เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 17 ตุลาคม 2019, 11:05:35
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0
x
ขณะนี้เรากำลังไลฟ์ คลิกที่นี่เพื่อชม

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  นักลงทุน การเงิน การธนาคาร
| | |-+  ใครมีเงินเย็น อยากลงทุนหุ้น มาทางนี้
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 41 พิมพ์
ผู้เขียน ใครมีเงินเย็น อยากลงทุนหุ้น มาทางนี้  (อ่าน 276224 ครั้ง)
วายุ
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #20 เมื่อ: วันที่ 09 กันยายน 2010, 15:20:49 »

"คุณค่า กับ ราคา"
     โดยปกติแล้ว คุณค่า กับ ราคา มักไปในทิศทางเดียวกัน  กล่าวคือ  หากของสิ่งนั้นมีคุณค่ามาก  ก็มักจะมีราคามากตามไปด้วย  ยกตัวอย่างเช่น  "อสังหา"  ถ้าเราลองมาดูความเป็นจริงในวันนี้  อสังหาที่อยู่ในเมือง  เมื่อเทียบพื้นที่ต่อพื้นที่แล้วกับรอบนอกแล้ว  ที่ในเมืองมักมีราคาแพงกว่า  นั่นเป็นเพราะคุณค่าของมันมีมากกว่า  คุณค่าของอสังหาก็มาจากทำเล  และทำเลก็มาจาก"ความสะดวก"    ความสะดวกในที่นี้ก็คือ  อยู่ใกล้หลายๆอย่างเช่น แหล่งท่องเที่ยว  ตลาด  โรงเรียน  โรงพยาบาล  และอื่นๆอีกมาก  เมื่อความสะดวกมีมากกว่า  มันจึงมี"ราคา"ที่แพงกว่า  และโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว  มันจะยังเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน  เพราะเมื่อกำลังซื้อในเมืองมีมากกว่า  การที่นักธุรกิจจะมาดำเนินงาน  ก็มักจะเล็งในจุดที่มีคนอยู่มากกว่า  โดยไม่ค่อยจะสนใจว่า  ที่ตรงนั้นมันจะแพงกว่ารอบนอกมากเท่าไหร่  เพราะเมื่ออยู่กลางเมือง  กำลังซื้อก็มักจะดีกว่าที่จะให้เขาตามไปซื้อถึงนอกเมือง  ซึ่งเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  เพราะฉะนั้นแล้ว  คุณค่าในเมืองจึงมี"มากกว่า"  และเมื่อต่างคนต่างก็แย่งกันเข้ามาในเมือง  ที่ในเมืองจึงน่าจะมีราคาขึ้นที่เร็วกว่านอกเมือง
     หุ้นก็เหมือนกัน  หากดูเผินๆแล้ว  หุ้นก็เหมือนกันไปหมด  แต่ถ้าเราวิเคราะห์ให้ดีถึงแก่นแท้ของบริษัท  เราจะพบว่า  มันมีความแตกต่างกันมากกว่าแค่ราคาหุ้น  เพราะคนที่ทำธุรกิจได้กำไรมากกว่า  มีคนนิยมใช้บริการมากกว่า  หรือสินค้าเป็นที่รู้จักมากกว่า  มักจะมีคุณค่าของธุรกิจที่มากกว่า  เพราะฉะนั้น  หุ้นของบริษัทนั้น  ก็จะมีคุณค่าที่มากกว่า
     ในด้านการลงทุน  เมื่อใดก็ตามที่คุณค่ากับราคาไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน  เช่น  ราคาเกินไปกว่าคุณค่า  หรือคุณค่ามากกว่าราคา  เมื่อนั้น  ก็เป็นจังหวะของนักลงทุน"ผู้ชาญฉลาด"จะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่อไป
IP : บันทึกการเข้า

ถึงจะจน       พี่ก็จน      อย่างมีเกียรติ
ถึงจะเครียด  พี่ก็เครียด   อย่างมีหวัง
ถึงจะบ้า       พี่ก็บ้า       อย่างมีพลัง
ถึงจะพัง       พี่ก็พัง       อย่างมีฟอร์ม
วายุ
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #21 เมื่อ: วันที่ 09 กันยายน 2010, 16:01:15 »

ผลตอบแทนของทรัพย์สินต่างชนิด
     เมื่อพูดถึงนักลงทุนแล้ว  การที่เราจะลงทุนอะไร  ต้องได้ผลตอบแทนในอัตราที่คุ้มค่ากับเงินลงทุนด้วย  แต่การที่เราจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนให้ได้สูงสุดนั้น  จำเป็นต้องพิจารณาเป็นอย่างๆไปเช่น  หากเราต้องการบรรทุกของ  ถ้าเราใช้รถเก๋ง  ก็คงจะได้ไม่มากนัก  และถ้าเราชอบเดินทางแบบสะดวกสบายหลายคน  รถปิกอัพก็ไม่ค่อยเหมาะ  ควรใช้รถตู้มากกว่า  โดยความเห็นของผม  การลงทุนในอสังหา  เราควรพิจารณาจาก  ทำเลที่ตั้งของอสังหา  ว่าจะสามารถเพิ่มค่าขึ้นได้หรือไม่เมื่อเวลาผ่านไป  และเราสามารถเก็บค่าเช่าเพื่อรอให้วันนั้นมาถึงได้ไหม  แต่สิ่งที่สำคัญ  ผมคิดว่า  หัวใจของอสังหา  ควรมาจาก"กระแสเงินสด"  มากกว่าที่จะมาจากการเพิ่มค่าของทรัพย์สิน  เพราะลักษณะของอสังหา  เป็นแบบมีความมั่นคงสูง  แต่มีสภาพคล่องต่ำ  การที่เราจะซื้อมาซ่อมแซมแล้วขายไป  นอกจากเราจะเหนื่อยแล้ว  รายได้ของเราก็จะถูกเบียดจากภาษีซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก  ยิ่งถ้าใช้เงินกู้มาซื้อเพื่อรอขายยิ่งลำบากใหญ่  เพราะถ้ามันยิ่งขายออกช้า  ค่างวดและดอกเบี้ยก็จะมากินกำไรเราให้เหลือน้อยลง  แต่ถ้าเป็นหุ้น  ความเห็นผมอาจจะขัดแย้งกับใครหลายคน  เพราะบางคนจะลงทุนซื้อหุ้นแบบ"ถือยาว"  แต่จากประสบการณ์ในตลาดหุ้นของผมบอกว่า  หุ้นนั้นมีขึ้นมีลง  มันมีหลายปัจจัยมากที่ทำให้หุ้นเป็นแบบนั้น  เพราะฉะนั้นเราควรลงทุนตามจังหวะมากกว่าที่จะซื้อแล้วถือยาว  แต่มันไม่ได้หมายถึงการซื้อขายบ่อยป็นรายวันหรอกนะ  เพราะนั่นจะทำให้เราเสียค่าคอมเยอะเกินไป  และโอกาสผิดพลาดมีสูง  เราควรจะดูที่"แนวโน้ม"มากกว่า"ความผันผวนรายวัน"  เพราะการซื้อขายตามจังหวะนั้น  เป็นการเพิ่มผลตอบแทนให้เราได้ดีพอควร  ลองถามนักลงทุนหุ้นดูก็ได้ว่า  เขาชอบแบบไหนมากกว่ากัน  ระหว่างได้ปันผลปีละ 1 บาทต่อหุ้น  หรือหุ้นขึ้นไปปีละ 10  บาท   เพราะหุ้นมีความผันผวนมากกว่าอสังหา  การหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินควรต่างออกไป  เหมือนเราใช้รถผิดประเภทนั่นแหละครับ  เราก็จะได้ประโยชน์จากมันไม่เต็มประสิทธิภาพของมัน  สมมุติว่าหุ้นนั้นเคยราคา 50 บาท  แล้วจู่ๆก็ตกลงมาเหลือ 20 บาท  ทั้งๆที่มันก็ยังมีพื้นฐานธุรกิจที่ดีอยู่  แต่เราจำเป็นต้องขายออกก่อน  เพิ่อเล่นตามจังหวะ  โดยสมมุติว่าเราเคยมีหุ้นนั้นอยู่ 1000 หุ้น  เมื่อขายที่ราคา 50 บาท  เราจะได้เงินมา 50000 บาท  แล้วเราก็นำเงิน 50000 บาทนั้น  กลับมาซื้อตอนที่ราคาหุ้นเหลือ 20 บาททั้งหมด  วิธีนี้มันจะทำให้เรามีหุ้นกลายเป็น 2500  หุ้น  และเมื่อปันผลออกมา  สมมุติว่าได้หุ้นละ 50 สตางค์  จากเดิมเราจะได้ปันผลเป็นเงิน 500 บาท  แต่พอเรามีหุ้นอยู่ 2500 หุ้น  เราก็จะได้ปันผลเป็น 1250 บาท  จะเห็นได้ว่าวิธีนี้  เป็นการใช้ประโยชน์จากความผันผวนของหุ้น
     ในตอนต่อๆไป  ผมจะมาบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกซื้อหุ้นของผม  และจังหวะเวลาที่ควรซื้อหรือขายหุ้นเพื่อเพิ่มผลตอบแทน  ขอบคุณที่สนใจครับ
     ปล.บางครั้งอาจหายไปเป็นเวลานาน  แต่ก็อย่าลืมกันนะครับ
IP : บันทึกการเข้า

ถึงจะจน       พี่ก็จน      อย่างมีเกียรติ
ถึงจะเครียด  พี่ก็เครียด   อย่างมีหวัง
ถึงจะบ้า       พี่ก็บ้า       อย่างมีพลัง
ถึงจะพัง       พี่ก็พัง       อย่างมีฟอร์ม
jomyoot
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 93


~เป้าหมายมีไว้ให้ไขว่คว้า~


« ตอบ #22 เมื่อ: วันที่ 09 กันยายน 2010, 20:05:01 »

หุ้นมันไม่รวยเสมอไปหรอกครับ งั้นเขาก็รวยกันทังบ้านทั้งเมืองแล้ว(แต่ดีกว่าหวยและบอล)

ดูจากคำของ จขกท เงินเย็น น่าจะ ชวนเล่นหุ้นคงที่ หรือ พวกเงินหุ้นกองทุนเปิดกระมัง

เชียวชาญวิชาละอย่าไปริลองเล่น หุ้นปั่น หุ้นรายวันละกัน ขาใหญ่ขยับที ลูกจ๊อกพินาศ

ถามพวกเก๋าเกมส์มีแต่คนอยากมีความรุ้สึกในการเล่นหุ้นในทีแรกที่ก้าวมาเลยนะ คึคึ

สิ่งสำคัญสุด ขอให้ขยันทำงาน ไม่อายที่จะทำครับ

ยิ่งการพนัน และ การใช้ดวง เป็นไปได้เลี่ยงไปดีกว่านะครับ เงินหายไปแล้วจะรู้สึกเสียดาย
IP : บันทึกการเข้า

jomyoot
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 93


~เป้าหมายมีไว้ให้ไขว่คว้า~


« ตอบ #23 เมื่อ: วันที่ 09 กันยายน 2010, 20:14:35 »

ผมขอเสริมว่า ถ้าผมไม่ไปลงทุนธุรกิจคาร์แคร์ ผมก็คงเอาไปเล่นกองทุนรวมครับ

ผมก็ดูๆไว้อยู่ เพราะมันเสี่ยงต่ำ แบบ7วัน มันได้ดอก1% เหรอครับ ที่ผมอ่านๆดูน่ะ

สมมุติว่าผมมีเงิน 5แสน ภายใน 7วัน ผมได้เงินดอกคือ 5000 บาท เดือนผมได้ 2หมื่น

งี้ไม่ต้องทำงานทำการอะไรแล้วสิ อิอิ ผมยังแค่งูๆปลาๆน้องใหม่ในวงการ ถ้ายังไงให้ รุ่นพี่ช่วย

แนะนำ ให้อีกทีแล้วกันนะครับ ถ้ามันได้แบบนี้ก็เจ๋งเป้งเลย

อ้อ ที่ผมดู ของ ธนาคารกรุงไทยนะคับ กรุงไทย ฟอร์ ซัน ไลท์ อะไรสักอย่างนี่แหละคับ

มีแบบ7 วัน 15วัน 30วัน 3เดือน และอีกมากมาย
IP : บันทึกการเข้า

น้าวัยทองฯ
แฟนพันธ์แท้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,935



« ตอบ #24 เมื่อ: วันที่ 09 กันยายน 2010, 20:24:06 »

ดีมากเลยครับ เห็นด้วย
IP : บันทึกการเข้า

jomyoot
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 93


~เป้าหมายมีไว้ให้ไขว่คว้า~


« ตอบ #25 เมื่อ: วันที่ 09 กันยายน 2010, 20:33:02 »

บ่ะลืม คุณวายุเลย สนใจเล่นหุ้นคงที่ แบบ เย็นที่คุณวายุแนะนำครับ บ่ะเอาแบบหุ้นปั่น หุ้นราย

วันเน้อ มาไวไปไว เคลมไว อ๊ากกกก  อายจัง

สนใจหุ้นพลังงาน เช่น ptt cp อะไรพวกนี้ครับ ถ้ามีโอกาส อยากนั่งถกเรื่องหุ้นกับคุณวายุมากๆ

จะได้เป็นแบบอย่างที่ควรศึกษา
IP : บันทึกการเข้า

บ่าวเริงปอย
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 153



« ตอบ #26 เมื่อ: วันที่ 09 กันยายน 2010, 22:52:04 »

ท่าน jomyoot สังเกตมั๊ยครับว่าทำไมหลายคนในห้องนี้ชวนมาลงทุนในหุ้น แ่ต่ไม่มีใครเอ่ยถึงชื่อหุ้นแม้แต่ตัวเดียว หลายท่านเข้ามาอ่าน ค่อนข้างผิดหวังนึกว่าจะได้ หุ้นตัวเด็ดๆกลับไป ผมค่อนข้างเชื่ิอว่าท่านเหล่านั้น อยากจะบอกใจจะขาด แต่อยากให้ทุกๆท่านศึกษา และเรียนรู้พื้นฐานหุ้นให้ได้เสียก่อน ด้วยตัวท่านเอง แล้วค่อยมาถามว่าตัวนี้ดีมั๊ย อันนี้ประโยชน์จะตกอยู่ที่ท่านเอง และถ้าเกิดบอกไปก่อนแล้วมันไม่เป็นดังคาด ก็จะมาขุ่นข้องหมองใจกันอีก        ส่วนลงทุนในกองทุนรวม7วัน1%ถ้าในระยะยาว(5ปีขึ้นไป)มันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณนี้จริงผมก็คงจะขายหุ้นแล้วเอาไปลงทุนกองนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนอีกแหละครับว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน มากสุดก็ซื้อล๊อตเตอรี่ น้อยสุดก็ฝากแบงค์ ที่หลายๆท่านในเวบก็คงจะทำได้เพียงชี้แนะให้ความรู้ไปเรื่อยๆ ไม่อยากให้ก้าวกระโดดไวสำหรับมือใหม่  ส่วนการตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับท่านเอง
IP : บันทึกการเข้า

อ้ายตึงมัก อ้ายตึงหุม...
jomyoot
เตรียมอนุบาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 93


~เป้าหมายมีไว้ให้ไขว่คว้า~


« ตอบ #27 เมื่อ: วันที่ 09 กันยายน 2010, 23:01:43 »

ผมว่านะ ถ้าคนสนใจในเรื่องหุ้นจริง ผมว่ามานัดทานข้าว นัดทานกาแฟ แลกเปลี่ยน แชร์ความรุ้กันดีกว่าครับ เรื่องแบบนี้มันต้องพูดสนทนากันถึงได้รสชาติและเป็นมิตรมากกว่าครับ ยังไงถ้าผมได้ขึ้นไปเจียงฮาย ก็อยากนัดเจอ ใครสักคนที่อยุ่ในวงการนี้ มาแชร์ๆความรุ้หน่อยนะครับ เผื่อช่วยๆกันไป ลุ้นๆกันไป เล่นเองมันก่าบ่ะม่วนคับ เหมือนเล่นบอล ลุ้นอยุ่คนเดียวง่อม ลุ้นกันหลายๆคน ฮา ตรึม คึคึ
IP : บันทึกการเข้า

วายุ
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #28 เมื่อ: วันที่ 15 กันยายน 2010, 16:18:55 »

วิธีเลือกหุ้นตามแบบฉบับของผม
     ผมมีวิธีเลือกลงทุนในหุ้นแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆได้เป็น 4 อย่างตามลำดับขั้นตอนคือ  เลือกลักษณะธุรกิจ  เลือกความเป็นผู้นำในธุรกิจนั้น  การทำกำไรของบริษัท  และจังหวะในการลงทุน
1.เลือกลักษณะธุรกิจ  เราต้องดูว่า  ธุรกิจนั้น  ยังมีคนต้องการสินค้าและใช้บริการ  หรือยังขายได้หรือไม่  เช่น  จากข้อมูลที่ผมได้รับรู้มา  ทำให้ผมทราบว่า  เสื้อผ้าในโลกทุกวันนี้  มีมากเพียงพอสำหรับทุกคนไปอีก 50 ปีโดยไม่ต้องผลิตเพิ่ม  คำถามก็คือ  แล้วธุรกิจเสื้อผ้ายังจะสามารถโตได้อีกหรือไม่  อันนี้ถ้าดูจากข้อมูล  เราก็จะรู้ได้ว่า  ของ"มีมาก"กว่าความต้องการ  เพราะฉะนั้นแล้ว  ธุรกิจนี้  ก็ไม่น่าลงทุนสำหรับผม  ถ้าเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่  ค้าปลีก  อินเตอร์เนต  แก๊ส  น้ำมัน  อาหาร  วัสดุก่อสร้าง  ของเหล่านี้  ยังมีความต้องการในตลาดอยู่  เพราะฉะนั้นแล้ว  ก็น่าลงทุนครับ  ถ้าเราสนใจผิดธุรกิจตั้งแต่แรกแล้ว  เงินลงทุนของเรามันก็ไม่โตครับ  เราต้องดูว่า  ในอนาคตแล้ว  ธุรกิจนี้  ยังมีคนต้องการมันอยู่หรือไม่  ถ้ามี  มันยังโตไปได้อีกไหม  อันนี้ก็แล้วแต่ขอบเขตความรอบรู้ของแต่ละคนครับ  บางคนทำธุรกิจรับสร้างบ้าน  ก็อาจจะรู้ว่าเขามักใช้ปูนยี่ห้อไหน  อันนี้ก็ลงทุนในบริษัทผลิตปูนได้เช่นกันครับ
2.เลือกความเป็นผู้นำในธุรกิจนั้น   เมื่อเราเลือกลักษณะธุรกิจได้แล้ว  เราก็ต้องมาดูว่า  ในธุรกิจนั้น  ใครมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด  เรื่องนี้สำคัญมาก  เพราะมันหมายถึง  ตำแหน่งในตลาดของเรา  การเป็นเบอร์ 1 นั้น  มีหลายแบบ  บางทีอาจเป็นที่ยี่ห้อ  บางทีอาจมีสาขามาก  จนครอบคลุมทั้งประเทศ  คนสามารถไปใช้บริการที่ไหนในประเทศก็ได้  หรือ  บางทีอาจมีโรงงานเดียว  แต่สามารถผลิตของที่คนต้องการแล้วส่งไปขายยังที่ต่างๆ  สามารถไปหาซื้อที่ไหนก็ได้เช่น  มาม่า  โค้ก  รถยนต์  นม วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ  อันนี้ก็ถือว่าเป็นผู้นำทางตลาดได้  และธุรกิจนั้นมีคู่แข่งที่ใกล้เคียงไหม  ถ้าบริษัทนั้นไม่มีคู่แข่งเลย  หรือมี  แต่ห่างชั้นกันมาก  ก็ถือว่าดีน่าลงทุนครับ  แต่ถ้ามีคู่แข่งที่สูสีกันแล้ว  อัตราการทำกำไรมักจะไม่ค่อยดีครับ  เพราะต่างฝ่ายต่างก็มักจะใช้กลยุทธ์ลดราคาสู้กัน  จนทำให้ต่างคนต่างก็ไม่เหลือกำไร  กว่าใครจะแพ้ไปสักคน  อีกฝ่ายก็เจ็บหนักน่าดู
3.การทำกำไรของบริษัท   อันนี้ก็สำคัญครับ  เพราะถึงแม้จะเป็นเบอร์ 1  มีส่วนแบ่งทางตลาดเยอะ  แต่ไม่มีกำไรเลย  แล้วเราจะได้ผลตอบแทนจากไหนล่ะครับ  อันนี้มีกรณีศึกษาให้ด้วย  ผม"ย้ำ"นะครับว่าเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น  ไม่ได้คิดจะชี้นำให้ลงทุนในบริษัทนี้แต่อย่างใดwww.cpallnews.com/images/1/pdf/annual_report/CPALLAR_2009_TH.pdf  ผมเอารายงานประจำปีของ 7-11 มาให้ดูครับ  ดูที่หน้า 4  จะเห็นว่า  ยอดขายและรายได้จะลดลงเล็กน้อยจากปี 51  แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมาก  แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการไปในทางที่ดีครับ  บางทีอาจเป็นไปได้ว่า  เขาสามารถบริหารต้นทุนได้ดี  จึงมีกำไรเพิ่มมากขึ้น  ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นก็เพิ่มขึ้น  ความหมายก็คือ  ถ้าเอาทรัพย์สินของบริษัททั้งหมดมาแปลงเป็นเงิน  แล้วแบ่งออกมาให้ผู้ถือหุ้นให้เท่าๆกันแล้ว  บริษัทมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น  อันนี้ก็ถือว่าดีครับ  และลองดูหัวข้ออัตราส่วนทางการเงินครับ  กำไรและผลตอบแทนเพิ่มขึ้นทุกตัว  ถ้าดูที่หน้า 5  จะเป็นกราฟให้เราดูได้ง่ายขึ้นครับ  และดูหน้า 24 ครับ  เป้าหมายของธุรกิจชัดเจนมาก  เพราะประกาศว่าจะเปิดให้ได้ 7000  สาขา  อันนี้เราก็ต้องดูด้วยนะครับว่า  ทำได้จริงไหม  แต่จากการที่เราได้พบเห็น  ผมคิดว่า  เขาสามารถทำได้ครับ  เพราะฉะนั้น  อนาคตสดใสมาก  ถึงแม้ว่าคนในประเทศจะมีอยู่เท่าเดิม  แต่กำไรที่เพิ่มขึ้น  มาจากการชิงส่วนแบ่งการตลาดมาจากคนอื่น(อาจเป็นร้านของชำโชห่วยต่างๆ)  แต่มีคู่แข่งอีกรายคือโลตัสครับ  แต่เท่าทีวิเคราะห์ดูแล้ว  โลตัสจะมีรูปแบบคล้ายห้างย่อส่วนมากกว่าครับ  แต่ 7-11  จะเน้นไปที่ความสะดวกเรื่องอาหาร  เพราะฉะนั้น  ลูกค้าจึงแยกออกจากกันชัดเจน  ทำให้ไม่แย่งลูกค้ากัน
4.จังหวะในการลงทุน   ถึงแม้ว่าเราจะศึกษาบริษัทจนทะลุแล้ว  แต่ถ้าราคาหุ้นขณะนั้นมีราคาแพงอยู่  เราก็ควรรอจังหวะในการซื้อก่อนครับ  เพราะตลาดหุ้นมีขึ้นมีลง  เหมือนเราอยากซื้อของห้าง  แต่เราอยากได้ของถูก  เราก็รอจนกระทั่งเขาขนออกมาเลหลังขายนั่นแหละครับ  ระยะเวลาในการรอก็ไม่แน่นอน  บางทีรอเป็นปี   หรือหลายปี  แต่เราต้องใจเย็นครับ  เรื่องจังหวะในการลงทุนนี้  มีรายละเอียดปลีกย่อยมาก  เอาไว้คราวหน้า  ผมจะมาบอกวิธีดูครับ  โชคดีในการลงทุนทุกท่านครับ
IP : บันทึกการเข้า

ถึงจะจน       พี่ก็จน      อย่างมีเกียรติ
ถึงจะเครียด  พี่ก็เครียด   อย่างมีหวัง
ถึงจะบ้า       พี่ก็บ้า       อย่างมีพลัง
ถึงจะพัง       พี่ก็พัง       อย่างมีฟอร์ม
วายุ
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #29 เมื่อ: วันที่ 16 กันยายน 2010, 16:06:59 »

จังหวะลงทุน
     การเข้าตลาดนั้น  ควรดูว่า  เป็นขาขึ้นหรือขาลง  เพราะการที่รู้ว่าเราได้เข้าตลาดช่วงไหน  จะทำให้เรารู้ถึงภาพรวมใหญ่  และจะไม่ก่อให้เกิดการฝืนแนวโน้วของตลาด  การดูจังหวะซื้อหรือขายเราควรดู"นักลงทุนต่างชาติ"เป็นหลัก  จากประสบการณ์ของผม  นักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นคนกำหนดแนวโน้มต่างๆในตลาดหุ้นก็มักจะเป็นนักลงทุนต่างชาตินี่แหละ  และการที่เขาจะซื้อหรือขายหุ้นนั้น  มักจะอิงกับค่าเงินเป็นหลัก  หมายความว่า  ถ้าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น  เขาก็จะเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อให้ได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย  และหากค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าลง  เขาก็จะรีบขายหุ้นออกมา  และรอจนกว่าค่าเงินจะนิ่งเสียก่อน  แล้วจึงค่อยเข้ามาลงทุนใหม่  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า  นักลงทุนต่างชาติ  จะบันทึกหน้าลงทุนเป็นค่าเงินดอลล่าร์ ยกตัวอย่างเช่น  เขาเอาเงิน 1 ดอลล์มาแลกเป็นเงินไทยได้ 30 บาท  และสมมุติว่าเขาเอา 30 ไปซื้อหุ้นราคา 30 บาทก็จะได้ 1 หุ้นพอดี  แต่ถ้าค่าเงินอ่อนลงเป็น 31 บาท  และถ้าเขาขายหุ้นออกมาในราคา 30 บาท  ซึ่งไม่ได้ขาดทุนราคาหุ้น  แล้วเอาไปแลกกลับเป็นเงินดอลล์  เขาจะแลกได้แค่ 0.967 ดอลล์  ซึ่งทำให้เขาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 3 %   เพราะฉะนั้นแล้ว  หากเขาดื้อไม่ยอมขายหุ้นออกมา   เขาก็จะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  เราจึงต้องรู้เขารู้เราด้วยครับ  ดังตำราพิชัยสงครามซุนวูได้กล่าวไว้ว่า  "รู้เขารู้เรา  ร้อยศึกร้อยชัย"  เพราะฉะนั้นแล้ว  การลงทุนในหุ้น  เราสามารถจำกัดความเสี่ยงได้ด้วย"ความรู้"   บางคน  ซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาเลยด้วยซ้ำว่าเขาทำธุรกิจอะไร  พอเห็นหุ้นเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลง  ก็กระโดดเข้าไปร่วมตะลุมบอนกับเขาเสียแล้ว  และเวลาเขาเสียเงินขึ้นมา  ก็มักจะโทษว่าหุ้นมันเสี่ยง  ซึ่งเขาไม่ยอมโทษตัวเองเลยสักนิดว่า  เหตุผลที่ทำให้เขาเสียเงินมันเพราะอะไร  และก็ชอบไปป่าวประกาศกับใครต่อใครว่าหุ้นมัน"เสี่ยง"
     การลงทุนในหุ้นนั้น  เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มของธุรกิจ  หรือแม้แต่วงจรของตลาดได้   เพราะฉะนั้น  ถ้าเราศึกษาข้อมูลโดยละเอียด  เราก็จะพบว่า  มันเป็นการลงทุน  ไม่ใช่"การพนัน"  ขอให้โชคดีในการลงทุนทุกท่านนะครับ
IP : บันทึกการเข้า

ถึงจะจน       พี่ก็จน      อย่างมีเกียรติ
ถึงจะเครียด  พี่ก็เครียด   อย่างมีหวัง
ถึงจะบ้า       พี่ก็บ้า       อย่างมีพลัง
ถึงจะพัง       พี่ก็พัง       อย่างมีฟอร์ม
AIT
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,916



« ตอบ #30 เมื่อ: วันที่ 16 กันยายน 2010, 17:46:36 »

เยี่ยมครับ เรียนถามนิดท่านวายุ อยู่ในเชียงรายละเปล่าครับ ว่าง ๆ คิดว่ามีหลายท่านอยากปรึกษาแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านนะครับ
IP : บันทึกการเข้า
วายุ
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #31 เมื่อ: วันที่ 20 กันยายน 2010, 16:58:18 »

     ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่า  เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้   ไม่ได้เป็นการอวดตัวแต่ประการใด   จริงๆแล้ว   ผมต้องการให้กำลังใจกับคนที่กำลังไม่แน่ใจในตัวเองอยู่มากกว่า  หลายครั้งที่เราพูดกับตัวเองว่า  เราจะทำได้จริงหรือเปล่า   ผมอยากบอกว่า  เราอย่าดูถูกความสามารถของตัวเองเลย  เพราะผมเคยผ่านมันมาแล้ว  เพียงแค่เรามีความมุ่งมั่น   มันก็เป็นต้นทุนที่ดีแล้ว  เราแค่มีความปรารถนาว่าอยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้  หรืออยากมีเงินมากกว่านี้  แต่เราไม่รู้วิธี  เราก็ต้องศึกษาหาความรู้ให้มากๆ  ขอแค่ตั้งใจ  เราก็จะไปถึงจนได้...
     “กว่าจะมาเป็นผม”
ผมเกิดและโตที่กรุงเทพ  พอขึ้นชั้น ม.ต้น ผมก็ได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง  ซึ่งเขามีสมุดบัญชีเงินฝาก  ตอนผมเห็นครั้งแรก  ผมรู้สึกอยากเป็นเจ้าของมันเหมือนกัน  ผมอยากมีเงินเยอะๆ   ทั้งที่ตอนนั้น  ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีเงินเก็บไปทำไม  แต่พอเริ่มเก็บและเห็นตัวเลขค่อยๆเพิ่มขึ้น  ผมก็รู้สึกดีทุกครั้ง  ก่อนจบ ม.3 ไม่นาน  พ่อกับแม่ผมเลิกกัน  ผมก็เลยไม่ได้เรียนต่อ  ตอนที่จบ ม.3 ออกมา  ผมก็ได้เกรดแค่หนึ่งกว่าๆ  ผมไม่ได้เป็นคนฉลาดอะไรเลย  หัวไม่ค่อยดีด้วยซ้ำไป  แต่เมื่อผมไปปิดบัญชี  ผมมีเงินเก็บอยู่สองพันกว่าบาท  ตอนนั้นดีใจมาก
     “เริ่มทำงาน”
ตอนนั้นคนรอบข้างผม  มีแต่คนไม่มีความรู้ทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นแม่หรือน้า  ไม่มีใครแนะนำอะไรผมได้เลย  มีแต่คนชวนผมไปทำงาน  เขาบอกว่า  ทำงานแล้วได้เงินนะ   ผมก็เลยเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ  15 ปี   ไปเป็นเด็กร้านอะไหล่รถ  เงินเดือนสามพันกว่าบาท  แต่ผมก็ทำนะ  ถึงแม้ว่างานจะหนักมากสำหรับเด็กที่ไม่เคยทำงานมาก่อน  แต่ผมก็ทำเพราะได้เงิน  เมื่อเริ่มออกสู่โลกกว้าง  สังคมก็สอนให้ผมรู้ว่า  แค่จบ ม.3 มันอยู่ไม่ได้หรอก   ผมก็เลยไปลงเรียน กศน.   ช่วงนั้นทำงานจันทร์ถึงเสาร์   ส่วนวันอาทิตย์ก็ไปเรียน   ผมเรียนจนได้วุฒิ ม.6 มา   แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่เชียงรายตามแม่ที่ย้ายมาก่อนแล้วตอนที่ผมจบ ม.3
     “ลงทุนในการเรียน”
ตอนที่ผมมาเชียงราย   ผมมีเงินมาด้วยแปดหมื่นบาท   ผมจบ ม.6 กศน. มา  ซึ่งใครๆก็รู้ว่า   ความรู้มันไม่แน่นเหมือนเด็กภาคปกติหรอก  ตอนแรกกะว่าจะทำงานด้วยเรียนด้วย  แต่ด้วยความที่เราฐานไม่แน่น  ก็เลยต้องล้มเลิกการทำงานไป  จึงต้องเรียนอย่างเดียว  ผมมาลงเรียน ปวส. แบบ  3  ปีจบ  เพราะผมไม่ได้เรียนมาทาง ปวช. ก่อน  ต้องปรับพื้นฐานก่อน 1 ปี   ที่เทคนิคเชียงราย  ผมเรียนจนครบ 3 ปี  เหลือเงินอีกนิดหน่อย
     “เริ่มลงทุนทำธุรกิจ”
พอผมเรียนจบ  ผมก็ไปสมัครงานไว้หลายที่  แต่ไม่มีใครเรียกตัวเลย  พอดีช่วงนั้น  เขาฮิตการตั้งโต๊ะโทรศัพท์  โทรทั่วไทยนาทีละ 2 บาทกัน  ผมก็เลยทำบ้าง  เพราะคิดว่า  ระหว่างรองาน  ก็จะได้มีอะไรทำไปก่อน  ผมก็เลยเอาเงินที่เหลืออยู่นิดหน่อยไปซื้อโทรศัพท์มาใช้ตั้งโต๊ะ  แต่แล้วผมก็โดนตำรวจจับ  ตอนนั้นเห็นเขาหนีกัน  แต่ผมไม่หนี  เพราะคิดว่า   ผมใช้ชื่อผมไปเปิดเอง  ไม่ได้ใช้ชื่อใคร  มันก็คงไม่ผิด  แต่ตำรวจตั้งข้อหาว่า  ผมประกอบธุรกิจโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต   สรุปแล้ว  ผมโดนยึดโทรศัพท์ไปทั้งหมด  และต้องรอขึ้นศาลตัดสินความผิด
     “อะไรก็ทำ”
ตอนนั้นผมแทบไม่มีเงินเหลือติดตัวแล้ว   เพราะเอาไปลงทุนซื้อโทรศัพท์เกือบหมด  แต่พอโดนจับ  ต้องรอเสียค่าปรับซึ่งก็ไม่รู้เท่าไหร่   ถ้าไม่มีเงินจ่าย   ก็ต้องไปนอนคุกใช้หนี้วันละ 200    ตอนนั้นผมก็คิดว่า  งานอะไรก็ได้   ขอทำให้มีพอค่าปรับไปก่อนก็แล้วกัน   พอดีมีคนรู้จัก   บอกให้ไปสมัครที่โรงแรมแห่งหนึ่ง  ผมก็ไปสมัคร  ตอนนั้นกรอกว่า  ตำแหน่งอะไรก็ได้   ทางโรงแรมก็ให้ไปเป็นบาร์น้ำ   ผมจึงได้ทำงาน    ช่วงที่ทำงานอยู่ที่โรงแรม  เขามีอาหารเลี้ยงพนักงาน  ซึ่งอาหารก็ไม่ดีนัก  แต่ผมก็กินมันทุกมื้อ  เพื่อให้ประหยัดเงินมากที่สุด  ผมเก็บทิปที่ได้ทุกวัน  และเก็บเงินเดือนให้ได้มากที่สุด   จนเวลาผ่านไป 9 เดือน  ผมก็ขึ้นศาล   ศาลพิพากษาปรับ 5000 บาท  และให้ริบโทรศัพท์ไว้เป็นของกลางต่อไป   ผมก็เลยชำระไป   หมดเวรหมดกรรมกันไปที
     “เริ่มนับหนึ่งใหม่”
หลังจากที่หมดเรื่องแล้ว   ผมก็ทำงานเก็บเงินต่อ   ผมทำงานอยู่หลายปี   จนสามารถเก็บเงินได้ประมาณห้าหมื่นบาท   แล้วมีอยู่วันหนึ่ง   ผมก็ไปฝากเงินเหมือนเช่นเคย   แต่วันนั้นผมถามพนักงานธนาคารว่า  มีการฝากเงินประเภทไหนบ้างที่ได้ผลตอบแทนสูงๆ   พนักงานพูดว่า  คุณรับความเสี่ยงได้ไหมล่ะ  ถ้ารับได้  เราขอแนะนำกองทุนเปิดที่ลงทุนในหุ้น  ผลตอบแทนสูง  แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน  ตอนนั้นผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหุ้นเลย   ที่ผมรู้จักหุ้นมันก็แค่...เขาบอกว่าหุ้นมันเสี่ยง  แล้วมันเสี่ยงขนาดไหนล่ะ  ผมชักอยากลองซะแล้ว  สรุปแล้ว  ผมก็เปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับเขา  แล้ววันนั้น  ซึ่งเป็นวันที่ผมลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมด้วยเงิน 20000 บาท  ตลกไหมล่ะ  ผมไม่รู้จักมันเลย  แต่ผมกล้าลงทุนถึง 40 % ของเงินที่ผมมีอยู่   เพราะผมมีความมุ่งมั่นในการทำเงินมากนั่นเอง  และผมคิดว่า  ความฉลาดจะเกิดขึ้นเร็วมากกว่า  หากเราลงมือทำ
     “เริ่มลงทุนในการศึกษา”
หลังจากที่ชีวิตผมได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหุ้นแล้ว  ผมก็พยายามหาความรู้ใส่ตัวให้มากๆ   ช่วงที่ลูกค้าโรงแรมยังไม่เข้า   ผมก็จะไปเอาหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับธุรกิจที่อยู่ตรงล็อบบี้มาอ่าน  ตอนแรกๆก็ไม่เข้าใจหรอก  แต่ผมพยายามอ่านมากๆ  และทำความเข้าใจกับมัน  ซึ่งพออ่านบ่อยๆเข้า  ก็เริ่มจะมีความรู้ขึ้นมาบ้างเล็กน้อย  แต่ผมสังเกตว่า  หนังสือพิมพ์มีแต่ข่าว   แต่ไม่เคยสอนอะไรให้เรารู้เกี่ยวกับการลงทุนเลย  ตอนนั้นคิดเอาเองว่า  เขาคงขายหนังสือพิมพ์ให้กับคนที่รู้เรื่องเหมือนเขา  แล้วผม...ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลย   จะทำอย่างไรถึงจะอ่านเข้าใจ  แล้วยังมีกองทุนที่ผมไปลงทุนอีก  ผมได้ลงทุนไปแล้ว  แต่ผมไม่ได้ความรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุนนั้นเลย  เพราะการลงทุนมันก็แค่  ส่งเงินไปให้มืออาชีพลงทุนให้เราเท่านั้น   แล้วเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรโดยที่ต้องพึ่งคนอื่นเขาไปตลอด
     “จุดเปลี่ยน”
หลังจากที่ผมลงทุนไปได้ไม่นาน   กิจการร้านอาหารในโรงแรมก็มีปัญหา   แขกเริ่มไม่ค่อยมี   ซึ่งสัญญาณแบบนี้ไม่ดีเลย  ผมก็เลยคุยกับแฟนซึ่งทำงานที่เดียวกันว่า   เราออกไปค้าขายกันดีไหม  เพราะดูท่าทางเหมือนร้านจะไม่ไหวแล้ว   แต่ให้ออกไปคนเดียวก่อน  แล้วผมจะทำงานในร้านอาหารไปคนเดียวสักพัก  ถ้าแฟนออกไปค้าขายแล้วดี  เราค่อยออกไปช่วยกันเต็มตัวทั้ง 2 คน  แฟนก็ตกลง  ผมก็เลยไปถอนเงินที่มีอยู่ในธนาคารมาทั้งหมดสามหมื่นกว่าบาทเพื่อลงทุนค้าขาย
     “ข้ามช่อง”
พอแฟนออกมาค้าขายแล้วดี  และพอดีกับที่ร้านอาหารเจ๊ง  ผมก็ออกมาช่วยแฟนค้าขาย  ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามันเป็นการข้ามช่องของทฤษฏีเงินสี่ด้าน  แต่ผมมารู้หลังจากที่มาค้าขายเองและเริ่มมีเวลามากขึ้น  ช่วงนั้นก็เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของชีวิตอีกครั้ง  ซึ่งปกติแล้ว  ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ  และผมมักจะไปซื้อหนังสือมือสองมาอ่าน  เพราะว่าราคาถูกดี  แต่วันที่ผมไปหาซื้อหนังสือนั้น  พลันสายตาก็ไปเห็นหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง  ชื่อพ่อรวยสอนลูกตอนเงินสี่ด้าน  ซึ่งพอเปิดอ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้น  พบว่าในหนังสือ  จะกล่าวถึงอิสรภาพทางการเงิน  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกำลังค้นหาอยู่พอดี  ผมจึงซื้อกลับมาอ่าน  หลังจากอ่านจบแล้ว  ทำให้ผมมีความคิดที่เปิดกว้างและพบว่า  นี่แหละคือคำตอบของชีวิตเรา  และหลังจากหนังสือเล่มนั้นที่มาจุดประกายให้ชีวิตผมแล้ว  ผมก็ซื้อหนังสืออีกหลายเล่มที่เกี่ยวกับทางด้านนี้   อันนี้ผมอยากแนะนำให้คนที่ยังไม่รู้ว่าชีวิตในอนาคตจะไปทางไหน  ลองลงทุนกับหนังสือดีๆสักเล่ม  เผื่อว่ามันอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้
     “เริ่มลงมือเอง”
เมื่อผมได้อ่านหนังสือหลายเล่ม  ซึ่งในหลายเล่มนั้น  ก็มีเรื่องของการลงทุนอยู่ด้วย  ทำให้ผมตัดสินใจว่า  เราจะลิขิตชีวิตตัวเองซะที  เราจะหวังพึ่งคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้แล้ว   แล้วผมก็ไปที่ธนาคาร  จัดการปิดบัญชีกองทุนหุ้นที่ผมเคยเปิดไว้  ผมได้เงินคืนมาเพิ่มจากเดิมไม่เท่าไหร่  แต่ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากอยู่แล้ว  หลังจากนั้น  ผมก็ไปที่โบรกเกอร์เพื่อขอเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นทันที
     “ผิดหวังอย่างแรง”
ช่วงแรกที่ผมเข้าไปลงทุนในหุ้น  ผมก็คงเหมือนกับคนทั่วๆไปนั่นก็คือ  เล่นหุ้นที่หวือหวาปั่นขึ้นปั่นลง  โดยมี“ความหวัง”ว่าจะรวยเร็ว  บางทีซื้อหุ้นมาแล้วก็นอนไม่หลับ  กังวลว่าพรุ่งนี้หุ้นจะเป็นยังไง  ทำให้ชีวิตไม่ค่อยมีความสุข  ผมจึงศึกษาไปเรื่อยๆ  แล้วก็มีคำแนะนำหลายอย่างมากในตลาด  ผมก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อยเพราะไม่มีใครสอน  แล้วก็มาลงตัวที่การซื้อหุ้นบลูชิพ(หุ้นบลูชิพหมายถึงหุ้นที่มีความมั่นคงสูง  มีมูลค่าตลาดมาก)  แต่แล้วเมื่อเกิดวิกฤตซับไพรม์   หุ้นก็ลงกันขนานใหญ่   ทำให้ผมขาดทุนเป็นเงินหมื่นกว่าบาท  ซึ่งในขณะนั้นผมมีเงินลงทุนอยู่หกหมื่นบาท  ทำให้เงินผมลดลงเหลือห้าหมื่นบาท   ตอนนั้นผมก็รีบขายหุ้นทิ้งโดยคิดว่า  เสียแขนขารักษาชีวิตไว้ก่อน  ซึ่งประสบการณ์ในครั้งนั้นได้สอนผมว่า  หุ้นมีขึ้นก็มีลง  แม้จะเป็นหุ้นมั่นคงแค่ไหนก็ตาม  ประสบการณ์ในชีวิตจริงมันโหดร้ายมากนะ  เพราะมันลงโทษคุณก่อนแล้วค่อยสอนคุณ  ไม่เหมือนในโรงเรียนที่ต้องสอนก่อนแล้วค่อยลงโทษ  แต่หากเราได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีแล้ว   และเราไม่ได้อะไรจากมันเลย  ผมว่า   มันเลวร้ายกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสียอีก   หลังจากที่ขาดทุนจากหุ้น  ผมก็เข็ดกับการลงทุนหุ้นมาก  ผมจึงเอาเงินที่เหลือทั้งหมด  ไปซื้อตราสารหนี้ของธนาคาร  ซึ่งในตอนนั้นผมคำนวณผลตอบแทนแล้ว   มันได้ตกวันละ 3 บาทกว่าๆ  ซึ่งช่วงที่ผมได้ไปซื้อตราสารหนี้ไว้   ผมไม่ได้สนใจตลาดหุ้นเลย  โดยในช่วงนั้น  ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะขาลงเต็มตัว   พูดง่ายๆคือลงทุกวัน  แต่ผมก็มานั่งคิดว่า  ถ้าเราอยากขี่จักรยานเป็น  แต่การล้มเพียงแค่ครั้งเดียวในตอนหัดจักรยาน  มันจะทำให้เราขี่ไม่เป็นเลยทั้งชีวิต  ผมสมควรจะทำอย่างนั้นหรือไม่  ผมก็เลยตั้งต้นใหม่  และคิดว่า  การพ่ายแพ้ในวันนี้  มันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีที่จะทำให้เราแข็งแกร่งในอนาคต  และอย่างที่ผมบอกไป  เราต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเหตุการณ์เลวร้ายที่มันเกิดขึ้นกับเรา  ผมก็เลยมานั่งคิดว่า  หากเราอยากชนะ  เราไม่ควรพูดกับตัวเองว่า”เราทำไม่ได้”  แต่เราควรพูดว่า”จะทำอย่างไร”  เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว  ผมก็เลยไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับหุ้นโดยเฉพาะมาอ่าน  ซึ่งเมื่ออ่านมากๆ  ก็ทำให้ผมเข้าใจหุ้นมากขึ้น  และในช่วงจังหวะนั้น  หุ้นซึ่งตกมานานแล้ว  ได้ชะลอการตกลง  ซึ่งหุ้นต่างๆในตลาด  มีราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ  ผมจึงขายตราสารหนี้ออกมา  และเอาเงินที่มีอยู่ทั้งหมดในขณะนั้นประมาณห้าหมื่นกว่าบาท  เข้าไปลงทุนซื้อหุ้น
     “ฟ้าหลังฝนย่อมสดใส”
พอผมซื้อหุ้นได้ไม่นาน  หุ้นก็ดีดกลับอย่างแรง  เนื่องจากว่า  ช่วงที่มันตก  มันก็ตกแรงเช่นกัน  ผมก็เลยรู้ว่า  จังหวะในการลงทุนหุ้นนั้น  สำคัญไม่แพ้การดูที่ตัวบริษัทเลย  ซึ่งในช่วงเวลานั้น  จากเงินห้าหมื่นของผม  เพิ่มขึ้นมาเป็นสองแสนบาทอย่างรวดเร็ว  ผมดีใจมาก  เพราะไม่เคยมีเงินเกินแสนเลยในชีวิต  แต่ผมก็ตระหนักดีว่า  ในอีกไม่นาน  วงจรของตลาดหุ้นก็คงจะมาเยือนอีกครั้ง
     “ลงทุนอสังหาฯ”
เมื่อผมเริ่มมีเงินแล้ว  ผมจึงคิดว่า  เราควรมีบ้านเป็นของตัวเองเสียที  เหตุที่ทำให้ผมคิดอยากมีบ้านนั่นก็คือ 
1.ช่วงนั้น  ผมเช่าหอพักอยู่กับแฟน  และเจ้าของหอมาขอขึ้นค่าเช่า  ซึ่งหอนั้น  ผมก็อยู่มานานแล้ว   อยู่มาตั้งแต่ค่าเช่า 1300 แล้วก็เป็น 1500  หลังสุดเป็น 1700   ผมก็เลยคิดว่า  ขืนอยู่ต่อไปเรื่อยๆ  คงไม่แคล้วได้ทำงานหาเลี้ยงเจ้าของหอเป็นแน่
2.ผมเริ่มมีเงินขึ้นมาบ้างแล้ว
3.จากทฤษฏีเงินเฟ้อ  ทำให้ผมมองว่า  หากเราเอาบ้านตอนนี้  และเรากู้เงินจากธนาคารมาซื้อ  เราจะชำระหนี้ในอนาคตด้วยเงินที่ด้อยค่าลง  ซึ่งมันมีผลทำให้  เหมือนมูลหนี้นั้นมีค่าลดลง   แต่มันจะเป็นผลดีกับเรา  หากราคาบ้านเพิ่มขึ้นมากกว่าภาวะเงินเฟ้อ(ถ้าใครติดตามอ่านกับผมมานาน  จะรู้ว่าเงินเฟ้อคืออะไร)
     ด้วยเหตุผลดังกล่าว  ผมจึงเข้ามาในเว็บเชียงรายโฟกัสเพื่อลงข้อความหาซื้อบ้านซึ่งราคาไม่แพงแต่อยู่ในเมือง  ผมต้องขอขอบคุณเจ้าของเว็บมาในโอกาสนี้ด้วยครับ  ซึ่งในเวลาไม่นานก็มีคนติดต่อเข้ามาขายให้ในราคาไม่แพง  ที่ไม่แพงก็เนื่องจากว่า  ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำพอดี  บางคนที่โดนผลกระทบจากวิกฤตนั้น  ก็ต้องขายของออกมาในราคาถูกเพราะร้อนเงิน  ผมจึงใช้ความรู้ในหนังสือเข้ามารับซื้อไปในจังหวะนั้น  ในหนังสือบอกว่า  เราควรรอซื้อบ้านในช่วงจังหวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ  เพราะเราจะสามารถซื้อของได้ในราคาถูก  และในช่วงเดียวกันนั้น  ดอกเบี้ยก็ลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์  ทำให้ค่าผ่อนส่งต่องวดไม่ต้องโดนดอกเบี้ยกินมากนัก  แถมรัฐบาล  ยังลดภาษีโอนบ้านเหลือแค่ 0.01 %  จากเดิม 1 %  หรือพูดง่ายๆก็คือ  ถ้าบ้านหนึ่งล้านบาท  ต้องเสียค่าโอนหนึ่งหมื่นบาท  แต่ถ้าในจังหวะนั้นก็เสียแค่หนึ่งร้อยบาท  และบ้านที่ผมซื้อมาในราคาเจ็ดแสนบาท  ผมก็เสียค่าโอนเพียง 70 บาท  แทนที่จะเป็น 7000 บาท  ซึ่งช่วงที่ผมซื้อบ้าน  มันจึงเป็นจังหวะที่ดีที่สุดก็ว่าได้
     ผมซื้อบ้านมาซ่อมแซมนิดหน่อย  หมดเงินไปแสนกว่าบาท  ซึ่งเงินที่ผมเอามาซ่อมนั้น  มันก็มาจากการขายหุ้นออกไปบางส่วน  และเมื่อผมเอาบ้านเข้าประเมินเพื่อกู้แบงค์  เขาประเมินว่า  บ้านมีราคาเจ็ดแสนหก  ซึ่งมันต่ำกว่าราคาที่ผมซื้อมาเสียอีก  เมื่อประเมินได้สูงกว่า  ผมก็เลยกู้ได้เต็มราคาที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าของบ้าน  ทำให้ผมไม่ต้องเสียเงินดาวน์บ้านเลย  นี่แหละคือประโยชน์จากจังหวะในการซื้อ  ทำให้ผมเหลือเงินเอาไว้ลงทุนในหุ้นต่อไป
     “ผมในวันนี้”
ตอนนี้  ชีวิตผมก็มีความสุขพอประมาณ  มีงานทำ  ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนตัว  มีเงินลงทุนในหุ้น  ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินของผมอยู่ในนั้นแล้วก็ตาม  เพราะผมเอามันออกมาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ตอนทำบ้าน  ซึ่งก็เท่ากับว่าในขณะนี้  ความเสี่ยงที่ผมจะสูญเสียเงินของผมเองนั้นเป็นศูนย์ไปแล้ว    ถึงแม้ว่าในตอนนี้ผมจะเสียเงินที่มีทั้งหมดไปในตลาดหุ้นก็ตาม  แต่ผมคิดว่า  ผมคงจะทำได้ดีกว่าในอดีตแน่นอน  ซึ่งการที่ผมมั่นใจอย่างนั้นก็เพราะ   ผมได้ลงมือทำและผ่านมันมาแล้ว  ไม่เหมือนกับหลายคน  ที่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น  แต่ก็ไม่เคยลงมือทำอะไรสักที  ได้แต่กลัวต่างๆนานา  คนที่ไม่ทำอะไร  ดูๆไปแล้วเหมือนคนฉลาด  เพราะว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด  แต่ผมอยากบอกว่า  คนที่กล้าทำผิดพลาดบ่อยๆ  และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น  ในที่สุดแล้ว  คนๆนั้นจะกลายเป็นคนฉลาด  และคนที่ฉลาดจากความผิดพลาดมากๆนั้น  เขาเรียกว่าคนมีประสบการณ์ยังไงล่ะครับ  เมื่อเป็นดังนี้แล้ว  เราก็ควรจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างได้แล้ว  ดังเช่นวลีของไนกี้ที่บอกว่า  JUST  DO  IT  ซึ่งแปลว่า “ลงมือทำ”  นั่นเอง
     จากการวิเคราะห์ชีวิตของผมเอง  ทำให้ได้รู้ว่า  ผมไม่มีต้นทุนชีวิตเหมือนใครหลายคน  ต้องหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก  ไม่มีใครให้ปรึกษา  ไม่มีความรู้สูงถึงขั้นปริญญา  ไม่มีใครสอนเรื่องการลงทุน  ไม่มีใครให้เงินลงทุน  ซึ่งการที่ผมมีเงินลงทุนได้  มันก็มาจากการเก็บออมของผมเองทั้งสิ้น  แต่ชีวิตของผมในปัจจุบัน  มาจากความมุ่งมั่นว่า  สักวันหนึ่งเราจะต้อง“มี”ให้ได้  และศึกษาหาความรู้ใส่ตัวให้มากๆ  พร้อมทั้งต้อง“ลงมือทำ”ด้วย  และถึงแม้ว่าเราจะทำพลาดและสูญเสียบางอย่างไป  แต่เราก็จะได้รับประสบการณ์อันมีค่าจากความผิดพลาดนั้นมาแทน  ผมขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่มีความมุ่งมั่น  จงรีบลงมือทำเถิด   เพราะหากเราก้าวเดินก่อนคนอื่น  และมีทิศทางการมุ่งไปที่ถูกต้อง  ผมเชื่อว่า  เราต้องไปถึงจุดหมายก่อนคนอื่นแน่นอน  ซึ่งจุดหมายนั้น  มันคุ้มค่ากับการมุ่งไปจริงๆ  ขอบคุณที่เสียเวลาอ่านเรื่องของผมครับ
IP : บันทึกการเข้า

ถึงจะจน       พี่ก็จน      อย่างมีเกียรติ
ถึงจะเครียด  พี่ก็เครียด   อย่างมีหวัง
ถึงจะบ้า       พี่ก็บ้า       อย่างมีพลัง
ถึงจะพัง       พี่ก็พัง       อย่างมีฟอร์ม
เสือไฟ
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,171


บำบัดทุกข์ บำรุงสุข


« ตอบ #32 เมื่อ: วันที่ 20 กันยายน 2010, 17:12:15 »

อ่านจนจบซาบซึ้งใจมากเลยครับ นับถือพี่วายุจากใจจริงเลยครับ รู้ไหมครับ พี่ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนในที่นี้ครับ ขอสนับสนุนเป็นกำลังใจและติดตามผลงานของพี่วายุตลอดไปนะครับ
IP : บันทึกการเข้า
วายุ
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #33 เมื่อ: วันที่ 21 กันยายน 2010, 16:17:59 »

ตอบคุณ AIT
     ผมอยู่ในเชียงรายนี่แหละครับ  ถ้าอยากปรึกษาอะไรก็พิมพ์ถามมาได้  แต่ผมไม่ได้ดูเว็บทุกวันนะครับ  บางทีอาจต้องรอบ้าง  หรือบางที  อาจมีผู้รู้ท่านอื่นช่วยตอบให้  อันนี้ก็ดีครับ  เพราะจะเป็นการมองปัญหาในหลายแง่มุม
ส่วนคุณ Freedom
     ผมสังเกตว่าคุณชอบลงรูปคาราวานมอเตอร์ไซค์  ไม่ทราบว่าเป็นหนึ่งในแก๊งค์นั้นหรือเปล่าครับ  ไม่ได้ละลาบละล้วงนะ  แต่รูปนั้นมันให้ความรู้สึกดี  เพราะถึงแม้ว่าจะขี่รถไปกันเยอะ   ก็ไม่ได้กร่างขี่กันล้ำเส้นถนน  แต่กลับขี่ตามๆกันไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  น่าชื่นชมครับ
IP : บันทึกการเข้า

ถึงจะจน       พี่ก็จน      อย่างมีเกียรติ
ถึงจะเครียด  พี่ก็เครียด   อย่างมีหวัง
ถึงจะบ้า       พี่ก็บ้า       อย่างมีพลัง
ถึงจะพัง       พี่ก็พัง       อย่างมีฟอร์ม
Rooney2549
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 500


« ตอบ #34 เมื่อ: วันที่ 24 กันยายน 2010, 10:31:25 »

สนใจมาตลอด แต่เล่นไม่เป็น

ทุกวันนี้มัวแต่ไปลงทุนกับแทงบอลหรือไม่ก้อคาสิโนออนไลน์

เสี่ยงสูง ได้สูง เสียก้อสูง

เริ่มๆจะเบื่อละ อยากลองศึกษาเรื่องหุ้นดูบ้าง

จะตามเข้ามาอ่านบ่อยๆ นะคับ ขอบคุณความรู้และประสบการณ์ดีๆของท่านทั้งหลายคับ
IP : บันทึกการเข้า
Freedom
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 608


ห้องสมุดบิดคิด


« ตอบ #35 เมื่อ: วันที่ 24 กันยายน 2010, 14:37:22 »

สนใจมาตลอด แต่เล่นไม่เป็น

ทุกวันนี้มัวแต่ไปลงทุนกับแทงบอลหรือไม่ก้อคาสิโนออนไลน์

เสี่ยงสูง ได้สูง เสียก้อสูง

เริ่มๆจะเบื่อละ อยากลองศึกษาเรื่องหุ้นดูบ้าง

จะตามเข้ามาอ่านบ่อยๆ นะคับ ขอบคุณความรู้และประสบการณ์ดีๆของท่านทั้งหลายคับ

หุ้น กับ การพนัน มีความเสี่ยงเหมือนกัน...แต่ต่างกันที่

หุ้น เราสามารถจัดการ บริหารความเสี่ยงได้ ในขณะที่การพนัน...เราไม่สามารถจะจัดการ จำกัด หรือบริหารความเสี่ยงอะไรได้เลย  ยิ้ม ยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

วายุ
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #36 เมื่อ: วันที่ 26 กันยายน 2010, 15:23:06 »

ประกาศครับ!!!
     ใครอยากคุยเรื่องลงทุนกัน  เรามาคุยกันได้ครับ  ผมว่างทุกวันเสาร์  อยู่ในตัวเมืองเชียงรายนี่แหละ  บางทีการนั่งคุยกัน  มันจะได้สาระมากกว่า  เพราะการที่ผมลงข้อความให้อ่าน  มันเป็นการสื่อสารด้านเดียว  บางที  คุณๆอาจจะอยากถามบางเรื่องบางประเด็น  หรือไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาอ่านข้อความ  หรือบางที  มีเวลามาอ่าน  แต่ผมยังไม่ได้มาอัพ  ก็อาจจะเซ็งอารมณ์กันไป  ตอนนี้ก็อยากเจอคนที่มีความชอบด้านเดียวกันบ้าง  ผมก็ไม่ได้ว่าตัวเองเก่งนะครับ  มีผู้รู้มาคุยกันก็ได้  ผมจะได้ถามไถ่เรื่องที่ผมไม่รู้บ้าง  และท่านอื่นๆจะได้มีความรู้พร้อมกันไปด้วย  เรามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันดีกว่า  แต่ผมยังไม่รู้ว่าจะนัดเจอกันที่ไหน  หรือจะเริ่มต้นยังไง  เอาเป็นว่า  ใครมีที่เหมาะๆที่จะนั่งคุยกัน  ก็แนะนำมาได้นะครับ  แล้วเดี๋ยวพอลงตัวแล้ว  ก็ค่อยนัดกันเป็นเรื่องเป็นราวอีกทีหนึ่ง  คุณคิดว่าเป็นไงบ้างครับ  ผมนี่คุยได้ทุกเรื่องนะครับ  ยกเว้นยืมเงิน...555  แล้วเวลาเจอหน้าอย่าตกใจนะครับ  เพราะใครๆเขาก็พูดว่า  หน้าผมเหมือนฟิล์ม(ถ่ายแล้วแต่ยังไม่ได้ล้าง)  ล้อเล่นนะครับ  แค่นี้ก่อนแล้วกัน  ขอบคุณที่สนใจเรื่องการลงทุนครับ
IP : บันทึกการเข้า

ถึงจะจน       พี่ก็จน      อย่างมีเกียรติ
ถึงจะเครียด  พี่ก็เครียด   อย่างมีหวัง
ถึงจะบ้า       พี่ก็บ้า       อย่างมีพลัง
ถึงจะพัง       พี่ก็พัง       อย่างมีฟอร์ม
Rooney2549
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 500


« ตอบ #37 เมื่อ: วันที่ 26 กันยายน 2010, 16:09:34 »

เสนอนิดนึง น่าจะมีคนสนใจนะ

อยากให้ท่านวายุ จัดอบรมเรื่องของการลงทุนโดยการเล่นหุ้นน่ะ
ไม่ต้องเป็นพิธีการมากก้อได้ แค่ชักชวนคนที่สนใจมาร่วมอบรมกัน แลกเปลี่ยนกัน โดยมีท่านวายุเป็นผู้อบรม สอนวิธีการลงทุน แชร์ประสบการณ์ ประมาณนี้อ่ะคับ ส่วนเรื่องค่าอบรมเอาแค่พอเป็นพิธีก้อได้ ผมว่ามีคนสนใจนะ ไม่ถึง 10 คน ก้อยังจัดได้เลย เอาเรื่องของการพบปะกันเป็นหลัก อย่างน้อยก้อผม 1 คนล่ะ

เสนอนะ ใครสนอง บอกกกันด้วยเด้อ ขอบคุณ
IP : บันทึกการเข้า
AIT
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,916



« ตอบ #38 เมื่อ: วันที่ 27 กันยายน 2010, 23:58:43 »

อยากเรียนถามท่านวายุว่าในเชียงราย ตามความเห็นของท่านวายุ โบรกเกอร์ไหนเข้าท่าสุดครับ ในภาพรวม ๆ CGS หน้า Crmall เป็นไงบ้าง
IP : บันทึกการเข้า
วายุ
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #39 เมื่อ: วันที่ 29 กันยายน 2010, 16:13:47 »

ตอบคุณ AIT
     ไม่ทราบว่าคุณเป็นมาร์เก็ตติ้งที่นั่นหรือเปล่า  ถ้าใช่  คุณคงเคยเห็นหน้าผมบ่อยๆ  เพราะคนที่นั่นชอบเรียกผมว่านินจา  เพราะเวลาผมผ่านไปทางนั้น  ผมชอบแวะเข้าไปดูราคาหุ้น  พอดูเสร็จ  ผมก็จะหายตัวไป  เนื่องจากว่าบ้านผมไม่ติดเนต  ทุกวันนี้เวลาดูหุ้นต้องดูทางช่อง 9(ชีวิตน่าสงสารจัง)  อย่าลืมนะครับ  ใครมีที่นั่งคุยกันก็บอกได้  ช่วงนี้ตลาดหุ้นกระทิงเต็มตัวเลย  เงินทะลักเข้ามาจากนอก  ใครไม่มีของก็เข้าได้ครับ  แต่ถ้ามันหันหัวกลับ  ต้องออกให้ไว  ใครไม่มีเวลา...อย่าเพิ่งเสี่ยงเลยครับ  รอรอบหน้าก็ได้  ค่อยๆศึกษาหุ้นไปเรื่อยๆ  มาคุยกันคนน้อยๆเหมือนคุณรูนี่ก็ได้  ส่วนค่าอบรม  ผมไม่คิดหรอก  อยากให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นครับ  ตอนนี้ใจดีอยู่เพราะหุ้นที่ผมถือไว้ขึ้นแรงมาก  ซื้อตอน 29 บาท  ตอนนี้ 43 บาท  กำไรอยู่ห้าหมื่นกว่าแล้ว  รอไว้ถ้าหุ้นตกก่อน  แล้วค่อยเก็บค่าเรียนครับ(ล้อเล่นน่ะ)  ถ้าหุ้นตก  มันก็มีวิธีได้กำไรจากหุ้นตกด้วยนะครับ  เล่นตราสารอนุพันธ์ไงครับ  ใครรู้จักบ้างเอ่ย  ถ้าเรามีความรู้  ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง  เราก็สามารถทำเงินได้ทั้งนั้น  ถ้าใครสนใจ  เดี๋ยวหาที่คุยกันได้แล้ว  จะแฉหมดเปลือกเลยครับ  ขอบคุณที่สนใจ
IP : บันทึกการเข้า

ถึงจะจน       พี่ก็จน      อย่างมีเกียรติ
ถึงจะเครียด  พี่ก็เครียด   อย่างมีหวัง
ถึงจะบ้า       พี่ก็บ้า       อย่างมีพลัง
ถึงจะพัง       พี่ก็พัง       อย่างมีฟอร์ม
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 41 พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!