เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 14 ตุลาคม 2019, 23:41:20
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0
x
ขณะนี้เรากำลังไลฟ์ คลิกที่นี่เพื่อชม

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  เรื่องล้านนา ภาษากำเมือง
| | |-+  แผ่นดินเชียงราย : ในเงื้อมเงาของกาลเวลา
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน แผ่นดินเชียงราย : ในเงื้อมเงาของกาลเวลา  (อ่าน 9415 ครั้ง)
BOYz2104
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 107



« เมื่อ: วันที่ 08 กรกฎาคม 2014, 17:48:17 »



แผ่นดินเชียงราย : ในเงื้อมเงาของกาลเวลา

            หลักฐานว่าพบเครื่องมือหิน และหลักฐานอื่นๆ ทั้งในบริเวณลุ่มแม่น้ำกก  แม่น้ำอิงและแม่น้ำโขง  ซึ่งเชื่อกันว่าผู้คนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมหินเหล่านั้นน่าจะเป็นชนเผ่าลัวะ แต่ในมิติของตำนานชนเผ่าแรกที่อพยพตามลำน้ำโขงขึ้นมาตั้งบ้านเรือนเป็นปึกแผ่นนั้นกลับเป็นชนเผ่าขอม  ไม่ใช่ขอมเมืองเขมรและในอีสานที่สร้างปราสาทหินอันอลังการแต่เป็น ขอมดำ ชาวน้ำจากเมืองโพธิสารหลวง คำว่าขอมในที่นี้คือผู้คนที่รับวัฒนธรรมขอมจากดินแดนเขมรปัจจุบันซึ่งผู้จดจารตำนานสุวรรณโคมคำเรียกชนเผ่านี้ว่า ขอมดำ  นักวิชาการบางท่าน สันนิษฐานว่าขอมดำคือชนเผ่าไท-ลาวในประเทศลาว  แต่ผู้เขียนยังเชื่อว่าเป็นขอมที่มาจากดินแดนเขมรด้วยสาเหตุสองประการ คือ ประการแรกแก่งหลี่ผีที่ถือเป็นปราการธรรมชาติขวางกั้นแม่น้ำโขงนั้นมีช่องทางเล็กๆที่อพยพผ่านขึ้นมาทางน้ำได้  เพราะกองทัพไทยนำโดยพระยาสุรสีห์ เคยยกทัพไปตีเขมรและขุดคลองอ้อมแก่งหลี่ผีได้ในปี พ.ศ.2321 ครั้งนั้นยกพลทัพเรือไปถึงหนึ่งหมื่นคน(บุญช่วย  ศรีสวัสดิ์,ราชอาณาจักรลาว,หน้า 418-419) ถึงแม้จะต่างยุคกันแต่เชื่อว่าชาวโพธิสารหลวงซึ่งเป็นชนเผ่าที่ชำนาญทางน้ำย่อมจะลัดเลาะข้ามแก่งหลี่ผีได้  ประการที่สอง ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุโบราณของขอมดำในจังหวัดนครพนม ซึ่งประกอบด้วยเครื่องปั้นดินเผา เช่น หม้อไหน้ำผึ้งเป็นต้น กรมศิลปากรตรวจสอบเบื้องต้นแล้วระบุว่าเป็นของชาวขอมดำ ทางโรงเรียนดงดาวแจ้งวิทยาคม จังหวัดนครพนมกำลังศึกษาวิจัยอยู่ ในนครพนมเองก็มีชนเผ่าอยู่แล้ว 9 เผ่า แต่ขอมดำพึ่งพบเป็นชนเผ่าที่สิบ    ขอมดำผู้สร้างพระเจ้าพรหมให้เป็นวีรบุรุษขับไล่ขอมดำเมืองอุมงคเสลาจากหน้าใบลานล้านนาดำดินไปโผล่ที่นครพนมได้อย่างไร เราคงรับรู้กันในอนาคตอันใกล้นี้


                เมืองสุวรรณโคมคำซึ่งจิตร  ภูมิศักดิ์ เชื่อว่าเป็นเกาะใหญ่ริมฝั่งโขงฝั่งลาว ตรงดอนมูลเยื้องปากแม่น้ำกกลงไปเล็กน้อยๆ ตรงข้ามบ้านสวนดอก อำเภอเชียงแสน ซึ่งหากเป็นจริงขณะนั้นสุวรรณโคมคำต้องเป็นเมืองของชาวเชียงราย เพราะมีเพียงตำนานฝ่ายล้านนาที่ระบุการเกิดขึ้น คงอยู่และล่มสลายไปของเมืองสุวรรณโคมคำ เอกสารฝ่ายลาวเท่าที่ผู้เขียนตรวจสอบทั้งฉบับราษฎร์และฉบับรัฐ ไม่ปรากฏรายละเอียดใดใด การไม่กล่าวรายละเอียด ไม่มีวรรณกรรมลายลักษณ์และมุขปาฐะ ให้สืบค้นจึงไม่น่าจะเป็นเมืองในชนเผ่าลาวโบราณ  เพียงแต่ในกระแสโลกาภิวัตน์ ทางการลาวและบริษัทอีซี่ทัวร์ของไทยกำลังปลุกปั้นให้สุวรรณโคมคำใหม่ที่บ้านต้นผึ้ง ประเทศลาว เป็นเมืองสุวรรณโคมคำจริงๆ แต่เท่าที่ผู้เขียนได้เดินทางไปสำรวจตรวจสอบพบว่าซากพระพุทธรูปและเจดีย์ต่างๆ นั้นน่าจะเป็นเมืองยุคหลังๆที่รับเอาพุทธศาสนาเข้าไปในลาวแล้ว ไม่น่าจะเก่ากว่าเมืองเชียงแสนไปได้   แต่ที่น่าสนใจคือระหว่างทางจากเมืองห้วยทรายถึงบ้านต้นผึ้ง ประมาณกึ่งกลางทางฝากตะวันออก เราพบศิวลึงค์ที่สร้างแปลงจากหินธรรมชาติ ตีนเขากลางลำห้วยไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก พบทั้งศิวลึงค์และโยนี ขนาดใหญ่พอสมควรซึ่งหากชาวสุวรรณโคมคำเป็นขอมดำจริง      ศิวลึงค์และโยนีที่พบน่าจะเป็นเค้าเงื่อนความเชื่อในยุคขอมดำได้ดีกว่าซากเจดีย์และซากพระพุทธรูป
                       หลังเมืองสุวรรณโคมคำล่มสลายลง มีขอมดำส่วนหนึ่งไปตั้งเมืองขึ้นใหม่คือเมืองอุมงคเสลา จากนั้นตำนานสิงหนวัติหรือสิงหนติก็กล่าวถึงการเดินทางเข้ามาตั้งเมืองโยนกนาคพันธุ์ของกลุ่มสิงหนวัติซึ่งตั้งในบริเวณเมืองสุวรรณโคมคำเดิม ซึ่งยุคนี้เป็นที่มาของการเรียกชื่อชาวเชียงรายลุ่มแม่น้ำกกว่าชาวโยนก หรือ คนโยน และเป็นคนยวนในที่สุด หลังจากชาวเมืองกินปลาเอี่ยนเผือกจนเกิดอาเพศเมืองล่มลงเป็นหนองน้ำ ชาวโยนกท่รอดตายก็มาสร้างเวียงปรึกษา

                    จากนั้นตำนานเชียงแสนจึงรับช่วงต่อมานับตั้งแต่ปู่เจ้าลาวจกไต่เกรินลงมาจากฟากฟ้ามาตั้งเมืองแถบแม่สาย เมืองต่างๆก็วิวัฒนการสืบสายกันตามกาลเวลามาถึงรัชกาลที่ 25 คือพระเจ้าลาวเมงซึ่งทรงอภิเษกสมรสกับนางเทพคำข่าย ประสูติพญามังรายมารวบรวมผู้คนแว่นแคว้นยวนเชียงแสนผนวกเข้ากับแว่นแคว้นหริภุญชัยและชาวพิงครัฐ เป็นการรวบรวมคนยวนเข้ากับชาวลุ่มแม่น้ำปิง สถาปนาเป็นรัฐล้านนาขึ้น ซึ่งนับตั้งแต่พญามังรายเป็นต้นมานักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเป็นยุคประวัติศาสตร์ไม่ใช่ยุคปรัมปราคติอีกต่อไป   แต่หากพินิจเนื้อหาตำนานอย่างเป็นกลางตัดถ้อยทวนคำอย่างไม่มุ่งเน้นรายละเอียดเกินไปจะเห็นได้ว่าตำนานทั้งสามยุค คือยุคขอมดำ  ยุคชาวสิงหน จนถึงยุคยวนเชียงแสน ล้านแล้วแต่มีเนื้อความสอดรับกันอย่างลงตัว อธิบายได้ว่าแผ่นดินเชียงรายนี้ มีผู้คนมาอาศัยมานานนักแล้ว อารยธรรมต่างๆเจริญและเสื่อมลงจนไม่อาจคาดเดาจนชี้ชัดว่าชนเผ่าบรรพกาลชาวเชียงร่ายมีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร แต่ที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันคือ วัฒนธรรมยวน ที่มีตัวอักษร มีขนบธรรมเนียมที่ผิดแผกแตกต่างจากชาวลื้อ ชาวไต  ชาวลาวอย่างชัดเจน

              วัฒนธรรมยวนเชียงรายที่เป็นรากฐานของวัฒนธรรมล้านนานั้นคงไม่ได้ก่อกำเนิดแบบโอปาติกะ แบบปู่เจ้าลาวจกที่ไต่บันไดฟ้าลงมา คงสั่งสมบ่มเพาะจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านกาลกร่อนกาลมาหลงเหลือให้ชาวเราได้ศึกษาและรักษาไว้อย่างน้อยก็หวังว่าวัฒนธรรมยวนคงไม่ล่มสลายในยุคของเรา   ชื่อ เชียงราย นั้นมาปรากฏอีกครั้งในตำนานว่าเมื่อพญามังรายมาสร้างเมืองเชียงรายในพ.ศ1805ซึ่งสร้างตามขนบจักราช คือ เอาภูเขาสูงเป็นศูนย์กลางหรือสะดือเมือง ซึ่งเมืองในยุคแรกของคนยวนมักเอาภูเขาหรือต้นไม้มงคลเป็นสะดือเมือง เป็นศรีแก่เมือง การสร้างเมืองเชียงรายนี้ พญามังรายได้อภิเศกสมรสกับธิดาเมืองเชียงเรือง น่าจะเป็นเมืองใดเมืองหนึ่งในแผ่นดินเชียงรายปัจจุบัน และไม่นานนักก็ให้กำเนิดเจ้าชายในปีเดียวกับการสร้างเมืองเชียงราย และปีต่อๆมาถึง 3 พระองค์ คือ ขุนเครื่อง ขุนครามและขุนเครือ  ต่อมาเมื่อพญามังรายได้เข้าตีเมืองหงสาและเมืองอังวะดินแดนประเทศพม่า เมือมอญหงสาได้ถวายพระราชธิดาคือนายปายโคเป็นบาทบริจาอีกนางหนึ่ง ดังนั้นพญามังรายมีมเหสีแลพระชายาอย่างน้อย 2 พระองค์ เมื่อพญามังรายสร้างเมืองอยู่เชียงใหม่แล้ว  พญามังรายทรงนำพระราชมารดาและพระชายาทั้งสองไปอยู่ด้วย ดังปรากฏในตำนานต่างๆ ตรงกันว่าเมื่อมีผู้นำต้นศรีมหาโพธิ์มาทูลเกล้าฯถวายนั้น พญามังรายทรงโปรดให้พระราชมารดาและพระมเหสีทรงปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ที่วัดกานโถม เวียงกุมกาม  ดังนั้นวัดที่พระราชมารดาและพระชายาของพญามังรายจะเสด็จไปทำบุญเป็นประจำน่าจะเป็นวัดกานโถม เวียงกุมกาม  ไม่น่าจะเป็นวัดมิ่งเมือง  อำเภอเมืองเชียงรายตามที่นักวิชาการบางท่านพยายามจะสร้างเรื่องราวให้น่าเชื่อถือ เพราะเมื่อเวียงวังอยู่ที่เมืองเชียงใหม่และเวียงกุมกามจะเดินทางมาทำบุญที่เชียงรายต้องเดินทางมาจะต้องใช้เวลาหลายวัน บวนช้างเดินทางได้ประมาณ ๒๐ กิโลเมตรต่อวันเท่านั้น

              จากนั้นเมืองเชียงรายก็มีเจ้าที่ยศระดับกษัตริย์บ้างระดับเจ้านายต่ำกว่าลงมาบ้างมาปกครองตามการศึกษาของ ชรินทร์  แจ่มจิตติ์ ระบุรายชื่อผู้ครองเมืองเชียงราย ดังนี้
 1.พญามังราย  พ.ศ.1805-1817
 2.ขุนเครื่อง  พ.ศ.1818-1818
 3.พญามังราย  พ.ศ.1819-1824
 4.มังคราม  พ.ศ.1824-1870
 5.พญาแสนภู  พ.ศ.1871-1887
 6.ท้าวมหาพรหม พ.ศ.1888-1943
 7.ท้าวยี่กุมกาม  พ.ศ.1944-1956
 8.ท้าวเจ็ด  พ.ศ.1957-1980
 9.หมื่นค้อม  พ.ศ.1980-1990
 10.ท้าวบุญเรือง พ.ศ.1991-2019
 11.หมื่นทะละ  พ.ศ.2020-2029
 12.พระยอดเชียงราย พ.ศ.2029-2036?


               จากนั้น ล้านนานั้นเป็นเมืองขึ้นของพม่ามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าบุเรงนอง (พ.ศ.2110) จนถึง พ.ศ.2317 ในสมัยกรุงธนบุรี  มีผู้นำล้านนาในยุคนั้น คือ พญาจ่าบ้านและพระเจ้ากาวิละไปสวามิภักดิ์กับไทยสยาม และร่วมกันขับไล่พม่าออกไปจากเชียงใหม่ แต่พม่ายังคงมีอำนาจในเมืองเชียงแสนอยู่เป็นระยะๆ   ปฏิกิริยาที่คนยวนต้องการเป็นอิสระจากพม่านั้น ในบันทึกของคนยวนเรียกว่า “ ฟื้นม่าน ” ซึ่งนับตั้งแต่ล้านนาเสียเอกราชก็มีหลักฐานว่ามีการฟื้นม่านในหลายเมือง เช่น  พ.ศ.2138 เมืองน่านฟื้นม่าน , พ.ศ.2143 เชียงรายฟื้นม่าน , พ.ศ.2157 เมืองลำปางฟื้นม่าน, พ.ศ.2167 เชียงของฟื้นม่าน การฟื้นม่านแต่ละเมืองเป็นการฟื้นม่านในลักษณะที่ต่างเมืองต่างทำไม่มีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง เป็นสภาวะที่บ้านแตกสาแหรกขาด ระส่ำระสาย  ซึ่งต่างเมืองต่างเอาตัวรอด ล้านนาจึงอ่อนแอลง  ถึงแม้ว่ากองทัพไทยสยามและไทยวนจะร่วมกันขับไล่กองทัพพม่าออกจากเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ.2317 แต่อำนาจของพม่าก็ยังมีอำนาจอยู่อีก 30 ปีต่อมาจึงขับล้างอำนาจพม่าได้สำเร็จในสงครามขับไล่พม่าใน พ.ศ.2347 นั้นกองทัพฝ่ายไทยสยามประกอบด้วยทัพหลวงนำโดย กรมหลวงเทพหริรักษ์  และกองทัพยวนประกอบด้วยกองทัพเมืองเชียงใหม่ , ลำปาง, และน่าน ยกทัพไปล้อมเชียงแสนเดือนเศษ ในบันทึกกล่าวว่าทหารกองทัพไทยสยามผิดน้ำ ผิดอากาศล้มตายเป็นอันมาก จึงยกทัพกลับ  คงเหลือแต่ทัพล้านนา 3 เมือง  ล้อมเมืองเชียงแสนอยู่ชาวเมืองเชียงแสนอดอยาก ประกอบกับมีเจ้าเมืองเทิง  และ เจ้าเมืองเชียงของ ชื่อ เจ้าอก เป็นผู้ฆ่าทหารพม่าที่รักษาประตูดินขอ  แล้วเปิดประตูเมืองรับกองทัพล้านนา  กองทัพล้านนา จึงตีเมืองเชียงแสนแตกและขับไล่อำนาจพม่าออกไป ผลจากสงครามเมืองเชียงแสนถูกกวาดต้อนชาวเมืองทั้งหมด 23,000 คนเศษไปอาศัยตามเมืองเชียงใหม่ ลำปาง แพร่และน่าน  ในคัมภีร์ใบลานคำเมืองพื้นเมืองเชียงราย เชียงแสน ฉบับวัดเมธังกราวาส  บันทึกเหตุการณ์ไว้ว่า “ สักกราชได้ 1166 ตัว  ปีกาบไจ้ เดือน 7  เชียงใหม่  ลคอร  เมืองน่าน  ยกกำลังขึ้นมาแวดเวียงเชียงแสน เถิงเดือน 9 ออก 5 ค่ำ เชียงของ  เทริง  เจ้าอกเป็นเค้า  ชาวเชียงของ เทริง ทังมวลเป็นไฟในไขปะตูเวียง  พาเอาลคอร  เชียงใหม่  เมืองน่าน  เข้าเผาเวียงได้แล้ว  เถิงเดือน 9 เพ็ง  ก็เอาตัวไพร่ไทยชาวเชียงแสนทังมวล ลงมาขับปัดนับเสี้ยง  บ่ค้างสักคน ” และคัมภีร์ใบลานอีกชิ้นหนึ่งคือ คำมะเกล่าเมืองเชียงแสน  บันทึกไว้ว่า “ เมื่อนั้นเจ้าอกอันเปนชาติเชื้อเมืองเชียงของนั้นเป็นไฟใน  ก็ตามลูกน้องอันรู้อยู่รักสาปะตูตายเสี้ยงแล้ว  ก็ไขปะตูดินขอเอาเสิก็เข้าเวียงเดือน 9 ปฐม ออก 8 ค่ำ วัน 5 ไทยรวายสัน ยามสายฟ้ายก เมืองเชียงแสนแตกเสี้ยงปางสุด  โป่ซุกม่านก็พ่ายหนีออกเวียงไปแล  เพิ่นบ่ทันได้ตัวแล  เพิ่นได้ตัวโมยหงวร  นาขวาลูกเมียไพร่ไทยทั้งมวล ลงไปเชียงใหม่ ลคอร แพล่ น่านนับเสี้ยง ยังค้างแต่ดินกับน้ำแล ”
          จากสารที่ยกมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ที่ฟื้นม่านที่แท้ก็คือชาวล้านนา มีชาวเมืองเชียงใหม่  ชาวลคอรลำปาง และชาวเมืองน่าน  เป็นผู้ล้อมเมืองมีผู้เปิดประตูเวียงรับก็คือ เจ้าอก เจ้าเมืองเชียงของและเจ้าเมืองเทิง  ดังนั้นผู้ฟื้นม่านแท้จริงก็ตือคนยวนของเรานั่นเองหาใช่ไทยใต้ไทยสยามไม่เพราะกองทัพไทยสยามผิดดินผิดน้ำหลบลี้หนีทัพพ่ายค้านไปก่อนหน้านี้แล้ว  จากนั้น เชียงรายก็เข้าสู่ยุคราชวงค์เจ้าเจ็ดตน  บางช่วงเวลา     เชียงรายเป็นเมืองร้าง จนต้องขนประชากรเชียงแสนเดิมและชาวพิงครัฐเดิม คือลุ่มน้ำปิง เชียงใหม่ ลำพูน ฯ มาเป็นประชากรยวนเชียงราย รวมทั้งชาวกาวน่าน ชาวกาวแพร่ก็เข้ามาตั้งรกรากอีกครั้งหนึ่ง   เชียงรายฝันเฝือนจากประเทศเอกราช  แปรเปลี่ยนเป็นประเทศราชและเสียเอกราช จึงเริ่มเป็นบ้านเป็นเมืองเรืองรุ่งอีกครั้งหนึ่ง
                    ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นการกล่าวถึงแผ่นดินเชียงรายโดยสังเขปด้วยหน้ากระดาษจำกัด เวลาจำเกลี่ยจึงไม่อาจฉายภาพแต่ละยุค แต่ละสมัยให้เห็นได้อย่างแจ้งชัดแก่แก้วแก่นใจ  แต่เท่าที่ผ่านมาทั้งหมดชาวเชียงรายควรภาคภูมิใจว่า ตั้งแต่แรกว่านับตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ยุคปรัมปราคติ ยุคตำนานสู่ยุคประวัติศาสตร์ ชาวยวนเชียงรายยังรักษาผืนแผ่นดิน  รักษาวัฒนธรรมไว้ได้ และได้รังสรรค์สิ่งดีงามไว้ในแผ่นมากมาย ที่เป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง คือ พญามังราย นักรบผู้หาญกล้าต่อกรกับกองทัพพม่าและจีน   , พระแก้วมรกต พบครั้งแรกที่เชียงราย  ชาวเชียงรายต้องเป็นผู้สร้างเป็นผู้รักษาจนในที่สุด สุด พระแก้วมรกตจากเชียงรายเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดในสยามประเทศ , ตัวอักษรล้านนาแพร่กระจายไปสู่ประเทศลาว  แพร่ขยายสู่สิบสองพันนา  , ท่วงทำนองซอเชียงแสนได้รับการยกยอยอมรับให้เป็นบทนโมเป็นทำนองแรกๆที่ช่างซอต้องบรรเลงในการขับซอ ,ลายผ้ายวนเชียงแสนงดงามแพร่หลายไปสู่ยวนแม่แจ่ม ยวนราชบุรี  ด้านบุคคล พระรัตนปัญญาเถระ ชาวเชียงราย รจนาชินกาลมาลีปกรณ์ ผลงานเอกอุด้านภาษาบาลี, ท้าวสุนทรพจนกิจ ชาวเชียงแสนเป็นกวีผู้ยิ่งใหญ่ในล้านนา สามารถนฤมิตคีตกานท์ใหม่ๆได้ เช่น ซอยิ้น  เป็นต้น  นักเขียนเชียงรายได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติ เช่น บุญช่วย  ศรีสวัสดิ์  ,มาลา  คำจันทร์ และ ท่าน ว.วชิรเมธี   เรามีเก้าสล่าเชียงราย สล่าแต้มฮูปล้านนาที่มีผลงานคับโลก  ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ชาวเชียงรายรังสรรค์ปั้นแต่งผลงานไว้อวดโลก แล้วเราชาวเชียงรายที่เห็นและเป็นอยู่เล่า จะรังสรรค์สิ่งใดให้ชาวเชียงรายบ้าง?

อ้างอิง
ชรินทร์  แจ่มจิตต์.บันทึกเมืองเชียงราย.เชียงราย : สยามโฆษณาและการพิมพ์,ม.ป.ป.(เอกสารอัดสำเนา)
บดินทร์  กินาวงค์ และคณะ.ประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย-เชียงแสน.เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง,2546.
บุญช่วย   ศรีสวัสดิ์.ราชอาณาจักรลาว. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์รับพิมพ์,ม.ป.ป.
สรัสวดี  อ๋องสกุล ประวัติศาสตร์ล้านนา กรุงเทพฯ: : สำนักพิมพ์อัมรินทร์ ,พิมพ์ครั้งที่ 2 ,2539.

จาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=556958
IP : บันทึกการเข้า
LingJakJak
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 441


« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 09 กรกฎาคม 2014, 10:44:20 »

เปนบทความที่ดีมาก

แท้จริงแล้วเราชาวล้านนามีการเคลื่อนย้ายกันไปมาในหมู่เครือญาติ ไม่ได้แบ่งแยกเป็น เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน แต่เราเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน
IP : บันทึกการเข้า
chate
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,978


« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 10 กรกฎาคม 2014, 17:35:41 »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ ยิงฟันยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า
WH_Y
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,222



« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 21 กรกฎาคม 2014, 20:25:15 »

สรียินดีเจ้าสำหรับข้อมูลของแผ่นดินล้านนา..
IP : บันทึกการเข้า
aroon_na
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 431



« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 24 กรกฎาคม 2014, 20:47:55 »

ยินดีจ๊าดนักคับ..อ่านแล้วม่วน หื้อความฮู้ตวย
IP : บันทึกการเข้า
tfgc2007
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,878


สมบัติพญามังราย ต้องรักษาไว้


« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 01 สิงหาคม 2014, 23:12:09 »

ยินดีขนาดครับ
IP : บันทึกการเข้า

รักษ์กำเมือง....ร่วมส่งเสริมละอ่อนเหนือ อู้กำเมือง....
เชียงรายสถาปนิก'97 รับ ออกแบบ เขียนแบบบ้าน อาคาร รับบริหารงานก่อสร้างและงานระบบทุกประเภท ตรวจสอบอาคาร โดยสามัญวิศวกร สามัญสถาปนิก และ จป.วิชาชีพ
jaroen
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 423


« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 12 กันยายน 2014, 22:53:50 »

ขอความกรุณาท่านผู้รู้ทั้งหลายครับ แม่อุ้ยเคยเล่าพร้อมกับน้ำตาซึมทุกครั้งที่เล่าเรื่องอดีตให้ฟ้งตอนผมยังเป็นละอ่อนว่าแม่อุ้ยสืบเชื้อสายมาจากพ่อพญาพรหม ซึ่งพญาพรหมนี้ท่านเก่งเรื่องจ๊อยซอ พ่อของแม่อุ้ยผมมีช้างสองร้อยกว่าตัว ไว้ลากไม้ ลูกจ้างเป็นคนขมุเพราะเก่งเรื่องช้าง ผมก็อยากจะทราบประวัติของพญาพรหมโดยละเอียดหน่อยครับ ขอบคุณครับ
IP : บันทึกการเข้า
apiwattano
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 313


« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 13 กันยายน 2014, 04:04:55 »

เท่าที่ผมทราบทายาทของท่านพญาพรหมเป็นหญิงคนเดียวมีชื่อเล่นว่าขี้หมูหากที่ท่านตั้งกระทู้เป็นจริงจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของล้านนาไทยเราเลยนะครับ

ประวัติพระยาพรหมโวหาร
      พระยาพรหมโวหาร เกิดเมื่อ พ.ศ. 2345 ปีจอ จัตวาศก จ.ศ. 1164 พ่อชื่อแสนเมืองมา แม่ชื่อแม่นายจั๋นทร์เป็ง ท่านมีอายุอ่อนกว่าสุนทรภู่กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ 6 ปี เกิดที่ข้างวัดสิงห์ชัย ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง มีน้องชายคนหนึ่งชื่อว่าบุญยงหรือพญาบุญยง (รับราชการในตำแหน่งหัวหน้ากองทหารอาทมาทหรือนายทหารหน้าของพ่อเจ้าตนหลวงวรญาณรังสี แห่งนครลำปาง) ส่วนตัวท่านมีชื่อเดิมว่าพรหมินทร์ เมื่อโตขึ้นได้ 8  ขวบบิดาของท่านได้นำตัวไปฝากเป็นเด็กวัดไว้กับท่านครูบาอุปนันต๊ะ เจ้าอาวาสวัดสิงห์ชัย จนมีอายุ 17 ปีจึงได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร อยู่ศึกษาที่วัดนี้จนมีอายุครบ 22 ปีจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว  ท่านครูบาอุปนันต๊ะได้พิจารณาเห็นแววของพระภิกษุพรหมินทร์ว่า จะมีความก้าวหน้าทางการศึกษา จึงได้นำตัวท่านไปฝากให้เป็นลูกศิษย์ของท่านครูบาปินตา เจ้าอาวาสวัดสุกเข้าหมิ้นซึ่งอยู่ติดกับวัดเจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ (ปัจจุบันเป็นบริเวณโรงเรียนเมตตาศึกษา) พระภิกษุพรหมินทร์ได้ศึกษาบาลีมูลกัจจายน์และสัททาทั้ง 8 กับท่านครูบาปินตา เรียนอยู่ประมาณ 2-3 ปีจึงได้กราบลาท่านครูบาปินตากลับลำปางอยู่จำพรรษาที่วัดเดิม
     ตุ๊เจ้าพรหมินทร์เป็นผู้มีปฏิภาณโวหาร สนใจในการแต่งคร่าว เป็นนักเทศน์มหาชาติกัณฑ์มัทรีลือชื่อของเมืองลำปางในเวลานั้น เป็นที่นิยมชมชอบของศรัทธาญาติโยมเป็นอันมาก พอมีอายุได้ 25-26 ปี ก็เกิดเบื่อผ้าเหลืองอยากลาสิกขาบท แต่ก่อนเมื่อจะลาท่านก็ถูกอาจารย์และศรัทธาญาติโยมอ้อนวอนให้ท่านอยู่เป็นพระต่อไป ท่านจึงได้แต่งคร่าว “ใคร่สิกข์” ขึ้นเป็นเรื่องแรก บรรยายถึงความคับแค้นแน่นใจไม่อาจอยู่ในสมณเพศต่อไปได้ ใครๆ ได้อ่านต่างก็เห็นใจและยินยอมให้ท่านสึกออกมาเป็นขนาน (ทิด)  หลังจากสึกออกมาแล้ว ท่านได้ไปทำงานเกี่ยวกับการเขียน-แต่งหนังสือ อยู่ที่คุ้มเจ้าหลวงลำปางอยู่กับพญาโลมวิสัยอยู่ระยะหนึ่ง
     อุปนิสัยส่วนตัวของพญาพรหมนั้นว่ากันว่าเหมือนๆ กับกวีแก้วศรีปราชญ์ หรือกวีเอกสุนทรภู่ อย่างพี่น้องกันเลยทีเดียว คือมีนิสัยโอหัง ปากไวใจกล้า ชอบทำให้คนเสียหน้าต่อธารกำนัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเจ้าชู้เพราะว่าเจ้าบทเจ้ากลอน พญาพรหมเก่งกาจสามารถถึงขนาดรับจ้างเขียนคร่าวใจ๊คือจดหมายรักให้แก่หนุ่ม-สาวผู้ปรารถนาจะสื่อสัมพันธ์กัน แต่เรื่องที่ทำให้พญาพรหมเดือดร้อนก็คือการไปเหยียบตาปลาเจ้านายผู้มีอำนาจในสมัยนั้น เล่าว่าครั้งหนึ่ง พญาโลมวิสัยได้แต่งคร่าว “หงษ์หิน” ขึ้นมา ก่อนจะนำขึ้นถวายแด่เจ้าหลวงวรญาณรังสีเจ้าเมืองลำปาง ก็ได้ขอให้พญาพรหมช่วยขัดเกลาสำนวนให้
     พญาพรหมก็รับปากท่านอือๆ ออๆ พอผ่านๆ ไป เหมือนไม่มีอะไรบกพร่อง แต่ครั้นเข้าสู่ที่ประชุมต่อหน้าพระพักตร์เจ้าหลวงลำปาง พญาพรหมก็ใช้ลีลาพญาหงส์ลบเหลี่ยมพญาโลมวิสัยผู้เป็นนายให้เสียหน้าแบบที่ว่าแตกจนเย็บไม่ติด ซึ่งเรื่องนี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับประวัติของสุนทรภู่ที่ฉีกพระพักตร์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 3) ต่อพระพักตร์สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 นั่นเอง การกระทำของพญาพรหมครั้งนั้นแม้ว่าจะไม่ได้ให้โทษมหันต์แก่ตนเอง แต่ก็ได้ทำให้เกิดการผูกใจเจ็บสร้างศัตรูขึ้นมาโดยไม่จำเป็น
     พญาพรหมได้รับเลื่อนตำแหน่งให้ขึ้นเป็นอาลักษณ์ประจำคุ้มหลวงแทนพญาโลมวิสัย ซึ่งได้รับเลื่อนให้ขึ้นเป็นที่ปรึกษาในเวลาเดียวกัน   เจ้าหลวงวรญาณรังสีได้จัดแจงให้พญาพรหมแต่งงานอยู่กินกับเจ้าหญิงสุนา  หน้าที่การงานของพญาพรหมก็ก้าวหน้าโดยลำดับ และล้ำหน้าเสียจนกระทั่งว่าสาส์นต่าง ๆ ที่ออกจากคุ้มเจ้าหลวงลำปางส่งไปถึงหัวเมืองเหนือในเวลานั้น พญาพรหมได้แต่งเป็นคร่าวหรือบทกลอนทั้งสิ้น ซึ่งคิดว่าคงจะได้สร้างสีสันต์ให้แก่แผ่นดินลานนาในเวลานั้นเป็นอย่างยิ่งทีเดียว สิ่งหนึ่งที่จะต้องติดตามมาแน่ก็คือการวิพากษ์วิจารณ์ในราชสำนักหรือคุ้มของเจ้าเมืองต่างๆ ในเวลานั้น  อันเป็นผลให้ชื่อเสียงของพญาพรหมขจรกระจายไปด้วย เหตุนี้กระมังที่ส่งผลให้พญาพรหมได้กลายเป็นกวีเอกแห่งลานนาไทยไปในที่สุด
     อยู่รับราชการมาเรื่อยแล้วก็เกิดเหตุพลิกผันในชีวิต เมื่อเจ้าหลวงลำปางใช้ให้ท่านไปซื้อช้างมงคลที่เมืองแพร่  พี่หนานพรหมินทร์พร้อมกับลูกน้องสองคน ชื่อว่า นายเปี้ย และนายผัด จึงได้เดินทางไปเมืองแพร่เพื่อหาซื้อช้างตามรับสั่ง แต่ไปเจอบ่อนขิ่น(บ่อนการพนัน) ที่บ้านป่าแมด ทั้งเหล้าผู้หญิงและการพนันทำให้ท่านถลำตัว ในที่สุดเงินจำนวน 4000 แถบ หรือสี่พันรูปี ที่จะนำไปซื้อช้างก็หมดลง เมื่อไม่รู้จะหาเงินที่ไหนซื้อช้างกลับไปถวายท่านเจ้าหลวง พี่หนานจึงคิดแต่งคร่าวเรื่อง “จ๊างขึด”  คือเรื่องช้างอัปมงคล ส่งกราบเรียนให้ท่านเจ้าหลวงทราบ มีใจความว่า  “ไปพบช้างขึดมีลักษณะเป็นอัปมงคล ไม่อาจซื้อมาถวายได้ เมื่อไปหาอีกก็เจอแบบเดียวกันอีก หาไปหามาเงินที่จะซื้อช้างก็พลอยหมด”  พี่หนานพรหมินทร์จึงกลับเมืองลำปางไม่ได้เลยในระยะนั้น คร่าวจ๊างขึดนั้นมีตัวอย่างดังนี้
 
ในจ๊างใจ๊ ได้ให้ไปจริ๋ง   เนื้อตั๋วคิง โบราณจ๊างบ้าน
นัยต๋าขาว สามหาวขี้หย้าน   กลั๋วไฟฟืนตื่นล้อ
ระนาดป้าดป๋น ถอยหนต๊นจ๊อ   กลั๋วสว่าห้อปานเด็ง
หมอควาญผ่อเลี้ยง บ่เป๋นแหนเก๋ง   หางมันเอง บังซอนหย่อนป้าน
ต๋ามต๋ำฮา ว่าจ๊างขี้หย้าน   หมอควาญต้านจุ๊มื้อ
เงี้ยวเมืองนาย มาขอไถ่ซื้อ   ข้าบาทหื้อปั๋นไป
บ่หันแต่ทรัพย์ บาทเบี้ยเงินใส   ม่อนกึ๊ดเล็งไป ตางไกล๋เป่งกว้าง
เพราะเป๋นขอบขันธ์ เสมาป้องข้าง   หื้อหอมยืนนานยิ่งกู๊
เจ้านายก่หัน ไพร่ไตยก็ฮู้   บ่ใจ้เผือกแก้วใดเลย
 
     อยู่ที่เมืองแพร่ก็เอาดีทางเมืองแพร่ พญาพรหมได้เข้าไปอาสาเป็นนายอาลักษณ์ของเจ้าหลวงพิมพิสารหรือเจ้าหลวงขาเค เจ้าเมืองแพร่ และได้รับตำแหน่งกวีคุ้มหลวงอันเจ้าหลวงเมืองแพร่องค์นี้ ว่ากันว่าทรงมีนิสัยเจ้าชู้จัด ไม่ว่าลูกใครเมียใครหากทรงประสงค์ต้องพระทัยแล้วก็เป็นต้องได้ และแน่นอนว่าการที่เจ้าชู้มาเจอเจ้าชู้มันก็ต้องอยู่ร่วมกันไม่ได้ข้างหนึ่งแน่ละ ดังนั้นเวลาต่อมาพญาพรหมก็มีเรื่องกินใจกับเจ้าหลวงพิมพิสารขึ้น ซึ่งเป็นปฐมเหตุให้เกิดคร่าวใจ๊ฉบับนี้ เรื่องมีอยู่ว่า
     ระหว่างอยู่ที่เมืองแพร่ พี่หนานพรหมินทร์รู้จักกับแม่หม้ายคนหนึ่งชื่อสีจมหรือศรีชม และท่านมักจะแวะไปเที่ยวที่เรือนของสนมพระเจ้าแพร่ชื่อหม่อมจันทร์อยู่เป็นประจำ เพราะรู้จักมักคุ้นกันแต่เมื่ออยู่เมืองเชียงใหม่  ในเวลานั้นที่เมืองแพร่มีช้างงายาวอยู่ตัวหนึ่ง เจ้าราชวงสาได้จัดให้มีการประกวด “คร่าวฮ่ำจ๊างงายาว” ขึ้น  มีนักเลงคร่าวส่งคร่าวเข้าประกวดหลายคน ผลปรากฏว่าคร่าวของพี่หนานพรหมินทร์ได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำให้ชื่อเสียงของท่านยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น
     ทางพระเจ้าแพร่ทรงทราบว่าพี่หนานพรหมินทร์มีความสนิทชิดเชื้อเป็นชู้อยู่กับนางจันทร์พระสนมเอกก็พิโรธ รับสั่งให้จับพี่หนานพรหมินทร์เข้าคุก   กำหนดจะให้ประหารชีวิตในวันเสาร์  เดือน  4 แรม  5  ค่ำ  แต่เจ้าราชวงสาทูลขอระงับไว้  ขอให้ประหารหลังจากวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้ว   เพราะต้องการให้พี่หนานพรหมินทร์แต่งพรปีใหม่ให้
     ส่วนพญาบุญยงน้องชายของพี่หนานพรหมินทร์ ได้ทราบข่าวว่าพี่ชายต้องโทษประหารอยู่ที่เมืองแพร่ จึงได้รีบรุดเดินทางมาเมืองแพร่ นำคาถาสะเดาะโซ่ตรวนมาให้ เมื่อได้คาถาแล้ว พี่หนานพรหมินทร์ก็สะเดาะโซ่ตรวนแล้วเขียนคำจ่มติดฝาคุกไว้  คำจ่มนี้เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งของพญาพรหม ท้ายที่สุดของคำจ่มท่านลงด้วยโคลงว่า
 
อกปุ๊ทโธธัมโม   พรหมมอยดำพ่อฮ้าง
หลัวะโซ่เจื้อกจ๊าง    ก๋องไว้ตี้นอนห่าง
                          
     เมื่อเสดาะโซ่ตรวนได้แล้ว (แต่จริงๆ แล้ว ท่านว่าพญาพรหมได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าราชวงศา ซึ่งเป็นเจ้าหอหน้าหรือวังหน้าเมืองแพร่ในเวลานั้นให้หนีออกจากคุกและบอกให้หนีหายไปเลย)  ท่านจึงได้รีบพาสีจมหนีจากเมืองแพร่ไปอยู่เมืองลับแลง(อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์) อยู่ที่บ้านสันคอกควาย ความตั้งใจของท่านก็คงคิดว่าจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่น แต่มีครั้งหนึ่งท่านได้ไปทวงหนี้ที่บ้านท่าเสาทิ้งให้สีจมอยู่เฝ้าบ้าน  คล้อยหลังพี่หนานออกบ้านไปก็มีคนมารับเอาสีจมกลับไปเมืองแพร่ พอพี่หนานกลับมาไม่พบนางสีจมก็เกิดความโศกเศร้าเสียใจเป็นอันมาก จึงได้แต่งคร่าวใจ๊คือจดหมายรักฉบับนี้ ฝากส่งไปถึงสีจมที่เมืองแพร่ให้ได้รับทราบความในใจ
     กล่าวถึงประวัติของพญาพรหมอีกนิดหนึ่ง มีเกร็ดเกี่ยวกับชีวิตของพญาพรหมค่อนข้างมาก เพราะพูดอะไรก็เป็นที่สนใจของผู้คน เช่น เมื่อตอนเดินทางจากเมืองลำปางไปหาซื้อช้างที่เมืองแพร่นั้น พญาพรหมพร้อมกับลูกน้องเดินผ่านสวนแตงแห่งหนึ่ง แดดร้อนระอุอย่างนี้ได้แตงก็เหมือนได้ไอสครีมโฟรโมส
    แรกนั้น พญาพรหมใช้ให้เด็กเข้าไปขอกับคุณป้าเจ้าของสวนก่อน โดยสอนบทกลอนให้ไปว่า
 
อกปุ๊ทโธ แต๋งโมแม่ป้า   หยังเป๋นก้าเครือหน่วยนัก
เป๋นเครือหวันกั๋น หวันจิ๊นจ้องจั๊ก   หน่วยเนิ้งก้านถมดิน
ปอปั๋นข้าไท้ ซากก๋าเหลือกิ๋น   ซักหน่วยบนดิน หล่อนเลาะเบาะขวั้น
 
   แต่ว่าหน้าแตก เพราะถูกแม่ป้าปฏิเสธเป็นบทกลอนย้อนกลับเข้าให้ว่า
หน่วยมันแต๊บ่นัก ต๋าหลานหันไกล๋   มันมีก้าใบ ก้าจี๋ก้าจ้อน
 
     ปรากฏว่าเด็กของพญาพรหมจนปัญญาจะต่อกลอน จึงย้อนกลับมาหาพญาพรหมอีก คราวนี้พญาพรหมจำต้องออกหน้าเข้าไปขอเอง ท่านได้ทักทายเจ้าของสวนโดยกล่าวเป็นคร่าวว่า
บะแต๋งซากนก ซากหนูกิ๋นเหลือ   บะน้ำปล๋ายเครือ บ่เหลือกาป้า
 
     คุณป้าก็ตอบเป็นสำนวนกลอนเช่นกันว่า
บะแต๋งอยู่ต่ำ บะเต้าอยู่สูง   บ่สมกวรลุง จักกิ๋นของข้า
 
       พญาพรหมเห็นคุณป้าเล่นบทเล่นกลอนด้วยก็ยิ้มลูบริมฝีปากด้วยความกระหยิ่มใจว่า "เสร็จโก๋แน่" แม่ป้าคนนี้คงไม่รู้จักว่าพญาพรหมเป็นไผ จึงได้บังอาจเล่นคารมอมสำนวนเช่นนี้ พญาพรหมจึงถือโอกาสนั้นตื๊อเพิ่มเข้าไปว่า
ต๊ะเติ๋งเหยิง ตึงเปิงใจ๋ข้า   ใคร่กิ๋นบะนอยบะน้ำ
 
      เพียงแค่นี้คุณป้าก็ใจอ่อน ยินยอมให้พญาพรหมได้เลือกแตงไปกินตามสบายว่า
เอ้ากิ๋นลุงกิ๋น ไปกลั๋วเสี้ยงซ้ำ   ของม่อนข้าถมไป
 
     พญาพรหมจึงหันหน้าไปหาบ่าวไพร่ กวักมือเรียกให้เข้าไปในสวนด้วยสำนวนคร่าวเป็นการปิดท้ายว่า
เอ้า..มาเต๊อะน้อง เลือกกิ๋นต๋ามใจ๋   เปิ้นหื้อบ่ดาย เอานักบ่ได้
 
     นี่เห็นไหม "ปรารถนาสิ่งใดในปัถพี เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง" การกล่าวว่า "เปิ้นหื้อกิ๋นบ่ดาย เอานักบ่ได้" ของพญาพรหมนี้ นับเป็นคติอีกอย่างหนึ่งที่ว่า "ขออย่าได้เอามาก ลักขโมยอย่าได้เอาน้อย" เพราะโอกาสลักมักไม่มีเป็นครั้งที่สอง ส่วนการขอนั้นต้องเอาทีละนิดหน่อย ถึงขอบ่อยๆ เจ้าของก็คงไม่ตัดเยื่อใย
     เมื่อเจ้าชีวิตอ้าวหรือพระเจ้าเชียงใหม่กาวิโลรสสุริยวงศ์ ซึ่งทรงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพญาพรหมถึงแก่พิราลัยลง พระเจ้าเชียงใหม่องค์ต่อมาคือพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ได้สืบราชสมบัติ  ได้ทรงเมตตาให้ไปรับพญาพรหมมาจากเมืองแพร่ โปรดให้อยู่ในตำแหน่งอาลักษณ์เป็นกวีแก้วประจำราชสำนักเชียงใหม่ และให้แต่งงานกับเจ้าหญิงบัวจันทร์ ณ เชียงใหม่ เวลานั้นพญาพรหมคงมีอายุมากขึ้นแล้ว จึงได้เลิกละอบายมุขเพื่อขออยู่เป็นสุขในบั้นปลายชีวิต แต่ก็ยังมีคนรู้ดีไปแอบสืบทราบมาว่า ผู้หญิงที่เคยเป็นเมียของพญาพรหมตั้งแต่ต้นจนจบนั้นมีจำนวนมากถึง 42 คนทีเดียว ขุนแผนก็ขุนแผนเถอะ รู้จักพญาพรหมแล้วจะหนาว
     คราวหนึ่ง บัวจันทร์และวันดี สองสาวใช้ของเจ้าแม่ทิพไกสรถูกกริ้วโดนไล่ออกจากวัง ชวนกันไปนั่งกอดเข่าปรึกษากันอยู่ที่สี่แยก เผอิญพญาพรหมเดินผ่านมาพบเข้า เมื่อเข้าใจเรื่องราวแล้ว ด้วยความอยากช่วยเหลือให้กลับไปทำงานเช่นเดิม พญาพรหมจึงแต่งหนังสือขอโทษเป็นสำนวนคร่าวให้สองสาวใช้นำไปถวายเจ้าแม่อีก ดังนี้
 
หนังสือสำหรับบัวจันทร์
จั๋นทร์กลีบหอม เมืองขอมใต้หล้า   แต่ก่อนออนมาก้านัก
มีผู้นับถือ ตือดีแต๊ตั๊ก   ยามก่อนกี้เป๋นยา
บัดเดียวเดี๋ยวนี้ กล๋ายเป๋นจั๋นทร์ผา   บ่มีรากา เข้ายาบ่ได้
บ่เหมือนแก่นจั๋นทร์ อันมาจากใต้   ไผบ่ตือดีอวดยก
กล๋ายเป๋นหมากจัน ซากฮุ้งคาวนก   บ่เหมือนก่อนกี้คราวเดิม
 
หนังสือสำหรับวันดี
วันดีก่อนนั้น เป๋นดีงูเหลิม   ดีกระทิงเดิม ฝูงหมอใคร่ได้
เข้ายาฝีขาง ยาเจ็บยาไหม้   ยาบะเฮง (มะเร็ง) ไฟโป่งซ้ำ
บัดนี้กล๋ายเป๋น ดีควายฮ่าซ้ำ   บ่เหมือนก่อนอั้นดีงู
วันดีเดี๋ยวนี้ กล๋ายเป๋นดีหมู   ไผบ่มุตู เอ็นดูต๋าหน้า
 
     ปรากฏว่าเจ้าแม่ทิพย์ไกรสรได้อ่านก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เรียกให้สาวใช้ทั้งสองกลับเข้าไปอาศัยอยู่ในวังทำหน้าที่ได้ตามเดิม นับเป็นหนังสือสมัครงานดังแห่งยุคทีเดียว
      พญาพรหมมีบุตรสาวกับเจ้าบัวจันทร์ด้วยคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า อินทร์ตุ้ม ชื่อเล่นชื่อขี้หมู และมีหลานสืบสกุลชื่อว่า เจริญ อยู่บ้านฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
     พญาพรหมมีอายุยืนยาวมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีผู้นำความขึ้นบังคมทูลสมเด็จพระปิยมหาราชว่า พญาพรหมผู้นี้มีปฏิภาณไหวพริบเชิงกวีเก่งกาจยิ่งนัก เทียบได้กับศรีปราชญ์และสุนทรภู่เลยทีเดียว จึงทรงปรารถนาจะทอดพระเนตร มีรับสั่งให้นำตัวพญาพรหมลงไปเฝ้าที่กรุงเทพมหานคร แต่ท่านว่าพญาพรหมมีวาสนาน้อย ยังไม่ทันถึงกำหนดจะเดินทางก็มีอันต้องเจ็บป่วยทุพพลภาพ  หูตาฝ้าฟางใช้การไม่ได้ ก่อนที่พระบรมราชโองการจะขึ้นมาถึงเมืองเชียงใหม่
     พญาพรหมโวหารหรือป้อหนานพรหมินทร์  ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ในวันเสาร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนเมษายน ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ขณะมีอายุได้ 79 ปี ในปี พ.ศ. 2424(บางแห่งว่า พ.ศ.2426) ณ บ้านข้างวัดเชตุพน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอันจบบทบาทกวีสามแผ่นดิน คือ เมืองลำปาง เมืองแพร่ และเมืองเชียงใหม่ ไว้แต่เพียงเท่านี้ ทิ้งสมบัติคือคร่าวอันเป็นอมตะไว้ให้ลูกหลานชาวลานนาได้ศึกษาร่ำเรียนอย่างเป็นอมตะมาทุกยุคสมัย สมกับคำกล่าวที่ว่าท่านเป็นกวีเอกแห่งลานนาไทยอย่างแท้จริง และในบรรดาผลงานการประพันธ์ทั้งหมดนั้น “คร่าวสี่บท” ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอกแห่งคร่าวของท่าน และเป็นสุดยอดวรรณกรรมคร่าวเมืองเหนือด้วย
    

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 13 กันยายน 2014, 21:03:48 โดย apiwattano » IP : บันทึกการเข้า
jaroen
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 423


« ตอบ #8 เมื่อ: วันที่ 13 กันยายน 2014, 21:29:43 »

ผมก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แม่อุ้ยท่านก็เล่าให้ผมฟ้งเมื่อผมเป็นบ่าวน้อยนะครับ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร แม่อุ้ยผมเสียไปเมื่อ20กว่าปีมาแล้วครับ ซึ่งจากที่ท่านเคยเล่าให้ฟัง ต้นตระกูลเป็นแข่วน ปกครองในเมืองจียงฮายชื่อว่า มหาพรหม หรือหนานพรหมท่านเป็นคนเก่งเรื่องจ๊อยซอ เก่งสะล้อซอซึง ซึ่งผมก็จำได้แค่นี้ละครับ ซึ่งเมื่อผมมาอ่านกระทู้นี้แล้วมาเห็นว่ามีลำดับที่ 6.ท้าวมหาพรหม พ.ศ.1888-1943 ก็คิดได้ก็เลยเอามาเล่าให้ฟ้ง ส่วนตัวผมจะเท็จจริงยังไง ผมก็สุดจะคาดเดา
IP : บันทึกการเข้า
jaroen
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 423


« ตอบ #9 เมื่อ: วันที่ 13 กันยายน 2014, 22:05:37 »

ขอบคุณ คุณapiwattano มากๆครับที่อุตส่าหาข้อมูลเหล่านี้มา นับเป็นประวิติศาสตร์ของผมเหมือนกันครับ ผมก็กำลังมาเห็นกระทู้นี้เมื่อวันที่12 อ่านไปเจอว่ามีคนเคยปกครองเชียงรายชื่อมหาพรหม ผมก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าท่านเก่งเรื่องจ๊อยซอ กลอนต่างๆ ซึ่งมันตรงกันกับเรื่องที่แม่อุ้ยผมได้เล่าให้ฟ้งเลยครับ นี่เป็นความรู้ใหม่ของผมเลยครับ ถ้ามันเป็นความจริงทวดผมคงจะเป็นหญิงหนึ่งในบรรดาเมียหลายคนของท่านแน่ๆ ขอบคุณครับ
IP : บันทึกการเข้า
apiwattano
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 313


« ตอบ #10 เมื่อ: วันที่ 14 กันยายน 2014, 11:12:52 »

ยินดีครับ
ลองตรวจสอบดูนะครับว่าพรหมท่านใด
ท้าวมหาพรหม (1888-1943)
พญาพรหมโวหาร(2345-2424)
IP : บันทึกการเข้า
ล้อล้านนา
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #11 เมื่อ: วันที่ 20 สิงหาคม 2016, 14:27:58 »

พระเจ้าพรหม (ราชวงศ์สิงหวัติ)
เจ้ามหาพรหม (ราชวงศ์มังราย)
พระยาพรหมโวหาร (ยุคประเทศราช)
คนละคน คนละยุค ครับ
IP : บันทึกการเข้า
Number9
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,432



« ตอบ #12 เมื่อ: วันที่ 22 สิงหาคม 2016, 19:24:09 »


ได้ความฮู้นัก คนตั๊กตอบหลาย ประวัติมากมาย ขอบคุณเน้อเจ้า ขอบคุณเน้อเจ้า  ยิงฟันยิ้ม

IP : บันทึกการเข้า
tfgc2007
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,878


สมบัติพญามังราย ต้องรักษาไว้


« ตอบ #13 เมื่อ: วันที่ 24 สิงหาคม 2016, 09:24:47 »

พระเจ้าพรหม (ราชวงศ์สิงหวัติ)
เจ้ามหาพรหม (ราชวงศ์มังราย)
พระยาพรหมโวหาร (ยุคประเทศราช)
คนละคน คนละยุค ครับ
ยอดเยื่ยมครับ
IP : บันทึกการเข้า

รักษ์กำเมือง....ร่วมส่งเสริมละอ่อนเหนือ อู้กำเมือง....
เชียงรายสถาปนิก'97 รับ ออกแบบ เขียนแบบบ้าน อาคาร รับบริหารงานก่อสร้างและงานระบบทุกประเภท ตรวจสอบอาคาร โดยสามัญวิศวกร สามัญสถาปนิก และ จป.วิชาชีพ
Number9
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,432



« ตอบ #14 เมื่อ: วันที่ 09 พฤศจิกายน 2016, 15:28:54 »


เข้ามาอ่านแห๋มกำ...ชอบอ๋กชอบใจ๋...ขอบคุณเน้อเจ้า  ยิงฟันยิ้ม

IP : บันทึกการเข้า
E@M
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,933



« ตอบ #15 เมื่อ: วันที่ 25 มกราคม 2017, 15:19:13 »

ได้ความรู้อีกมากเลย จุมพิต
IP : บันทึกการเข้า
Number9
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,432



« ตอบ #16 เมื่อ: วันที่ 19 สิงหาคม 2019, 18:35:08 »

 ยิงฟันยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!