เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2019, 05:24:31
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก



  • ข้อมูลหลักเว็บไซต์
  • เชียงรายวันนี้
  • ท่องเที่ยว-โพสรูป
  • ตลาดซื้อขายสินค้า
  • ศูนย์กลางธุรกิจ
  • บอร์ดกลุ่มชมรม
  • อัพเดทกระทู้ล่าสุด
  • อื่นๆ

ประกาศ !! กรุณาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ : http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1025412.0
x
ขณะนี้เรากำลังไลฟ์ คลิกที่นี่เพื่อชม

+  เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย
|-+  ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย
| |-+  เรื่องล้านนา ภาษากำเมือง
| | |-+  " ตักบาตรเป็งปุ๊ด " (เวอร์ชั่นคนบะเก่าเปิ้นเล่ามา)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน " ตักบาตรเป็งปุ๊ด " (เวอร์ชั่นคนบะเก่าเปิ้นเล่ามา)  (อ่าน 1522 ครั้ง)
~KT 2 U~
สมาชิกลงทะเบียน
ระดับ :ป.โท
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,596


♥ แม่ค้าออนไลน์ ผู้ซึ่งเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ♥


« เมื่อ: วันที่ 24 สิงหาคม 2010, 20:58:25 »

อันนี้ป้อเล่าหื้อฟังเน้อเจ้า อิอิ เปิ้นบอกว่าคนเฒ่าเปิ้นเล่าหื้อฟังมาเมื่อ 30 กว่าปี๋ละอี้หนา

เรื่องก็มีอยู่ว่าในคืนวันเพ็ญ เดือนแจ้ง(อย่างคืนนี้นะเนาะ) ปกติสมัยตะก่อนนี้พระ จะออกบิณฑบาตรเ้ช้า
ประมาณตี๋สาม ตี๋สี่ แต่คืนวันนี้เดือนแจ้ง พระเลยกึ๊ดว่าใกล้เจ้าแล้วก็เลยออกบิณฑบาตร เพราะจะใดก็นอนบ่หลับละ เดือนมันแจ้งแยงต๋า  แต่พอ พระออกบิณฑบาตรโดยตี้บ่ฮู้ว่าต๋อนนี้ยังเป๋นกลางดึกอยู่ เิดินไปจะใดก็บ่เจ้าสักเตื่อ พระก็เลยปะใส่ก้างบะฟักแก้ว เปิ้นกะขึ้นนอนบนก้างบะฟักแก้วเหีย แล้วเสียกำนี้หัวเปิ้นห้อยลง
ตกเจ้ามา จาวบ้านจะมาเก็บบะฟักแก้ว ก็ไปก๋ำใส่หัวพระ แล้วจะเอาเคียวเกี่ยว ก็ว่าหยังบะฟักแก้วมันมนๆ จะนี้
จาวบ้านแยงผ่อแหมกำ เป็นว่าเอ๋ออออ หัวพระว่าหั้น พอพระท่านสะดุ้งตื่น เปิ้นก็ว่าตะคืนเดือนมันแจ้ง
กะนึกว่าเจ้าแล้ว ก็เลยออกบิณฑบาตร พอพระท่านเล่าหื้อจาวบ้านฟัง ตั้งหั้นมาก็เลยมีตักบาตรในคืนเป็งปุ๊ด จะนี้แลเจ้า

อิอิ  ยิงฟันยิ้ม

นั่งฟังป้อเล่ามาหนาเจ้า อาจจะบ่ครบถ้วน กะว่าแตกต่างจากเวอร์ชั่นท่านอื่นจะใดก็มาเล่าสู่กั๋นฟังเน้อเจ้า ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 24 สิงหาคม 2010, 23:08:53 โดย ~หมูllว่ีีullดง~ » IP : บันทึกการเข้า

ละอ่อนโบราณ
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,466



« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 24 สิงหาคม 2010, 22:39:55 »

น้องแต...อันนี้บ่ไจ่ต๋ำนาน ตักบาตรอุปคุตเน้อ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
เป็นบางต๋อนของนิทานเรื่องกะต๊ำปล๋าค่ำตุ๊ เป๋นนิทานตลกแฝงคติธรรมของล้านนา
ตี้คนเฒ่าคนแก่มักจะเล่าหื้อลูกหลานฟังสมัยก่อน... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

..............
~KT 2 U~
สมาชิกลงทะเบียน
ระดับ :ป.โท
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,596


♥ แม่ค้าออนไลน์ ผู้ซึ่งเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ♥


« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 24 สิงหาคม 2010, 23:08:10 »

เอ๋อ เป๋นจะอั้นกาเจ้า  ยิงฟันยิ้ม

แตกะนั่งฟังป้อเล่ามาย่ะ อิอิ ยิ้มกว้างๆ
IP : บันทึกการเข้า

คนหลังเขา
มัธยม
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 651



« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 09:05:06 »

ขอบคุณมาก
IP : บันทึกการเข้า

*ความรัก*ไม่ลึกซึ่งเหมือนกาลเวลา
** ว่างๆเข้ามาพูดมาคุยและฟังเพลงเพราะๆได้จากห้องไหลๆของเราชาวเชียงรายโฟกัสนะคะ
** http://www.chiangraifocus.com/forums/chatroom/index.php **
WEBMASTER
เจ้าสำนักใหญ่
Administrator
แฟนพันธ์แท้
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,238

บุคคลทั่วไป


« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 14:43:15 »

น้องแต...อันนี้บ่ไจ่ต๋ำนาน ตักบาตรอุปคุตเน้อ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
เป็นบางต๋อนของนิทานเรื่องกะต๊ำปล๋าค่ำตุ๊ เป๋นนิทานตลกแฝงคติธรรมของล้านนา
ตี้คนเฒ่าคนแก่มักจะเล่าหื้อลูกหลานฟังสมัยก่อน... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

แค่บางส่วนยังฮาขนาดนี้..งั้นขอฉบับเต็มด้วยครับ... ยิงฟันยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

รับสมัครทีมงาน..ด่วน ตำแหน่ง Web Developer
http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1088738.0

ติดตามบน Youtube  : https://goo.gl/T3uwHN
dj_john
ระดับ ป.ตรี
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,574



« ตอบ #5 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 14:48:45 »

นอนในกุฏิ แสงเดือนยังส่องจนนอนไมหลับ

แล้วมานอนบนก้างบ่ฟัก หลับเฉยเลย  ฮืม
IP : บันทึกการเข้า

Facebook : John Crutd
Line ID : John Crutd
taekeuk_poomse
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 16:34:50 »

"กะต๊ำป๋า" ซึ่งหมายถึงพรานที่จับปลาด้วยเครื่องมืออย่างฟ้าทับเหว กลั่นแกล้งพระภิกษุ ปฐมเหตุของเรื่องมีว่าพรานจับปลาผู้นี้เป็นลูกของแม่หม้ายคนหนึ่ง นางอยากจะข้ามน้ำไปทำบุญที่ฟากน้ำตรงข้ามแต่ไม่มีเรือ เมื่อพระพายผ่านมา พระก็ไม่ให้นางอาศัยไปด้วย พอเรือของพระยาเจ้าเมือง ผ่านมา เจ้าเมืองก็ไม่รับนางไปด้วยเช่นกัน นางจึงถวายของที่จะทำบุญกับต้นไม้และเจดีย์ทรายในที่นั้นแล้ว อธิษฐานขอลูก ๓ คน ตั้งใจที่จะได้ลูกที่ฉลาดเพื่อจะให้ไปแกล้ง พระ พระยา และพวกแจ๊ะ ซึ่งคำ"แกล้ง" ในภาษาล้านนาใช้ "ฅ่ำ" ซึ่งมักเขียน"ค่ำ" โดยคนที่"ฅ่ำทุ" คือ กะท้ำปลา เรียกชื่อนิทานว่า "กะต๊ำป๋า ค่ำตุ๊" คนที่ไปแกล้งพระยาคือ "เชียงเหมี้ยง" ซึ่งมีนิทานเรื่อง เชียงเหมี้ยงฅ่ำพระญา ส่วนคนไปแกล้ง "แชะ"คือพวกแจ๊ะที่เป็นชนเผ่าหนึ่งนั้นคือ "เส็ด" และมีนิทานว่า "เส็ดฅ่ำแชะ เส็ดค่ำแจ๊ะ"

IP : บันทึกการเข้า
ละอ่อนโบราณ
ระดับ :ป.โท
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,466



« ตอบ #7 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 17:11:36 »

น้องแต...อันนี้บ่ไจ่ต๋ำนาน ตักบาตรอุปคุตเน้อ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
เป็นบางต๋อนของนิทานเรื่องกะต๊ำปล๋าค่ำตุ๊ เป๋นนิทานตลกแฝงคติธรรมของล้านนา
ตี้คนเฒ่าคนแก่มักจะเล่าหื้อลูกหลานฟังสมัยก่อน... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

แค่บางส่วนยังฮาขนาดนี้..งั้นขอฉบับเต็มด้วยครับ... ยิงฟันยิ้ม
ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

1 กะท้ำปลาฅ่ำทุ

กะต๊ำป๋าค่ำตุ๊ (นิทานของชาวไทยวน)

นิทานเรื่องนี้ ควรจะเขียนเป็น กะท้ำปลาฅ่ำทุ ซึ่งหมายถึงพรานที่จับปลาด้วยเครื่องมือ
อย่างฟ้าทับเหว กลั่นแกล้งพระภิกษุ ปฐมเหตุของเรื่องมีว่าพรานจับปลาผู้นี้เป็นลูกของ
แม่หม้ายคนหนึ่ง นางอยากจะข้ามน้ำไปทำบุญที่ฟากน้ำตรงข้ามแต่ไม่มีเรือ เมื่อพระพาย
ผ่านมา พระก็ไม่ให้นางอาศัยไปด้วย พอเรือของพระยาเจ้าเมือง ผ่านมา เจ้าเมืองก็ไม่รับนาง
ไปด้วยเช่นกัน นางจึงถวายของที่จะทำบุญกับต้นไม้และเจดีย์ทรายในที่นั้นแล้ว อธิษฐานขอลูก
 ๓ คน ตั้งใจที่จะได้ลูกที่ฉลาดเพื่อจะให้ไปแกล้ง พระ พระยา และพวกแจ๊ะ ซึ่งคำ"แกล้ง"
ในภาษาล้านนาใช้ "ฅ่ำ" ซึ่งมักเขียน"ค่ำ" โดยคนที่"ฅ่ำทุ" คือ กะท้ำปลา เรียกชื่อนิทานว่า
 "กะต๊ำป๋า ค่ำตุ๊" คนที่ไปแกล้งพระยาคือ "เชียงเหมี้ยง" ซึ่งมีนิทานเรื่อง เชียงเหมี้ยงฅ่ำพระญา
 ส่วนคนไปแกล้ง "แชะ"คือพวกแจ๊ะที่เป็นชนเผ่าหนึ่งนั้นคือ "เส็ด" และมีนิทานว่า "เส็ดฅ่ำแชะ เส็ดค่ำแจ๊ะ"

ทั้งนี้มีเรื่องที่เล่ากันว่ากะต๊ำป๋ามักหาเหตุแกล้งพระอยู่หลายเรื่อง เช่น

วันหนึ่ง "ตุ๊"หรือพระชวน กะต๊ำป๋าไปซื้อเกลือ โดยพระให้กะต๊ำป๋าจัดม้าให้ตุ๊ขี่ม้า
ส่วนกะต๊ำป๋าก็เดิน เท้าไป ตอนที่เขาจัดม้านั้นเขากลับอานม้าเอาข้างล่างไว้ข้างบน
เมื่อพระขึ้นขี่ก็นั่งไม่สบาย ขี่ไปได้ระยะ หนึ่งก็ร่วงจากหลังม้า "ตุ๊"ซึ่งก็ต้องเวียนตกเวียนขี่ม้าไปตลอดทาง

เมื่อไปถึงที่ก็ซื้อเกลือแล้วให้กะต๊ำป๋าเป็นผู้หาบกลับ แล้วพระก็ขึ้นขี่ม้านำหน้าไปก่อน
กะต๊ำป๋าซึ่งจำ ต้องหาบเกลือนั้น ก็แสร้งว่ามีความสุขมากก็เลยทำเป็นหลับไปทั้ง ๆ ที่หาบเกลือ
เดินตามหลังพระที่ขี่ม้าซึ่ง ต้องขึ้นม้าลงม้าตลอดเวลา
ฝ่ายพระนั้นขี่ม้าไปได้ระยะหนึ่ง เห็นว่ากะต๊ำป๋าหาบเกลือสบายกว่าตนจึงถามว่าหาบเกลือสบายหรือ
กะต๊ำป๋าก็ตอบว่าสบายจนตนหาบเกลือไปพลางเดินไปพลาง พระรู้เช่นนั้นก็ขอแลก
ไปหาบเกลือและให้กะต๊ำ ป๋าไปขี่ม้า กะต๊ำป๋าจึงกลับอานม้าแล้วควบกลับวัดในทันที
ส่วนตุ๊นั้นทั้งเหนื่อยทั้งหนักขึ้นทุกทีจึงคิดจะซ่อน เกลือนั้นไว้ก่อนแล้วให้กะต๊ำป๋ามาเอาทีหลัง
 จึงเอาหาบเกลือซุกไว้ในพุ่มไม้แล้วเอาหญ้าคลุม แต่พอแหวก หญ้าดูก็ยังเห็นหาบเกลืออยู่ ก็กลัวคนมาเห็นและขโมยไป จึงหาบต่อไปอีกจนถึงแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง ตุ๊จึงโยน หาบเกลือลงไปซ่อนไว้ในน้ำแล้วรีบกลับไปที่วัด
เมื่อกลับมาถึงวัดกะต๊ำป๋าก็ถามว่าเกลืออยู่ที่ไหน พระก็บอกว่าเอาซ่อนไว้ในแอ่งน้ำโน่น
กะต๊ำป๋า ก็ว่า เอาไว้ที่นั่นเดี๋ยวปลากินหมดแน่ ๆ จึงชวนพระเอาถังน้ำไปเพื่อจะวิดน้ำออก
เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่า เหลือแต่ตะกร้า กะต๊ำป๋าจึงว่า ปลากินเกลือหมดไปแล้ว พระก็ถามว่า
เราจะทำอย่างไร เขาก็ว่าต้องวิด น้ำฆ่าปลาเสีย เมื่อทั้งสองช่วยกันวิดน้ำไปก็ได้ปลา
พอเป็นปลาช่อนกะต๊ำป๋าก็เอามือทุบที่หัวปลา พอได้ ปลาดุกเขาก็หิ้วหางปลายื่นให้พระ
เอามือตบ เงี่ยงปลาก็ปักมือพระคาอยู่อย่างนั้นทั้งเจ็บทั้งปวด กะต๊ำป๋า เห็นดังนั้นก็วิ่งขึ้นไป
บนดอยแล้วกลิ้งหินลงมาพร้อมกับร้องบอกว่า "ไม่เสือก็หมี ไม่หนีก็ตาย" พระเห็นหิน กลิ้งลงมา
ก็ตกใจออกวิ่ง เงี่ยงปลาก็หลุดจากมือ เมื่อกลับมาถึงวัดเขาก็ถามอาการว่าเป็นอย่างไร
พระก็ว่าปวด กะต๊ำป๋าก็เตือนพระว่ารุ่งขึ้นพระจะต้องตื่นไปบิณฑบาตแต่เช้า
พระก็ขอให้กะต๊ำป๋าปลุกด้วย กะต๊ำป๋าก็ตอบตกลง
พอพระเข้านอน กะต๊ำป๋าก็เอาขี้ผึ้งมาฝั้นเป็นเทียนเล่มโตมาจุดไว้บนต้นมะพร้าวแล้วไปปลุกพระ
ว่า เกือบสว่างจนดาวประกายออกแล้ว พระเห็นสว่างที่ยอดมะพร้าวก็นึกว่าจริงจึงรีบครองผ้า
แล้วเอาบาตร มาและสั่งเขาไว้ว่าดูแลวัด คนในอย่าให้ออกคนนอกอย่าให้เข้า เขาก็รับคำ
เมื่อพระออกนอกวัดไปแล้ว ไม่ว่าจะไปทางไหน คนก็หลับเงียบไปทั้งหมด ไม่มีวี่แววคน
จะตักบาตร พระไม่รู้จะทำอย่างไรจึงกลับไปวัด พอไปถึงก็ตะโกนเรียกกะต๊ำป๋า
กะต๊ำป๋าก็ถามว่า "ใคร มาทำไม" กลางดึกอย่างนี้ พระก็บอกว่า "ข้าเอง"
แต่กะต๊ำป๋าก็แกล้งทำเป็นไม่รู้และบอกว่าพระเขาสั่งไว้อย่าง เด็ดขาดว่าคนในอย่าให้ออก
คนนอกอย่าให้เข้า เมื่อพระเห็นว่าจะพยายามพูดอย่างไร กะต๊ำป๋าก็ไม่เปิด ประตูรับ
จึงไปนอนที่ค้างซึ่งชาวบ้านทำไว้ปลูกฟักเขียวแห่งหนึ่ง
พอเช้ามืด เจ้าของบ้านนั้นก็ตื่นขึ้นมาแล้วไปเอาฟักมาทำอาหาร จึงไปที่ค้างฟัก
ไปเห็นหัวพระซึ่ง นอนหลับโผล่หัวออกมาจากค้างก็คิดว่าเป็นฟักเขียวที่แก่จัด
จึงเอาไม้กระทุ้งเต็มแรงเพื่อให้"ผลฟัก"ร่วง พระก็สะดุ้งด้วยความเจ็บปวด
จึงวิ่งหอบบาตรและกุมหัวกลับไปวัด

เมื่อไปถึงวัด กะต๊ำป๋าก็ว่า กลับวัดได้อย่างไรโดยที่ไม่มีอาหารในบาตร
นี่คงเป็นว่าพระแอบหลบ ไปนอนแน่ ๆ พระก็อุ้มบาตรกลับออกไปอีก
คราวนี้พระไปพบคนที่"สอยฟักเขียว"มาตักบาตร ก็ถามว่าเอา
อะไรเป็นอาหารมาตักบาตร คนตักบารก็ว่า "ปู๊เขียว นะก่า"(เจ้าเขียวน่ะซี)
พระก็คิดว่าคราวนี้คงได้ กินแกงไก่เป็นแน่ จึงรีบกลับวัดไปบอกกะต๊ำป๋าว่าวันนี้ได้ไก่มา
คงอร่อยแน่ เมื่อเขาเปิดดูก็บอกพระว่า ไม่ใช่ไก่ แต่เป็นฟักเขียว พระก็ว่าเป็นไก่
ในที่สุดกะต๊ำป๋าก็อุ้มบาตรสาดไป ก็เห็นว่าเป็นแกงฟักไม่ใช่ไก่
เป็นอันว่าอาหารบิณฑบาตในเช้านั้นหมดไปแล้ว พระจึงถามถึงปลาที่ให้กะต๊ำป๋าเก็บไว้
ซึ่งนาย กะต๊ำป๋าได้แอบกินหมดไปแล้วและได้จับเอาแมลงวันใส่ไว้ในที่ใส่ปลา
เมื่อพระถามถึงปลาเช่นนั้น เขาก็ บอกว่ายังมีปลาอยู่ พระจึงใช้ให้ไปเอามา
เมื่อเอามาแล้วพระเปิดออกดูก็มีแมลงวันบินออกมามากมาย
และปลานั้นก็เหลือแต่ก้าง และกะต๊ำป๋าก็หาว่าแมลงวันกินปลาหมด
พระก็เชื่อจึงโกรธแมลงวันและสั่งว่า ทีนี้ถ้าเห็นแมลงวันที่ไหนก็ให้ตีให้ตาย
แล้วพระก็เอาไม้ให้เขาท่อนหนึ่งไว้คอยตีแมลงวัน บังเอิญมีแมลงวัน
ตัวหนึ่งมาเกาะที่จมูกพระ พระก็บอกว่า "ไอ้กะต๊ำป๋า ๆ มีนี่ตัวหนึ่ง"
กะต๊ำป๋าก็เอาไม้ตีที่จมูกพระเต็มแรง จนพระถึงกับชักดิ้นชักงอ
วันหนึ่งพระต้องออกไปนอกวัดจึงเรียกกะตำป๋ามาแล้วสั่งว่า เฝ้าวัดให้ดี
อย่าให้อะไรมารกรุงรัง อย่าให้หมาเข้าในห้อง เขาก็ตอบโดยแข็งขันว่าจะจัดการให้เรียบร้อย
เมื่อพระออกไปเขาก็ออกไปแล้ว ไปเอางาทำ เข้าหนุกงา คือตำงาคลุกกับข้าวเหนียวแล้วปั้นไป
วางไว้ที่หมอนพระ เมื่อพระกลับมาพระก็ถาม ว่าเป็นอย่างไร เขาก็บอกว่า เรียบร้อยดี
ไม่มีอะไรเข้ามาในวัดเลย แต่พอพระเห็นก้อนข้าวคลุกงาก็เข้า ใจว่าเป็นขี้หมา
จึงสั่งลงโทษให้กะต๊ำป๋ากิน"ขี้หมา"นั้น กะต๊ำป๋าก็หยิบ"ขี้หมา"นั้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
แถมยังชวนพระกินด้วยอีกว่า อร่อยจริง ๆ พระก็ลองชิมดู เมื่อเห็นว่าอร่อยดี
ก็ถามเขาว่าหมาตัวไหนนะ ที่ขี้อร่อยอย่างนี้ เขาก็บอกว่า "หมาแดงนั่นไง"
พระจึงให้ไปไล่หมานั้นเข้าวิหาร พระจับบานประตูคอยทีอยู่ก็ดันประตูเท้ากระแทก
จนอุจจาระหมา ทะลัก แล้วพระจึงรีบเข้าไปกินก่อนที่กะต๊ำป๋าจะแย่ง
แต่ปรากฏว่าคราวนี้เป็นขี้หมาจริง ๆ




http://www.lannaworld.com/story/tales/gtpkumtu.html
IP : บันทึกการเข้า

..............
~KT 2 U~
สมาชิกลงทะเบียน
ระดับ :ป.โท
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,596


♥ แม่ค้าออนไลน์ ผู้ซึ่งเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ♥


« ตอบ #8 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 18:03:50 »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
IP : บันทึกการเข้า

NEONAZI
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 477


รัก กล้วยไม้ รักษ์ ต้นไม้


« ตอบ #9 เมื่อ: วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 21:17:55 »

555 สนุกดีครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
IP : บันทึกการเข้า

อย่าทำดี เพียงเพื่อ ดีกว่าคนอื่น
SupakaN
ชั้นประถม
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 175



« ตอบ #10 เมื่อ: วันที่ 28 สิงหาคม 2010, 19:43:45 »

ม่วนดีคับ  ขอขอบคุณที่เอา  เรื่องดีๆ อี้มาแบ่งปั๋นกั๋นหนาคับ
IP : บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


ข้อความที่ท่านได้อ่านบนกระดานข่าวแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม พาดพิง ละเมิดสิทธิบุคคอื่น ต้องการแจ้งลบ
กรุณาส่งลิงค์มาที่
เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกให้ทันที..."

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2013, Simple Machines
www.chiangraifocus.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!