีนตอนใต้ลดลงกว่า 30% ปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยคนจีนเดินทางผ่านถนนอาร์สามเอมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าตั้งแต่เดือน ต.ค. 2553-เม.ย. 2554 จะเข้ามามากขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะมณฑลหยุนหนานซึ่งอยู่ใกล้ จ.เชียงรายที่สุดมีโครงการส่งเสริมให้คนจีนลงมาเที่ยวประเทศไทย

"มณฑลหยุนหนานมีโครงการให้แต่ละหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และเมืองต่าง ๆ แข่งขันทางด้านศิลปวัฒนธรรมและกีฬา พื้นบ้าน และให้รางวัลคนจีนเดินทางมาเยือน จ.เชียงราย เมืองละประมาณ 2,500 คน โดยมีข้อกำหนดให้เดินทางลงมาพักที่ จ.เชียงราย 1 คืน เชียงใหม่ 2 คืน จากนั้นไปกรุงเทพฯ-พัทยา รวมระยะเวลา 5 คืน 6 วัน ซึ่งในมณฑลหยุนหนานมี 5 เมืองใหญ่ จึงคาดว่าจะมีคนจีนเดินทางลงมาอีกไม่ต่ำกว่า 11,000-12,000 คน"

ทั้งนี้สถิติตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค. 2553 มีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทางด้วยรถยนต์ไปตามถนนอาร์สามเอโดยผ่านการบริการของศูนย์ 60,095 คน และข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองมีจำนวน 85,000 คน ส่วนคนจีนที่เดินทางลงมายัง จ.เชียงรายประมาณ 5,000 คน โดยผ่านการให้บริการของศูนย์ประมาณ 1,500 คน และแนวโน้มที่คนจีนจะทะลุถึงแสนคน

โครงการดังกล่าวช่วยลดอุปสรรคเรื่องการทำวีซ่าของคนจีนตอนใต้ ซึ่งที่ผ่านมาทำยากและต้องไปทำ ณ จุดเดียวที่เมือง คุนหมิง เมืองเอกของมณฑลหยุนหนานเท่านั้น ส่วนประเทศไทยเปิดกว้างให้คนจีนเข้ามาโดยใช้ระบบวีซ่าเมื่อมาถึงที่ด่านพรมแดน และ 1 ปีที่ผ่านมาจนถึงเดือน มี.ค. 2554 กระทรวงการต่างประเทศของไทยเปิดบริการให้คนจีนทำวีซ่าฟรี ซึ่งเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายรายละ 1,200 บาท

ส่วนกรณีของคนไทยที่เดินทางไปจีนนั้นก็ไม่มีอุปสรรคด้านการขอวีซ่า แม้ว่าในปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าจากสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของจีนที่ จ.เชียงใหม่จะสูง โดยคิดในอัตราขอวันเดียวได้เลย 2,200 บาท ขอ 2 วันได้ คิดค่าธรรมเนียม 1,800 บาท และ 4 วัน 1,000 บาท

นายพงษ์ธรกล่าวต่อว่า ความคึกคัก ดังกล่าว บริษัทได้ลดราคาค่าเดินทาง ท่องเที่ยวบนถนนอาร์สามเอ เส้นทาง อ.เชียงของ จ.เชียงราย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ระยะเวลา 2 วัน 3 คืน หากมีผู้เดินทางตั้งแต่ 30 คนขึ้นไปคิดราคาคนละ 6,800 บาท และ 20 คน คิดราคา 7,000 บาท หากไม่เกิน 10 คน ราคา 7,500 บาท ส่วนระยะเวลา 3 วัน 4 คืน คิดราคา 7,800 บาท 8,000 บาท และ 8,500 บาท ตามลำดับ

หากเดินทางไปถึงสิบสองปันนา-คุนหมิง ระยะเวลา 5 คืน 6 วัน คิดราคา 13,000 บาท 13,500 บาท 14,000 บาท ตามลำดับ และหากเดินทางไปถึงคุนหมิง-ต้าลี่-ลี่เจียง ระยะเวลา 6 คืน 7 วัน คิดราคา 15,000 บาท 15,500 บาท 17,500 บาท ตามลำดับ ที่ผ่านมาทัวร์แบบ 3 วัน 4 คืนได้รับความนิยมที่สุด

นอกจากนี้ยังมีบริการทัวร์ราคาถูกเส้นทางในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบนอีกหลายเส้นทาง เช่น แม่สาย-เชียงตุง-เมืองลา (พม่า) เส้นทางผ่านถนนอาร์สามเอไปเมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว

ทั้งนี้ราคาดังกล่าวเป็นราคาหน้าร้านเท่านั้น หากเป็นเอเย่นต์ก็สามารถเจรจากันได้อีก ปัจจุบันมีเอกชนหลายรายที่จัด โปรโมชั่นในลักษณะเดียวกัน ซึ่งราคาของบริษัทถือเป็นระดับกลาง และเพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวจีนที่จะทะลักลงมา ได้เตรียมรถตู้นำเที่ยวระหว่างเส้นทางเชียงราย-เชียงใหม่ไว้แล้ว ค่าโดยสารไป-กลับคนละ 400 บาท ซึ่งนักท่องเที่ยวแวะเที่ยวที่โป่งน้ำร้อนและวัดเจดีย์หลวง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ได้ด้วย

นายพงษ์ธรกล่าวอีกว่า ขณะนี้บริษัทกำลังลงทุนเปิดจุดพักรถบัสตามรายทางอาร์สามเอ เพื่อรองรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมระหว่างห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว กับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2555 โดยจุดพักรถจะมีหลายจุด เช่น ที่ห้วยทราย หลวงน้ำทา นอกจากนี้ยังได้ประสานกับสถานีขนส่งผู้โดยสาร จ.เชียงราย แห่งที่ 2 เพื่อรองรับรถบัส ซึ่งเชื่อมการโดยสารบนถนนสายคุนหมิง-กรุงเทพฯ หรือคุน-มั่นกงลู่

หน้า 24
 
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02phu04041053&sectionid=0211&day=2010-10-04
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #128 เมื่อ: วันที่ 07 ตุลาคม 2010, 16:42:18 »

เชียงราย - ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรณี เข้าพื้นที่ดอยแม่สลอง ตรวจสภาพพื้นที่ทั้งหมด ระบุ ไม่เกี่ยวข้องกับรอยแผ่นดินไหว หรือที่เรียกว่ารอยเลื่อนแม่จัน เผย สาเหตุส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากฝนที่ตกหนัก และระบบทางน้ำไหลที่กัดเซาะใต้ดินจนเป็นร่องลึก ทั้งต้องรอให้รื้อถอนอาคารก่อนเพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่ต่อไป
      
       รายงานข่าวจากเชียงราย แจ้งว่า จากกรณีเกิดเหตุดินทรุด และรอยแยกเป็นทางยาวบนดอยแม่สลอง หมู่บ้านสันติคีรี หมู่ 1 ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จนส่งผลทำให้บ้านเรือนประชาชนและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ต้องถูกรื้อถอนเพื่อความปลอดภัยนั้น
      
       ล่าสุดทาง ดร.อดิชาติ สุรินทร์คำ โฆษกกรมทรัพยากรธรณีและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ปรึกษาการบริหารจัดการทรัพยากรธรณี ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจสอบสภาพดินทรุดและรอยแยกดังกล่าวอีกครั้งรวมทั้งสำรวจรอยแยกเดิมและพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบไม่พบว่ามีการทรุดตัวเพิ่มเติมทั้งจากจุดเดิมและจุดใหม่ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไม่มีฝนตกลงมาในช่วงนี้ด้วย.
      
       ดร.อดิชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพรวมของสภาพดินของดอยแม่สลอง พบว่า ไม่เกี่ยวข้องกับรอยแผ่นดินไหวบริเวณดังกล่าวคือรอยเลื่อนแม่จัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถตรวจสอบจุดแตกให้ละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอให้มีการรื้อถอนอาคารทั้งหมดออกจากจุดเกิดเหตุก่อน เบื้องต้นก็พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากระบบทางน้ำไหลเซาะใต้ดิน ซึ่งอยู่ลึกลงไปประมาณ 2-10 เมตร โดยสังเกตได้จากการมีน้ำซึมออกจากร่องต่างๆ จากนั้นหน้าดินที่อยู่เหนือน้ำถูกแรงดันน้ำทำให้เคลื่อนตัวและทรุดตัวลงไป
      
       “สิ่งบ่งชี้นี้เกิดมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งเกิดเมื่อเดือนกันยายน แต่ประชาชนในพื้นที่อาจจะยังไม่เข้าใจวิธีการสังเกต อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถบอกได้ว่าพื้นที่ดินทรุด ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกหรือไม่ เพราะยังตรวจไม่เสร็จแต่เห็นขอบเขตของการทรุดตัวแล้วเชื่อว่ายังใช้ประโยชน์ได้ในบางเรื่อง แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะใช้อยู่อาศัยได้อีกหรือไม่ และบางส่วนอาจจะต้องปล่อยเอาไว้ตามธรรมชาติ” ดร.อดิชาติ กล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000141095
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #129 เมื่อ: วันที่ 13 ตุลาคม 2010, 13:43:16 »

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - เชียงใหม่-เชียงราย ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกลุ่มจังหวัดอันดามัน ประสานความร่วมมือทุกด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว หวังช่วยเพิ่มรายได้จากการใช้จ่ายและวันพำนักของนักท่องเที่ยวเพิ่ม 20% ต่อปี

วันนี้ (12 ต.ค.) ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และนายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อความร่วมมือด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างกลุ่มจังหวัดอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดระนอง กับจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่

โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันบนพื้นฐานความเท่าเทียม และผลประโยชน์ร่วมกันภายในขอบเขตหน้าที่ของตน และเท่าที่กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับจะอนุญาต และร่วมมือซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและพันธกรณีระหว่างจังหวัดในกลุ่มจังหวัด

รวมทั้งเพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดติดต่อกันโดยตรง เพื่อร่วมมือกันตามข้อตกลงนี้ และสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และกลุ่มจังหวัดอันดามัน ของนักท่องเที่ยวในลักษณะการพำนักระยะยาวมากขึ้น

ส่วนรูปแบบความร่วมมือจังหวัดทั้งเจ็ดที่ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการพัฒนาองค์ความรู้ ประสบการณ์ทางวิชาการ วิทยากร และการพัฒนาแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการธุรกิจ เช่น การพัฒนาบุคลากร การจัดหาแรงงาน การฝึกงานหรือการกระทำอื่นๆ เพื่อให้การจัดการด้านการพัฒนาธุรกิจบริการสุขภาพมีศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

รวมทั้งร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ การตลาด มีการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างกันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการส่งเสริมความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เชิงสุขภาพ เชิงอนุรักษ์ วิถีชีวิตท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การค้า การลงทุนเพื่อส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 12 ของโลก มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับ 18 ของโลก โดยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 279,487 ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวกว่า 7.5 ล้านคน การพำนักโดยเฉลี่ย 9.55วัน/คนโดยจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ คาดหวังว่า จะช่วยเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศและเพิ่มวันพักของนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี


http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000143656
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #130 เมื่อ: วันที่ 14 ตุลาคม 2010, 16:09:45 »

วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7258 ข่าวสดรายวัน


ปั่นทัวร์ออฟล้านนาพร้อม



นายพินิจ หาญพาณิชย์ ประธานกลุ่มภาคเหนือ 2 และรองผู้ว่าฯเชียงราย, พลตรีเดชา เหมกระศรี เลขาฯสมาคมกีฬาจักรยานฯ, นายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ร่วมกันแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการแข่งขันกีฬาจักรยาน "ทัวร์ ออฟ ล้านนาตะวันออก" การแข่งขัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เพื่อสุขภาพ และเสือหมอบ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 40,000 บาท ระหว่าง 18-25 ต.ค. 2553 โดยประเภทจักรยานเพื่อสุขภาพ จะเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่วันนี้ ถึง 18 ต.ค.นี้ จำนวน 300 คน ส่วนในประเภทจักรยานเสือหมอบ แบ่งการแข่งขัน เป็น 4 รุ่น คือ 1.รุ่นเยาวชน อายุไม่เกิน 18 ปี ชาย, 2.รุ่นประชาชนทั่วไป ชาย, 3.รุ่นประชาชน อายุ 30-39 ปี ชาย, 4.รุ่นประชาชน อายุ 40 ปีขึ้นไป ชาย โดยประเภทนี้ จะแข่งขันแบบเซอร์กิตเรซ และแบบโรดเรซ ผสมกัน

หน้า 13
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #131 เมื่อ: วันที่ 15 ตุลาคม 2010, 08:18:06 »

ร.ฟ.ท.ลุ้นเส้นทาง'เด่นชัย-เชียงราย'

ร.ฟ.ท.เริ่มต้นใหม่สาย "เด่นชัย-เชียงราย"เร่งคัดเลือก 38 บริษัทที่ปรึกษาโครงการก่อสร้าง ให้เหลือไม่เกิน 6 ราย เผยใช้งบ 175 ล้านบาท ชี้ทางแก้ลุ่มน้ำพื้นที่ 1A เตรียมเสนอเจาะอุโมงค์ยาว 8 กิโลเมตรลอดภูเขาช่วงเด่นชัย-พะเยา เผยอาจใช้งบกว่า 25,000 ล้านบาท
นายสุประภาส เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าได้เร่งคัดเลือก 38 บริษัทที่ปรึกษาให้เหลือไม่เกิน 6 รายเพื่อว่าจ้างทำการศึกษาออกแบบรายละเอียดโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟเด่นชัย(จังหวัดแพร่) -เชียงรายตามที่ได้รับอนุมัติงบประมาณแล้วจำนวน 175 ล้านบาท คาดว่าจะสรุปในเร็ว ๆนี้ ส่วนการศึกษาฯนั้นจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีโดยรวมการศึกษาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย โดยจะสามารถเปิดประมูลและก่อสร้างได้ในปี 2555 ซึ่งอาจให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้สนับสนุนหรือวิธีการอื่นๆเนื่องจากโครงการนี้ใช้งบประมาณสูงกว่า 25,000 ล้านบาท
"ตามที่บริษัทที่ปรึกษาได้สำรวจออกแบบรายละเอียดไว้แล้วนั้นมีแนวทางการลงทุน 2 ลักษณะ คือ 1. ให้เอกชนดำเนินการก่อสร้างให้ก่อน (Turnkey) และรัฐบาลไทยจ่ายค่าก่อสร้างคืนด้วยวิธีเคาน์เตอร์เทรดด้วยผลิตผลการเกษตรภายในประเทศ หรือ 2. ให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนโดยให้ได้รับสัมปทานโครงการภายในกำหนดเวลา (Concession)และรัฐบาลให้การสนับสนุนในเงื่อนไขบางประการ รวมทั้งการเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ "นายสุประภาส กล่าวและว่า
นอกจากนี้ยังเร่งให้รัฐบาลจัดสรรวงเงินงบประมาณเพื่อการเวนคืนที่ดินได้ทันทีหลังจากพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ อีกทั้งขออนุมัติให้ผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ เพื่อก่อสร้างทางรถไฟบางส่วน ซึ่งการรถไฟฯได้เตรียมออกแบบเจาะเป็นอุโมงค์ยาวประมาณ 8กิโลเมตรผ่านภูเขาในพื้นที่ซึ่งจะเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยใช้หลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มน้ำดังกล่าวแล้ว
"โครงการนี้ยืดเยื้อมานาน เมื่อปี 2528 ประเทศอังกฤษได้ให้การศึกษาฟรีมาครั้งหนึ่งแล้ว ปี 2539 ได้ทุ่มงบ 122 ล้านบาทเพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นพร้อมทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และครั้งที่ 3 เมื่อปี 2544 ที่ร.ฟ.ท.เคยว่าจ้างทบทวนผลการศึกษาและออกแบบก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้ภายใต้งบประมาณ 15 ล้านบาท แต่ครม.ไม่อนุมัติเพราะอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ต่อมาในปี 2553 รัฐบาลให้มีการศึกษาอีกครั้งเป็นระบบรถไฟทางคู่ขนาดกว้าง 1.435 เมตร ระยะทาง 246 กิโลเมตร
ล่าสุด ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขยายเส้นทางออกไปถึงอำเภอเชียงแสนหรืออำเภอเชียงของที่จะเพิ่มระยะทางออกไปอีกประมาณ 80 กิโลเมตรเพื่อจะเชื่อมต่อไปยังชายแดน
โดยจะแบ่งเป็น 3 ตอนคือ ตอนแรกช่วงเด่นชัย-เชียงราย ตอนที่ 2 เชียงราย-เชียงแสน และตอนที่ 3 เชียงแสน-เชียงของ"
สำหรับโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย มีจำนวน 22 สถานีตามผลการศึกษาเดิมจะมีปริมาณผู้โดยสารในปี 2545 จำนวน 1,600,000 เที่ยว/คน/ปี ปี 2553 จำนวน 1,665,000 เที่ยว/คน/ปี และปี 2567 จำนวน1,786,000 เที่ยว/คน/ปี ให้ผลความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 13.8% วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายและระบบการขนส่งทางรถไฟ
และถือ เป็นเส้นทางสายยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและเส้นทางรถไฟจากสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางของการค้า ขนส่งในภูมิภาค

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,574 14-16 ตุลาคม พ.ศ. 2553
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
MCL.Morchula shop
รถตู้ให้เช่า เชียงราย
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,177

รถตู้ให้เช่า เชียงราย


« ตอบ #132 เมื่อ: วันที่ 15 ตุลาคม 2010, 21:40:58 »

งั้นขอลุ้นตอนที่ 2 ละกันค่ะ บ้านอยู่ไปทางเชียงแสนค่ะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ ตลอดค่ะ
IP : บันทึกการเข้า

รถตู้ให้เช่า เชียงราย (บริการทั่วไทย รถสวยบริการดี ต้อง AECรถตู้ตะลอนทัวร์)

081-6748776 เอรวัล
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #133 เมื่อ: วันที่ 20 ตุลาคม 2010, 21:18:22 »

สนข.เร่งใช้งบประมาณ'54
 
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 19 ตุลาคม 2553 22:26 น.
 

 
       ASTVผู้จัดการรายวัน-สนข.เร่งใช้งบปี 54 ลงนามจ้างที่ปรึกษา 9 โครงการใหม่ วงเงิน 221.67 ล้านบาท ทำแผนแม่บทจราจรในภูมิภาค บูรณาการโครงข่ายถนนและสะพานข้ามแม่น้ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และออกแบบรถไฟทางคู่ สายอีสานและใต้
       
        นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข.ได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2554 ในส่วนของการจัดจ้างที่ปรึกษา 9 โครงการใหม่ วงเงินรวม 221.67 ล้านบาท โดยจะสามารถเริ่มทยอยลงนามในสัญญาได้ตั้งแต่เดือนพ.ย. 2553 นี้ ซึ่งเป็นไปตามแผนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของกระทรวงคมนาคมในปี 2554 โดยในเดือนพ.ย. 2553 จะสามารลงนาม 4 โครงการ เดือนธ.ค. 2553 ลงนาม 3 โครงการ และเดือนม.ค. 2554 ลงนามอีก 2 โครงการ
        โดยทั้ง 9 โครงการประกอบด้วย 1.โครงการจ้างศึกษาสำรวจข้อมูลด้านการขนส่งและจราจรเพื่อจัดทำแผนแม่บทในภูมิภาค (ชัยนาท,พิจิตร,นครปฐม,สมุทรสาคร,ปทุมธานี,สุพรรณบุรี,อ่างทอง) โดยว่าจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวร ศึกษาจ.ชัยนามและพิจิตร, มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ศึกษา จ. นครปฐม,สมุทรสาคร , มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษา จ.ปทุมธานีและสุพรรณบุรี, มหาวิทยาลัยสุรนารี ศึกษา จ.อ่างทอง วงเงินรวม 18.72 ล้านบาท ระยะเวลา 8 เดือน (พ.ย.53-ก.ค.54)
        2.จ้างศึกษาการพัฒนาปรับปรุง บำรุงรักษาศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสาร เพื่อการบูรณาการข้อมูลด้านการจราจรและขนส่งอัจฉริยะ วงเงิน 29.71 ล้านบาท ระยะเวลา 14 เดือน (พ.ย.53- ธ.ค.54 ) 3.จ้างศึกษาสำรวจการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบโครงข่าย ด้านการขนส่งและจราจรในเขตพื้นที่กลุ่มยุทธศาสตร์ชายแดนจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ) วงเงิน 12.60 ล้านบาท ระยะเวลา 15 เดือน (พ.ย.53-ก.พ.55) 4. ค่าจ้างศึกษาพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าในเส้นทางขนส่งโลจิสติกส์แนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตกกับประเทศเพื่อนบ้าน วงเงิน 20.82 ล้านบาท ระยะเวลา 15 เดือน (พ.ย.53-ก.พ.55)
        5.จ้างศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาและบูรณาการโครงข่ายถนนและสะพานข้ามแม่น้ำและการจราจรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล วงเงิน 12.16 ล้านบาท ระยะเวลา 12 เดือน (ม.ค. –ธ.ค. 54) 6. จ้างศึกษาจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาระบบการขนส่งที่ยั่งยืนและลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วงเงิน 20.88 ล้านบาท ระยะเวลา 15 เดือน (ม.ค. 54- เม.ย. 55) 7. จ้างศึกษาและพัฒนาระบบงานบริหารสำนักงานอัตโนมัติของสนข. วงเงิน 6.6 ล้านบาท ระยะเวลา 10 เดือน (ม.ค.-พ.ย. 54) 8. จ้างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ (ระยะเร่งด่วน ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น) วงเงิน 40.23 ล้านบาท ระยะเวลา 14 เดือน (มี.ค.54-เม.ย.55) 9.จ้างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรถไฟทางคู่ (ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร) วงเงิน 59.94 ล้านบาทระยะเวลา 14 เดือน (มี.ค.54-เม.ย.55)
        ก่อนหน้านี้ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการใช้จ่ายงบประมาณปี 2554 โดยให้ทุกหน่วยงานจัดส่งทีโออาร์งานที่จะมีการเปิดประมูล จัดซื้อจัดจ้าง ให้กระทรวงภายในสิ้นเดือนพ.ย.2553 หากหน่วยงานใดไม่จัดส่งจะถือว่าเป็นความบกพร่องของหัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ ทั้งนี้ เพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ 2554
       หลังจากที่การใช้จ่ายงบปี 2553 ของกระทรวงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่วนงบประมาณปี 2555 ให้แต่ละหน่วยงานจัดทำทีโออาร์การประมูลจัดซื้อจัดจ้างแนบมาในการเสนอของบปี 2554 ด้วย โดยให้เวลาหลังจากนี้ 3 เดือน โดยหน่วยงานใดมีความพร้อมก็จะได้รับงบประมาณมากกว่าหน่วยงานที่ไม่พร้อม
        อย่างไรก็ตาม วานนี้ (19 ต.ค.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ประจำปี 2553 ซึ่งได้รับการจัดสรร จำนวน 76,933.52 ล้านบาท ผลการเบิกจ่ายสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2553 จำนวน 66,170.22 ล้านบาท หรือ 86.01% ต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล 7.99 % โดยในส่วนของงบลงทุน ได้รับจำนวน 48,655.79 ล้านบาท เบิกจ่ายได้ 39,354.12 ล้านบาท หรือ 80.88% สูงกว่าเป้าหมาย 5.88%
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000147553
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #134 เมื่อ: วันที่ 20 ตุลาคม 2010, 21:34:47 »

ททท. เดินหน้าจัดกิจกรรมส่งท้ายปี 2553 กระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดินหน้าจัดกิจกรรมส่งท้ายปี 2553 กระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ
นางสาวเพ็ญสุดา ไพรอร่าม รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 ของปี 2553 ททท. เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเริ่มต้นในงานเทศกาลออกพรรษาซึ่งจะจัดขึ้นใน 6 พื้นที่ลุ่มน้ำโขง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย หนองคาย เลย นครพนม มุกดาหาร และอำนาจเจริญ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ ขณะที่เดือนพฤศจิกายน เตรียมงบประมาณกว่า 35 ล้านบาท จัดงานเทศกาลลอยกระทง ซึ่งจะดำเนินการทั่วประเทศใน 10 พื้นที่
นอกจากนี้ในเดือนธันวาคม ททท.เตรียมจัด 3 กิจกรรมเชิญชวนคนไทยเที่ยวในประเทศ ได้แก่ งานเทศกาลบอลลูนอินเตอร์เนชั่นแนลเฟสติวัล ณ เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2553 โดยวันที่ 5 ธันวาคม 2553 จะจัดกิจกรรมพิเศษ แสง สี เสียง การแสดงม่านน้ำและการจุดพลุไฟ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2554 โดยใช้งบประมาณในการจัดกิจกรรมทั้งสิ้นจำนวน 8 ล้านบาท / กิจกรรมจากเจ็ดเสมียนถึงสามร้อยยอด ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นเรื่องของศิลปะเชิงสร้างสรรค์ของภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยเริ่มต้นที่ ต.เจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี จนถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 7 ล้านบาท และกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในงานเคาต์ดาวน์ ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ททท.ร่วมกับบัตรวีซ่า ใช้งบประมาณจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 7 ล้านบาท
รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมทั้งหมดเชื่อว่าจะสามารถส่งเสริมและกระตุ้นให้คนไทยเกิดการเดินทางในประเทศได้เพิ่มขึ้น

http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255310180263&tb=N255310&return=ok&news_headline="%b7%b7%b7.%20%e0%b4%d4%b9%cb%b9%e9%d2%a8%d1%b4%a1%d4%a8%a1%c3%c3%c1%ca%e8%a7%b7%e9%d2%c2%bb%d5%202553%20%a1%c3%d0%b5%d8%e9%b9%
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #135 เมื่อ: วันที่ 21 ตุลาคม 2010, 21:49:32 »

.เชียงราย ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวในปีนี้

จังหวัดเชียงราย ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวในปีนี้ ขณะที่ ททท. เตรียมเปิดตัวเว็บไซต์ www.facebook.com ชมรมคนเที่ยวเหนือ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จริง
นายพินิจ หาญพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า หลายเดือนที่ผ่านมานักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางเที่ยวจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงวันหยุด และ ช่วงเทศกาลซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนคนไทยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 จึงคาดการณ์ว่าปี 2553 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ประมาณ 2 ล้านคน ทั้งนี้ปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้คนไทยเกิดการเดินทางเพิ่มขึ้นเนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้ได้มาตรฐานเอเชีย การปรับปรุงท่าเรือในแม่น้ำโขง การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ด้านรายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 3,000 ล้านบาท
ด้าน นางปนัดดา จันทร์ปัญญา ผู้อำนวยการกองตลาดภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. เตรียมเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อกระจายนักท่องเที่ยวให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ในทุกฤดูกาลทั้ง 4 ภาค ซึ่งเบื้องต้นอยู่ในระหว่างการจัดเก็บข้อมูลเพื่อคัดแยกเทศกาลของแต่ละจังหวัด พร้อมนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ผ่าน www.facebook.com ชมรมคนเที่ยวเหนือ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จริง เชื่อว่าจะสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น

  ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สุภาภรณ์ สุขันทอง   Rewriter : วาสนา ตาระเกตุ(2)
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th


 วันที่ข่าว : 20 ตุลาคม 2553 
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #136 เมื่อ: วันที่ 25 ตุลาคม 2010, 15:34:03 »

โสภณ"คุมเข้มนโยบายใช้งบประมาณแสนล้าน ปี 54 ยันต้องโปร่งใสตรงไปตรงมา และตรวจสอบได้ ไม่หวั่นถูกพรรคร่วมรัฐบาลย้อนรอยสอบแต่ละโครงการ  ทางหลวงชูโครงการถนน 4 ช่องจราจรระยะที่ 2 จำนวน 9 เส้นทางงบกว่า 3,152 ล้านบาท ด้านทางหลวงชนบทไม่น้อยหน้าชูโครงการถนนไร้ฝุ่นเฟส 2 โครงการทางหลวงชนบทเพื่อการท่องเที่ยวเป็นจุดขาย ซ่อมถนนทั่วประเทศอีกหมื่นล้าน


 นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าได้มอบนโยบายให้แต่ละหน่วยงานใช้งบประมาณปี 2554 ไปแล้วว่าต้องใช้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้และขอให้ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะงบของกรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)ที่ได้มากกว่าหน่วยอื่น ๆ จึงระมัดระวังในการดำเนินงาน และไม่หวั่นที่จะมีการตรวจสอบทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านเพราะปัจจุบันการดำเนินงานจะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากภาคประชาชนในแต่ละพื้นที่มากขึ้นทั้งการนำเสนอความเห็นและการสำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม
 "แม้งบจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีวงเงินแสนกว่าล้านบาท ซึ่งใช้จ่ายในโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน เช่น การขยายถนน 4 เลนของกรมทางหลวงใน 9 เส้นทางที่ปัจจุบันสภาพการจราจรหนาแน่นมากขึ้นและเป็นเส้นทางหลัก ตลอดจนถนนโครงข่ายอื่น ๆ ที่จะต้องได้รับการพัฒนา ส่วนทางหลวงชนบทก็ยังให้ความสำคัญกับถนนไร้ฝุ่นเฟส 2 ก็ต้องผลักดันต่อไป เช่นเดียวกับการรถไฟฯที่จะเน้นไปที่ความปลอดภัยด้านการก่อสร้างสะพาน รั้ว ทางข้ามเพราะงบประมาณผูกพันข้ามปีจึงต้องทยอยดำเนินงาน แม้ช่วงนี้มีวิกฤติน้ำท่วมก็อาจจะมีการโยกงบประมาณไปใช้ในบางโครงการได้ซึ่งจะพิจารณาเมื่อได้รับรายงานครบทั้งหมดภายหลังจากเหตุการณ์กลับสู่ปกติแล้วอีกครั้ง"
 ด้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าในปี 2554 นี้กระทรวงคมนาคมจะได้รับงบประมาณจำนวน 109,070 ล้านบาทโดยแยกเป็นหน่วยงานราชการ 80,354 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 28,716 ล้านบาท และ 3 หน่วยงานจะได้รับงบประมาณมากกว่าหน่วยอื่น ๆ คือ กรมทางหลวงจำนวน  46,999 ล้านบาท ส่วนกรมทางหลวงชนบท  25,078 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทย 11,410 ล้านบาท
 "แต่ละหน่วยได้สรุปโครงการตามกรอบงบประมาณที่ได้รับมาแล้ว ซึ่งเห็นว่าเป็นโครงการเร่งด่วนและจำเป็น ทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทหรือแม้กระทั่งการรถไฟฯ ส่วนกรมอื่น ๆ เช่น กรมการขนส่งทางบกก็เพิ่มความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการทำเอกสารสำหรับการจดทะเบียนรถเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกรมเจ้าท่าที่จะเน้นไปที่การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำเซาะในหลาย ๆ พื้นที่ การสร้างท่าเรือและเรื่องความปลอดภัย ทางด้านกรมการบินพลเรือนจะเน้นไปที่การพัฒนาท่าอากาศยานทั่วประเทศจึงต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมโดยเร็วที่สุดโดยจะจัดให้มีการตรวจสอบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยตลอด"
 นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่าหลาย ๆ โครงการเป็นการใช้เงินงบประมาณประจำปี แต่ยังมีหลายโครงการที่จะขอใช้เงินกู้มาดำเนินการ เช่น โครงการก่อสร้างอุโมงค์เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่-อำเภอหางดง วงเงิน 900 ล้านบาท โครงการก่อสร้างถนนด้านตะวันออก-ตะวันตก ช่วงชัยพฤกษ์-กาญจนาภิเษก งบ 2,300 ล้านบาท โครงการถนนเพื่อการท่องเที่ยวตะวันตก-ตะวันออก 6,000 กิโลเมตร โดยจะดำเนินการเป็นช่วง ๆ นอกจากนั้นยังมีโครงการซ่อมบำรุงทางทั่วประเทศกว่า 49,000 กิโลเมตรที่จะใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาทที่มีความจำเป็นด้วยเช่นกัน
 ส่วนนายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่าปี 2554 จะเร่งผลักดันโครงการถนนมอเตอร์เวย์เส้นบางใหญ่-บ้านโป่ง-ราชบุรี ให้เชื่อมต่อไปยังนครปฐม-หัวหินอีกครั้ง โดยจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในจุดเส้นทางใหม่เพื่อนำเสนอการพิจารณา ส่วนถนนเชื่อมโครงการในพื้นที่อำเภอหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ที่กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดนั้นมีแผนก่อสร้างสายหัวหิน-บรรจบทางเลี่ยงเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 12.4 กิโลเมตรอยู่แล้ว โดยเป็นงบผูกพันปี 2552-2555
 สำหรับรายละเอียดงบประมาณที่แต่ละหน่วยงานได้รับในปี 2554 ประกอบด้วย  กรมทางหลวง 46,999 ล้านบาท โดยโครงการที่โดดเด่นได้แก่ การเร่งรัดขยายทางสายประธานให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) จำนวน 9 เส้นทาง งบประมาณ 3,430 ล้านบาท  กรมทางหลวงชนบท ได้งบประมาณ  25,078 ล้านบาท ที่โดดเด่นนอกเหนือจากโครงการถนนไร้ฝุ่นเฟส 2 งบ 2,829 ล้านบาท  615 กิโลเมตรแล้วยังมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา(นนทบุรี1) วงเงิน 1,138 ล้านบาท โครงการบำรุงรักษาระบบโครงข่ายทางหลวงชนบท 9,983 ล้านบาท โครงการทางหลวงชนบทเพื่อการท่องเที่ยว 795 ล้านบาท และโครงการทางหลวงชนบทเพื่อการเชื่อมต่อระบบขนส่ง วงเงิน 826 ล้านบาท

 การรถไฟแห่งประเทศไทย 11,410 ล้านบาท ที่มีแผนดำเนินการได้แก่ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ 7,573 ล้านบาท โครงการปรับปรุงทางและสะพานตามจุดต่าง ๆ  การจัดหาเครื่องกั้นถนน 981 ล้านบาท โครงการศึกษาความเหมาะสมเส้นทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย 129 ล้านบาท การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)ได้ 7,625 ล้านบาท โดยจะเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการบริหารจัดการขนส่งและบริการ 1,412 ล้านบาท การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 8,131 ล้านบาทมีโครงการที่เร่งด่วนคือการก่อสร้างระบบเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมความปลอดภัยด้านการจราจรจุดเชื่อมต่อทางพิเศษบูรพาวิถีกับถนนวงแหวนอุตสาหกรรม งบ 1,220 ล้านบาท


 กรมเจ้าท่า 4,011 ล้านบาทจะเน้นไปที่การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง สร้างเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา การขุดลอกทะเลสาบสงขลา  314 ล้านบาท สร้างท่าเทียบเรือ สร้างเขื่อนในจังหวัดนครพนม ที่อำเภอจอมทองเชียงใหม่  และที่เด่นชัย จังหวัดแพร่ 2,020 ล้านบาท และค่าผลิตบุคลากรด้านพาณิชย์นาวี  132 ล้านบาท กรมการขนส่งทางบก 2,120 ล้านบาท โครงการบริการด้านทะเบียนรถและใบอนุญาต 991 ล้านบาท โครงการก่อสร้างสำนักงานขนส่งสาขา แพร่-สุรินทร์และสมุทรปราการ 89 ล้านบาท โครงการพัฒนาความปลอดภัยและกำกับดูแลการขนส่งทางถนน 650 ล้านบาท องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) 1,308 ล้านบาท ที่จะนำไปใช้ชดเชยด้านการบริการสาธารณะเป็นหลัก


 ในส่วนหน่วยงานกรมการบินพลเรือน 1,351 ล้านบาท ได้แก่ การพัฒนาท่าอากาศยานในภูมิภาค 26 แห่ง 1,144 ล้านบาท สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) 454 ล้านบาท โครงการที่โดดเด่น ได้แก่ การศึกษาจัดทำแผนแม่บทการขนส่งและจราจรในภูมิภาค 317 ล้านบาท สถาบันการบินพลเรือน 241 ล้านบาท และสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม 383 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,577  24-27  ตุลาคม พ.ศ. 2553

http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=45107:54&catid=128:-real-estate-&Itemid=478
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #137 เมื่อ: วันที่ 25 ตุลาคม 2010, 15:35:17 »

'กิ๊กการ์ด'รุก ทุ่ม700ล้าน บัตรเที่ยวเก็บแต้ม
 
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 24 ตุลาคม 2553 20:47 น.
 
 
 
 
 
       ASTVผู้จัดการรายวัน - โกลบอล ไอ-แคร์ ปิ๊งไอเดียทุ่ม 700 ล้านบาท เปิดตัว”บัตรกิ๊กการ์ด” เพื่อการท่องเที่ยว ประเดิมจับมือพันธมิตร 10,000 รายทั่วประเทศ ร่วมรายงานสะสมแต้ม วางเป้า 2 ปี ผุดครบ 76 จังหวัด ทั่วประเทศ
       
       นางสาวรุจิวรรณ ปทุมเทวาภิบาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล ไอ-แคร์ ผู้ดำเนินการบัตรกิ๊กการ์ด (Gic Card) เปิดเผยว่า บริษัทได้แตกไลน์บัตรกิ๊กการ์ดเพื่อการท่องเที่ยว โดยจับมือกับจังหวัดเพื่ออกบัตรดังกล่าว ทั้งนี้เบื้องต้นใช้เงินลงทุน 700 ล้านบาทสำหรับปีนี้ถึงปีหน้า ในการพัฒนาระบบเครื่องรูดบัตรเพื่อสะสมแต้ม และ ทำการตลาดสร้างการรับรู้ มีเป้าหมายเปิดตัวบัตรกิ๊กการ์ด ให้ครอบคลุม 76 จังหวัดภายใน 2 ปี ทั่วประเทศไทย มียอดผู้ถือบัตรเฉลี่ยจังหวัดละ 500,000- 1,000,000 ใบ รวมถึงหาพันธมิตรที่เป็นเครื่อข่ายร้านค้าที่ร่วมรายการรับรูดบัตรกิ๊กการ์ดที่ให้ได้ 10,000 แห่งทั่วประเทศ
       
       ทั้งนี้”กิ๊กการ์ด” เป็นบัตรสะสมแต้ม เพื่อแลกของรางวัล หรือแลกรับบริการจากร้านค้าที่เป็นพันธมิตร ที่ผ่านมา จับกลุ่มเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร แต่มองเทรนด์การเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว จึงแตกไลน์มาเจาะเป้าหมายผู้บริโภคท่องเที่ยวและพันธมิตรที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยกิ๊กการ์ด เริ่มเกิดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย และขยายไปยังประเทศต่างๆ
       
       รวมถึงประเทศไทย ผู้ถือบัตรสามารถนำไปรูด เพื่อสะสมแต้มได้กับทุกร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ โดยการใช้จ่าย 1 บาท จะได้คะแนนสะสม 1 กิ๊ก หรือ 1 แต้ม แต้มที่สะสมได้จะนำไปแลกซื้อสินค้าและบริการ และ 10% ของแต้มที่ผู้สะสมจะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรหรือมูลนิธิ ตามจังหวัดที่เป็นผู้ออกบัตรนั้น และ บัตรจะตัด 680 กิ๊ก ต่อปีเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมการต่อบัตร
       
       “กิ๊กการ์ด ไม่ใช่บัตรเครดิต ไม่ใช่บัตรเดบิต แต่เป็นบัตรสะสมแต้ม มีภาพลักษณ์บัตรเหมือน บัตรการกุศล และบัตรธุรกิจ แต่ผู้ถือจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แต่จะถูกหักจากแต้มที่สะสม และบริษัทก็นำไปเครมกับร้านค้าที่ร่วมรายการเอง โดยเบื้องต้น ทางบริษัท ได้จับมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นโซลูชั่นในการรับแลกของรางวัลซึ่งจะรวมถึงสินค้าและบริการที่สั่งซื้อจากไปรษณีไทยด้วย ส่วนตัวบัตรกิ๊กการ์ดเปิดตัวแล้ว 2 แห่ง ที่ภูเก็ตและพัทยา ล่าสุดเปิดที่เชียงราย ลำดับต่อไปจะเปิดที่ สมุยและเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ยังจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการขยายเครือข่ายบัตรนี้ ”
       
       อย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาขยายบัตรกิ๊กการ์ด ไปเปิดตัวที่ประเทศสิงคโปร์ โดยสามารถใช้สะสมแต้มจากการใช้จ่าด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งโดยรถไฟฟ้า และจะขยายต่อเนื่องไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเม็กซิโก เพื่อต่อยอดสู่เป้าหมายการเป็นบัตรสะสมแต้มที่สามารถใช้ได้ในทั่วโลกในอนาคต และจะขยายให้นำแต้มที่ใช้ในต่างประเทศกลับมาแลกสินค้าและบริการในประเทศที่จังหวัดผู้ออกบัตร โดยสามารถเปลี่ยนแต้มตามสกุลเงิน เช่น จ่ายเงินที่สิงคโปร์ 1 ดอลล่าร์ จะได้ 25 กิ๊กสำหรับบัตรจังหวัดท่องเที่ยวของไทยเป็นต้น มั่นใจบัตรกิ๊กการ์ดจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและนักเดินทางทั่วโลก
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000149943
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #138 เมื่อ: วันที่ 28 ตุลาคม 2010, 20:55:19 »

เชียงรายคึก-สิบสองปันนาขอจัดทัวร์ เชื่อมเที่ยว'อาร์ 3เอ'-นักเที่ยวจีนเพิ่มอีกล้าน



เชียงราย - นายอภิชา ตระสินธุ์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย เปิดเผยว่า สมาคมท่องเที่ยวเชียงราย และสำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนา รวมทั้งภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ประสานความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสิบสองปันนาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของจีนตอนใต้ และมีนักท่องเที่ยวไปเยือนปีละกว่า 7-8 ล้านคน ซึ่งถือวˆาเป?นจำนวนมาก สร‰างรายได‰จากการทˆองเที่ยวแกˆสิบสองป?นนาได‰มหาศาล

นายอภิชากลˆาววˆา สำนักงานท่องเที่ยวสิบสองปันนาได้ขอความร่วมมือจากสมาคมท่องเที่ยวเชียงรายว่า ในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากต้องการเดินทางมาเยือนจ.เชียงราย หรือภาคเหนือของไทย ผ่านทางถนนอาร์สามเอ มณฑลยูนนาน-ลาว-เชียงของ สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะนักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีฐานะดีตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให‰มีการซื้อรถยนต์กันมาก จึงต้องการเดินทางทˆองเที่ยวด้วยรถยนต์ผ่านมาทางถนนสายอารŒสามเอ ดังกล่าว

นายกสมาคมทˆองเที่ยวจ.เชียงราย กลˆาวตˆอไปวˆา สำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนาขอให้จ.เชียงราย ทำโปรแกรมทัวร์ภายในจังหวัดไปเชื่อมกับเส้นทางดังกล่าวด้วย เพื่อจะได้ขายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวหรือแพ็กเกจเดียวกัน ดังนั้น ทางสมาคมจึงอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องนี้ โดยจัดการประชุมเอกชนภายในจังหวัดเพื่อหาตัวแทนเอกชนที่จะเข้าร่วมโครงการเชื่อมทัวร์กับสิบสองปันนาต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย.นี้

"เรื่องนี้ถือว่าสำคัญต่อจ.เชียงราย เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเชียงรายปีละประมาณ 1 ล้านคน หากโปรแกรมทัวร์เชื่อมเชียงราย-สิบสองปันนาแล้วเสร็จ ก็เป็นไปได้ที่จะมีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านคน เป็น 2 ล้านคน ซึ่งจะทำให้มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างมาก" นายอภิชา กลˆาว

หน้า 29
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNVEk0TVRBMU13PT0=&sectionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBeE1DMHhNQzB5T0E9PQ==
IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
boondham
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,064


« ตอบ #139 เมื่อ: วันที่ 31 ตุลาคม 2010, 21:21:42 »

เทศบาลนครเชียงราย จัดให้มีพิธีฉลอง ถนนคนเดิน  กาดเจียงฮายรำลึก ครบรอบ 2 ปี มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวคึกคัก

นายสมพงษ์ กูลวงค์ นานยกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงราย ได้จัดให้มีพิธีฉลอง ถนนคนเดิน  กาดเจียงฮายรำลึก ครบรอบ 2 ปี ขึ้น ณ สวนตุงและโคมเชียงราย เฉลิมพระเกียรติ และ ตลอดถนนธนาลัย เขตเทศบาลนครเชียงราย กว่า 1.5 ก.ม. มีการนำสินค้าของที่ระลึก อาหาร และการแสดง มาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อและชมกัน ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสบาย กว่า 1,000 ร้านค้า โดยเทศบาลนครเชียงราย เก็บค่าเช่า ร้านค้าเริ่มต้นที่คืนละ 50 บาท  
 
นาย สามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้เป็นประธานในการเปิดงาน พร้อมปล่อยโคมลอย 99 ดวง และร่วมมอบรางวัลในการประกวดภาพถ่ายถนนคนเดิน และชุมชนต่างๆที่เข้าประกวด ซึ่งถนนคนเดิน กาดเจียงฮายรำลึก จัดมาครบ 2 ปี แล้ว และได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกันทุกเย็นวันเสาร์ และจะมีการจัดไปต่อเนื่อง และขยายพื้นที่ตามคำเรียกร้อง พร้อมปรับปรุงให้ตรงใจนักท่องเที่ยวมากที่สุด

http://www.posttoday.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 06 มีนาคม 2012, 09:46:50 โดย boondham » IP : บันทึกการเข้า

กลุ่มคุยแลกเปลี่ยน เรื่องการพัฒนา สิ่งปลูกสร้าง เรื่องราวต่างๆของเชียงราย https://www.facebook.com/groups/273622956012759/
หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 ... 35 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!