เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย

ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย => คนเชียงราย สังคมเชียงราย => ข้อความที่เริ่มโดย: boondham ที่ วันที่ 13 มกราคม 2010, 10:02:52



หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 13 มกราคม 2010, 10:02:52
ความเป็นมาในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและพัฒนา

เนื่องจากจังหวัดเชียงรายมีการพัฒนาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีโครงการต่างๆเกิดขึ้นมากมาย อันเนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์อันเป็นเป็นประตูการค้าที่สำคัญของประเทศในการเชื่อมโยงการค้า การขนส่ง การบริการ  และการท่องเที่ยว การดำเนินการต่างๆของโครงการภาครัฐมีมูลค่าจำนวนมากมายมหาศาล และมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต โดยเชื่อว่ามีคนไม่น้อยเช่นกันที่สนใจด้านการพัฒนา

การตั้งกระทู้นี้ เพื่อรวบรวบเป็นแหล่งความรู้ ต่างๆทั้งจากข่าว บทความ และการแสดงความคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิก เพื่อประโยชน์จากผู้ที่สนใจค้นคว้าข้อมูล ได้เห็นภาพรวมของการพัฒนาจังหวัด ได้เห็นตัวทิศทางการพัฒนา ที่สำคัญ ท่านที่มาอ่านได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ตนเองได้รับจากการพัฒนา และจะปรับตัวเข้าอย่างไร หรือตั้งรับกับความเจริญ ที่เราห้ามไว้ไม่ได้ แต่จะเติบโตอย่างไร บนรากฐานวัฒนธรรมประเพณีที่เข็มแข็ง ความอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติ ของเมืองเชียงราย

ตอนนี้สิ่งที่ขาดจากกระทู้รวมรวมการพัฒนา คือนักข่าวที่เป็นพลเมือง คนในท้องที่ และมุมมองความคิดเห็นที่หลากหลาย ที่สำคัญต้องสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาจังหวัดเชียงราย

โดยถ้ามีข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในจังหวัด ถ้าได้รับรู้ และรับทราบ อาจเป็นข้อมูล ทิศทาง วิสัยทัศน์การพัฒนาเชียงราย

มาช่วยกันติดตาม มองความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของเชียงราย พร้อมๆกันนะครับ.

ร่วมทำเชียงรายให้น่าอยู่

คลิกดูตามกระทู้นี้ได้เลย

หัวข้อกระทู้ 1. กระทู้ติดตามรถไฟเชียงราย  
 (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=6381.0=)


หัวข้อกระทู้ 2. ติดตามถนน R3a และโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4  (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=4867.0)


หัวข้อกระทู้ 3.พร้อมหรือยังเจียงฮาย กับการเปิดเขตการค้าเสรี (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=6387.0)


หัวข้อกระทู้ 4. รวบรวมข่าวสารที่เกิดขึ้นในเชียงรายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการพัฒนา   (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=6051.0)


หัวข้อกระทู้ 5.รวมกระทู้ติดตามความเคลื่อนไหวโครงการเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงราย (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=4578.0)    


หัวข้อกระทู้ 6. ความก้าวหน้าของเชียงรายในหลายๆ ด้าน ลองอ่านดูนะครับ น่าสนใจมาก (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=4068.0)


หัวข้อกระทู้ 7.อนาคตผังเมืองเจียงฮายจะเป็นจะได๋หา (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=5457.0)


หัวข้อกระทู้ 8. รถไฟที่จะมาเชียงราย เขามีโครงการหรือยังค่ะ (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=3470.0)

หัวข้อกระทู้ 9.เที่ยวเชียงราย รบกวนถามคนเชียงรายหน่อยคะ (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=1826.0)


หัวข้อกระทู้ 10. อีก 3 ปี ข้างหน้า ตลาดแรงงานในเชียงราย จะมีทิศทางไปทางไหนครับ (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=689.0)


หัวข้อกระทู้ 11.สมควรมี "เทศบาลเมืองแม่สาย" ได้หรือยังครับ? (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=6292.0)


หัวข้อกระทู้12.  ความเคลื่อนไหวของ เซ็นทรัลเชียงราย (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=7102.0)

หัวข้อกระทู้ 13.ความก้าวหน้าของเชียงรายในหลายๆ ด้าน ลองอ่านดูนะครับ น่าสนใจมาก  (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=4068.0)


หัวข้อกระทู้14.  จะมีไหมนิคมอุตสาหกรรมเชียงราย  (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=9502.0)


หัวข้อกระทู้15.  ข้อคิดและบทเรียนรื้อโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เวียง เชียงราย (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=82590.0)  


หัวข้อกระทู้1ุ6.  อีกสามปีก็เกิดAECแล้ว เชียงรายจะไปทางไหน  (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=193404.0)  


หัวข้อกระทู้ 1ึ7.ติดตามข่าว รายงานความคืบหน้าโครงการหอศิลป์เชียงราย และเกาะศิลป์ ตลอดลำน้ำกก 6 กม.  (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=202330.0)

หัวข้อกระทู้ 1ึ8.น่าจะฟื้นฟู คูเมือง ให้สะอาด  (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=198667.0)


หัวข้อกระทู้ 19.   รวมข่าวสาร การค้าชายแดน ด้านจังหวัด เชียงราย และ ประชาคมอาเซียน (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=205396.0)

หัวข้อกระทู้ 20. รวมข่าวด้านสาธารณสุข จังหวัดเชียงราย (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=214190.0)


หัวข้อกระทู้ 22. คนเจียงฮายเฮาพร้อมก่อคับ ประชาคมเศรษฐกิจอาเชี่ยน(AEC) 2558  
 (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=233103.0)

หัวข้อกระทู้ 23.ถามเรื่องเปลี่ยนพระนามป้อขุนเม็งรายเป๋น "พญามังราย" ครับ (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=274426.0)


หัวข้อกระทู้ 24. ถนนเลี่ยงเมืองเชียงรายแนวใหม่วงแหวนตะวันตก  
 (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=142125.0)



หัวข้อกระทู้ 25 .ประวัติศาสตร์เจียงฮาย ประวัติศาสตร์ล้านนา ห้อง"เรื่องล้านนา ภาษากำเมือง"
 (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?board=6.0)


หัวข้อกระทู้ 26. กว่าจะเป็นเชียงราย  
 (http://www.chiangraifocus.com/forums/index.php?topic=84782.0)


หัวข้อกระทู้ 27.+++ขออนุญาต รวมข่าวภัยยาเสพติดและการจับกุมยาเสพติดในจังหวัดเชียงราย+++
 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000067421)



สนใจหัวการพัฒนาที่เคยโพสผมพยายามรวบรวมไว้แล้วครับ. ช่วยกันแสดงความคิดเห็นครับ เชียงรายจะพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง...แม้ความคิดเห็นเล็กก็เป็นการสะท้อนแง่มุมบ้างอย่างได้นะครับ

ขอบคุณครับ



หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 13 มกราคม 2010, 22:44:58




สายการบินนกมินิเปิดบินเชียงใหม่-สิบสองปันนา 1 เม.ย.53

(http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/01/13/images/news_img_95160_1.jpg)

สายการบินนกมินิ เดินหน้าเปิดเที่ยวบินเส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย-สิบสองปันนา ในวันที่ 1 เมษายน 53 หลังเตรียมความพร้อมทุกด้านใกล้ลงตัวแล้ว

ช่วงชัยกิจการ รองผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด สายการบินนกมินิ เปิดเผยว่า ภายหลังจากทางสายการบินได้หารือกับทางสิบสองปันนา ประเทศจีนเพื่อเปิดเส้นทางบิน จากเชียงราย เชียงราย ถึงสิบสองปันนา ขณะนี้การดำเนินการ เพื่อเตรียมความพร้อม ได้เสร็จเรียบร้อยไปแล้วกว่า 80% ทั้งในเรื่องของเอกสาร และขั้นตอนการผ่านเข้า-ออกต่างๆของตัวเครื่องบิน

ล่าสุด ได้ดำเนินการยื่นจดทะเบียนเครื่องบินจากกรมการบินพลเรือน เพื่อให้เครื่องบินลำใหม่นี้ เปลี่ยนเป็นสัญชาติไทย และในตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาเรื่องสัญญาต่างๆกับทางสิบสองปันนา ซึ่งคาดว่าปลายเดือนมกราคมนี้จะเสร็จสิ้น

ส่วนการดำเนินงานในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนานั้น ได้ส่งทีมงานเข้าไปจัดการ และดูแลความเรียบร้อย เพื่อเช็คในส่วนของระบบรองรับต่างๆ คาดว่าพร้อมเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2553

“สำหรับเครื่องบิน SABB 340 ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว และจะบินไปจอดไว้ที่สนามบินเชียงใหม่ เพื่อบินเส้นทางแรก เชียงใหม่-อุดรธานีเป็นเที่ยวแรก ในวันที่ 17 มกราคม 2553 และเมื่อการเตรียมความพร้อมทุกอย่างในส่วนของการบินระหว่างเส้นทาง เชียงใหม่ -เชียงราย -สิบสองปันนา แล้วเสร็จ จะเปิดบินอย่างเป็นทางการใน วันที่ 1 เมษายน 2553 ”นายวันชัย กล่าว

ด้านนายยุทธนา จิตรอบอารีย์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานานาชาติเชียงราย กล่าวว่า สำหรับสายการบินนกมินิกำลังจะเปิดเส้นทางการบินระหว่าง เชียงใหม่ -เชียงราย -สิบสองปันนา โดยจะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการสนามบินนานาชาติเชียงรายแล้ว และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ตลอดจนกระตุ้นการค้าในบริเวณรอบๆ ให้ดีขึ้นด้วย

ดังนั้น สนามบินนานาชาติเชียงราย จึงพร้อมให้ความร่วมมือทั้งในการต้อนรับผู้โดยสาร และให้ความอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับทางผู้โดยสาร

สนามบินนานาชาติเชียงรายมีความพร้อมในด้านการให้บริการและการตรวจสอบด้านต่างๆ โดยเฉพาะความปลอดภัยภายในสนามบินที่มีความพร้อมมากกว่า 100% ดังนั้น จึงอยากให้ทางสายการบินนกมินิมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในการให้บริการของสนามบินนานาชาติเชียงราย

โดยทางสนามบินนานาชาติเชียงรายมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมีสายการบินที่บินตรงจากต่างประเทศเข้ามาในจังหวัดเชียงราย และขยายเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ไปสู่ประเทศอื่นๆและทวีปอื่นๆต่อไป
http://www.bangkokbiznews.com/home/d...#3586;.53.html


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 14 มกราคม 2010, 10:46:55
การเริ่มต้นกำหนดกลยุทธ์โลจิสติกส์ของบริษัท


โดย ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี


หลายๆ บริษัทเข้าใจเพียงว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนบริษัทและสินค้าของตนเองสูงขึ้น ดังนั้นจึงทุ่มเทสรรพกำลังส่วนใหญ่หมดไปกับ การค้นหาแนวทางหรือวิธีการในการปรับปรุงต้นทุนให้ดีขึ้น กรอบการบริหารจัดการหรือการดำเนินการจึงมุ่งเน้นไปในระดับปฏิบัติการ และที่สำคัญเป้าหมายเกือบทั้งหมดเป็นเพียงเป้าหมายระยะสั้น ที่หลายครั้งเมื่อพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ก็จะพบว่า หลายๆ แนวทางการลดต้นทุนที่ดำเนินการไปขาดทิศทางที่ชัดเจน ได้ไม่คุ้มเสีย หรือส่งผลลบในด้านอื่นๆ ให้กับบริษัท
“การด่วนได้ ด่วนทำ” ในเรื่อง โลจิสติกส์ จึงเป็นเรื่องที่หลายๆ บริษัทจะต้องระมัดระวังและพยายามทำความเข้าใจใหม่ว่า เรื่องราวการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ไม่แตกต่างกับขบวนการทางธุรกิจอื่นๆ ที่จำเป็นจะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย ทิศทางและกลยุทธ์ที่ชัดเจน และสอดคล้องกับภาพโดยรวมของเป้าหมาย ทิศทางและกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท หรือพูดง่ายๆ ว่า การจะปรับปรุง พัฒนา หรือบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ให้ได้ประสิทธิภาพ และเป็นสิ่งที่บริษัทต้องการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวสอดรับซึ่งกันและกัน บริษัทจำเป็นจะต้องมีการกำหนดกรอบหรือวิถีทางกลยุทธ์ สำหรับระบบโลจิสติกส์ของบริษัทก่อนนั้นเอง
สำหรับตอนนี้จะขอใช้เวลาทั้งหมด ในการอธิบายกลยุทธ์ทางธุรกิจทั้ง 5 แบบ ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้บริหารในเรื่องโลจิสติกส์จำเป็นจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อจะได้นำไปกำหนดเป้าหมาย ทิศทางและกลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ได้อย่างเหมาะสม
โดยสรุปแล้ว การปรับตัวเพื่อให้องค์กรทางธุรกิจของตนสามารถแข่งขันได้ โดยทั่วๆไปแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในภาคการผลิตหรือภาคการบริการ อยู่ในต่างประเทศหรืออยู่ในประเทศไทย หรือองค์กรมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ล้วนแล้วแต่มีรูปแบบหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่บริษัทต่างๆ ใช้ดำเนินการกันในช่วงกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา สรุปได้ประมาณ 5 รูปแบบหรือ 5 แนวทาง โดยรายละเอียดของแต่ละรูปแบบที่นักบริหารจัดการโลจิสติกส์ หรือบริษัทที่มุ่งมั่นจะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ ได้แก่
รูปแบบที่ 1 แข่งที่ราคาถูกกว่า (Cost Domination)
การที่บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ หมายถึง บริษัทมุ่งเน้นความได้เปรียบในเชิงธุรกิจที่ราคาสินค้าของบริษัทเป็นสำคัญ โดยความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง หรือการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของลูกค้า คำนึงถึงราคาสินค้าเป็นหลัก ดังนั้นเป้าหมายและทิศทางในการดำเนินการทั้งหมดของบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมต้นทุนโดยรวมทั้งหมดของบริษัทให้ต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงหรือโดยอ้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนผลิตหรือต้นทุนวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแรงงานหรือต้นทุนเครื่องจักร ทุกค่าใช้จ่ายที่ประกอบกันเป็นต้นทุนสินค้าล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในกลยุทธ์นี้ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ ผู้บริหารจัดการโลจิสติกส์ที่ดูแลรับผิดชอบ จำเป็นจะต้องกำหนดเป้าหมาย หรือทิศทางการพัฒนากลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ของบริษัท ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องการลดต้นทุนโลจิสติกส์เป็นสำคัญ โดยเป้าหมายของกลยุทธ์ส่วนมากก็จะเป็น การลดสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขาย หรือไม่ก็จะเป็นการลดสัดส่วนต้นทุนการกระจายสินค้าต่อยอดขายเป็นต้น
รูปแบบที่ 2 แข่งที่ความแตกต่างของสินค้าและบริการ (Differentiation)
การที่บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ หมายถึง บริษัทมุ่งสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการเหนือคู่แข่ง ความได้เปรียบในเชิงราคาถือว่ามีผลไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับ คุณภาพของสินค้าและบริการของบริษัท กลุ่มเป้าหมายของลูกค้าถือว่าเป็นกลุ่มลูกค้าคุณภาพ การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของลูกค้า ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบต่างๆ ที่เหนือไปกว่าตัวสินค้า การบริการและภาพลักษณ์ต่างๆ ที่รายล้อมตัวสินค้า ถือว่าเป็นหัวใจของกลยุทธ์นี้ บริษัทแข่งที่คุณค่าของสินค้าที่มอบให้กับลูกค้ามากกว่ามูลค่าของสินค้า ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ ผู้บริหารจัดการโลจิสติกส์ที่ดูแลรับผิดชอบ จำเป็นจะต้องกำหนดเป้าหมาย หรือทิศทางการพัฒนากลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ของบริษัท ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องการพัฒนามาตรฐานการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับงานโลจิสติกส์เป็นสำคัญ โดยเป้าหมายของกลยุทธ์ส่วนมากก็จะเป็น การเพิ่มระดับความพึงพอใจของลูกค้า (Service Levels) เช่น ระยะเวลาการส่งมอบสินค้าที่ดีขึ้น ความสามารถในการตอบสนองความต้องการทั้งในเชิงปริมาณและระยะเวลาที่ดีขึ้น อัตราความผิดพลาดในการส่งมอบที่น้อยลง หรือจำนวนข้อตำหนิจากลูกค้าที่น้อยลง เป็นต้น
รูปแบบที่ 3 แข่งด้วยนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ (Innovation)
การที่บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ หมายถึง บริษัทมุ่งเน้นที่นวัตกรรมของสินค้าและบริการเป็นสำคัญ บริษัทได้เปรียบคู่แข่งตรงที่ขีดความสามารถในการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทมีขีดความสามารถที่จะนำเสนอสินค้าที่สดใหม่ในตลาดอยู่ตลอดเวลา ความสำคัญหรือข้อได้เปรียบของบริษัทจึงไม่ใช่เรื่องของราคา หรือความแตกต่างอื่นๆทั่วๆไปเท่านั้น แต่เป็นคุณค่าด้านความแปลกใหม่และการทันยุคล้ำสมัยเป็นสำคัญ กลุ่มเป้าหมายของลูกค้าหรือตลาดจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงเป็นอย่างมาก โดยบางครั้งลูกค้าหรือตลาดให้ความสำคัญกับตัวสินค้าตั้งแต่ยังไม่ได้ออกวางจำหน่าย ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ ผู้บริหารจัดการโลจิสติกส์ที่ดูแลรับผิดชอบ จำเป็นจะต้องกำหนดเป้าหมาย หรือทิศทางการพัฒนากลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ของบริษัท ที่มุ่งเน้นไปในเรื่อง ขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเป้าหมายของกลยุทธ์ส่วนมากก็จะเป็น ระยะเวลาในการตอบสนองตลาดที่สั้นลง ระยะเวลาในการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่สั้นลง ประกอบกับการควบคุมปริมาณสต็อกทั้งระบบที่ต่ำลง เป็นต้น
รูปแบบที่ 4 แข่งด้วยเครือข่ายสินค้าและบริการ (Alliance)
การที่บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ หมายถึง บริษัทมุ่งเน้นการขยายเครือข่ายสินค้าและบริการ โดยทำร่วมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เป็นบริษัทอื่น โดยการร่วมตัวกันแข่งขันเพื่อขยายขอบเขตของสินค้าและบริการ ทั้งในเชิงปริมาณ รายการสินค้าและบริการ หรือพื้นที่ให้บริการ (Scopes and Areas of Services) โดยกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าหรือตลาด อาจเป็นกลุ่มเดิมหรือขยายเพิ่มขึ้น แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นกลุ่มลูกค้าหรือตลาดเดิมที่บริษัทดำเนินการอยู่ และที่สำคัญการเลือกใช้กลยุทธ์นี้ส่วนมากมุ่งเน้นในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรร่วมกันเป็นสำคัญ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ ผู้บริหารจัดการโลจิสติกส์ที่ดูแลรับผิดชอบ จำเป็นจะต้องกำหนดเป้าหมาย หรือทิศทางการพัฒนากลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ของบริษัท ที่มุ่งเน้นไปในเรื่อง การใช้ทรัพยากรร่วมกันสำหรับงานโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มช่องทางการจัดหาและจัดส่งสินค้าสู่ตลาด เป็นต้น
รูปแบบที่ 5 แข่งด้วยการขยายรายสินค้าและกิจการ (Expansion)
การที่บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ หมายถึง บริษัทเลือกที่จะทำการขยายกิจการหรือรายสินค้าด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงขนาดหรือขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยอาศัยกำลังของบริษัทเอง มากกว่าจะร่วมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจเหมือนในกลยุทธ์ที่ผ่านมา โดยส่งผลให้บริษัทได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ทั้งในเชิงประสิทธิภาพและศักยภาพในการเข้าถึงลูกค้าหรือตลาด และความสามารถในการขยายฐานลูกค้าที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่ากลยุทธ์ดังกล่าวนี้จะเกิดการลงทุนและขยายฐานดำเนินการหรือปฏิบัติการต่างๆ เพื่อสนับสนุนมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ ผู้บริหารจัดการโลจิสติกส์ที่ดูแลรับผิดชอบ จำเป็นจะต้องกำหนดเป้าหมาย หรือทิศทางการพัฒนากลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ของบริษัท ที่มุ่งเน้นไปในเรื่อง การเสริมสร้าง หรือปรับเปลี่ยนทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนงานโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการ ควบคู่ไปกับรูปแบบการดำเนินการที่เพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ ของโลจิสติกส์ เป็นต้น
เอาละครับสำหรับตอนนี้ก็ต้องขอยุติไว้เพียงเท่านี้ สำหรับท่านผู้อ่านที่ได้เข้าใจในเรื่อง กลยุทธ์ทางธุรกิจทั้งห้ารูปแบบแล้ว ก็คงจะพอเปรียบเทียบกับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ของบริษัทตนเองได้ไม่มากก็น้อย และที่สำคัญคงจะสามารถเริ่มกำหนดกรองการพัฒนากลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ที่เหมาะสมกับบริษัทของท่านได้บ้าง โดยส่วนตัวแล้ว ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงจะเริ่มเห็น เป้าหมาย ทิศทางและกลยุทธ์โลจิสติกส์ของบริษัทท่านว่าควรจะพัฒนาให้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร จึงจะเหมาะสมและสอดคล้องทั้งในระยะสั้นและระยะยาวกับกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 14 มกราคม 2010, 10:47:28
จีนโหม“คุน-มั่น กงลู่”ถนนสู่อาเซียน(จบ)ทุนLogisticมังกรยึดถนนR3aเชื่อมไทย


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มกราคม 2553 15:12 น.


การเดินเรือในแม่น้ำโขงยังคงเฟื่องฟู ขณะที่การคมนาคมทางบกที่่ผ่านถนน R 3 a และ R 3b ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ที่การขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยว


ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – สารพัดกลุ่มทุนขนส่งจีนพาเหรดเข้าหาพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น ลุยโปรเจกต์รองรับเส้นทาง “คุน-มั่น กงลู่” และข้อตกลงจีน – อาเซียน ล่าสุดกลุ่ม “ทัวร์GMSสิบสองปันนา” คว้าใบอนุญาตวิ่งรถจีน-ลาว-ไทย ผ่าน R3a เป็นรายแรก พร้อมเปิด สนง.ที่เชียงราย-ห้วยทราย(ลาว) ขณะที่ทุน Logistic ยักษ์หยุนหนัน ดีลผ่าน “ทุนไทย-เกาหลีใต้”รอส่งสินค้าจีนผ่าน “แหลมฉบัง” ด้านสายการบิน “SGA”เล็งเปิดบินเข้าเชียงรุ่งเมษาฯ 53 รองรับ บริษัททัวร์ไทยเตรียมส่งเรือ “สัญชาติไทย” ลำแรกลงน้ำโขงแล้ว

ขณะที่สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของ จ.เชียงราย เข้ากับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้วสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว( สปป.ลาว )จุดเริ่มต้นถนน R3a ที่เป็นส่วนหนึ่งของคุน-มั่น กงลู่ มีกำหนดการ (เบื้องต้น) เปิดประมูลวันที่ 7 มกราคม2553 เพื่อก่อสร้างให้เสร็จในปี 2555 อันจะทำให้โครงข่ายคมนาคมสายนี้สมบูรณ์ 100%นั้น ในกลุ่มธุรกิจขนส่งทั้งคน-สินค้า ก็มีความเคลื่อนไหวเข้ายึดกุมโอกาสทางธุรกิจที่เปิดขึ้นตามเส้นทางคมนาคมเช่นกัน

Ji Jin ผู้จัดการใหญ่ บริษัทรถทัวร์ GMS สิบสองปันนา จำกัด กิจการร่วมทุนระหว่างทางการสิบสองปันนา – เอกชนจีน เปิดเผย ASTVผู้จัดการรายวัน เมื่อคราวร่วมคณะเลขาฯพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำสิบสองปันนา เยือนเชียงใหม่-เชียงราย ระหว่างวันที่ 1-3 ธันวาคม 2552 ว่า บริษัทของเขามีสำนักงานเครือข่ายกระจายอยู่ในตัวเมืองหลัก ๆ ของหยุนหนัน ทั้งคุนหมิง ลี่เจียง สิบสองปันนา ฯลฯ ให้บริการทั้งรถประจำทาง รถทัวร์เช่า ฯลฯ ล่าสุดได้ร่วมมือกับบริษัทหย่าไทร้เอเชี่ยนทัวร์ จำกัด และบริษัทเทียนเฉิน จำกัด(จีน) ตั้งศูนย์กระจายสินค้าและการท่องเที่ยวสิบสองปันนา-เชียงราย ขึ้น ณ ที่ทำการของบริษัทหย่าไทร้ฯ บริเวณ 5 แยกพ่อขุนฯ กลางเมืองเชียงราย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงาน-ฐานข้อมูลสำหรับธุรกิจต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทางไปมาระหว่างเชียงราย-จีนตอนใต้ โดยมีทางการจีนให้การรับรองเพียงรายเดียวของไทย รวมทั้งเป็นเครือข่ายให้บริการลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการรถทัวร์ของบริษัทเดินทางไปมาระหว่างจีน-ไทย ผ่านเส้นทาง R3a ที่บริษัทมีใบอนุญาตจากทางการลาวเพียงรายเดียวในการวิ่งรถข้ามทั้ง 3 ประเทศ

นอกจากนี้บริษัทยังเปิดสำนักงานในลักษณะเดียวกันนี้ ที่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เพื่อให้บริการลูกค้า ที่มีต้นทางที่ห้วยทราย – คุนหมิง หรือเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ของหยุนหนันด้วย

“เราเริ่มเปิดให้บริการวิ่งรถผ่าน 3 ประเทศเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2552 นี้เอง ถือเป็นบริษัทในหยุนหนันรายแรกที่วิ่งรถได้ทั้ง 3 ประเทศแล้ว ที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากกว่า 2,000 คนแล้ว”

Ji Jin บอกว่า ในอนาคตบริษัทจะขยายเครือข่ายให้บริการครอบคลุมประเทศในกลุ่ม GMS ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น จีน ลาว พม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม เมื่อเส้นทางคมนาคม และกฎระเบียบต่าง ๆ เอื้ออำนวยให้มากขึ้น จะทำให้คนในภูมิภาคนี้ สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ทั้งหมด

ขณะที่นายพงษ์ทร ชยาตุลชาต กรรมการผู้จัดการ บริษัทหย่าไทร้เอเชี่ยนทัวร์ จำกัด ยืนยันว่า บริษัทรถทัวร์GMS สิบสองปันนา จำกัด วิสาหกิจจีน ได้รับอนุญาตจากทางการลาว นำรถบัสนำเที่ยวขนาด 32 ที่นั่งและ 57 ที่นั่ง เปิดให้บริการบนถนน R3a เชื่อมเชียงราย-สปป.ลาว ผ่านแขวงบ่อแก้ว-แขวงหลวงน้ำทา-เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 ในอนาคตจะเปิดให้บริการไปยังกรุงเทพฯ เพื่อให้สุดทางถนนคุนหมิง-กรุงเทพฯ หรือคุน-มั่น กงลู่ รวมทั้งจะขยายต่อไปยังประเทศมาเลเซีย-สิงคโปร์ด้วย

โดยคิดค่าบริการแบบเช่าเหมาสายเชียงราย-บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว ชายแดนติดกับประเทศจีน รถบัสขนาด 40 ที่นั่งขึ้นไป ราคา 43,000 บาท และรถบัสตั้งแต่ 30-40 ที่นั่ง ราคา 41,500 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นเดินทางจาก อ.เชียงของ ชายแดนไทย-สปป.ลาว ติดกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ไปยังเมืองบ่อเต็นหรือเส้นทางเชียงของ-บ่อเต็น คิดราคาจากรถบัส 40 ที่นั่งขึ้นไป ราคา 35,000 บาท และรถบัส 30-40 ที่นั่ง ราคา 32,000 บาท และเส้นทางห้วยทราย-บ่อเต็น สำหรับรถบัส 40 ที่นั่งขึ้นไปราคา 28,000 บาท และรถบัส 30-40 ที่นั่ง ราคา 26,000 บาท

“ตลาดท่องเที่ยวบน R3a ยังโตได้อีกมาก ยิ่งถ้ามีการผ่อนคลายกฎระเบียบ ให้คนจีนใช้เอกสารบอร์เดอร์พาสแทนพาสปอร์ตเข้าไทยได้ ก็จะทำให้มีคนจีนเดินทางเข้ามาเชียงราย หรือภาคเหนือของไทยไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนต่อวันแน่นอน”
ขณะที่บริษัทไทยพัฒนกิจขนส่ง จำกัด ที่บริหารงานโดย บริษัทชัยพัฒนาขนส่งเชียงใหม่ จำกัด หรือกรีนบัส ผู้ให้บริการรถโดยสารขนส่งมวลชนรายใหญ่ของภาคเหนือ ได้ทำการเซ็นสัญญากับท่าตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร Green bus ณ บ้านห้วยทราย จุดจำหน่ายบัตรจุดแรกในประเทศลาว เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อเชื่อมผู้โดยสารลาว-ประเทศไทย รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศไปยังแหล่งท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบาง และยังเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทาง R3a และขยายเครือข่ายจำหน่ายตั๋วร่วมไปถึงคุนหมิง เมืองเอกของหยุนหนันต่อไป



ดร.สิชา สิงห์สมบูรณ์ ประธานบริษัทเอเอซี กรีนซิตี้ลาว จำกัด ผู้รับสัมปทานพื้นที่บริเวณจุดก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว (ฝั่งลาว)


ด้าน ดร.สิชา สิงห์สมบุญ ประธานบริษัทเอเอซี กรีน ซิตี้ ลาว จำกัด บริษัทร่วมทุนไทย-เกาหลีใต้ ที่เข้าสัมปทานพื้นที่ 1,200 ไร่ บริเวณบ้านดอนขี้นก จุดก่อสร้างสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ฝั่งเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งมีโครงการก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ต สปา สนามกอล์ฟ ฯลฯ ด้วยงบลงทุน 1,320 ล้านบาท ล่าสุดลงทุนปรับพื้นที่-พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานไปแล้ว กว่า 200 ล้านบาท กล่าวว่า หากเคลียร์ปัญหาเรื่องแนวก่อสร้างถนนเชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำโขง 4 และจุดก่อสร้างอาคารด่านพรมแดน บนพื้นที่ผ่านพื้นที่สัมปทานของโครงการได้ ก็จะทำให้แผนงานต่าง ๆ ของบริษัทเดินหน้าต่อไปได้

ก่อนหน้านี้ ได้ตกลงเบื้องต้นกับกลุ่มขนส่งยักษ์ใหญ่ของหยุนหนันไว้ คือ กลุ่ม พีค็อก ว่า เมื่อขนส่งสินค้าจากจีนลงมาตามเส้นทาง R3a ก็จะเข้ามาพักเปลี่ยนหัวลากในพื้นที่ของบริษัท ก่อนที่จะลำเลียงเข้าไทยต่อไปที่ท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านบริษัทที่เป็นพันธมิตรกันอย่างสยามสตีล เพื่อส่งสินค้าออกสู่ตลาดโลกต่อไป

SGAเล็งเปิดบินเชียงราย-เชียงรุ่ง

ด้านนายสงวน ซ้อนกลิ่นสกุล รองเลขาธิการฝ่ายพัฒนาระบบ Logistic หอการค้าจังหวัดเชียงราย ระบุเพิ่มเติมว่า ยอมรับว่าตอนนี้มีกลุ่มทุนจีนเข้ามาหาช่องทางลงทุนตามแนวถนนคุน-มั่น กงลู่ อย่างคึกคัก หลากหลายกลุ่ม โดยระยะแรกจะเป็นการแสวงหาพาร์ตเนอร์ในท้องถิ่น ก่อนที่จะเริ่มเดินเครื่องอย่างจริงจังต่อไป ทั้งกลุ่มธุรกิจขนส่ง – ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ฯลฯ

นายวันชัย ช่วงชัยกิจการ รองผู้อำนวยการฝ่ายการขายและตลาดของสายการบินเอสจีเอ กล่าวเมื่อคราวร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างการท่องเที่ยวสิบสองปันนา – สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชียงรายเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 ว่า เอสจีเอ มีแผนจะทำการบินระหว่างเชียงใหม่-เชียงราย-สิบสองปันนา ด้วยเครื่องรุ่น 304 ขนาด 33 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบัน เอสจีเอ ได้สั่งซื้อและเตรียมเครื่องบินเอาไว้แล้วที่ออสเตรเลีย 2 ลำ โดยจะบินมาไทยในเดือนนี้ (มกราคม 2553) และตั้งเป้าว่าจะเปิดบินเชียงราย ให้ได้ในเดือนเมษายน หรือพฤษภาคม 2553 และพร้อมจะเชื่อมธุรกิจกับเอกชนจีนต่อไป โดยจะเดินเรื่องขออนุญาตและกฎระเบียบต่างๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อจะเปิดให้เร็วกว่ากำหนด

ปัจจุบันเอสจีเอ มีเครื่องบินเล็กจำนวน 3 ลำให้บริการโดยมีเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางการบินเชื่อมกับ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงราย และ จ.น่าน จ.อุดรธานี
ขณะที่ Den Xiping รองประธานบริษัทหยุนหนัน แอร์พอร์ตกรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ถ้าสายการบิน เอสจีเอเปิดบินจริง ทางท่าอากาศยานนานาชาติสิบสองปันนา ก็จะให้ส่วนลดไม่ต้องเสียค่าลงจอดในปีแรกทันที 100% ปีที่สองลด 50% ปีที่สามลด 80% แต่ถ้าหาก 2-3 ปียังมีปัญหาด้านการลงทุนก็สามารถยกเว้นให้ได้อีกต่อไป

สอดคล้องกับ Jiang Pusheng เลขาพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำสิบสองปันนา ที่ย้ำผ่านเวทีประชุมร่วมทั้งที่เชียงใหม่ – เชียงราย ว่า การเปิดเส้นทางบินระหว่างภาคเหนือของไทย กับสิบสองปันนา รอบใหม่นี้ รับรองไม่ขาดทุนแน่นอน

เตรียมเรือไทยลำแรกลงแม่น้ำโขง

หลังข้อตกลงเปิดเดินเรือพาณิชย์ฯในแม่น้ำโขงตอนบน ระหว่าง ไทย พม่า ลาว จีน เริ่มมีผลตั้งแต่เมษายน 2544 เป็นต้นมา ปรากฏว่า เรือสินค้า-นำเที่ยวนับร้อย ๆ ลำที่วิ่งขึ้นล่องในแม่น้ำโขง ล้วนแต่เป็นเรือสัญชาติจีนทั้งสิ้น
แต่นับจากนี้จะมีเรือนำเที่ยวสัญชาติไทยวิ่งแล้ว

นางสาวผกายมาศ เวียร์รา ประธานกรรมการบริษัทแม่โขงเดลต้าทราเวล เอเจนซี จำกัด ผู้ให้บริการนำเที่ยวในสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ทั้งทางบก ผ่านเส้นทาง R3a / R3b และทางน้ำผ่านแม่น้ำโขงตอนบน จากเชียงแสน – เชียงรุ่ง มากว่า 2 ปี บอกว่า บริษัทกำลังปรับปรุงเรือท่องเที่ยวขนาด 80 ที่นั่ง (ชั้นธุรกิจ 40 ที่นั่ง VIP 40 ที่นั่ง สามารถปรับเป็นห้องประชุมสัมมนาลอยน้ำได้ กว้าง 5 เมตร ยาว 41 เมตร กินน้ำลึก 60 ซม.) ที่สั่งต่อกันที่หลวงพระบาง สปป.ลาว โดยใช้วิศวกรจาก 3 ชาติ (ไทย ลาว จีน) ร่วมกันคุมงาน ที่นำมาเทียบท่าริมน้ำโขงหน้าสำนักงานบริษัทที่เชียงแสนอยู่ ก่อนจะเริ่มทดลองวิ่งในแม่น้ำโขงอย่างจริงจังต่อไป

“ลำนี้ จะเป็นเรือสัญชาติไทยลำแรกที่วิ่งในแม่น้ำโขง ถ้าไม่นับพวกเรือหางยาว เรือแจวที่ทำมาหากินในแม่น้ำโขงกันมานาน”

นางสาวผกายมาศ บอกว่า เรือลำนี้ จะจดทะเบียนที่ประเทศไทย เป็นเรือสัญชาติไทย ใช้ชื่อไทย ส่วนกัปตันถ้าขึ้นไปทางเชียงแสน จากสามเหลี่ยมทองคำ – สิบสองปันนา ก็ใช้กัปตันจีน ลูกเรือจีน ถ้าล่องลงหลวงพระบาง ก็ใช้คนลาว นายน้ำลาว ลูกเรือผสมกันระหว่างจีน – ลาว แต่ฝ่ายต้อนรับทั้งหมด จะใช้คนไทย ที่มีทักษะดีกว่า

เธอบอกว่า หลังจากนี้จะต่อเพิ่มอีกลำ และจะทำที่ไทย สร้างเรือให้ตรงตามกฎหมายไทย ก่อนที่จะขออนุญาตวิ่งเข้าจีน ลาว เพื่อวิ่งเข้าหลวงพระบางด้วย

ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริษัทแม่โขงเดลต้าเคยร่วมมือกับ บริษัทขนส่งเทียนต๋าสิบสองปันนา รัฐวิสาหกิจของสิบสองปันนา ทั้งเรือ “นกยูงทอง” เรือท่องเที่ยวที่มีห้องพักในตัว รองรับผู้โดยสารได้ 76 คน (ขยายได้ 130 คน) เรือสามเหลี่ยมทองคำ 8 จุผู้โดยสารได้ 68 คน กับเรือเทียนต๋า 1 และ 2 ที่สามารถจุผู้โดยสารได้ลำละ 48 คน ก็จะค่อย ๆ ปลดระวางไป เพราะบางลำ จะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก บางลำเริ่มมีปัญหากับอายุการใช้งานที่มากขึ้น เพราะกระแสน้ำในแม่น้ำโขง แตกต่างจากน้ำทะเล และแหล่งน้ำอื่น ๆ มาก ก็ต้องหาช่องทางแก้ปัญหา

เธอมองว่า อนาคตของการท่องเที่ยวแถบสามเหลี่ยมทองคำ – การท่องเที่ยวผ่านแม่น้ำโขง ยังไปได้ คนชอบ แต่การเดินทางแม่น้ำโขงต้องใช้เวลานับสิบๆชั่วโมง ทำให้คนเบื่อได้ คนจะตื่นเต้นระยะแรก ที่ได้ลงเรือแม่น้ำโขง

แต่สิ่งที่จะต้องทำก็คือ การสร้างกิจกรรมรองรับบนเรือ เช่น เคาน์เตอร์บาร์ ห้องอาหาร ฯลฯ แต่ไม่ควรเป็นเรือนอน เพราะคนกลัวที่จะนอนระหว่างทางในแม่น้ำโขง เช่น หาจุดพักกลางทาง เช่น หมู่บ้านลาว หรือสบโหลย ฝั่งพม่า ที่ปัจจุบันกลายเป็นชุมทางสินค้า – คนมากขึ้น โดยเฉพาะเกาหลีเหนือที่ทะลักมาพักรอเดินทางเข้าไทยอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนเรือโดยสารก็สามารถบริหารจัดการได้ตามปริมาณผู้โดยสาร เช่น ช่วงพีกเดิมเคยวิ่งเชียงแสน-เชียงรุ่ง (สิบสองปันนา) ไปกลับสัปดาห์ละ 6 เที่ยว (ขาขึ้นจันทร์ พุธ ศุกร์ ,ขาล่อง อังคาร พฤหัสบดี เสาร์) ก็ปรับเหลือสัปดาห์ละ 2 เที่ยว (ไปกลับรวม 4 เที่ยว) และเมื่อถึงไฮซีซันก็เพิ่มความถี่สูงขึ้นเท่านั้น

ส่วนทางบก ผ่าน R3a (ไทย ลาว จีน) ส่วนหนึ่งของคุน-มั่น กงลู่ หรือคุนหมิง – กรุงเทพฯโดยมากจะเน้นหนักเรื่องการเดินทางติดต่อค้าขายมากกว่า เพราะตลอดเส้นทางวนเวียนอยู่ในภูเขา ขณะที่ สปป.ลาว เองก็กำลังอยู่ระหว่างการจัดระเบียบเดินรถอยู่ เพื่อปกป้องธุรกิจสัญชาติลาวเอง

ขณะที่ R3b (ไทย พม่า จีน) ที่แม้จะก่อสร้างเสร็จมานานหลายปี ที่จีนปิดพรมแดนมาร่วม 3-4 ปี ล่าสุดจีนก็เปิดพรมแดนต้าล่อ หรือต้าลั่ว สิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน ที่เชื่อมต่อกับปลายทาง R3b ที่เมืองลา เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ 4 แห่งสหภาพพม่า ของกลุ่ม “อูไซลิน”

แต่ในฝั่งพม่า ยังไม่เปิดพรมแดนให้ โดยส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่า – ชนกลุ่มน้อย ที่พม่า เองก็ยังไม่สามารถคุมได้ตลอดเส้นทาง และการจัดสรรผลประโยชน์กับกลุ่ม “อูไซลิน” ที่ปกครองพื้นที่อยู่ ทั้งเรื่องค่าผ่านทาง ไกด์ วีซ่า(เข้าเขตปกครอง)

อย่างไรก็ตาม ผกายมาศ บอกว่า เส้นทาง R3b ก็ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยอยู่เนือง ๆ เพียงแต่ยังไม่สามารถเดินทางทะลุเข้าจีนผ่านทางนี้ได้เท่านั้น

เช่นเดียวกับคนจีน (ไทลื้อ) ที่เดินทางไปมาหาสู่กับญาติพี่น้องในแถบนี้มานาน ก็ยังคงใช้บอร์เดอร์พาสเข้าพม่า มาจนถึงท่าขี้เหล็ก (ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย) อยู่ บางกลุ่มขับรถมากันเองด้วยซ้ำ เพียงยังไม่สามารถข้ามฝั่งมาถึงไทยได้

http://th.newspeg.com/จีนโหมคุน-มั่น...-55436125.html


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 15 มกราคม 2010, 08:59:34
ท่าอากาศเชียงรายทุ่ม100ล.ปรับลานบิน-รับแอร์บัส

14 มค. 2553 20:46 น.


นายยุทธนา จิตรอบอารีย์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานานาชาติเชียงราย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 จนถึงขณะนี้ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้ามาในจังหวัดเชียงรายโดยสายการบิน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาทุกเที่ยวบินเต็มหมดทุกสายการบิน จนทำให้สายการบินไทย ต้องเปลี่ยนเครื่องบินจากเครื่องบินโบอิง 737 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้เพียง 150 ที่นั่ง เป็นเครื่องบินแอร์บัส 330 ที่รองรับผู้โดยสารได้กว่า 330 - 350 ที่นั่ง ซึ่งสามารถให้บริการเพิ่มจากเดิมกว่า 1 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม จากนี้ไป คาดว่าการเดินทางของนักท่องเที่ยวก็จะมีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากจำนวนผู้โดยสารชาวยุโรปและเอเชีย ที่เดินทางเพิ่มขึ้นกว่า 20-30 % ในช่วงที่ผ่านมา จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีว่าในปี 2553 เป็นต้นไป จำนวนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยเครื่องบินจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างแน่นอน



นายยุทธนา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางสนามบินได้เตรียมพร้อมในการรองรับอย่างเต็มที่ โดยการเพิ่มหลุมจอดเครื่องบินแอร์บัสจาก 4 หลุม เป็น 5 หลุม และลงทุนเพิ่มอีกกว่า 100 ล้านบาท ในการปรับปรุงพื้นผิวลานบินให้ปลอดภัยมากขึ้นในการใช้งาน ลดการเกิดปัญหาและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบสนามบิน ให้มีความสวยงามและเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น โดยเน้นเรื่องของความสะดวกสบายและความปลอดภัยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ สนามบินนานาชาติเชียงรายสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 3 ล้านคน ต่อปี แต่จำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการมีเพียง 8 แสนคนต่อปี เท่านั้น


http://breakingnews.nationchannel.co...?newsid=426817
__________________


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 21 มกราคม 2010, 14:28:13
เชียงราย – “ซาเล้ง” นำทีม รมต.คมนาคมภูมิใจไทย นำคณะลงเชียงราย ตระเวนดูการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน 2 – สะพานข้ามโขง 4 ก่อนขึ้นเวที อบจ.เชียงราย ที่ส่งเทียบเชิญ ภท. เปิดทิศทางอนาคตรถไฟ “เด่นชัย-เชียงราย”

รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า ระหว่างวันที่ 21-22 ม.ค.53 นี้นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีกำหนดตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยในวันแรก (21 ม.ค.) จะเดินทางไปตรวจติดตามการก่อสร้างท่าเรือแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่งที่ 2 ที่หมู่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน ชายแดนไทย-สปป.ลาว ซึ่งกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวีกำลังก่อสร้างบนเนื้อที่ 402.3 ไร่ ด้วยงบประมาณ 1,560.580 บาท เพื่อสร้างท่าเรือใหม่ให้สามารถรองรับเรือรุ่นใหม่ที่มีความยาว 40 เมตร ได้พร้อมกัน 11 ลำ มีลานจอดรถขนาด 93,830 ตารางเมตร หน้าท่าเป็นทางลาดกว้าง 15 เมตร ยาว 30 เมตร ระดับ 2 ชั้น

ซึ่งจะเป็นท่าเรือ ที่สามารถใช้ได้ทั้งระดับน้ำขึ้นและลง มีท่าเรือที่ขนถ่ายด้วยเครน 4 ท่า รองรับรถยก 30 ตัน และมีท่าสำหรับขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ มีสะพานขนาด 10 คูณ 50 เมตร ยื่นไปกลางแม่น้ำสำหรับเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม นอกจากนี้ในระยะที่ 2 กำหนดให้เพิ่มระบบเครนและสายพาน 1 ท่า ระบบตู้คอนเทนเนอร์อีก 8 ท่า เป็นที่ตั้งของ 8 หน่วยงาน เช่น ศุลกากร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ด่านตรวจพืช-สัตว์ องค์การอาหารและยา (อย.) ฯลฯ ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2553 นี้หรือใช้ระยะเวลาก่อสร้างนาน 2 ปี

จากนั้นจะลงตรวจพื้นที่ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง (เชียงของ-ห้วยทราย) ฝั่งไทยที่อำเภอเชียงของ เพื่อเชื่อมกับถนน R3A ไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ซึ่งตามแปลนก่อนสร้าง จะเป็นสะพานแบบ Pre-Stressed Concrete Box Girder Bridge โดยมีเสาตอม่อในแม่น้ำโขง 4 เสา ตัวสะพานจะกว้าง 14.7 เมตร มีสองช่องจราจร ความยาวตัวสะพาน 480 เมตร แต่เมื่อรวมกับสะพานต่อเนื่องบนบกของฝั่งไทยก็จะมีความยาวรวม 630 เมตร

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเสริมคือการสร้างถนน 4 ช่องจราจรในฝั่งไทยอีกประมาณ 5 กิโลเมตรโ ดยกันเขตทางเอาไว้ 60 เมตร และถนน 2 ช่องจราจรในฝั่ง สปป.ลาว ระยะทาง 60 กิโลเมตร เขตทาง 50 เมตร รวมทั้งสร้างอาคารด่านพรมแดนทั้งฝั่ง อ.เชียงของ และเมืองห้วยทราย เป็นรูปแบบศิลปะล้านนาผสมผสานกับศิลปะประจำถิ่น และกันพื้นที่ไว้เป็นจุดจอดรถ คลังสินค้า ส่วนขยาย ฯลฯ และสร้างจุดเปลี่ยนการจราจรในฝั่ง อ.เชียงของ เพื่อให้สอดคล้องกับการจราจรในฝั่ง สปป.ลาว และจีนด้วย

ล่าสุดโครงการนี้ได้ประกวดราคาจัดหาเอกชนเพื่อทำการก่อสร้างแล้ว ด้วยงบประมาณร่วมไทย-จีน ประมาณ 1,650 บาท กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบสัญญา ก่อนที่จะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนมีนาคม 53 และให้แล้วเสร็จในปี 2555 หรือภายในระยะเวลา 30 เดือนต่อไป

วันเดียวกัน (21 ม.ค.)ในช่วงเย็นนายโสภณ และคณะจะเดินทางไปยังสำนักงานแห่งใหม่ของแขวงการทางเชียงรายที่ 1 ประชุมร่วมกับหน่วยงานในสังกัดใน จ.เชียงราย เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ จากนั้นเดินทางไปตรวจราชการ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงรายแห่งที่ 2 ต.สันทราย อ.เมืองเชียงราย

โดยในวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.) คณะ รมว.คมนาคมจะเดินทางไปยังห้องประชุม ศูนย์บูรณาการและการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “แนวทางการพัฒนาจังหวัดเชียงราย” ซึ่งมีรายงานว่า จะมีการเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนาเส้นทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย ที่มีการผลักดันกันมานาน แต่ล่าสุดรัฐบาลกลับให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กลับไปศึกษาความคุ้มทุนกันใหม่อีก ทำให้โครงการไม่มีการก่อสร้างอีกเช่นเคย
ขณะที่หน่วยงานองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ เช่น อบจ.เชียงราย มหาวิทยาลัยทุกแห่ง ภาคสื่อมวลชน ฯลฯ ต่างพยายามผลักดันในเรื่องนี้ไปยังกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ในขั้วพรรคภูมิใจไทยอย่างเต็มที่

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000008816


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 21 มกราคม 2010, 14:33:53
ชงสารพัดโปรเจกต์รับลุ่มน้ำโขงโต ทั้งเปิดด่านเพิ่มรอบทิศ-รื้อลอจิสติกส์ เหนือ

เชียงราย – รัฐ-เอกชน เร่งชงสารพัดโครงการรองรับกรอบการพัฒนาลุ่มน้ำโขง ทั้งเปิดด่านเพิ่มรอบชายแดน ปลุกผีรถไฟเด่นชัย – เชียงราย ขณะที่ผู้ว่าฯเชียงใหม่ นำทีมเจรจา “อลงกรณ์” ดันรัฐบาล “มาร์ค” รื้อลอจิสติกส์ 10 จังหวัดภาคเหนือเพิ่มศักยภาพการขนส่ง

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คสศ.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ เปิดเผยภายหลังจัดประชุม คสศ.หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2553 ณ โรงแรมพิมานอินน์ อ.เมือง จ.เชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า คสศ.ได้ทำเรื่องถึงเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ เพื่อให้มีการผลักดันให้มีการจัดหาที่ดินบริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมกับถนน R3a ในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว )ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยกันที่ดินมาใช้ในการเป็นศูนย์บริการด้านลอจิสติกส์โดยเฉพาะภาคการขนส่งระหว่างไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ซึ่งสภาพัฒน์ได้เห็นชอบในหลักการไปแล้วและมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เข้าไปศึกษาวิจัยให้แล้วเสร็จภายในเดือน กันยายน 2553

นายพัฒนา กล่าวว่า หลังการดำเนินการแล้วดังกล่าว คสศ.หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ได้มีการประชุมกันในครั้งนี้และมีมติให้จัดทำหนังสือข้อเรียกร้องผ่านนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลด้านลอจิสติกส์ของรัฐบาลและเดินทางมาร่วมสัมมนาเรื่อง GMS ในทศวรรษใหม่ เพื่อให้พิจารณาเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาดำเนินการอีกหลายเรื่อง

ได้แก่ ให้เปิดจุดผ่านแดนใหม่ในภาคเหนือโดยเฉพาะที่ด่านบ้านห้วยผึ้ง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ด่านกิ่วผาวอก จ.เชียงใหม่ ให้รัฐบาลได้มีการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดการเปิดด่านต้าลั๊ว บนถนน R 3 b เชื่อมไทย-พม่า-จีนตอนใต้ ซึ่งด่านนี้เป็นจุดเชื่อมระหว่างจีนตอนใต้กับพม่า แต่ถูกปิดใช้งานมานานหลายปีแล้ว และหากเปิดใช้งานได้ก็จะมีระยะทางในการขนส่งสินค้าและท่องเที่ยวจาก จ.เชียงราย สู่จีนตอนใต้ ได้ใกล้เคียงกับถนน R3a ที่ผ่าน สปป.ลาว
นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่จาก อ.เด่นชัย จ.แพร่ สู่เชียงราย ให้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้หลังจากเรื่องยืดเยื้อมานานหลายสิบปีแล้ว

นายประสพสุข พ่วงสาครา ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ ในฐานะที่ปรึกษา คสศ.หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ประเทศจีนได้มีการเปิดใช้รถไฟความเร็วสูงจากเมืองหูเป่ยหรืออู่ฮั่น ลงมาถึงเมืองฉางซา เมืองหลวงของมณฑลหูหนัน และต่อมายังเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้งแล้ว รวมทั้งกำลังจะเชื่อมต่อมายังเมืองเซินเจิ้น เขตเศรษฐกิจพิเศษที่สำคัญในภาคใต้ด้วย

รถไฟความเร็วสูงดังกล่าวทำความเร็วได้ถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาระบบการขนส่งทั่วประเทศของจีนให้เชื่อมถึงกันทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว คาดว่าภายใน 10-15 ปีข้างหน้ารถไฟความเร็วสูงดังกล่าวจะเชื่อมต่อไปยังมณฑลต่างๆ อีก และลงสู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีการค้าขายกับประเทศไทยผ่าน จ.เชียงราย โดยตรง จากนั้นคงจะเชื่อมต่อลงไปยังกลุ่มอาเซียนอื่นๆ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ต่อไป ดังนั้น การเตรียมการรองรับระบบการขนส่งอันเกิดจากการถาโถมลงมาของเศรษฐกิจจีน จึงเป็นสิ่งที่ดี

ด้านนายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่าปัจจุบันเชียงรายมีการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านผ่าน 3 จุดผ่านแดนถาวรที่ อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ โดยถนน R3a ซึ่งเชื่อมกับจุดผ่านแดนถาวร อ.เชียงของ มีความคึกคึกมากขึ้นตามลำดับ หลังถนนแล้วเสร็จ และกำลังมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมระหว่าง อ.เชีย'ของ กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ด้วย ดังนั้นในอนาคตคงต้องให้ความสำคัญต่อระบบลอจิสติกส์เพราะเป็นต้นทุนของการค้าถึง 17% แต่ที่ประเทศสิงคโปร์มีการจัดระบบลอจิสติกส์ดีมาก จึงทำให้ต้นทุนลดลงเหลือ 10% ซึ่งตนเห็นว่าการผลักดันเรื่องรถไฟเด่นชัย-เชียงราย เป็นหนึ่งในการพัฒนาระบบลอจิสติกส์ของ จ.เชียงราย

นายสุพจน์ กลิ่นปราณีต ประธานหอการค้า จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า เหตุที่ต้องผลักดันให้มีการเปิดจุดผ่อนปรนไทย-พม่า ที่บ้านห้วยผึ้งเนื่องจากจุดดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากเมืองเนปิดอร์เมืองหลวงใหม่ของประเทศพม่าเพียงประมาณ 200 กิโลเมตร และสามารถเชื่อมต่อไปยังเมืองใหญ่ต่างๆ ของพม่ารวมทั้งผ่านไปยังประเทศบังกลาเทศ อินเดียหรือขึ้นสู่จีนตอนใต้ได้

ในโอกาสนี้นายอมรพันธ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ได้นำคณะตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนในภาคเหนือ นำเสนอเรื่องการพัฒนาระบบลอจิสติกส์ในภาคเหนือเพื่อให้รัฐบาลนำไปดำเนินการ โดยเสนอให้มีการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบลอจิสติกส์ระหว่าง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน กับจังหวัดที่เกี่ยวข้องคือพิษณุโลก ตาก และอุตรดิตถ์ หรือ 8 บวก 3 แต่นายอลงกรณ์ ขอให้ทุกจังหวัดได้กลับไปประชุมหารือกันอีกครั้ง เพื่อแจ้งรายละเอียดในการศึกษาร่วมกันให้ชัดเจนจากนั้นให้นำเสนอไปยังรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

นายอมรพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการคมนาคมในกลุ่มประเทศ GMS โดยเฉพาะระเบียงเหนือ-ใต้ หรือไทย-จีนตอนใต้ ซึ่งมีการพัฒนาไปมากโดยมีการสร้างถนน สะพาน เส้นทางการบิน ทางเรือ ฯลฯ ถึงกันตลอด แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาแต่ละจังหวัดในภาคเหนือ ซึ่งกำลังจะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาดังกล่าวโดยตรง กลับมีการพัฒนาในลักษณะต่างฝ่ายต่างดำเนินการทำให้ดูเหมือนว่าไม่ได้เชื่อมต่อถึงกัน โดยเฉพาะระบบลอจิสติกส์ไม่ได้หมายถึงแค่การขนส่งแต่หมายถึงทุกๆ อย่างในการนำสินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่จุดจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นจึงได้เสนอให้รัฐบาลอนุมัติให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศึกษาวิจัยใน 8 จังหวัดบวก 3 ดังกล่าว ว่าสภาพปัจจุบันเป็นอย่างไร และในอนาคตแต่ละจังหวัดควรจะทำสิ่งใด เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพและความเหมาะสมของตัวเอง รวมทั้งหาแนวทางเชื่อมโยงระบบลอจิสติกส์ร่วมกัน ทั้งนี้หากได้รับการอนุมัติงบประมาณก็คงจะใช้เวลาเพียง1 ปีเท่านั้น

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 20 มกราคม 2553 20:23 น.


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 23 มกราคม 2010, 12:14:14

ข้อมูลจาก

โครงการศึกษาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งบริเวณเชียงแสน-เชียงของ



ของ  ดร. ธนิต  โสรัตน์  มาให้ดู ครับ


(http://www.pixnice.com/upload/files/vndkblujnd4zjzjzvazm.jpg)




(http://www.pixnice.com/upload/files/1omgwdmxgztz2yycjmmz.jpg)




(http://www.pixnice.com/upload/files/0qjk5mnnmznv2ie0mixz.jpg)




(http://www.pixnice.com/upload/files/omrimfdmldgodinmhd3n.jpg)




(http://www.pixnice.com/upload/files/ryohzmzyiwyzf0jcm2wy.jpg)


(http://www.pixnice.com/upload/files/mqyz3od2qt3oug3yz4tz.jpg)


ท่านใดที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติ่มตามอ่านตรงนี้ได้เลยครับ (http://www.tanitsorat.com/file/53-2008-%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87re.ppt#257)


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 23 มกราคม 2010, 12:17:08
มรดกทางวัฒนธรรม เชียงราย เมืองแห่งแกลลอรี่


ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)


จะดีมากแค่ไหน ถ้าเราสามารถสร้างเศรษฐกิจไทยในกระแสใหม่ได้สำเร็จ...

วิกฤติก็วิกฤติเถอะ ผมเชื่อว่า...เรารอด เพราะรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคมไทยเราเด่นชัดมาก ถ้าผู้ประกอบการเราเข้าใจและสามารถนำมาเชื่อมโยงปรับเป็นจุดขาย โดยสะท้อนให้เห็นถึงการสั่งสมความมั่งคั่งทางภูมิปัญญาของคนไทยในอดีต ผมมั่นใจครับว่า เราไม่เคยน้อยหน้าใคร

แต่เรามีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ฐานธุรกิจที่มาจาก "ความคิดสร้างสรรค์" นั้นคืออะไร อย่างการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือการประยุกต์ด้วยนวัตกรรมก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ สามารถผลิตสินค้าและบริการที่โดนใจตลาดโลกได้

ถ้าเราเข้าใจตรงนี้แล้ว และมีคนช่วยเชียร์เยอะๆ คนไทยก็จะหันมาให้ความสนใจเรื่อง Creative Economy กันมากขึ้น และให้คิดเสียว่าเรื่องเหล่านี้สามารถช่วยผู้ประกอบการทำมาค้าขายได้ดี ตรงจุดนี้ประเทศชาติก็ได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การผลักดันความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็น "วาระแห่งชาติ" จึงเป็นสิ่งจำเป็น

เดิมทีเดียว "วาระแห่งชาติ" ของประเทศไทย จะเน้นหนักไปที่ธุรกิจเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาเราก็ทำได้ดี ทั้งในแง่ปริมาณ คนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนิคมอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

แต่เวลานี้ ในโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก กระแสของโลกสมัยใหม่กำลังเลี้ยวเข้าสู่ตลาดธุรกิจที่มาจากพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก เราจึงต้องพยายามผลักดันให้วาระแห่งชาติเกิดขึ้นให้ได้ เพื่อสร้างความตื่นตัวและเป็นแนวทางให้ภาคเอกชนเดินหน้าอย่างถูกต้องและถูกใจตลาด กระทรวงพาณิชย์ แทนที่จะทำหน้าที่จัดโควตา ก็ปรับเป็นกระทรวงส่งเสริมการส่งออก ซึ่งเป็นกรมที่มีศักดิ์มีศรี และมีความสำคัญยิ่งกับวาระแห่งชาติที่กล่าวถึง

เรามาถามต่อว่า ธุรกิจสร้างสรรค์ที่จะทำเป็นวาระแห่งชาติหมายถึงอะไร ใช่หรือไม่ หรือถ้ายังไม่ทำ อยากทำไหม นี่ก็จะโยงมาถึงสิ่งที่เราพูดกันมาตั้งแต่แรก นั่นคือ Culture Industry ที่ผ่านมา ผมย้ำไปหลายครั้งแล้วว่า ถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยจะต้อง "ต่อยอด" จากสังคมอุตสาหกรรม มาเป็นสังคมแห่งวัฒนธรรม

ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมไทยนั้น น่าสนใจและมีคุณค่ามาก ผมเชื่อว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาต่อยอดให้เข้ากับตลาดท่องเที่ยวได้ ผลที่ตามมาเราก็จะได้ตลาดใหม่ที่เกี่ยวเนื่องทั้งเรื่องที่พัก ภัตตาคาร และขายของที่ระลึก โดยประยุกต์ดัดแปลงให้ดูดี มีรสนิยม ถ้าทำได้ เราก็โชว์ได้

กิจกรรม หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลประกาศสนับสนุน เพื่อมุ่งสู่การทำธุรกิจบนความคิดสร้างสรรค์ ถามว่า เรามีความพร้อมมากไหม ผมว่า มีมากนะครับ และที่เห็นอยู่ก็มีหลายแห่งกำลังทำและทำได้ดีด้วย อาทิเช่น อยุธยา สุโขทัย เป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติชอบมากๆ ผมเองก็ภูมิใจกับของดีมีอยู่

แต่มีบางจุดเราอาจเสริมเข้าไป เพื่อให้เกิดคุณค่าในเรื่องการต่อยอด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงจากสุโขทัยมาอยุธยานั้น เปลี่ยนไปทางไหน ผ่านเมืองอะไรมาบ้าง นี่คือจุดต่อเนื่อง เราก็ควรพัฒนาจุดต่อเนื่องนี้ให้เป็นไปในลักษณะเชื่อมโยงเรื่องสถานที่ได้

ส่วนธุรกิจในข่ายศิลปะการแสดง หรือการชม อาทิเช่น รูปภาพ งานแกะสลัก งานศิลป์ที่เป็นวิช่วลอาร์ท หรือเพอร์ฟอร์มมิ่งอาร์ท เรามีของดีแบบนี้เยอะมากเลยครับ หากเราจัดระบบจัดการที่ดี "ของดี" ที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศไทย เราก็สามารถพัฒนาให้เป็น "เมืองแห่งแกลลอรี่" ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่ผมเคยไปดู เขาสนับสนุนแกลลอรี่เป็นอาชีพชัดเจน แถมมีกิจกรรมที่ต่อเนื่องด้วย อย่างเวลามีงานแกลลอรี่ ก็มีเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาเชื่อมโยงโดยขายเมืองอูบุตไปด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง จากแกลลอรี่นั้นไปแกลลอรี่นี้ได้สะดวก ถือเป็นหมู่บ้านแกลลอรี่ที่ดีมาก

ถามว่าประเทศไทย ทำได้หรือไม่ ผมตอบได้เลย ทำได้ครับ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีศึกษาของ Culture Industry ที่น่าจะไปได้ดี ปัจจุบันภาพเมืองเชียงรายที่เห็นได้พัฒนาและกลายเป็น "เมืองแห่งแกลลอรี่" ไปบ้างแล้ว โดยมีภาคเอกชนนำร่องไปก่อน เนื่องจากมีแม่เหล็กตัวใหญ่ คือ คุณถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังเป็นผู้บุกเบิก นำผลงานมาแสดงและสร้างงานให้คนท้องถิ่นเกิดรายได้ เท่าที่ทราบตอนนี้เริ่มมีอาจารย์ท่านอื่นๆ ก็เริ่มไปเปิดแกลลอรี่ที่เชียงรายมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นข่าวดีท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจ

ผมมาคิดต่อ ถ้าเราจัดเรื่องพวกนี้ให้เป็นกรุ๊ป ทำแผนที่ แกลลอรี่แมป ขึ้นมา เหมือนเมืองอูบุตในบาหลี อินโดนีเซีย เป็นเครื่องมือบอกข้อมูลข่าวสารแก่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ว่า ถนนนี้ มีเรื่องนี้ ถนนนั้นมีเรื่องนั้น คนที่ไปชมก็จะนึกภาพรวมออก และรู้จุดมุ่งหมายว่า ควรจะไปชมไปซื้ออะไรได้ที่ไหน ซึ่งเมืองเชียงใหม่ก็สามารถพัฒนาเป็นเมืองแกลลอรี่ได้เช่นกัน และควรทำแผนที่แผนผังให้เป็นเรื่องชัดเจน เพราะที่นี่ก็มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล

ในความเห็นผม ศิลปินไทย และอินโดนีเซีย ไม่ต่างกันเลย เพราะทุกอย่างได้รับอิทธิพลมาจากประเทศตะวันตกเหมือนกัน ศิลปินไทยที่วาดภาพได้หลายมิติ ล้วนร่ำเรียนมาจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี สมัยก่อนไม่มีมิติ เป็นแบบแบนๆ ศิลปะเหล่านี้เราได้จากอิตาลี ส่วนอินโดนีเซียเขาได้จากเยอรมนี ซึ่งมาจากเรเนซองเหมือนกัน ที่ต่าง คือ "โลคัล ซีน" เท่านั้น

ล่าสุด เวลานี้ที่เวียดนามก็มีสตรีท แกลลอรี่แล้ว เป็นภาคเอกชนที่ทำกันเอง รัฐบาลเขาไม่ได้เข้าไปช่วย เพียงทำแผนผังให้เป็นระบบ ส่วนเอกชนเขาต่างคนต่างขาย หรืออย่างประเทศจีนก็มีศูนย์กลางแกลลอรี่ที่ดีมาก เปิดโอกาสให้ศิลปินมาร่วมงานขายของ รัฐจัดสถานที่ให้ โดยใช้พื้นที่ไม่มาก แต่เอามาพัฒนาสร้างประโยชน์ได้มาก

สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้นอกห้องเรียนที่คนไทยควรศึกษา ยิ่งถ้าเราช่วยกันยกระดับความสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจบนความคิดสร้างสรรค์ และจัดระบบให้เป็น "วาระแห่งชาติ" แล้ว

ความสำเร็จก็อาจอยู่แค่เอื้อม!


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 24 มกราคม 2010, 14:37:07
quote author=crh999 link=topic=4068.msg18833#msg18833 date=1259729061]
วันนี้อ่านข่าวเชียงราย จาก www.skyscrapercity.com คุณเหนือสยาม ได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวเชียงรายครับ เลยส่งมาให้อ่านดู คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ทั้งด้านงานการพัฒนา, การลงทุน, การส่งเสริม ป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และการตั้งมือรับ พร้อมให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่คนรุ่นหลัง จะได้ตั้งตัว เตรียมใจ ให้เชียงรายให้น่าอยู่ จะได้ไม่เป็นการยัดเยียดสิ่งที่สังคมเมืองไม่ต้องการมาให้ แต่อยากให้เป็นการผสมผสานกลมกลืนกันอย่างลงตัว อันจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย ทั้งประโยชน์ส่วนตน และประโยชน์ส่วนรวมครับ
 
คิดว่าข้อมูลต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ
 
พอ.วุฒิชัย
 
-------------------------------
 
เชียงราย กำลังสร้างห้างใหม่ในเครือเซ็นทรัล เป็น ตัวเสริมของการท่องเที่ยวเชียงราย ที่ห้างต่างๆ มาลงทุนนั้นเพื่อรองรับการลงทุนของเศรษฐกิจของ จ.เชียงราย ที่เติบโตทุกวัน แต่ถามว่าถ้าคนในเมืองมาเที่ยวเชียงรายต้องการอะไร คงไม่ใช่หวังแค่ห้างครับ เพราะคนกรุงเทพฯ ทำงานอยู่ในเมืองก็มีที่เที่ยวช็อบให้เดินหลายที่
 
มาเชียงรายเราต้องเน้นภาคการท่องเที่ยว โดยจุดยืนที่ภาครัฐ หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกัน เชียงราย วันนี้มีอะไร ลองสรุปใจความสาระที่พอเป็นไปได้ และโครงการต่างๆ พอทราบจากสื่อข่าวที่ลงไว้ซื้ออ่าน (เพราะที่บ้านหาซื้อ นสพ.ท้องถิ่นไว้หลายสำนักพิมพ์ท้องถิ่น) สรุปโครงการและสิ่งดีๆ ที่จะเกิดในเชียงรายดังนี้ (อ่านให้จบนะ)

- เตรียมจัดงานเชียงรายดอกไม้งาม 26 ธ.ค.52 - 4 ธ.ค.53 มีประกวดนาวสาวถิ่นไทยงาม ถ่ายทอด NBT

- เอสจีเอ เปลี่ยนเป็นนกมินิ เปิดบินเชียงราย - จิ่งหง ตามการขยายฝูงบินเพิ่มโดยนำเครื่อง SAAB 340B จำนวน 33 ที่นั่ง 2 ลำมาเปิดบินในเส้นทาง-สิบสองปันนา ประเทศจีน

- งานมหกรรมวัฒนธรรมสัมพันธ์ลุ่มน้ำโขง 16 - 23 ม.ค.53

- ยินดีต้อนรับท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงรายคนใหม่ นายพรหมโชติ ไตรเวช ย้ายมาจากภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวระดับสากล คนทำงานเก่ง ดีกรีสองปริญญา มาจากเมืองท่องเที่ยวหลัก มาถึงเตรียมร่างแผนพัฒนาการท่องเที่ยวทันที (ภารกิจที่มุ่งหวังของท่านคือประการ 1. ศูนย์การท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับยูนานบนเส้นทาง R3A 2. ให้เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับสากล 3. ตั้งเป้าหมายให้เชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางให้นักท่องเที่ยวทั้งในและต่าง ประเทศมากเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของ จ.เชียงรายในปี 53-56

- ท่านผู้ว่าสุเมธ แสงนิ่มนวล สั่งการถอยหลัง 750 ปี จ.เชียงรายตั้งแต่ 1 ม.ค.53 เป็นต้นไป พี่น้องชาวเชียงรายเตรียมรับงานใหญ่ของแผ่นดินล้านนากัน

- 6 เดือน - ผู้ว่าสุเมธฯ รายงานประชาชน รุก ท่องเที่ยว การค้า การลงทุน สานสัมพันธ์จีน ส่งเสริม วัฒนธรรม ศึกษา สาธารณูปโภค เกษตร โดยมีเนื้อหาสรุปพอจับใจความดังนี้

- จัดให้มีการประชุมจับคู่เจรจาทางการค้ากับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำ โขง 6 ประเทศ ที่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 8-15 ธ.ค.52 ทางมณฑลยูนนานโดยสายการบินอีสเทิร์นไชน่า จะเปิดเส้นทางบิน คุณหมิง-สิบสองปันนา-กรุงเทพฯ เร็วๆ นี้ โดยได้ขอเจรจากับจีนให้ผ่านมาลงเชียงรายด้วยซึ่งทางจีนก็รับไว้เจรจากับสาย การบินแล้ว

- มีโครงการถนนไร้ฝุ่น จากกรมทางหลวงชนบท 200-300 ล้านบาท สร้างถนนเข้าชุมชน ด้านประปาพร้อมติดตั้งแบบดื่มได้และมีน้ำใช้

- ด้านการขนส่ง จัดรถเมล์วิ่งรอบเมืองวจนถึงสนามบิน และมีโครงการสร้างสถานีขนส่งที่ อ.เชียงของ เพื่อรองรับการสร้างสะพานเชื่อมไทยลาวที่แขวงบ่อแก้ว

- สร้างศูนย์คอนเทนเนอร์ที่ อ.เชียงของ เพื่อเป็นจุดพักสินค้าที่จะผ่านมา ทำให้อนาคต อ.เชียงของ จะมีความเจริญมากขึ้น ในเวลานี้เริ่มมีกลุ่มนักลงทุนเข้ามาเตรียมพื้นที่ก่ารลงทุนแล้ว

- ที่ อ.เชียงแสน จะมีการสร้างท่าเรือเชียงแสน แห่งที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2554 ต่อ 2555 เช่นกัน

- แนวคิดพัฒนา จ.เชียงราย เป็นเมืองแห่งดอกไม้ City in the Garden โดยให้ทาง อปท.จัดปลูกดอกไม้ให้ทั่วเมือง ปรึกษาให้เทศบาลนครเชียงรายปลูกต้นไม้สวยๆ วางไว้หน้าบ้านเรือนทุกหลัง เพื่อเปิดศักราชเมืองแห่งดอกไม้ ผลดีของการท่องเที่ยวก็จะตามมา

- การจัดแสดงแสงสีเสียง เพื่อเตรียมงานครบรอบ 750 ปี โดยท่าน อ.เฉลิมชัยได้นำความคิดจากการแสดงแสงสีเสียงที่ไปเห็นมาจากเมืองกุ้ยหลินและ ลี่เจียง ประเทศจีน เป็นการแสดงครบรอบ 60 ปีของจีนที่ใหญ่อลังการ นำมาเทียบเคียงใช้กับเชียงรายเป็นการเล่าเรื่อง การสร้างเมืองเชียงราย ใช้นักแสดงที่เป็นชาวบ้านแต่งกายให้สวยงาม จัดแสดงให้ยิ่งใหญ่ จัดทุกวัน เมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเชียงรายต้องเดินทางมาดูการแสดงนี้ทุกคณะ

- ท่าอากาศยานเชียงราย ครบรอบ 11 ปี วางแผนพัฒนา 3 ด้านสู่มาตรฐานสากล โดยในข่าวแจ้งการทำหลุมจอดเพิ่มเพื่อรองรับเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้น

- ดร.เทอด รับมอบตำแหน่งอธิการ ม.แม่ฟ้าหลวง ยืนยันสืบสานต่อปณิธาน ดำเนินงานแนวทางเดิม ดร.วันชัย ประกาศช่วยงานเต็มที่ด้วยความสุข ความเติบโตของ มฟล. เป็นไปแบบก้าวกระโดด โตแบบเชิงรุก ทำในสิ่งที่ใหม่ แตกต่างจากที่อื่น และดีกว่า เป็นมหาวิทยาลัยในความต้องการของประชาชน

- ครบรอบ 1 ปีถนนคนเดิน กาดเจียงฮายรำลึก ได้ฤกษ์เปิดรถรางนำเที่ยว

- เทศบาลนครเชียงรายจะพัฒนาลำน้ำกกสายในจากหน้า รร.ดุสิตถึง รร.เดอะลีเจ้นท์ มีการพัฒนาตามโครงการคลองสวยน้ำใส ตอนนี้กำลังขออนุญาตจากกรมพาณิชย์นาวีอยู่

- วัฒนธรรม แจ้งกฐินหลวง มีโขนกรมศิลป์ครั้งแรกที่เชียงรายแจง 750 ปี เชียงราย เตรียมพร้อมนับถอยหลังปี 53

- เทงบ 2 พันล้าน ผุดถนน 8 เลน เชื่อมยุทธศาสตร์ค้าชายแดน โดยรัฐบาลอนุมัติจัดสร้างถนน 8 เลน จาก อ.แม่จัน - อ.เชียงแสนในปี 2553 วงเงิน 1,160 ล้านบาท และ อ.เชียงแสน- อ.เชียงของ อีก 840 ล้านบาท และจัดว่าจ้างก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจรสาย อ.เมือง - อ.เชียงของ ระยะทาง 75 กม. เพื่อเชื่อมไปยังสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของ คาดว่าแล้วเสร็จ 2557

- จัดล่องเรือแม่น้ำกกจากเชิงสะพานแม่ฟ้าหลวงไปถึงสนามกอล์ฟค่ายทหาร หลังศาลากลางหลังใหม่ ชมบรรย่ากาฦศล่องเรือยามค่ำดื่มด่ำแม่น้ำกก

- เทศบาล ต.บ้านดู่นำงบจากการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปรับพื้นที่อาคารอาบน้ำแร่ อันซีน 1 ใน 4 บ่อน้ำพุร้อนใต้ภิภพ จัดสร้งพื้นที่โฮมสเตย์ระดับ VIP แหล่งพักใกล้ชิดธรรมชาติ อยู่ใกล้เมือง จุดเสน่ห์ใหม่ที่จะใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยว

- ด้านการค้าชายแดน อ.แม่สายคึกคักหลั่งไหลเข้ามาเที่ยว มีแนวโน้มทรงตัวและดีขึ้น กลับสู่ช่วงปกติ

- ททท.วางแผนกิจกรรมหารท่องเที่ยวดังนี้ 1. งานจุลกฐิน วัดพระธาตุผาเงา อ.เชียงแสน 2. โครงการ 7 Amazing Chiangrai 3. งานครบรอบ 1 ปี โครงการถนนคนเดิน กาดเจียงฮ่ายรำลึก" 4. งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม 5. ไหว้พระธาตุ 9 จอม ในอำเภอต่างๆ ในพื้นที่ จ.เชียงราย 6. งานดอกเสี้ยวบาน บนดอยภูชี้ฟ้า 7. เทศกาลชมดอกทิวลิปบานบนดอยผาหม่น อ.เทิง 8. โครงการม้าไทยนำเที่ยว อ.แม่จัน 9. งานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2553 10. โครงการรถรางรอบเมืองเชียงราย และ 11. โครงการนั่งสามล้อ ผ่อเวียง แอ่วเจียงฮาย

- จัดตั้งตึกโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จำนวน 9 ชั้น ตอนนี้ล้อมรั้วเพื่อเตรียมการก่อสร้างแล้ว

- โครงการโรงเรียนนานาชาติเชียงราย อยู่ที่บ้านสันตาลเหลือง

ทั้ง หมดนี้เป็นโครงการที่พอสรุปเป็นหัวข้อหลัก โดยที่มาจากการอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเชียงรายทูเดย์ และเชียงรายนิวส์ ขอขอบคุณที่นำเสนอข่าวดีๆ พอเป็นข้อมูลของ จ.เชียงราย เพื่อการพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่ต่อไปครับ
 มีภาพประกอบนะครับ คนเชียงรายได้เที่ยวห้างที่เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งห้างนอกจาก บิ๊กซีครับ เซนทรัลครับ เห็นว่าจะมาพร้อมโรงหนังด้วยนะครับ และก็ภาพถนนสายเอเชีย (ซุปเปอร์ไฮเวย์) ด้านทิศเหนือเข้าในเมืองครับ ถ่ายจากสะพานลอยตรงฝั่งบิ๊กซี
เชียงรายจงเจริญ..................

[/quote]


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: salao ที่ วันที่ 25 มกราคม 2010, 20:54:52
เป็นกำลังใจให้สำหรับการเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ มาฝากชาวเชียงรายครับ


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 26 มกราคม 2010, 12:55:53
กรมทางหลวงกำหนดโครงการขนส่งพื้นฐานเชื่อมต่อประเทศลุ่มน้ำโขง




กรุงเทพฯ 25 ม.ค. - นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยหลังสัมมนาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการระบบคมนาคมขนส่งจังหวัดเชียงราย ว่า ขณะนี้กรมทางหลวงมีโครงการรองรับยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งในจังหวัดเชียงราย และพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการคมนาคมขนส่งสินค้า และ ท่องเที่ยวมากขึ้น

ทั้งนี้ โครงการต่าง ๆ จะประกอบด้วย การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของตาม โครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงตามแนวเศรษฐกิจเหนือ - ใต้ (ห้วยทราย- เชียงของ) ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยร่วมกันรับผิดชอบฝ่ายละเท่ากัน ในวงเงินค่าก่อสร้าง 1,624 ล้านบาท ซึ่งความคืบหน้าในขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจเอกสารและลงนามในสัญญาคาดว่าจะลงนามาได้ในเดือนมีนาคม 2553 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 30 เดือน เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับอนุภูมิภาคแห่งนี้ ในด้านการค้าการลงทุน มีความสะดวกในการคมนาคมขนส่งและการติดต่อกัน รวมทั้งศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระหว่างเชียงรายถึงคุนหมิงอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนเพื่อรองรับสะพานเชียงของและท่าเรือเชียงแสน 2 ซึ่งปัจจุบันกรมทางหลวงมีแผนที่จะปรับปรุงถนน ก่อสร้างและขยายทางหลวงหมายเลข 1152 จากจังหวัดเชียงราย - อำเภอพญาเม็งราย - บ้านต้าตลาด และทางหลวงหมายเลข 1120 จาก บ้านต้าตลาด – อำเภอเชียงของ ระยะทางรวม 110 กิโลเมตร ให้เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร ส่วนการพัฒนาเส้นทางรองรับท่าเรือเชียงแสน 2 กรมทางหลวงยังมีแผนงานโครงการพัฒนาทางหลวงรองรับการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน 2 ได้แก่โครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 1061 จาก อำเภอแม่จัน – อำเภอเชียงแสน (รวมทางเลี่ยงเมืองเชียงแสน ระยะทางระยะ 37 กิโลเมตร) ให้เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร ก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 1290 จากอำเภอแม่สาย – อำเภอเชียงแสน ระยะทาง 36 กิโลเมตร ให้เป็นถนน 4 ช่องจราจร โครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 1129 จากอำเภอเชียงแสน–อำเภอเชียงของ ระยะทาง 59 กิโลเมตร ให้เป็นถนน ขนาด 4 ช่อง จราจร และการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองเชียงราย ระยะทาง 28 กิโลเมตร โดยจะทำเป็นโครงการก่อสร้างขนาด 4 ช่องจราจร

โครงการทางหลวงหมายเลข 1290 อำเภอแม่สาย – อำเภอเชียงแสน ส่วนที่ 1 ระยะทาง 30.46 กิโลเมตร ค่างาน 598 ล้านบาท สัญญา 1 ตุลาคม 2552 – 21 สิงหาคม 2554 , ทางหลวงหมายเลข 1290 อำเภอแม่สาย – อำเภอเชียงแสน ส่วนที่ 2 ระยะทาง 8.00 กิโลเมตร ค่างาน 300 ล้านบาท ทางหลวงหมายเลข 1016 อำเภอแม่จัน – อำเภอเชียงแสน ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร ค่างาน 630.98 ล้านบาท สัญญา 7 ต.ค.52 – 26 ก.ย.54 ทางหลวงหมายเลข 1016 อ.แม่จัน – อ.เชียงแสน (รวมทางเลี่ยงเมืองเชียงแสน) ระยะทาง 16.402 กิโลเมตร ค่างาน 540 ล้านบาท (อยู่ระหว่างคิดราคา) ทางหลวงหมายเลข 118 เชียงใหม่ – เชียงราย ตอน 4 ระยะทาง 27 กิโลเมตร ค่างาน 900 ล้านบาท ทางหลวงหมายเลข 118 เชียงใหม่ – เชียงราย ตอน 3 ระยะทาง 40 กิโลเมตร ค่างาน 1,300 ล้านบาท ทางหลวงหมายเลข 118 เชียงใหม่ – เชียงราย ตอน 1(ดอยสะเก็ด – แม่เจดีย์) ระยะทาง 33 กิโลเมตร ค่างาน 1,300 ล้านบาท ทางหลวงหมายเลข 118 เชียงใหม่ – เชียงราย ตอน 2 (ดอยสะเก็ด – แม่เจดีย์) ระยะทาง 10 กิโลเมตร ค่างาน 420 ล้านบาท สะพานที่อำเภอเชียงของ ค่างาน 1,624 ล้านบาท (ปี 2553 – 2555) คาดว่าก่อสร้าง พ.ค. 2553

ทางหลวงหมายเลข 1020 เชียงราย - เชียงของ ตอน 1 ระยะทาง 11.1 กิโลเมตร ค่างาน 320 ล้านบาท สัญญา 9 ก.ย. 2552 – 31 พ.ค. 2554 ผลงาน 0.69% ทางหลวงหมายเลข 1020 เชียงราย - เชียงของ ตอน 2 ระยะทาง 18.9 กิโลเมตร ค่างาน 663.80 ล้านบาท สัญญา 10 พ.ย. 2552 – 30 ต.ค. 2554 ทางหลวงหมายเลข 1129 เชียงแสน – เชียงของ ระยะทาง 59 กิโลเมตร ค่างาน 995 ล้านบาท ทางหลวงหมายเลข 1020 เทิง – บ้านต้าตลาด ระยะทาง 25 กิโลเมตร ค่างาน 850 ล้านบาท ทางหลวงหมายเลข 1152,1020 เชียงราย - เชียงของ ตอน 3 ระยะทาง 75 กิโลเมตร

นายวีระ กล่าวอีกว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับอนุภูมิภาคแห่งนี้ ในด้านการค้าการลงทุน มีความสะดวกในการคมนาคมขนส่งและการติดต่อกัน รวมทั้งศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยวระหว่างเชียงรายถึงคุนหมิงอีกด้วย. -สำนักข่าวไทย


http://news.mcot.net/economic/inside...ZudHlwZT10ZXh0


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 26 มกราคม 2010, 12:58:30
เป็นกำลังใจให้สำหรับการเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ มาฝากชาวเชียงรายครับ

เป็นกำลังที่ดีมากครับ เผื่อมีหลายท่านสนใจข่าวเรื่องการพัฒนาเชียงราย

นำไปใช้ประโยชน์ และคิดร่วมกันครับ

ขอบคุณมากครับ


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 28 มกราคม 2010, 03:12:16
(http://www.chiangrai.net/cpoc/2009/Articles/Uploaded/298255110240CRLogo.gif)

กรมทางหลวง จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงเชียงราย – สะพานข้ามแม่น้ำโขง


*********************


นายวิชัย เรืองสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักแผนงาน กรมทางหลวง แจ้งว่า สำนักแผนงาน กรมทางหลวง ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาฯ เพื่อดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้าง 4 ช่องจราจร โครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงเชียงราย – สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ ซึ่งในขั้นตอนของการศึกษาฯ จะต้องดำเนินการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่โครงการ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการฯ


กรมทางหลวงได้เล็งเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน อันจะเอื้อประโยชน์สูงสุดในการศึกษาฯ และสอดคล้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 จึงได้กำหนดให้มีการประชุมสัมมนาครั้งที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาพรวมของโครงการ ความก้าวหน้าของการศึกษา สรุปผลการคัดเลือกรูปแบบทางเลือกที่เหมาะสม พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการศึกษา ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2553 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องแม่กก แขวงการทางเชียงรายที่ 1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายสุเมธ แสงนิ่มนวล จะกล่าวเปิดการประชุม ในเวลา 09.05 น


http://www.chiangrai.prdnorth.in.th/ct/news/viewnews.php?ID=100127142202 (http://www.chiangrai.prdnorth.in.th/ct/news/viewnews.php?ID=100127142202)


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 28 มกราคม 2010, 15:49:19
เดินหน้าสร้างสะพานข้ามโขง4 วางศิลาฤกษ์เม.ย.นี้-แล้วเสร็จ2555

แนวหน้า 26/01/2010


เชียงราย:นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน(สปป.)ลาว ด้วยงบประมาณก่อสร้างกว่า 1,650 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ได้มีการเปิดซองประกวดราคาเพื่อจัดหาเอกชนดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ กลุ่มซีอาร์ 5-เคที จอยท์เวนเจอร์ ซึ่งเป็นการร่วมทุนกันระหว่างบริษัทไชน่า เรลเวย์ โน.5 เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด จากประเทศจีน บริษัทกรุงธนเอ็นยิเนียร์ จำกัด จากประเทศไทย และได้ทำสัญญาก่อสร้างสะพานดังกล่าวให้แล้วเสร็จระยะเวลาก่อสร้าง 30 เดือนหรือปลายปี 2555

โดยรูปแบบของสะพานจะมีความยาวของตัวสะพาน 480 กิโลเมตร โดยมีช่วงถนนเชื่อมสะพานฝั่งไทย 150 เมตร และ ฝั่ง สปป.ลาว อีก 6 กิโลเมตร ตัวสะพานออกแบบให้มีสองช่องจราจรไปและกลับกว้าง 14.7 เมตร และมีไหล่ทางกว้าง 1.25 เมตร โดยแบบทั้งหมดเป็นแบบที่สมบูรณ์จะไม่มีการแก้ไขใดๆ อีก

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมมุ่งที่จะให้เชียงรายเป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะการเชื่อมไทย-จีนตอนใต้ โดยสะพานแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 จะเป็นโครงข่ายที่สามารถเชื่อมกับถนน R3A ไทย-สปป.ลาว-จีน หรือเหนือ-ใต้ของกลุ่มประเทศ GMS ทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยว และขั้นตอนต่อไปคือการส่งมอบพื้นที่ให้กับกรมทางหลวงเพื่อเปิดให้เอกชนทำการก่อสร้าง

ส่วนกรณีที่กลุ่มทุนไทย-เกาหลีใต้ ได้รับสัมปทานพัฒนาพื้นที่ 1,200 ไร่ในฝั่งเมืองห้วยทราย สปป.ลาว แต่ไปขวางแบบแปลนที่กรมทางหลวงออกแบบให้สร้างถนนไกล 6 กิโลเมตร และด่านพรมแดนในฝั่ง สปป.ลาว ทับซ้อนกับพื้นที่สัมปทานดังกล่าวถึง 70 ไร่ นั้นปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งเชื่อว่าทาง สปป.ลาว คงจะเข้าไปจัดการได้.


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 28 มกราคม 2010, 15:50:49
กดปุ่มสะพานข้ามโขงเชียงของ อีก30เดือนเปิดใช้-แฉกลุ่มทุนกาสิโนป่วน

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7000 ข่าวสดรายวัน


เชียงราย - นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า จากกรณีที่กรมทางหลวงได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ออกแบบก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมไทย-ลาว แห่งที่ 4 ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว เพื่อเชื่อมกับถนนอาร์สามเอ ไทย-ลาว-จีนตอนใต้ นั้น ล่าสุดได้เปิดซองประมูลก่อสร้างจากเอกชนหลายราย ตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ากลุ่มเอกชนที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ กลุ่มกลุ่มซีอาร์ 5-เคที จอยท์เวนเจอร์ จากประเทศจีน และบริษัท กรุงธนเอ็นยิเนียร์ จำกัด จากประเทศไทย

นายวีระกล่าวว่า สำหรับรูปแบบของสะพานคือ ตัวสะพานมีความยาว 480 เมตร ซึ่งยังไม่รวมถนนในฝั่งลาวและฝั่งไทย โดยจะมีทางต่อเนื่องกับตัวสะพานในฝั่งไทยอีกประมาณ 150 เมตร และก่อสร้างถนนในฝั่งลาวอีกประมาณ 6 ก.ม. การจราจรจะเป็นสองช่องสวนกันบนสะพาน ความกว้างของตัวสะพานประมาณ 14.7 เมตร มีไหล่ทางข้างละ 1.25 เมตร รวมทั้งมีการก่อสร้างอาคารด่านพรมแดนทั้งฝั่งไทยและลาวด้วยงบประมาณ 1,625 ล้านบาท โดยไทยกับจีนเสียค่าใช้จ่ายประเทศละ 50% กำหนดระยะเวลาก่อสร้างทั้งหมด 30 เดือน เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.นี้เป็นต้นไป

นายวีระกล่าวถึงกรณีที่ได้มีกลุ่มทุนไทย-เกาหลีใต้เข้าไปได้สัมปทานที่ดิน จุดก่อสร้างฝั่งลาวและดำเนินโครงการนาคราชนคร 1,200 ไร่ โดยกำลังก่อสร้างสนามกอล์ฟ ไร่เกษตร โรงแรมห้าดาวขนาด 120 ห้อง กาสิโน รีสอร์ต ฯลฯ เรียกร้องให้กรมทางหลวงเปลี่ยนแบบแปลนไปสร้างถนนอ้อมด้านหลังโครงการแทนที่จะตัดผ่านที่ดินของโครงการว่า กรมทางหลวงจะไม่มีการแก้ไขแบบแปลนดังกล่าวอีกแล้ว เพราะได้มีการออกแบบกันมาตั้งแต่ต้นและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างไทย-สปป.ลาว-จีน ทุกอย่าง

หน้า 28


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 29 มกราคม 2010, 14:51:19
ทีเอ็นที รุกตลาดโลจิกสติกส์เชียงใหม่ -ลำพูน เน้นเจาะตลาดในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ หวังดึงส่วนแบ่งจากผู้ประกอบการขนส่งญี่ปุ่น

นายธราธร ศรีสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ทีเอ็นที เอ็กซเพรส เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย)  จำกัด ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุภัณฑ์ด่วน เปิดเผยถึงการจัดงาน "ทีเอ็นที เชียงใหม่ โรดโชว์" ว่า การเดินทางมาจัดโรดโชว์ที่จ.เชียงใหม่ครั้งนี้ เพื่อเจาะตลาดในพื้นที่จ .เชียงใหม่ - ลำพูน โดยเน้นกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน ซึ่งปัจจุบันการขนส่งสินค้าในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนืออยู่ในมือของผู้ประกอบ การขนส่งชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก

บริษัท ทีเอ็นที เคยมาทำตลาดที่จ.เชียงใหม่ - ลำพูน แล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือน มิ.ย. 2552 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เข้าไปทำตลาดอย่างจริงจังในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ  ส่วนเป้าหมายการทำตลาดจะเน้นการขนส่งโดยใช้เส้นทางอาร์ 3 เอ เชื่อมไทย - ลาว - จีน ผ่านอ.เชียงของ - ห้วยทราย - หลวงน้ำทา - บ่อเต็น - บ่อหาน -สิบสองปันนา เป็นการขนส่งโดยใช้รถบรรทุก เพราะจุดแข็งของบริษัท คือ เป็นผู้ประกอบการขนส่งข้ามประเทศ โดยรถบรรทุกที่มีศักยภาพมากที่สุด

นายธราธร กล่าวอีกว่า  เส้นทางอาร์ 3 เอ ถือเป็นทำเลทองในการดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ แต่ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการด้านนี้เข้าไปลงทุนอย่างจริงจัง บริษัท ทีเอ็นที เชื่อว่าหลังเข้ามาทำตลาดในปี 2553 นี้ จะมีรายได้เพียงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 - 30% จากปัจจุบัน

ดร.วิทยา สุหฤทดำรง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการห่วงโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า  เส้นทางอาร์ 3 เอ เป็นโครงข่ายคมนาคมทางบกที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์ด้านโลจิสติกส์ได้เต็มที่ เพราะไม่มีการเตรียมความพร้อมรองรับ  การขนส่งผ่านเส้นทางอาร์ 3 เอ ยังมีอุปสรรคและล่าช้า ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ หากต้องใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคมเพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น จำเป็นต้องพัฒนาถนนให้มีความพร้อมรองรับมากกว่านี้ ตัวอย่างเช่น จีนที่ใช้งบลงทุนด้านโลจิกสติกส์ค่อน ข้างสูง การก่อสร้างหรือตัดถนนของจีน จะเน้นตัดถนนเป็นทางตรงเพื่อใช้ประโยชน์และลดต้นทุนโลจิสติกส์เป็นหลัก โดยเฉพาะเส้นทางอาร์ 3 เอ  ที่จีนพัฒนาเพราะต้องการขนส่งสินค้ามาทางตอนใต้ของประเทศ สำหรับประเทศไทยมาตรฐานการตัดถนนยังไม่ดีเท่าที่ควรแม้มีการลงทุนขยายถนน เพิ่มขึ้น

ดร.วิทยา กล่าวอีกว่า   โครงสร้างถนนของประเทศไทยใช้ประโยชน์เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเท่านั้น หากต้องการใช้ประโยชน์ด้านโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนและเวลาในการขนส่ง ต้องพัฒนามาตรฐานการก่อสร้างถนนให้รองรับการขนส่งสินค้า  รวมทั้งต้องพัฒนาตลาดและออกไปหาลูกค้า มิฉะนั้นประเทศไทยจะไม่สามารถเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งในภูมิภาคได้

พม่า ลาว และเวียดนาม มีช่องทางออกสู่ทะเล จึงเป็นทางเลือกของจีน  ในอนาคตหากไทยไม่เร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโลจิกสติกส์จีน อาจเปลี่ยนเส้นทางไปใช้ทางออกสู่ทะเลช่องทางอื่นแทน เพราะไทยไม่มีท่าเรือน้ำลึกเพิ่มเติมนอกเหนือจากท่าเรือแหลมฉบังเพียงแห่ง เดียวซึ่งปัจจุบันแออัดมาก ส่วนระบบรถไฟรางคู่ในประเทศการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ไม่มีแผนพัฒนา ขณะที่จีนได้มุ่งสร้างเส้นทางรถไฟไปยังเวียดนามแทนแล้ว" ดร.วิทยากล่า


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 29 มกราคม 2010, 15:20:32
ทล.เปิดห้องแจงแนวถนนรับสะพานโขง 4-ชาวบ้านยืนข้อเสนอยึดแนวเส้นทางเก่า
(http://pics.manager.co.th/Images/553000001334301.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000001334302.JPEG)
   
เชียงราย– ทางหลวงเปิดห้องแจงความเหมาะสมแนวถนน 4 เลนเชื่อมสะพานข้ามโขง 4 ทะลุลาว ครั้งที่ 2 เผยชาวบ้านในพื้นที่เชียงของ ยืนข้อเสนอขยายแนวถนนเดิม หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อีกทาง[
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่าเมื่อเร็วๆนี้ ที่ห้องประชุมแม่กก สำนักงานแขวงการทางเชียงรายที่ 1 อ.เมือง จ.เชียงราย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้จัดประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 เพื่อศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจร เชื่อมโยงเชียงราย-สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของ
       
       ทั้งนี้ ได้จัดให้บริษัทที่ปรึกษาประกอบไปด้วยบริษัทไอเอ็มเอ็มเอส จำกัด บริษัทพี.วี.เอส.-95 คอนซัลแต้นซ์ จำกัด ,บริษัทเซเว่น แอสโซซิเอต คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัทเอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกัด สรุปผลการดำเนินการที่ผ่านมาให้ส่วนราชการและประชาชนได้รับทราบและเสนอแนะ โดยมีนายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม
       
       นายธีรพจน์ วราชิต ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นโครงข่ายทางหลวงจากเชียงราย-สะพานข้ามแม่น้ำโขง ที่ อ.เชียงของ ซึ่งทางกรมทางหลวง กำหนดก่อสร้างให้แล้วเสร็จอย่างช้าปี 2554 นี้ เพื่อเชื่อมกับถนน R3A ใน สปป.ลาว-จีนตอนใต้ อันจะเป็นการพัฒนาตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Great Mekong Sub region หรือ GMS)
       
       ดังนั้นจึงพยายามศึกษาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดและได้คัดเลือกการ พัฒนาถนนสี่ช่องจราจรไปตามแนวเส้นทางเดิมก่อน คือจากบ้านหัวดอย ต.ท่าสาย อ.เมือง หรือจุดเริ่มต้นของถนนสาย 1152 ไปยัง ต.ขุนตาล เพื่อต่อกับถนนสาย 1020 สายบ้านต้า-เชียงของ ไปเชื่อมกับการก่อสร้างถนนสี่ช่องจราจรซึ่งกรมทางหลวงได้ก่อสร้างอยู่แล้ว ตั้งแต่ตัว อ.เชียงของ ลงมาตามถนนสาย 1020 จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 105
       
       ด้านนายโชคพิพัฒน์ เลิศพงศ์อารยะ วิศวกรโครงการ กล่าวว่า ผลการศึกษาที่ได้นำเสนอในการประชุมครั้งที่ 1 เมื่อเดือน ก.ค.2552 ที่ผ่านมา ใช้ถนนสายเดิมเป็นแนวทางดำเนินการ แต่ได้แบ่งช่วงการศึกษาเพื่อการก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจรออกเป็น 6 ช่วง ช่วงที่ 1 บนถนนสาย 1152 ตั้งแต่บ้านหัวดอย- กม.2+790 โดยทับกับถนน 2 ช่องจราจรเดิม ,ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ กม.2+790-กม.11+182 เนื่องจากเป็นทางแคบและผ่านชุมชนจึงแบ่งออกเป็นทางเลือกที่ 2/1 ใช้การขยายถนนสายเดิมระยะทาง 8.392 กิโลเมตร และทางเลือกที่ 2/2 เลี่ยงพื้นที่ชุมชนโดยแยกออกแนวทางเดิมและทำสะพานยาว 600 เมตร ให้ข้าม "หนองหลวง" ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ และวกกลับมาบรรจบกับถนนสายเดิมตรง กม.11+182 รวมระยะทาง 7.183 กิโลเมตร
       
       ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ กม.11+182-กม.17+678 ใช้การขยายถนนสายเดิม ,ช่วงที่ 4 ตั้งแต่ กม.17+678-กม.25+612 แบ่งออกเป็นทางเลือกที่ 4/1 ทับซ้อนไปกับถนนสาย 1152 เดิม ระยะทาง 7.394 กิโลเมตร ทางเลือกที่ 4/2 เลี่ยงชุมชนโดยตัดออกจากแนวเดิมตรง กม.7+678 ตัดผ่านพื้นที่ทางการเกษตรและวกกลับสู่แนวเดิมตรง กม.21+595 ระยะทาง 7.29 กิโลเมตร
       
       ช่วงที่ 5 ตั้งแต่ กม.25+612-กม.29+293 ทับซ้อนกับถนนสายเดิม และช่วงที่ 6 ตั้งแต่ กม.29+293 ของถนนสาย 1152 ไปบรรจบกับ กม.91+163 ถนนสาย 1020 หรือสายเทิง-เชียงของ แต่ช่วงนี้แบ่งออกเป็น 4 ทางเลือกย่อย ได้แก่ทางเลือกที่ 6/1 ทับซ้อนไปกับถนนสายเดิมระยะทาง 30.309 กิโลเมตร ทางเลือกที่ 6/2 เลี่ยงเขตชุมชนโดยเฉพาะตรงชุมชนตลาดบ้านต้า ซึ่งแคบ คดเคี้ยวและมีชุมชนหนาแน่น โดยแยกออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก่อนวกกลับมาตัดถนนสาย 1152 และไปบรรจบกับถนนสาย 1020 ที่ กม.82+415 ต่อไป รวมระยะทาง 29.872 กิโลเมตร
       
       ทางเลือกที่ 6/3 แยกออกจากถนนสายเดิมแต่ขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทาง 27.866 กิโลเมตร และทางเลือกที่ 6/4 ทับซ้อนกับถนนสายเดิมไปจนถึงทางแยกบ้านแม่เปา-บ้านเหล่า และข้ามแม่น้ำอิงจนไปบรรจบกับถนนสาย 1020 ตรง กม.91+163 รวมระยะทาง 21.176 กิโลเมตร
       
       นอกจากนี้ยังมีช่วงที่ 7 ซึ่งไม่ได้อยู่ในถนนสายเดิมแต่เป็นการขยายเส้นทางสาย อ.เทิง-เชียงของ ตั้งแต่ กม.91+163-กม.105+000 บนถนนสาย 1020
       
       สรุปผลการศึกษาทั้งด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม พบว่า มีปัญหาที่ต้องคัดเลือกเส้นทางที่แบ่งออกเป็นหลายช่วงอยู่ 3 ช่วงคือช่วงที่ 2 ช่วงที่ 4 และช่วงที่ 6 ผลปรากฏว่าคะแนนของทางเลือกที่ 2/2 และทางเลือกที่ 4/2 รวมทั้งทางเลือกที่ 6/4 ได้รับคะแนนสูงสุด จึงเป็นทางเลือกที่จะใช้ในการพิจารณาเพื่อการก่อสร้างต่อไป
       
       ด้านนายอนุรักษ์ ศรีแสวง ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวว่าที่ผ่านมาได้มีการประชุมใหญ่และจัดประชุมย่อยในพื้นที่รวมทั้งชาว บ้านได้ทำประชาคมไปแล้วหลายครั้งและหลากหลายพื้นที่
       
       ผลปรากฏว่าชาวบ้านหลายพื้นที่ ต้องการให้ทำถนนทับซ้อนไปกับถนนสายเดิม เพราะเชื่อว่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องที่ของตัวเอง เช่น ต.เม็งราย อ.พญาเม็งราย ต.ผางาม อ.เวียงชัย ฯลฯ สวนทางกับผลการศึกษาอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงจะมีการลงไปให้ข้อมูลชาวบ้านอีกครั้ง และขั้นตอนต่อไปคือการจัดประชุมครั้งสุดท้ายคือครั้งที่ 3 เพื่อสรุปผลและเสนอให้กรมทางหลวงดำเนินการต่อไป


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 มกราคม 2553 14:20 น.


หัวข้อ: Re: รวบรวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย คลิ๊กนี้เลย
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 29 มกราคม 2010, 15:25:02
ลงหมุด "สะพานมิตรภาพ 4" ปลาย ก.พ.นี้ 3 ปีได้ใช้

(http://pics.manager.co.th/Images/553000001388901.JPEG)ภาพแฟ้มวันที่ 23 มิ.ย.2552 รถบรรทุกตู้สินค้าของจีนจากฝั่งเมืองห้วยทรายของลาว กำลังขึ้นจากแพขนานยนต์ค่อนข้างทุลักทุเล ตามความลาดชันของพื้นที่ ในอาณาบริเวณท่าศุลกากร อ.เชียงของ จ.เชียงราย อีก 3 ปีข้างหน้าสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 จะทำให้ความไม่สะดวกเช่นนี้หมดไป
       
ASTVผู้จัดการออนไลน์-- การก่อสร้างสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ระหว่างไทยกับลาว กำลังจะเริ่มขึ้นปลายเดือน ก.พ. นี้ หลังเปิดซองประกวดราคาซึ่งคัดบริษัทไทยและจีนเอาไว้เพียง 2 ราย สำหรับโครงการมูลค่า 43 ล้านดอลลาร์ เพื่อทะลุ "กำแพงสุดท้าย" บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจส่งแนวเหนือ-ใต้ แห่งอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ในปี 2556
       
       เจ้าหน้าที่ของลาวเปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า ทุนรอนสำหรับการก่อสร้างพร้อมหมด โดยรัฐบาลจีนกับรัฐบาลไทยสมทบกันคนละครึ่ง ทางการลาวจ่ายชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบที่จะต้องโยกย้ายออกไปจาก อาณาบริเวณ และจัดหาที่ทำกินให้ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงิน 40,000 ล้านกีบ (264 กีบ/บาท)
       
       ตามรายงานของสำนักข่าวสารปะเทดลาว บริษัทก่อสร้างไทยและจีนจำนวน 4 แห่งเข้ายื่นซองประกวดราคา แต่คณะกรรมการได้คัดเอาไว้เพียง 2คือ บริษัทกรุงธนก่อสร้างจากประเทศไทย กับบริษัทสร้างทางรถไฟเลข 5 ของรัฐบาลจีน อันเป็นขั้นตอนสุดท้าย
       
       การก่อสร้างสะพานมิตรภาพ 4 ล่าช้ามา 1 ปีจากปีที่แล้ว เนื่องจากวิกฤติการณ์เศรษฐกิจโลกกับอีกหลายปัจจัยซึ่งทำให้มูลค่าการก่อ สร้างพุ่งขึ้นสูง
       
       ทั้งสามฝ่ายลาว ไทยและจีน ต้องตกลงกันใหม่เกี่ยวกับการสมทบเงินทุนและรายละเอียดอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันพร้อมแล้ว ขปล.อ้างคำกล่าวของนายถาวอน วอละบุด รองผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างสะพานฯ ของฝ่ายลาว
       
       สะพานกำลังจะสร้างขึ้นห่างจากตัวเมืองท่าทราย แขวงบ่อแก้วของลาว และ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ลงไปทางใต้ราว 4 กิโลเมตร เมื่อสร้างแล้วเสร็จก็จะเปิดทางโล่งให้กับทางหลวงสายยาวตั้งแต่นครคุนหมิง มณฑลหยุนหนุน ลงไปจนถึงกรุงเทพฯ และ สิงคโปร์
       
       ลาว ไทยและจีน ได้เปิดใช้ทางหลวงสาย "อา3อา" (A3a) ระยะทางกว่า 300 กม.อย่างเป็นการตั้งแต่ต้นปี 2551ให้การขนส่งทางบกเชื่อม 3 ประเทศเป็นไปได้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
       
       การก่อสร้างถนนแบ่งออกเป็น 3 ช่วง โดยรัฐบาลจีนและไทยรับผิดชอบ 2 ช่วงปลาย รัฐบาลลาวก่อสร้างช่วงกลาง โดยได้รับการสนับสนุนเงินกู้ผ่อนปรนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี)
       
       ปัจจุบันการขนส่งข้ามแม่น้ำโขงระหว่าง จ.เชียงราย กับแขวงบ่อแก้ว ใช้แพขนานยนต์เป็นหลัก ในการบรรทุกยานพาหนะและสินค้าต่างๆ ส่วนนักท่องเที่ยวใช้เรือรับจ้างระหว่างท่าศุลกากร อ.เชียงของกับท่าเรือห้วยทราย
       
       ห้วยทรายยังเป็นต้นทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ในการเดินทางจากภาคเหนือของไทยไปยังเมืองมรดกโลกหลวงพระบางโดยทางน้ำ ซึ่งจะใช้เวลา 2 วัน จอดพัก 1 คืนระหว่างทางที่เมืองปากแบ่ง แขวงอุดมไซ.


(http://pics.manager.co.th/Images/553000001388902.JPEG)

ภาพแฟ้มวันที่ 23 มิ.ย.2552 นักท่องเที่ยวดูบางตาในช่วงปีที่เศรษฐกิจโลกกำลังวิกฤติ นักท่องเที่ยวไทยกลุ่มนี้กำลังลงเรือข้ามฟาก เพื่อไปยังฝั่งเมืองห้วยทราย อีก 3 ปีจะมีสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่เดินทางจากไทยต่อไปยัง ภาคเหนือของลาว

(http://pics.manager.co.th/Images/553000001388903.JPEG)
ภาพแฟ้มวันที่ 21 เม.ย.2551 นักท่องเที่ยวจากแดนไกลกำลังขึ้นจากเรือข้ามฟากทางฝั่งเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 กำลังจะเปลี่ยนแปลงการคมนาคมขนส่งกับการท่องเที่ยวในแถบนี้
       


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: คนไกลบ้านเกิด ที่ วันที่ 31 มกราคม 2010, 19:48:21
วาวๆขอบคุณจ้าวขอมูลและขอฮื้อโครงกานนี้สำเร็จเร็วๆจ้าว :)


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 02 กุมภาพันธ์ 2010, 22:54:51
เชียงรายเล็งขยายถนน4เลน รองรับสะพานข้ามแม่น้ำโขง

แนวหน้า 2/02/2010


เชียงราย:นายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนน 4 ช่องจราจร โครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงเชียงราย – สะพานข้ามแม่น้ำโขง ที่ อ.เชียงของ เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง R3E ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชื่อมระหว่าง อ.เชียงของ กับบ้านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ในฝั่ง สปป.ลาว

โดยคาดว่าจะมีการก่อสร้างในปี 2553 และจะแล้วเสร็จในปี 2555 ซึ่งจะทำให้ปริมาณจราจรบนโครงข่ายเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตจึงได้พิจารณาปรับปรุงโครงข่ายทางหลวงเดิมจาก 2 ช่องจราจร ให้เป็น 4 ช่องทางจราจร ตั้งแต่บ้านหัวดอย ต.ท่าสาย อ.เมือง ไปถึง อ.เชียงของ ระยะทางกว่า 75 กิโลเมตร แต่ยังมีอุปสรรคในหลายด้าน จึงได้หารือร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขเพื่อศึกษารูปแบบการปรับปรุงที่เหมาะสม รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


http://www.naewna.com/news.asp?ID=197711


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 04 กุมภาพันธ์ 2010, 23:17:24
ชงครม.เพิ่มวงเงินปฏิรูปรถไฟ 1.6 แสนล้าน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 01:00

คมนาคมเตรียมเสนอครม.เพิ่มกรอบวงเงินแผนปฏิรูปกิจการ ร.ฟ.ท. เป็น 1.6 แสนล้านบาท หลังสศช.ให้นำโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลอง19
ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมจัดทำแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ระยะเร่งด่วน วานนี้ (3 ก.พ.) ว่า ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอให้กระทรวงคมนาคมบรรจุโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา-แก่งคอย-คลองสิบเก้า ระยะทาง 106 กม. มูลค่า 11,348 ล้านบาท ไว้ในแผนปฏิรูปกิจการ ร.ฟ.ท. วงเงิน 1.53 แสนล้านบาท ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงต้องเสนอ ครม.ขออนุมัติขยายกรอบวงเงิน

โดย สศช.ต้องการให้โครงการก่อสร้างของ ร.ฟ.ท.รวมเป็นภาพใหญ่ จากเดิม ร.ฟ.ท.มีแผนก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา-แก่งคอย-คลองสิบเก้าอยู่แล้ว ซึ่งหากนำโครงการดังกล่าวบรรจุไว้ในแผนปฏิรูปกิจการ ร.ฟ.ท. จะทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติได้ภายในเดือน ก.พ.นี้

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะสรุปการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิรูปกิจการ ร.ฟ.ท. โดยจัดลำดับความสำคัญรายโครงการ และแบ่งระยะเวลาดำเนินการ ซึ่งระยะแรก คือ โครงการซ่อมบำรุงหัวรถจักร จำนวน 56 คัน ซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการ 15 เดือน และโครงการจัดซื้อหัวรถจักรใหม่ จำนวน 21 คัน มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณไฟสี ทั่วประเทศ จำนวน 223 สถานี และโครงการปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ กว่า 2,000 จุด

"กระทรวงคมนาคมได้สั่งให้ ร.ฟ.ท.จัดเตรียมรายละเอียดโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการซ่อมบำรุงหัวรถจักร เพื่อดำเนินการได้ทันที หลังได้รับอนุมัติจาก ครม. และจัดทำตัวชี้วัดในแต่ละโครงการด้วย แต่ในส่วนของโครงการด้านความปลอดภัยจะมีตัวชี้วัด ที่ไม่เกี่ยวกับผลตอบแทนการลงทุนจากโครงการ ส่วนโครงการอื่นๆ จะดูจากผลตอบแทน และความคุ้มค่าการลงทุนเป็นหลัก" นายสุพจน์ กล่าว

ขณะที่การดำเนินงานระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2554-2555 จะประกอบด้วย โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ระยะทาง 2,800 กม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางราง และเพิ่มโครงข่ายการขนส่งระหว่างภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งโครงการจัดระบบโลจิสติกส์ โดยกำหนดจุดขนถ่ายสินค้าทั่วประเทศ เพื่อจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้า โดยมีระบบราง ถนน และท่าเรือรองรับสินค้าเหล่านี้

ส่วนการดำเนินงานระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2555-2556 ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง อาทิเช่น กรุงเทพฯ-ระยอง รวมทั้งโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน อาทิเช่น โครงการก่อสร้างทางรถไฟเส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เส้นทางปอยเปต-ศรีโสภณ

http://www.bangkokbiznews.com/home/d...08;™.html


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2010, 19:28:54
เตรียมยกกอง “ตำนานพระนเรศวร” ร่วมแสดงงานฮันนีมูลรอบสองบนดอยแม่สลอง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2553 15:20 น.






เชียงราย – เตรียมยกทีมนักแสดง “ตำนานพระนเรศวร” ร่วมงานฮันนีมูนรอบสอง 75 คู่บนดอยแม่สลอง ฉลองเทศกาลแห่งความรัก “ผู้ว่าฯ-ททท.-ท่องเที่ยวและกีฬา”เรียงหน้ายันงาน “น้ำผึ้งพระจันทร์มหัศจรรย์ดอยแม่สลอง” กลางเดือนนี้สุดตระการตาแน่

วันนี้ (5 ก.พ.) ที่ห้องประชุมศาลากลาง จ.เชียงราย นายสุเมธ แสงนิ่มนวล พร้อมด้วยนายพรหมโชติ ไตรเวช ผู้อำนวยการศูนย์การท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย ,นายอิศรา สถาปนาเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน "น้ำผึ้งพระจันทร์มหัศจรรย์ดอยแม่สลอง" ซึ่งทาง จ.เชียงราย ร่วมกับ อ.แม่ฟ้าหลวง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สลองนอก และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้นบริเวณพิพิธภัณฑ์วีรชนอดีตทหารจีนคณะชาติ บนดอยแม่สลอง หมู่บ้านสันติคีรี ต.แม่สลองนอก ระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ.นี้

นายสุเมธ กล่าวว่า เดือนนี้ โดยเฉพาะในวันที่ 14 ถือเป็นวันแห่งความรักและช่วงนี้ก็เป็นเทศกาลแห่งความรักทั่วโลก ซึ่งปีนี้จังหวัด จึงจัดงานนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อรองรับเทศกาล-ส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอันดีงามของดอยแม่สลองไปพร้อมๆ กัน โดยตลอดระยะเวลา 4 วัน 4 คืนของงานจะมีการจัดคู่บ่าวสาวซึ่งอาจจะเคยแต่งงานหรือฮันนีมูนกันมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ประสงค์จะฮันนีมูนรอบสองเข้าร่วมจำนวน 75 คู่เพื่อให้สอดคล้องกับอายุของเมืองเชียงรายที่พ่อขุนเม็งรายมหาราชทรงสร้างมาได้นาน 750 ปี ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถชมพิธีฮันนีมูนและการแสดงต่างๆ บนดอยแม่สลองได้อย่างเต็มอิ่ม

ด้านนายพรหมโชติ กล่าวว่า งานในวันที่ 12 ก.พ.จะมีขบวนแห่ของชนเผ่าต่างๆ ทั้ง 7 ชนเผ่าบนดอยแม่สลอง ได้แก่ จีนยูนนาน อาข่า ลีซู ไทใหญ่ ลาหู่ เมี่ยน และลัวะ โดยมีพิธีเปิดในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ณ บริเวณจัดงานดังกล่าว จากนั้นตั้งแต่วันที่ 13-14 ก.พ.จะมีการประกวดการประกอบอาหารจากใบชาและอาหารชนเผ่า และจะมีการแสดง แสง สี เสียง "ย้อนรอยดอยแม่สลอง"

โดยในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากทางจังหวัดในการให้คณะผู้สร้างและนักแสดงเรื่อง "ตำนานพระนเรศวร" เข้าไปดำเนินการจัดการแสดงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พ.ท.วันชนะ สวัสดี ผู้แสดงเป็นพระนเรศวร ซึ่งจะไปรับบทการแสดงบนเวทีเป็นนายพลต้วน ซีเหวิน ผู้นำของทหารจีนคณะชาติผู้เป็นบรรพบุรุษของชาวจีนที่อาศัยอยู่บนดอยแม่สลองในปัจจุบัน ,พ.ท.วินไท สุวารี ผู้แสดงเป็นพระเอกาทศรส รับบทเป็นนายพลหลุ่ย ยีเถียน เป็นต้น

ขณะที่นายอิศรา กล่าวว่า ในวันที่ 13 ก.พ.คู่บ่าวสาวที่เข้าร่วมงานทั้ง 75 คู่จะเข้าพักที่โรงแรมใน อ.เมืองเชียงราย และเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ใน จ.เชียงราย จากนั้นเช้าวันที่ 14 ก.พ.จะเดินทางขึ้นสู่ดอยแม่สลองเพื่อชมสวนชา การผลิตชาพันธุ์ดี และชิมชา ก่อนจะขึ้นขบวนแห่วัฒนธรรมการแต่งงานชนเผ่า โดยเฉพาะเผ่าคนจีนจะมีการให้คู่บ่าวสาวขี่ม้าไปกับขบวนอย่างตระการตา จากนั้นมีการจัดพิธีการแต่งงานแบบชนเผ่าของชาวจีนและลาหู่ รับประทานอาหารเลี้ยงฉลองร่วมกันและชมการแสดงบนเวทีดังกล่าว ทั้งนี้คู่บ่าวสาวที่ประสงค์จะเข้าร่วมงานซื้อตั๋วร่วมงานเป็นลักษณะเพ็คเก็จคู่ละ 3,499 บาท ติดต่อได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย 053-717433

ด้าน พ.ท.วินไทย กล่าวว่า การจัดการแสดงจะแบ่งการแสดงออกเป็น 6 องค์ โดยเริ่มลำดับตั้งแต่การเป็นผืนป่าบนแผ่นดินสยามของดอยแม่สลอง การก่อกำเนิด 7 ชาติพันธ์และเกิดสงคราม จากนั้นเกิดการสร้างชาติและสามัคคี เกิดอาณาจักรล้านนาบนแผ่นดินสยามและทุกชนเผ่าอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ก่อนที่พ่อหลวงจะแผ่พระเมตตาและประชาชนต่างร่วมกันอนุรักษ์สืบสานโครงการพระราชดำริพร้อมกัน กระทั่งช่วงท้ายเป็นการแสดง "ภูมิพล-พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์ของปวงชนทุกชาติ" โดยการแสดงจะใช้เทคนิคพิเศษที่กำหนดสีสันของการแสดง สามารถเปลี่ยนโทนสีให้เป็ฯไปตามท้องเรื่องและเหตุการณ์อย่างสมจริง ใช้เทคนิคลำแสงพิเศษ ใช้สื่อผสมที่สร้างมิติของภาพแสงและการแสดง ฯลฯ รับรองไม่ผิดหวัง

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000016879
__________________


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: ap.41 ที่ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2010, 05:58:31
เอารูปพื้นที่การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่4 มาฝากครับ ที่เชียงของ


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2010, 15:29:59
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4184 ประชาชาติธุรกิจ


แห่ยึดทำเลฮอตริมฝั่งโขงเชียงของ-เตือนอย่าผลีผลามโหมลงทุน


คลื่นการลงทุนโรงแรม ที่พัก เกสต์เฮาส์พาเหรดยึดทำเลทองริมแม่น้ำโขงด้านอำเภอเชียงของ ระบุส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนนอกถิ่น หวั่นห้องพักโอเวอร์ซัพพลาย เตือนอย่าผลีผลามเร่งลงทุนเร็วเกินไป เหตุจัดเก็บข้อมูลของรัฐและเอกชนไม่ชัดเจน


นายพรหมโชติ ไตรเวช ผู้อำนวยการสำนักการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย เปิดเผยถึงสถานการณ์โรงแรมใน จ.เชียงราย ว่ามีการก่อสร้างโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก รวมทั้งยังมีการซื้อขายกิจการกันอย่างคึกคักทั้งในกลุ่มนักลงทุนคนไทยและต่างชาติ ส่งผลให้การจัดเก็บข้อมูลจำนวนโรงแรมและนักท่องเที่ยวใน จ.เชียงราย ทำได้ไม่ชัดเจน ปัจจุบันจากข้อมูลที่สำรวจได้พบว่ามีโรงแรมในเชียงราย 170 แห่ง จำนวนห้องพักประมาณ 18,000 ห้อง

พื้นที่ที่มีการลงทุนขยายตัวมากคือ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงด้าน อ.เชียงของ ชายแดนไทย-สปป.ลาว ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของกลุ่มทุนนอกพื้นที่ ไม่ใช่กลุ่มทุนท้องถิ่น สภาพเช่นนี้คล้ายกับการเติบโตของธุรกิจโรงแรมที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งมีโรงแรม 746 แห่ง นักท่องเที่ยวปีละกว่า 5.6 ล้านคน แต่ธุรกิจทั้งหมดเป็นของต่างชาติถึง 70% ส่วนอีก 30% เป็นของกลุ่มทุนไทย

การเติบโตในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เพราะนอกจากคนในพื้นที่จะไม่ได้รับประโยชน์มากนักแล้ว ยังทำให้การจัดเก็บข้อมูลด้านต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนา ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบัน จ.เชียงราย มีงบประมาณเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว 290 ล้านบาท แต่ไม่สามารถ นำไปจัดสรรเพื่อพัฒนาได้ทั้งหมด เพราะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน จึงทำได้เพียงกระจายงบประมาณไปยังโครงการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความชัดเจนเท่านั้น

นายพรหมโชติเปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมายังมีการลงทุนที่คึกคักในกลุ่มบ้านพักเกสต์เฮาส์ รีสอร์ตขนาดเล็ก โฮมสเตย์ และห้องชุด โดยเฉพาะในเขต อ.เมืองเชียงราย น่าจะเกิดขึ้นใหม่ไม่ต่ำกว่า 40 แห่งแล้ว ราคาที่พักคืนละ 500-600 บาท ซึ่งห้องพักเหล่านี้ไม่มีการแจ้งตัวเลข เพราะยังไม่มีการจดทะเบียนเป็นสถานประกอบการอย่างเป็นทางการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้

ด้านนายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย และนายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย กล่าวว่า ปัญหาตัวเลขไม่ชัดเจนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวแน่นอน ซึ่งต่อไปสมาคมจะสนับสนุนให้โรงแรมขนาดกลางและเล็ก เกสต์เฮาส์ รีสอร์ต โฮมสเตย์ มีการรวมตัวกัน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการเข้าถึงความช่วยเหลือ หรือการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ เพื่อนำไปพัฒนากิจการของตนเอง

"ถ้าไม่ดำเนินการใด ๆ เลย ในอีก 30 เดือนข้างหน้าเมื่อสะพานข้ามแม่น้ำโขง อ.เชียงของ-สปป.ลาว เชื่อมถนนอาร์สามเอระหว่าง ไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ แล้วเสร็จก็จะไม่ทันการ เพราะนักท่องเที่ยวจะทะลักไปตามถนนอาร์สามเอ กลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์คือผู้ที่มีความพร้อมมากกว่าทั้งกลุ่มทุนจีน ทุนยักษ์ใหญ่จากกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ๆ ส่วนทุนเล็ก ๆ ที่ กระจัดกระจายอย่างพวกเราก็จะแข่งขันกันเองและค่อย ๆ ตายไปทีละราย" นาย สมเกียรติกล่าวและว่า

ถ้ารวมตัวกันได้นอกจากจะได้ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ถูกต้องแล้วยังมีพลังในการร่วมกับประเทศต่าง ๆ เช่นมณฑลหยุนหนาน จีนตอนใต้ สปป.ลาว พม่า จัดทำสินค้าหรือแพ็กเกจนำเที่ยวรับประโยชน์ร่วมกันได้
นายเอกชัย หาญสุวรรณชัย เจ้าของ ภูชี้ฟ้ารีสอร์ท อ.เทิง กล่าวว่า สาเหตุที่มีห้องพักขนาดเล็กเกิดขึ้นมากเกิดจากหลายปัจจัย เช่น เศรษฐกิจฟื้นตัว ถนนอาร์สามเอ สะพานข้ามแม่น้ำโขง นักท่องเที่ยวจีนจะทะลักลงมามาก ฯลฯ แต่สภาพที่แท้จริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะสิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ปัญหาจึงเกิดจากข้อมูลที่ได้รับจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับโครงการพัฒนาดังกล่าวไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการที่รับข้อมูลรีบลงทุนไปก่อน

ดังนั้นขอให้มีการให้ข้อมูลที่ชัดเจนทันเหตุการณ์กับผู้ประกอบการ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการลงทุนเกินกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ทำให้ต้องแข่งขันตัดราคากันเองจนต้องยุบกิจการไปทีละรายในที่สุด

หน้า 23

http://www.prachachat.net/view_news....day=2010-02-15


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010, 09:10:03
งสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 09:27:43 น.

นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการ โครงการก่อสร้างถนน จ.เชียงราย ว่าเพื่อสนับสนุนระบบขนส่งของภาคเหนือตอนบน พัฒนาโครงสร้างด้านคมนาคมขนส่งทั้งในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการแผนร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเพื่อให้การคมนาคมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ยังเป็นการสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการให้มีการเชื่อมโยงภาคการขนส่งให้ครบวงจรด้วยอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ทช.ได้เตรียมความพร้อมเพื่อส่งเสริมโครงข่ายของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน พัฒนาพื้นที่โครงข่ายถนนเพื่อให้ประชาชนสามารถขนส่งลำเลียงสินค้าจากชายแดนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย รวมทั้งรองรับปริมาณการจราจรที่กำลังจะเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ(ตอนเหนือของไทย พม่า ลาว และตอนใต้ของจีน) ใน อนาคต พัฒนาการท่องเที่ยว การค้า การคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่จะใช้เส้นทางสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ซึ่งกรมฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างทางดังกล่าว นอกจากนี้ ทช.ได้พัฒนาโครงข่ายทางไปสู่ท่าเทียบเรือเชียงแสน จ.เชียงราย แห่งที่ 2 เพื่อส่งเสริมการคมนาคมขนส่งให้ขยายตัวอย่างมีระบบสะดวก ปลอดภัย เพิ่มศักยภาพในการขนส่ง ตลอดจนกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค

http://www.ryt9.com/s/bmnd/795503


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: vjmu ที่ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2010, 06:43:17
รถไฟเชียงราย(ขออนุญาตท่าน boondham นะครับ พอดีไปเจอมา)

http://www.thairath.co.th/content/eco/65714


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2010, 19:00:03
เอาลงเลยครับ บอร์ดเป็นของทุกคน ครับ.


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2010, 00:31:16
เตือนคนเชียงรายเตรียมพร้อม-รับผลกระทบ“บวก-ลบ”หลังพรมแดน 4 ชาติเปิด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กุมภาพันธ์ 2553 16:02 น.





เชียงราย – กูรูแนะนักธุรกิจชายแดนปรับตัวรับการค้ากับจีน เตรียมตัวรับผลกระทบทั้งบวก-ลบ หลังสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ “ไทย-พม่า-ลาว-จีน” เปิดมากขึ้น


รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่าเมื่อเร็วๆ นี้ หอการค้า จ.เชียงราย นำโดยนายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้า จ.เชียงราย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ณ ห้องสักทองโรงแรมทีค การ์เด้น สปา รีสอร์ท ตั้งอยู่ ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย โดยเป็นการประชุมเป็นปีแรกหลังจากนายวิรุณ เข้ารับตำแหน่ง

หลังจากมีการประชุมภายในและแจกแจงด้านงบประมาณรวมทั้งการดำเนินการที่ผ่านของคณะกรรมการหอการค้าชุดปัจจุบันแล้ว ได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษเรื่อง "เชียงรายจะได้อะไรจากสะพานข้ามแม่น้ำโขง(ถนนR3A)" มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา และอดีต รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้บรรยายพิเศษ

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ภาคเศรษฐกิจและสังคมชุมชนในเชียงราย จะต้องมีการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยเฉพาะการจะทะลักเข้ามาของสินค้า การคมนาคม รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากปจีน ซึ่งจะมาตามทุกเส้นทางที่สะดวกสบายโดยเฉพาะถนน R3A ไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้

ทั้งนี้คาดว่าเฉพาะผู้คนจากจีนตอนใต้ก็จะทะลักลงมาเป็นจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันคนจากทั่วทุกมุมโลกที่ต้องการสัมผัสกับสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจไทย-สปป.ลาว-พม่า-ไทย ก็จะเดินทางมาเช่นกัน
ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่คนในพื้นที่ต้องเรียนรู้ในการเข้ามาของสิ่งต่างๆ ซึ่งก็จะแฝงมาทั้งข้อดี-ข้อเสีย โดยเฉพาะข้อเสียนั้นเป็นประเด็นให้ขบคิดว่า เราจะดูแลอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้น หรือทำให้ผลกระทบกลายเป็นข้อดีสอดคล้องกับแผนการพัฒนา จ.เชียงราย ส่วนด้านสินค้า จะทำอย่างไรให้มีระบบการตรวจสอบ จัดการและติดตามเพื่อไม่ให้กระทบกับทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม

"สิ่งสำคัญสำหรับเชียงรายคือเราจะใช้ประโยชน์จากเมืองชายแดน ซึ่งเป็นหน้าด่านของเชียงรายได้อย่างไร”

ทั้งนี้ หากประสบความสำเร็จ จะทำให้เชียงรายมีการเติบโตด้านเศรษฐกิจเป็นอันมากพร้อมๆ กับการรักษาพื้นฐานความอบอุ่นทางวัฒนธรรมและเป็นที่รู้จักของชาวโลกด้วย
นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า การส่งเสริมของภาครัฐแถบนี้ที่ผ่านมา ได้มีการตกลงในหลักการลดขั้นตอนการผ่านแดน แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะยังติดเงื่อนไขบางประการ อีกทั้งที่ผ่านมาคนในพื้นที่ต่างมองว่า ในการตกลงทางการค้ากับจีน เราเสียเปรียบเป็นประจำ
เขามองว่า การเจรจากับประเทศจีนหากจะใช้ข้อของกฎหมายในการเจรจาด้วย คงเป็นเรื่องยากแต่หากใช้ความสัมพันธ์ในฐานะเมืองต่อเมือง น่าจะง่ายกว่า และหากมีการรวมตัวเป็นกลุ่มจังหวัดไปเจรจาต่อรองกับมณฑลต่างๆ ของจีนจะทำได้ผลดีขึ้น

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000028263


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: Bluebird ที่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2010, 17:20:31
คุณboondham เจ้า...

อยากฮู้จักอ้ายหน่ะ มีตางใดจะได้อู้ถกเถียงเรื่องถนน สี่เลนแปดเลน etc....เข้าประตู๋เจียงแสนพ่อง?


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: nalismenox ที่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2010, 21:32:27
รถไฟไปถึงไหนแล้วไม่รู้นะครับ รบกวนติดตามกันต่อด้วย..อิอิอิ


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 09 มีนาคม 2010, 20:54:19
ไฟเขียวให้สพพ.ปล่อยกู้ลาวปรับปรุงถนนเชียงราย-คุนหมิง

Posttoday 09 มีนาคม 2553 เวลา 18:39 น.


ครม.ไฟเขียวสพพ. กู้เอ็กซิมแบงก์-ออมสิน 405 ล้านบาท ให้ลาวกู้ปรับปรุงถนน R3 เชียงราย-คุนหมิง พร้อมแบกรับภาระดอกเบี้ยให้อีกว่า 25 ล้านบาท

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการคลัง โดยสำนักความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลาว สำหรับโครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R 3) วงเงิน 405 ล้านบาท โดยให้ สพพ. กู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอ็กซิมแบงก์ และธนาคารออมสิน ไปปล่อยกู้ต่อให้กับลาว คิดดอกเบี้ยที่ 1.5% ระยะเวลาชำระคืนเงินต้นนาน 30 ปี (รวมระยะเวลาปลอดหนี้10 ปี) คิดเป็นดอกเบี้ยที่จะได้รับจากลาวในช่วง 10 ปีแรก เป็นเงินประมาณ 60.75 ล้านบาท

ทั้งนี้ สพพ.กู้ผ่านเอ็กซิมแบงก์ 200 ล้านบาท โดยใช้เงินสะสมของ สพพ. ที่ไม่มีภาระผูกพัน 200 ล้านบาทค้ำประกันเงินกู้ทั้งจำนวน ดอกเบี้ย 0.50 % และกรณีที่ สพพ. ไม่สามารถนำเงินฝากค้ำประกันได้ทั้งจำนวน เอ็กซิมแบงก์จะคิดดอกเบี้ยเฉพาะวงเงินที่ไม่มีการค้ำประกัน ในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ของ 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ บวก 1.75% ส่วนเงินกู้จากธนาคารออมสิน 205 ล้านบาท ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว ตามดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน เฉลี่ย 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ บวก 1.65%

"ภาระดอกเบี้ยที่ สพพ. ต้องจ่ายให้เอ็กซิมแบงก์และออมสินในช่วง 10 ปีแรก คิดเป็นเงิน 86 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 8.6 ล้านบาท โดยภาระส่วนต่างของดอกเบี้ยที่เหลืออีกกว่า 25 ล้านบาท ทาง สพพ. จะนำดอกเบี้ยที่ได้จากการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในโครงการอื่น และรายได้สะสมของ สพพ. มาบริหารจัดการเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณ" นายวัชระกล่าว

ทั้งนี้ เชื่อว่าการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สปป.ลาวนี้เป็นการปรับปรุงสภาพถนนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและมีความปลอดภัย ซึ่งจะสามารถสนับสนุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยกับจีนให้ดีขึ้น นอกจากนี้การให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ยังเป็นการรักษาชื่อเสียงของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ให้กู้ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวให้ดียิ่งขึ้น


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 18 มีนาคม 2010, 13:15:16
 ;D ;D ;D

ม๊อบเยอะครับ 555+++ยุ่งกับม๊อบอยู่ โครงการมีเยอะ

ขนาดน้องคำแพงแล้วไม่ต้องก็ได้มั่งครับ เป็นเถ้าแก่เนี๊ย สบาย 555++


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 มีนาคม 2010, 09:46:18
สามเหลี่ยมทองคำคึกคัก-รับงานแข่งโปโลบนหลังช้าง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2553 12:56 น.





เชียงราย – สนามแข่งโปโลบนหลังช้างที่สามเหลี่ยมทองคำคึกคัก นักท่องเที่ยวไทย-เทศ แห่ดูเกมการแข่งขันวันแรก ที่เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในเช้าวันนี้ (24 มี.ค.)

รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า การแข่งขันกีฬาโปโลบนหลังช้าง ชิงถ้วยพระราชทานครั้งที่ 9 ซึ่งมีพิธีเปิดกันเมื่อวาน (23 มี.ค.) และเริ่มแข่งขันกันตั้งแต่วันนี้ (24 มี.ค.) - 30 มี.ค.53 ที่โรงแรมอนันตรา รีสอร์ท แอนด์ สปา โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล ซึ่งตั้งอยู่สามเหลี่ยมทองคำ หมู่บ้านสบรวก หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงแสน ร่วมกับมูลนิธิช้างสามเหลี่ยมทองคำ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และหน่วยงานที่ จัดขึ้น ณ สนามแข่งขันของโรงแรมอนันตรานั้น คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย-ต่างประเทศ ที่มาชมการแข่งขัน

นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันที่สนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งการแข่งขันวันแรกมีทีมโปโลบนหลังช้างจากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันครบครันจำนวน 12 ทีม จาก 8 ประเทศทั่วโลก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา ฯลฯ

หลังพิธีเปิดทั้งหมดได้ร่วมกันยืนไว้อาลัยแก่ นายจิม เอสเวด ผู้ก่อตั้งการแข่งขันโปโลช้าง ซึ่งเสียชีวิตก่อนที่จะมีการแข่งขันโปโลช้างครั้งนี้เพียง 1 วัน จากนั้นได้เริ่มทำการแข่งขันคู่แรกระหว่างทีมอุดิปีเก้ จากประเทศฝรั่งเศส กับทีมอนันตรา ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมพิธีเปิดและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศอย่างมาก

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้คณะจัดการแข่งขันครั้งนี้ ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าจะนำเงินรายได้บริจาคให้สถาบันคชบาลแห่งชาติซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.ลำปาง เพื่อดูแลวงการช้างต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการบริจาคเครื่องตรวจเลือดช้างให้กับตัวแทนโรงพยาบาลช้างในประเทศไทย เพื่อนำไว้ใช้ในการตรวจสุขภาพช้างอีกด้วย



http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000040924


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 มีนาคม 2010, 09:47:24
เชียงราย – สป.จีน เล่นบทพี่ใหญ่ ดึง 6 หัวเมืองลุ่มน้ำโขงตอนบน ร่วมทำ MOU พัฒนาเศรษฐกิจการค้าร่วมกันที่จิ่งหง 24 มีนาฯนี้ วางกรอบเบื้องต้นกระตุ้นการเดินทางทั้งคน-สินค้าผ่านเส้นทาง R3 ก่อนขยายความร่วมมือผ่านพม่าตอนเหนือ - เดียนเบียนฟูต่อ
       
(http://pics.manager.co.th/Images/553000004236301.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000004236302.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000004236304.JPEG)

       [SIZE="4"]นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย และนายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย[/SIZE] เปิดเผยว่า หลังจากทางการเมืองเชียงรุ้งหรือจิ่งหง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา เคยเดินทางมาลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวกับสมาคมท่องเที่ยวในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ไปเมื่อเร็วๆ นี้แล้วนั้น
       
       ล่าสุดในวันที่ 24 มี.ค.นี้ เมืองเชียงรุ้งมีกำหนดลงนามใน MOU ในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง แต่จะทำครั้งเดียว 6 เมืองลุ่มแม่น้ำโขงไปพร้อมๆ กัน โดยประกอบไปด้วยเมืองเชียงรุ้ง (จีน) เมืองเชียงรายและเชียงใหม่ (ไทย) เมืองห้วยทราย เมืองหลวงน้ำทาและเมืองหลวงพระบาง (สปป.ลาว) ณ เมืองเชียงรุ้ง
       
       นายสมเกียรติ กล่าวว่า ฝ่ายไทยที่จะเดินทางไปร่วมลงนามจะนำโดยนายสุรชัย ลิ้นทอง รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์จังหวัด และตนเอง
       
       สำหรับเนื้อหาของ MOU มีเนื้อหาคล้ายกับที่จีนเคยลงนามร่วมกับ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ แต่จะมีความละเอียดกว่าและมุ่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคพร้อมกันทั้งทางด้านภาคการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน
       
       เบื้องต้น MOU จะมุ่งให้เกิดผลสำเร็จบนเส้นทาง R3A เชื่อมไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ก่อน เพื่อลดอุปสรรคทั้งด้านการเข้าออกเมืองของนักท่องเที่ยวทุกชาติ การใช้รถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ต้องผ่านแดนตามถนน "คุน-มั่น กงลู่" หรือคุนหมิง-กรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งเรื่องกำแพงภาษี ซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่แม้จะเข้าสู่ยุคเอฟทีเอจีน-อาเซียน แล้วก็ตาม ฯลฯ
       
       นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่าตนเห็นว่ารายละเอียดของการลงนามใน MOU ทั้ง 6 เมืองดังกล่าวครอบคลุมประเด็นปัญหาและการพัฒนาทั้งภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมดมากกว่า MOU ที่เคยทำกับเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาไปเมื่อเร็วๆ นี้เสียอีก เพราะครอบคลุมพื้นที่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตลอดแนวเส้นทางคมนาคม ตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะบนถนน R3A ซึ่งมีบทบาทในการค้าและการท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาไม่มีช่องทางหรือเจ้าภาพ ในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกันอย่างชัดเจน
       
       “การดึงทั้ง 6 เมืองที่เกี่ยวข้องเข้ามาลงนามร่วมกัน จึงจะทำให้เกิดการพัฒนาและดึงดูดการลงทุนไปสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนนี้ได้เป็นมูลค่ามหาศาล”
       
       นายสมเกียรติ บอกว่า MOU ครั้งนี้เป็นการนำร่องเท่านั้น เชื่อว่าหลังจากนี้จีนคงจะมุ่งไปลงทางถนน R3B เชื่อมจีนตอนใต้-พม่า-ไทย โดยอาจจะเชิญเมืองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาลงนามกันอีก เช่น เชียงรุ้ง (จีน) เมืองลา เชียงตุงและท่าขี้เหล็ก (พม่า) เชียงรายและเชียงใหม่ (ไทย) ซึ่งจะทำให้เกิดเส้นทางท่องเที่ยวเป็นวงกลมในภูมิภาคนี้พอดี จากนั้น คงจะขยายต่อไปยังเวียดนาม เช่น เดียนเบียนฟู ฮานอย ฯลฯ อันจะทำให้อนุภูมิภาคนี้กลายเป็นเสมือนทวีปยุโรปหรืออียูที่เชื่อมโยงกันทั่วทวีปต่อไป
       
       เขาบอกอีกว่า เชื่อว่าการพัฒนาและแก้ไขปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการค้าและการท่องเที่ยวซึ่งพวกเราพบเห็นกันมาโดยตลอด จะคืบหน้า เพราะในครั้งนี้ประเทศจีนวางตัวเป็นเจ้าภาพหลักในการดึงตัวแทนจากเมืองต่าง ๆ ลุ่มน้ำโขงเข้ามาร่วม
       
  [SIZE="3"][COLOR="Blue"]โดยเฉพาะ จ.เชียงราย คงจะได้รับประโยชน์มหาศาล เพราะเป็นเมืองหน้าด่านของประเทศไทยซึ่งกำลังจะมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมกับเมืองห้วยทราย-R3A นอกจากนี้ที่ผ่านมาพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนมณฑลหยุนหนัน จีนตอนใต้ ปีละกว่า 25 ล้านคน และมาเยือนสิบสองปันนาปีละกว่า 5-6 ล้านคน ส่วนใหญ่ต้องการเดินทางลงสู่ประเทศไทยต่อไปด้วย ซึ่งถนน R3A หรือ R3B ในอนาคตซึ่งจะผ่าน จ.เชียงราย ก็ถือเป็นเป้าหมายหลักของการเดินทางด้วย
       
       ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย และนายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับกรณีการผลักดันเส้นทางการบินระหว่างท่าอากาศยานเชียงรายกับสนามบินนานาชาติสิบสองปันนา ซึ่งจะเริ่มบินตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไปนั้น ก็ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางที่จะได้รับประโยชน์จากการลงนามเอ็มโอยูในครั้งนี้ด้วย[/COLOR][/SIZE]
       
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000039889 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000039889)


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 มีนาคม 2010, 09:48:28
วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:09:04 น. มติชนออนไลน์


"เอสจีเอ"เลื่อนเปิดบิน"เชียงใหม่ -เชียงราย-สิบสองปันนา"เป็นพ.ค.


นายวันชัย ช่วงชัยกิจการ รองผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดสายการบิน เอสจีเอ (SGA) เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ว่า หลังจากการเปิดตัวเที่ยวบินเส้นทางใหม่จากเชียงใหม่ -เชียงราย-สิบสองปันนา ปรากฎว่า ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและประชาชนจำนวนมากในการแห่จองตั๋วและเที่ยวบิน โดยกำหนดการเบื้องต้นก่อนหน้านี้ที่มีการวางแผนไว้ว่าน่าจะสามารถเปิดเดินเส้นทางได้ในเดือนเมษายน 2553 นี้ แต่ขณะนี้จำเป็นต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปอีกประมาณ 1 เดือน เนื่องจากทางสายการบินได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก จึงอาจส่งผลให้เครื่องบินไม่เพียงพอต่อการให้บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจได้



ดังนั้นขณะนี้ทางบริษัทจึงได้เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยได้ขอยืดเวลาการเดินทางออกไปจากกำหนดการเดิมประมาณเดือนเมษายน ไปเป็นกลางเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้แทน เพื่อเตรียมความพร้อมและแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้รองรับผู้โดยสารอย่างเต็มที่และไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้


ทั้งนี้ เบื้องต้นจะได้เร่งแก้ไขปัญหาเครื่องบินที่อาจไม่เพียงพอต่อการลำเลียงผู้โดยสาร ซึ่งอาจจะล่าช้าในการเดินทาง โดยบริษัทจะได้เร่งดำเนินการจัดเที่ยวบินใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความสมดุลกันระหว่างเที่ยวบินภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นอาจจำเป็นต้องมีการเพิ่มจำนวนเครื่องบินให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ คาดว่าอาจจะต้องดำเนินการจัดทำตารางการบินใหม่ในเบื้องต้นไปก่อน เพื่อให้ทันในการเปิดใช้เส้นทางในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

http://www.matichon.co.th/news_detai...sid=1269346156 
     


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 มีนาคม 2010, 09:49:03
คิกออฟบูม50ปีททท./บินไทย

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2010

คิกออฟกิจกรรมครบรอบ 50 ปี ททท.และเจ้าจำปี อัดฉีดงบร่วม 100 ล้านบาทเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ ททท.ผนึกไชน่า แอร์ไลนส์ บูมทัวริสต์มะกัน ชู 4 จุดขายแนวโน้มใหม่ท่องเที่ยวจัดสัมมนาใหญ่เชิญสื่อมวลชนจาก 250 ประเทศร่วมสัมมนาข้อมูลเชิงลึก ด้านบินไทย จัดกิจกรรมเพียบ ทั้งจัดไฟลต์บินรำลึกประวัติศาสตร์ คลอดโปรโมชันลดค่าตั๋ว 20-25% ทุกเส้นทาง ขณะที่เส้นทางบินในประเทศอยู่ที่ 2 พันบาท
นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกาและอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าในขณะนี้ททท.กำลังอยู่ระหว่างการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี โดยททท.ได้ร่วมมือกับไชน่า แอร์ไลน์ส เฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปี และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอกย้ำภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนบัตรโดยสารระหว่างประเทศให้แก่คณะผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา จำนวน 40 ราย ซึ่ง ททท.ลอสแองเจลีส เชิญมาทัศนศึกษาและสำรวจสินค้าที่เป็นจุดขายใหม่ๆ ของไทย
ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากโครงการ Thailand Golden Agents ของสำนักงาน ททท.ลอสแองเจลีส โดยคัดเลือกสมาชิกที่มีการขายรายการนำเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวที่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อาทิ กลุ่มทั่วไป กลุ่มหลากหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงกลุ่มลาตินอเมริกา นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกที่ผ่านการอบรมให้ความรู้ในการเสนอขายประเทศไทยมาก่อน ได้เดินทางมาสัมผัสเห็นประเทศไทยด้วยสายตาตัวเอง แยกเป็น 2 เส้นทางๆ ละ 20 ราย

ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ -ภูเก็ต-กระบี่-เกาะช้าง-พัทยา และเส้นทางเชียงใหม่ -เชียงราย -กรุงเทพฯ-เกาะช้าง-พัทยา เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2553 เพื่อเปิดโอกาสในการพบปะเจรจาระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการจากสหรัฐอเมริกาและผู้ประกอบการของไทย ทั้งในกรุงเทพฯและภูมิภาคตะวันออกได้ทำความรู้จักและส่งเสริมการตลาดในลักษณะ Table Top Sales

ขณะเดียวกันในช่วงวันที่ 13-25 มีนาคม 2553 สายการบินไชน่า แอร์ไลน์ส ยังสนับสนุนบัตรโดยสารให้แก่คณะสื่อมวลชนที่ ททท.คัดเลือกเชิญจากสหรัฐอเมริกา อีก 15 ราย เข้ามาทัศนศึกษาเส้นทางเชียงใหม่ -เชียงราย -กรุงเทพฯ -เกาะช้าง -พัทยา ก่อนที่จะมาสมทบกับสื่อมวลชนจากทั่วโลกในงานสำคัญของ ททท. "TAT's Golden Jubilee Media FAM Trip"ในวันที่ 23 มีนาคมนี้ และททท.ยังมีการจัดกิจกรรมตลอดทั้งปีเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีในปีนี้ ซึ่งททท.จะครบรอบในวันที่ 18 มีนาคมนี้ ใช้งบประมาณ 50 ล้านบาทสำหรับกิจกรรมครบรอบ 50 ปี

นางจุฑาพร ยังกล่าวต่อว่าในส่วนของโครงการมีเดีย เมกะ แฟมทริปของททท. นั้นว่า ททท.จะเชิญสื่อมวลชนจากต่างประเทศ 250 ราย เดินทางมาประเทศไทยเพื่อสำรวจสินค้าและบริการท่องเที่ยว โดยสำนักงานของททท.ในต่างประเทศ จะนำจุดขาย 50 กิจกรรมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ซึ่งททท.ได้คัดเลือกขึ้นมา เพื่อนำไปให้สื่อต่างๆเลือกว่าต้องการเดินทางไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใด

รวมทั้งนำไปใช้ในการเสนอขายนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อโปรโมตแหล่งใหม่ๆที่ไม่เคยเดินทางเที่ยวมาก่อน นอกจากนี้ในวันที่ 23 มีนาคม 2553 จะมีการจัดโปรดักต์ สัมมนา ระยะเวลาครึ่งวันให้กับสื่อมวลชนต่างประเทศที่เชิญมา เพื่อเป็นการให้ข้อมูลทางด้านสินค้าหลักที่พร้อมเสนอขายของประเทศไทยในเชิงลึก โดยจะนำเสนอจุดขายด้านการท่องเที่ยวไทยใน 4 เรื่องโดยเชิญวิทยากรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาร่วมเป็นวิทยากร

ได้แก่ 1.แนวโน้มการท่องเที่ยวแบบเฮลธ์แคร์หรือทัวร์เมคิคัลของไทย บรรยายโดยดร.ซาด็อก เล็มเพิร์ท บริษัทเมดิโค แมเนจเม้นท์ แอนด์ ทราเวิล เซอร์วิสเซส อินเตอร์เนชั่นแนลฯ 2.การท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน บรรยายโดยนายปีเตอร์ ริชาร์ดส์ จาก Thailand Community-Based Tourism Institute หรือ(CBT-I) 3. ลักชัวรี โปรดักต์ ในประเทศไทย บรรยายโดยนายโสนุ ชีพดาซานี จากซิกซ์เซนส์ รีสอร์ท แอนด์ สปา และ4.ประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวในไทย บรรยายโดยนายแดเนียน มีเนอร์ และนางคริสทิน โกรทเฮาส์ จากบริษัทบางกอก แวนการ์ดส์ฯ ซึ่งงานสัมมนานี้ได้เลื่อนสถานที่จัดงานจากสหประชาชาติ เป็นห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์แทน
ขณะที่นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)กล่าวว่าในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ บริษัทจะดำเนินการครบรอบ 50 ปี ดังนั้นการบินไทยจึงได้ใช้โอกาสพิเศษนี้จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อให้ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ และพนักงานได้มีส่วนร่วมเฉลิมฉลองในวาระดังกล่าว รวมถึงการจัดกิจกรรมด้านซีเอสอาร์ เพื่อเสริมสร้างสิ่งดีๆแก่สังคม (ตารางประกอบ) โดยจะมีกิจกรรมมากมาย ใช้งบประมาณราว 50 ล้านบาท
ไม่ว่าจะเป็นการจัดเที่ยวบินรำลึกประวัติศาสตร์ 50 ปี ในวันที่1-3 พฤษภาคมนี้ ซึ่งการบินไทยจะนำเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลายสุพรรณหงส์แบบเดียวกับเครื่องบินลำแรกของการบินไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว(เครื่องบินแบบDC-6)โดยจำลองเที่ยวบินแรกของการบินไทยในเส้นทางกรุงเทพฯ-ฮ่องกง และจัดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแต่งเครื่องแบบย้อนยุค โดยมีการจำหน่ายบัตรโดยสารพร้อมแพ็กเกจทัวร์รอยัล ออร์คิด ฮอลิเดย์ในเที่ยวบินพิเศษนี้ 3 วัน 2 คืน ราคาเริ่มต้นด้วย 19,750 บาท ทั้งยังมีการจัดนิทรรศการ 50 ปีระหว่างวันที่ 7-14 พฤษภาคมนี้ ณ เซ็นทรัล เวิลด์ เป็นต้น

รวมทั้งยังได้จัดโปรโมชันกระตุ้นยอดขายและตอบแทนลูกค้า อาทิ เส้นทางบินจากออสเตรเลียมาไทย ขายตั๋วในราคา 500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากญี่ปุ่นบินมาไทย 35,000 เยน จากยุโรปมาไทย 350 ยูโร และราคาสำหรับลูกค้าคนไทยในเส้นทางจากไทยไปญี่ปุ่น 13,500 บาท ไทยไปออสเตรเลีย 15,500 บาท ไปยุโรป 25,500 บาท โดยราคาดังกล่าวบินเที่ยวไปและกลับ ขณะที่เส้นทางในประเทศ จะขายราคา 2,000 บาทต่อเที่ยวบิน ในทุกเส้นทางบิน เริ่มจอง 1 -15 พ.ค.นี้ และสามารถใช้เดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค-30 มิ.ย.นี้ โดยโปรโมชันนี้จะถูกกว่าปกติราว 20-25%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,515 21 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2553


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 27 มีนาคม 2010, 23:07:41
วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม 2553
ดูแข่งโปโลบนหลังช้างชิงถ้วยพระราชทาน... เชียงรายคึกคัก

มีทีมโปโลบนหลังช้างจากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันครบครันจำนวน 12 ทีม จาก 8 ประเทศทั่วโลก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา ฯลฯ


(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/326/2326/images/Polo/day2lead.jpg)

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/326/2326/images/Polo/open_b-lead2.jpg)

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/326/2326/images/Polo/Audemars.jpg)

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/326/2326/images/Polo/MDAwMDAwMDEw_.jpg)

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/326/2326/images/Polo/kp_fs.jpg)

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/326/2326/images/Polo/MDAwMDAwMDEw_Mzg0.jpg)


ดูข้อมูล ครับ ประวัติความเป็นมา วิธีการเล่น

ข้อมูลจากคุณอาคม แวะเข้าไปชมได้ ครับ  http://www.norsorpor.com/go2.php?t=m&u=http%3A%2F%2Fwww.oknation.net%2Fblog%2Fakom%2F2009%2F12%2F21%2Fentry-1 (http://www.norsorpor.com/go2.php?t=m&u=http%3A%2F%2Fwww.oknation.net%2Fblog%2Fakom%2F2009%2F12%2F21%2Fentry-1)

และ http://goldentriangle.anantara.com/Elephant-Polo (http://goldentriangle.anantara.com/Elephant-Polo)


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 02 เมษายน 2010, 23:17:59
"เอสจีเอ"ยันเปิดบินเชียงราย-เชียงรุ่งแน่เร่งเดินเอกสารขอ"ปักกิ่ง"-เชื่อคนตรึม


เชียงราย - สายการบิน เอสจีเอยืนยันเดินหน้าแผนบินเชียงราย-เชียงรุ่ง เชื่อมั่นอนาคตสดใส หลังจีน อุ้มเต็มที่ด้วยเงื่อนไขฟรีสารพัดค่าธรรมเนียมในระยะแรก แต่อาจต้องเลื่อนกำหนดเปิดบินปฐมฤกษ์จาก 1 เมษาฯเป็นเดือนพฤษภาฯ หลังเอกสารติดขัดที่ "ปักกิ่ง" - นักบินขาด

นายวันชัย ช่วงชัยกิจการ รองผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดสายการบินเอสจีเอ เปิดเผย ว่า จากกรณีที่สายการบินประชาสัมพันธ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะให้บริการทำการบินโดยสารจากท่าอากาศยานเชียงรายไปยังสนามบินนานาชาติสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน จีนตอนใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ล่าสุดต้องขอเลื่อนออกไปก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากเรื่องการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องภายในประเทศจีน และเรื่องจำนวนนักบิน

ที่ผ่านมาเอสจีเอได้เดินเรื่องเอกสารเกี่ยวกับระเบียบการเข้าออกเมืองไทย-จีนตอนใต้ ที่เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน เรียบร้อยไปนานแล้ว แต่ยังติดขั้นตอนที่เมืองหลวงปักกิ่งของจีนอยู่ จึงทำให้แผนงานที่กำหนดไว้ต้องล่าช้าออกไป

นายวันชัย กล่าวว่า ส่วนเรื่องนักบิน ก่อนหน้านี้สายการบินได้ทำการบินระหว่างเชียงราย-เชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน เป็นหลัก ต่อมาได้มีการขยายการให้บริการไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอุดรธานี จึงต้องใช้นักบินไปเติมเต็มเส้นทางการบินใหม่ๆ ภายในประเทศมากขึ้น ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในด้านนักบินไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เส้นทางการบินระหว่างเชียงราย-เชียงรุ่ง (จิ่งหง) ในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา เอสจีเอจะเดินหน้าต่อไปแน่นอน และมีแนวโน้มว่าจะต้องเพิ่มไฟลต์บินจากวันละ 1 เที่ยวบินเป็น 2 เที่ยวบินด้วยซ้ำ แต่เบื้องต้นคงจะเริ่มต้นที่ 1 เที่ยวบินก่อน ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถทำการบินได้ราวเดือนพฤษภาคม 2553 นี้ ซึ่งจะประกาศชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

นายวันชัย ยังได้ยืนยันอีกว่า ทั้งนี้จากการประสานกับทางการจีนพบว่าทางการจีนยังคงให้การรับรองว่าสายการบินเอสจีเอ สามารถใช้เครื่องบินรุ่น 304 ขนาด 33 ที่นั่งบินจากท่าอากาศยานเชียงรายไปยังสนามบินนานาชาติสิบสองปันนาได้ รวมทั้งยังได้รับการอนุเคราะห์จากทางการสิบสองปันนาในด้านอื่นๆ เป็นอย่างดีเลิศด้วยไม่ว่าจะเป็นค่าลงจอดหรือแลนด์ดิ้ง และอื่นๆ ทำให้ทางสายการบินอาจจะคิดราคาค่าโดยสารเบื้องต้นจากเชียงราย-เชียงรุ่ง เที่ยวละประมาณ 5,000 กว่าบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะคำนวณต้นทุนแล้วพบว่า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าแลนด์ดิ้งคงจะไม่มาก เนื่องจากได้รับการอนุเคราะห์จากทางการจีนตอนใต้อย่างเต็มที่ แต่คงจะเสียค่าใช้จ่ายสูงบ้างเมื่อต้นบินผ่านน่านฟ้าของ สปป.ลาว และยังค่าใช้จ่ายภายในประเทศไทยทั้งค่าพนักงาน ค่าเครื่องบินและซ่อมบำรุง รวมทั้งค่าภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ เฉลี่ยคนละประมาณ 700 บาท และค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีกประมาณ 2,000 บาท

"เราพยายามจะลดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ที่พอจะทำได้โดยเฉพาะค่าพนักงาน เพื่อให้ค่าโดยสารจากเชียงราย-จีนตอนใต้ มีราคาถูกลงและทำให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางได้โดยสะดวก เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางคมนาคมระหว่างเชียงรายของไทยกับจีนตอนใต้ เพราะในอนาคตจะมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้นผ่านเส้นทาง R3a ใน สปป.ลาว และยังจะมีรถไฟเชื่อมมาจาก อ.เด่นชัย จ.แพร่ ด้วย"

เขามองว่า การมีเส้นทางมากๆ ไม่ได้แย่งกัน แต่เป็นการเกื้อหนุนกัน เนื่องจากหากเศรษฐกิจดีและมีกิจกรรมด้านต่างๆ มากขึ้น ผู้คนต้องการทางเลือกในการเดินทางตามเส้นทางต่างๆ มากขึ้นเช่นกัน

นายวันชัย บอกว่า การทำการบินระหว่างเชียงราย-จีนตอนใต้ ยังอาศัยตรรกะของการทำการบินภายในประเทศ เพราะก่อนหน้านี้สายการบินเอสจีเอได้เปิดให้บริการการบินระหว่างเชียงราย-เชียงใหม่ เชียงใหม่-น่าน เชียงใหม่-อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยทำการบินวันละประมาณ 2 ไฟลต์ แต่ต่อมาได้ขยายไปยัง จ.อุดรธานี ผลปรากฏว่าการตอบสนองของผู้โดยสารเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ จนเชื่อว่าโอกาสในเชื่อมโยงการบินระหว่างภาคเหนือกับภาคอีสานของไทยมีอนาคตที่สดใสแน่นอน ดังนั้นการขยายจากภาคเหนือของไทยไปยังจีนตอนใต้ก็ย่อมเหมือนกันหรือคึกคักกว่า

เช่นเดียวกับเส้นทางบินอื่นๆ ที่คึกคักขึ้น โดยในปี 2552 พบว่า ผลลัพธ์การบินระหว่าง เชียงราย-เชียงใหม่ มีผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 40% ของที่นั่งแต่ละไฟลต์ แต่ในปัจจุบันทะลุขึ้นถึง 70-80% แล้ว ซึ่งแม้ว่าเส้นทางนี้อาจจะดูไม่คุ้มทุนมากนักก็ตาม แต่กรณีเส้นทางระหว่าง จ.เชียงใหม่-อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ปรากฏว่าทะลุถึง 100% เช่นเดียวกับการบินจากเชียงใหม่ไปยังอุดรธานีที่คึกคักไม่แพ้กัน

ดังนั้นในขณะนี้เราอาจมองว่าเชียงรายเป็นเพียงยุทธศาสตร์ที่เราต้องทำการบินภายในประเทศ แต่จากยุทธศาสตร์และโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จึงทำให้อนาคตการบินจากท่าอากาศยานเชียงรายไปยังจีนตอนใต้มีความสดใสอย่างมาก
รายงานข่าวแจ้งก่อนหน้านี้สายการบินเอสจีเอได้เตรียมเครื่องบินรุ่น 304 ขนาด 33 ที่นั่ง จากประเทศออสเตรเลีย เอาไว้จำนวน 2 ลำ เพื่อจะนำมาทำการบินจากท่าอากาศยานเชียงราย-เมืองเชียงรุ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป หลังจากก่อนหน้านี้ใช้เครื่องบินขนาด 12 ที่นั่งทำการบินให้บริการระหว่าง จ.เชียงราย-เชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน-น่าน-อุดรธานี

ในช่วงที่ MR.Jiang Pusheng เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำสิบสองปันนา และประธานสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศสิบสองปันนา ไปเยือน จ.เชียงราย ได้รับปากว่า หากสายการบินเอสจีเอ ทำการบินจริงในปีแรกจะยกเว้นค่าใช้จ่ายทุกอย่างทั้งค่าจอด ค่าตรวจ ฯลฯ ส่วนปีที่ 2 จะเก็บในอัตรา 50% ปีที่ 3 เก็บ 80% ปีที่ 4 ขึ้นไปจึงจะเก็บ 100% ซึ่งเงื่อนไขนี้ยังสามารถเจรจากันได้อีก

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 2 เมษายน 2553 12:47 น


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 08 เมษายน 2010, 14:53:10
วันที่ 8 เมษายน 2553 04:04สะพานข้ามน้ำโขงที่4 เชียงของ-ห้วยทราย จะวางศิลาฤกษ์20-22พ.ค.


โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นายวิรัตน์ แสนอุดม ผู้อำนวยการแขวงการทางเชียงรายที่ 2 เปิดเผยว่า แม้ว่าหมายกำหนดการการวางศิลาฤกษ์สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ระหว่างอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว จะยังไม่ชัดเจน แต่จากกำหนดการต่างๆที่ระบุไว้ คาดว่าไม่น่าจะเกินวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 นี้แน่นอน ส่วนสาเหตุที่ยังไม่สามารถระบุวันเวลาที่ชัดเจนได้ขณะนี้ เนื่องจากว่าอาจมีความคลาดเคลื่อนในหมายกำหนดการเล็กน้อย จึงยังไม่มีการกำหนดวันเวลาที่แน่ชัด เพราะทุกอย่างได้เตรียมการไว้แล้ว อีกทั้ง ขณะนี้เหลือเพียงการการจัดการพื้นที่การเวนคืนที่ดินของชาวบ้าน หากสามารถแก้ไขปัญหานี้แล้วเสร็จ ก็น่าจะสมบูรณ์ทุกอย่าง

สำหรับขณะนี้ได้ทำการปรับพื้นที่เตรียมงานทั้งหมดไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับจอดรถ หรือที่พักต่างๆ ซึ่งเป็นรูปเป็นร่างสมบูรณ์ตามแบบ จะเหลือก็เพียงแต่การวางศิลาฤกษ์ เพื่อก่อสร้างเท่านั้น และหากวางศิลาฤกษ์เสร็จก็น่าจะแล้วเสร็จตามกำหนดการอย่างแน่นอน

"กำหนดการวางศิลาฤกษ์ประมาณวันที่ 20-22 พฤษภาคมนี้ อาจจะเป็นวันใดวันหนึ่ง เพราะยังไม่สามารถระบุวันเวลาที่ชัดเจนได้ขณะนี้ เนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นประธานในพิธี จะต้องเสด็จเยือนทางใต้ของ สปป.ลาวในช่วงเดียวกัน จึงยังไม่มีการกำหนดวันเวลาที่แน่นอนออกมาขณะนี้" นายวิรัตน์ กล่าว


http://www.bangkokbiznews.com/home/d....ค..html


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 เมษายน 2010, 15:18:27
วันที่ 20 เมษายน 2553 02:00พรศิริสร้างเชื่อมั่นเที่ยวไทยผ่านเวทีพาต้า
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



"พรศิริ มโนหาญ" ประธานพาต้า เตรียมแจงในเวทีประชุมใหญ่พาต้า 23-27 เม.ย.นี้ ที่มาเลเซีย ทำความเข้าใจประเทศไทยผ่าน 42 ประเทศทั่วโลก

นางพรศิริ มโนหาญ ประธานคณะกรรมการสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (พาต้า) เปิดเผยว่า ในการประชุมประจำปีของสมาคมพาต้า ระหว่างวันที่ 23-27 เม.ย.นี้ ที่เมืองกูชิง ซาราวัก มาเลเซีย ซึ่งเป็นช่วงที่ตนจะส่งมอบวาระให้กับประธานคนใหม่ ตนจะใช้เวทีดังกล่าว เพื่อทำความเข้าใจกับระดับแกนนำด้านการท่องเที่ยวจาก 42 ประเทศทั่วโลกซึ่งเป็นสมาชิก ที่มาเข้าประชุมกว่า 500 คน ให้ทราบถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย

ทั้งนี้ โดยจะแนะนำให้นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยได้ แต่ให้เลี่ยงจากจุดที่ชุมนุมใน กทม. เพื่อให้เข้าไปท่องเที่ยวที่จุดหมายอื่นๆ แทน อาทิเช่น ภูเก็ต กระบี่ สมุย หรือที่ภาคเหนือเช่นเชียงใหม่ ปัจจุบันก็มีเที่ยวบินตรงเข้าไปเป็นต้น สำหรับการประชุมในครั้งนี้ นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะเดินทางไปเข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการเข้าร่วมประชุมในเวทีพาต้าครั้งแรกของนายสุรพล ซึ่งนอกจากจะได้ทำความรู้จักกับสมาชิกทั่วโลกแล้ว ยังจะเป็นโอกาสให้ ททท.ทำความเข้าใจกับวงการท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วย

นางพรศิริ กล่าวว่า หลังจากมีการส่งต่อตำแหน่งให้ประธานคนใหม่ ตนก็ยังจะช่วยทำงาน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในบางโอกาส ในตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมการ ททท.ด้วย

ขณะเดียวกัน พาต้ายังจะมีโครงการร่วมมือกับคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือเอสเคป ททท.มณฑลยูนนานของจีนและเคทีซี จัดคาราวานท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มประเทศในเอเชีย โดยเริ่มจากสิงคโปร์มายังกรุงเทพฯ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในราวกลางเดือน ต.ค. เมื่อสถานการณ์การเมืองผ่อนคลาย และเป็นช่วงนำเสนอความน่าเที่ยวของไทยกลับมาอีกครั้ง

ในเส้นทางจะเป็นคาราวานเอเชี่ยนไฮเวย์และอาร์ 3 เอของจีน เพื่อเชื่อมกลุ่มอาเซียนกับจีเอ็มเอส จะเริ่มการเดินทางจากสิงคโปร์เข้าสู่กรุงเทพฯ จากนั้นจะต่อไปยังเชียงราย ผ่านลาว เข้าจีนที่ลี่เจียง ต้าลี่ และไปสิ้นสุดที่แชงกรีลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสวยงามมาก สามารถรักษาสภาพธรรมชาติไว้ได้เป็นอย่างดี และจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวทางรถจากไทย โดยทางพาต้าจะเชิญพันธมิตรเข้าร่วมในโครงการด้วย อาทิเช่น ซีเอ็นเอ็น ฟอร์บส์ วีซ่า โดยเฉพาะการเชิญสื่อมวลชนที่เป็นพันธมิตรมาร่วมสำรวจในเส้นทางด้วยนั้น คาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลกด้วย หลังจากปรากฏภาพข่าวออก

http://www.bangkokbiznews.com/home/d...7;า.html


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 เมษายน 2010, 15:18:50
จี้จีนเปิดด่านนำเข้าด่วน สินค้าเกษตรไทยถูกรีดเงินใต้โต๊ะอื้อ

ไทยหวังให้จีนเปิดด่านให้สินค้าเกษตรไทยเข้าประเทศ ยกเลิกค่าธรรมเนียผ่านด่านก็จะดีไม่น้อย...

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขนส่งสินค้าไทยไปจีนตามเส้นทางอาร์ 3 ที่เริ่มต้นจากชายแดนไทยที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่านเมืองห้วยทราย บ่อแก้ว หลวงน้ำทา บ่อเต็น ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าสู่เมืองโม่หาน จิ่งหง เชียงรุ้ง ไปสู่จุดหมายเมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือด่านนำเข้าสินค้า ซึ่งสินค้าไทยที่จะส่งออกไปมณฑลยูนนานต้องผ่านด่านโม่หาน แต่ปัจจุบันด่านแห่งนี้ยังไม่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าเกษตรของไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ต้องสวมสิทธิ์เป็นสินค้าลาว และนำมาเปลี่ยนถ่ายลงรถขนาดเล็กของจีนที่ด่านบ่อเต็น ของลาว ทำให้เสียทั้งเวลา และสินค้าเสียหายจากการขนส่ง นอกจากนี้ยังเสียค่าธรรมเนียมผ่านด่าน ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ มีค่าใช้จ่ายถึงคันละ 15,000-20,000 บาท ปัจจุบันสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมในเมืองเชียงรุ้ง และเมืองคุนหมิง มีหลายชนิด เช่น มะขามหวาน มังคุด ทุเรียน ส้มโอ มะพร้าว กล้วยไข่ มะม่วง เป็นต้น

"รัฐบาลต้องเร่งเจรจาสร้างความร่วมมือกับลาว เพื่อลดค่าธรรมเนียมขนส่งสินค้าผ่านด่าน และยกเลิกค่าใช้จ่ายเบี้ยบ้ายรายทางที่ไม่จำเป็น ที่สำคัญ ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องหารือร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปให้ผู้ประกอบการไทยขนส่งสินค้าไปยูนนานได้โดยตรง"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาไทยตรวจสอบพบแมลงศัตรูพืช และสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้ของจีนหลายชนิด เช่น บร็อกโคลี่ กะหล่ำดอก คะน้า ถั่วลันเตา ผักกาดขาว เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดสามารถหยิบขึ้นมาเป็นข้อต่อรองในการที่ไทยจะไม่ถูกเอาเปรียบจากการเปิดเส้นทางนี้ได้

http://www.thairath.co.th/content/eco/77841


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 เมษายน 2010, 15:19:13
ผิดคาดแห่เที่ยวสงกรานต์

วันอังคาร ที่ 20 เมษายน 2553 เวลา 7:52 น

คนไทยหนีไปต่างจังหวัด

นายประกิตติ์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาว่า ดีกว่าที่คาดไว้ โดยภาพรวมคนท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศเติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน

โดยทางภาคใต้เพิ่มมากที่สุดถึง 30% ขณะที่ภาคเหนือใกล้เคียงปีที่ผ่านมา โดยในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงรายตัวเลขลดลง แต่ไปเพิ่มขึ้นทางจังหวัดพิษณุโลก น่าน และแพร่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาคกลางเพิ่มขึ้นที่พัทยา หัวหิน และชะอำ

ส่วนกรุงเทพฯ เพิ่มมากกว่าที่คาดเช่นกันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่น้อยกว่าปีปกติ 10-12% สาเหตุที่การท่องเที่ยวช่วง สงกราน์เติบโต คาดว่าเป็นผลจากมีวันหยุดยาวต่อเนื่องเกือบ 10 วัน ทำให้คนไทย ออก ไปเที่ยวต่างจังหวัด ในส่วนของนักท่องเที่ยว ต่างชาติ เดินทางผ่านสุวรรณภูมิเข้าไทย 1-17 เม.ย. ลดลง 9.21%
นายวันเสด็จ ถาวรสุข รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า หลังจบเทศกาลสงกรานต์ เตรียมจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศต่อเนื่อง เน้นโปรโมตกิจกรรมที่น่าสนใจที่แต่ละจังหวัด มีอยู่แล้วให้ยิ่งใหญ่ โดยจะเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เดือน พ.ค. เพราะเป็นช่วงก่อนเปิดเทอม คนยังเดินทางท่องเที่ยวอยู่ จากนั้นจะจัดกิจกรรมใหญ่เดือน มิ.ย. คือ เทศกาลเที่ยวเมืองไทย วันที่ 4-13 มิ.ย.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นการจัดยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา.

http://www.dailynews.co.th/newstartp...ontentID=60905
__________________


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 เมษายน 2010, 23:41:08
คมชัดลึก : เชียงราย - อำเภอเชียงแสนเดินหน้าสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมการท่องเที่ยว รอให้ ซิป้า อนุมัติติดตั้งอุปกรณ์ คาดว่าปลายเดือนเมษายนนี้เสร็จ

 นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ ซิป้า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และอำเภอเชียงแสน เพื่อร่วมกันสนับสนุน และสร้างบุคลากรด้านซอฟต์แวร์ และพัฒนาระบบการท่องเที่ยวของเมืองล้านนาให้เป็นไปในรูปแบบสื่อดิจิทัล เหมือนเช่นเมืองท่องเที่ยวของจังหวัดอื่นๆ ในประเทศ

 "ขณะนี้การดำเนินงานได้ลุล่วงมาจนถึงขั้นที่ 3 แล้วคือการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เหลือขณะนี้คงต้องรอ ซิป้า อนุมัติให้ติดตั้งอุปกรณ์หรือฮาร์ดแวร์เพื่อเชื่อมไปยังพื้นที่ต่างๆ ของเทศบาลรวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งจะเป็นการคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และประวัติความเป็นมาให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเยี่ยมชมได้เรียนรู้และรับทราบถึงประวัติอย่างแท้จริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

  นายพลภพ กล่าวว่า การดำเนินงานของโครงการอยู่ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อใช้เป็นฐานการเรียนรู้และข้อมูลในการนำเสนอผ่านสื่อดิจิทัล หากขั้นตอนนี้แล้วเสร็จ คงต้องเริ่มขั้นตอนในเฟสต่อไป คือการติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ในสถานที่ที่กำหนดไว้ทั้งหมด โดยมีเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนเป็นศูนย์กลาง และหากไม่มีอะไรผิดพลาดคาดว่าภายในปลายเดือนเมษายนนี้ ทุกอย่างน่าจะแล้วเสร็จและอุปกรณ์ทุกอย่างน่าจะพร้อมติดตั้งได้ แต่ทั้งนี้ คงต้องรอคำสั่งอนุมัติจากทีมซิป้าอีกครั้ง

 http://www.komchadluek.net/detail/20100420/56129/เชียงแสนดึงซิป้าติดตั้งฮาร์ดแวร์สื่อสาร.html


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 30 เมษายน 2010, 23:10:24
สมาคมท่องเที่ยว ชร.ผลัดใบ-ได้นายกฯใหม่เดินหน้าดันรูธทัวร์GMS

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 เมษายน 2553 11:58 น.





เชียงราย – สมาคมท่องเที่ยวเมืองพ่อขุนฯผลัดใบ ได้ตัวนายกฯใหม่ พร้อมเดินหน้าผลักดัน 25 โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชียงราย – เชื่อมโยงรูธทัวร์ GMS

รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า สมาคมท่องเที่ยวเชียงรายได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีขึ้นที่ห้องหิรัญนคร โรงแรมริมกกรีสอร์ท อ.เมืองเชียงราย เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อแถลงนโยบายจากผู้บริหารสมาคมฯ รวมทั้งเลือกตั้งนายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงรายคนใหม่ หลังจากที่นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ นายกสมาคมดำรงตำแหน่งมาครบ 2 วาระๆ ละ 2 ปีแล้ว

นายสมเกียรติ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่พยายามพัฒนาวงการธุรกิจท่องเที่ยวของ จ.เชียงราย มาโดยตลอดทำให้หลายโครงการพัฒนาในอนาคตอยู่ในแผนของจังหวัดในปีงบประมาณ 2554-2555 โดยหลายโครงการรองรับกรณีสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของ เชื่อมถนน R3aไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้

นายสมเกียรติ ยืนยันว่า อนาคตการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อมโยงกับ จ.เชียงราย กำลังจะเป็นจริงและสามารถจับต้องได้ หากเราไม่พัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวภายในจังหวัดจะเสียโอกาส เพราะนักท่องเที่ยวจีนจะทะลักลงมา และลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนไทย จีนตอนใต้ สปป.ลาว พม่า รวมไปถึงเวียดนาม กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สังเกตได้จากการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวกันมากในปัจจุบัน และหากพวกเราไม่ทำอะไรเลยก็จะมีกลุ่มทัวร์ใหญ่ๆ ในประเทศจีนและกรุงเทพฯ หรือทั่วโลกเข้าไปหาผลประโยชน์ ส่วนกลุ่มท้องถิ่นอย่างพวกเราซึ่งมีภูมิศาสตร์เป็นถึงเมืองหน้าด่านสู่ลุ่มน้ำโขงก็จะเป็นได้แค่ธุรกิจรับช่วงต่อ อย่างมากก็เป็นแค่ธุรกิจรถเช่า

นายสมเกียรติ กล่าวว่า เมื่อปี 2546 มีนักธุรกิจท่องเที่ยวที่จดทะเบียนประกอบการอย่างถูกต้องตามกฎหมายใน จ.เชียงราย เพียงประมาณ 50 กว่าราย ต่อมาปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 กว่าราย กระทั่งปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้นถึงกว่า 150 ราย เป็นเอกชนที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจทั้งนำนักท่องเที่ยวเข้ามาและนำนักท่องเที่ยวออกไปทั่วโลกจำนวน 4 ราย และมีศักยภาพนำเที่ยวทั่วประเทศไทยจำนวน 11 ราย และเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงราย และใกล้เคียงจำนวน 91 ราย

ผลของการทำงานร่วมกันตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผานมา ได้ทำให้ล่าสุดเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน จีนตอนใต้ ได้เป็นเจ้าภาพในการลงนามความร่วมมือหรือ MOU ระหว่าง 6 เมืองลุ่มน้ำโขงคือสิบสองปันนา แขวงบ่อแก้ว แขวงหลวงน้ำทา แขวงหลวงพระบาง จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ครั้งแรกที่ทุกเมืองที่เกี่ยวข้องกับลุ่มแม่น้ำโขงได้มี MOU เกี่ยวกับการท่องเที่ยวร่วมกันอย่างเป็นทางการ อันจะทำให้ในอนาคตจะมีการทำสินค้าร่วมกัน เช่น รูธทัวร์ การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ ร่วมกันต่อไป

นายสมเกียรติ บอกอีกว่า ในอนาคตสำนักงานการท่องเที่ยวกีฬาและนันทนาการ จ.เชียงราย ซึ่งมีนายพรหมโชติ ไตรเวช เป็นผู้อำนวยการก็มีงบประมาณเพื่อสานต่อ MOU จำนวน 6 เมืองให้กับสมาคมท่องเที่ยวเชียงรายด้วย

สำหรับ ผลการเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ผลปรากฎว่านายอภิชา ตระสินธุ์ อุปนายกฝ่ายพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงรายคนใหม่ด้วย

นายอภิชา ระบุว่า สมาคมมีโครงการพัฒนาท่องเที่ยวจำนวน 25 โครงการ เช่น โครงการพัฒนาเมืองโบราณเวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า โครงการพัฒนาเมืองโบราณเชียงแสน อ.เชียงแสน โครงการพัฒนาดอยแม่สลอง ดอยวาวี ดอยช้าง ผาตั้ง ภูชี้ฟ้า โครงการเครือข่ายการท่องเที่ยวในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงหรือ GMS ฯลฯ

นายอภิชา กล่าวว่าที่ผ่านมาสมาคมได้ส่งโครงการต่างๆ เพื่อให้จังหวัดได้พิจารณาเพื่อนำเข้าสู่การพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของจังหวัดจำนวน 10 โครงการผลปรากฏว่าได้รับการพิจารณาดำเนินการในปีงบประมาณ 2544 เป็นต้นไปแล้วจำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาเชียงรายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โครงการพัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อสงผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย

โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวพระธาตุ 9 จอม โครงการสร้างและพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยว จ.เชียงราย และโครงการสงเสริมการท่องเที่ยวล้านนาตะวันออกกับกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ดังนั้น ในอนาคตเรายังมีงานที่ต้องทำกันอีกมาก ซึ่งตนพร้อมจะดำเนินการเพื่อสานต่อโครงการต่างๆ ดังกล่าวต่อไป

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000058805


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 02 พฤษภาคม 2010, 10:49:16
วันที่ 30 เมษายน 2553 13:51การบินไทยโปรโมชั่นตั๋วในประเทศในโอกาสครบรอบ50ปี
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
การบินไทยจัดโปรโมชั่นจำหน่ายบัตรโดยสารราคาพิเศษ ทั้งชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด เส้นทางไป-กลับ ภายในประเทศ 11 เส้นทาง ในโอกาสครบรอบ 50 ปี

นายพฤทธิ์ บุปผาคำ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นวันครบรอบการก่อตั้ง บริษัท การบินไทยฯ ครบ 50 ปี และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าว รวมทั้งเป็นการขอบคุณผู้โดยสารที่ให้ความไว้วางใจ ใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้จัดโปรโมชั่นจำหน่ายบัตรโดยสารราคาพิเศษในเส้นทางไป-กลับ ภายในประเทศ ทั้งชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัด


ผู้โดยสารสามารถออกบัตรโดยสารราคาพิเศษนี้ได้ตั้งแต่ วันที่ 1 - 31 พฤษภาคม 2553 และสามารถใช้บัตรโดยสารราคาพิเศษเดินทางได้ระหว่าง วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2553 โดยราคาโปรโมชั่นและอายุของบัตรโดยสาร ดังนี้



เส้นทางไป-กลับ ราคาบัตรโดยสารชั้นธุรกิจ ราคาบัตรโดยสารชั้นประหยัด

(อายุบัตรโดยสาร 1 เดือน ) (อายุบัตรโดยสาร 14 วัน )

กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ 10,580 บาท 5,190 บาท

กรุงเทพฯ – เชียงราย 11,990 บาท 6,170 บาท

กรุงเทพฯ – ขอนแก่น 8,770 บาท 4,800 บาท

กรุงเทพฯ – อุดรธานี 9,080 บาท 4,910 บาท

กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี 9,4 60 บาท 5,180 บาท

กรุงเทพฯ – กระบี่ 11,810 บาท 6,030 บาท

กรุงเทพฯ – ภูเก็ต 12,220 บาท 6,330 บาท

กรุงเทพฯ – สุราษฎร์ธานี 10,360 บาท 5,020 บาท

กรุงเทพฯ – สมุย 13,320 บาท 8,620 บาท

กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ 13,150 บาท 6,980 บาท

เชียงใหม่ – ภูเก็ต (เที่ยวเดียว) 9,685 บาท 5,660 บาท



ทั้งนี้ ราคาดังกล่าว รวมค่าธรรมเนียมน้ำมัน และภาษีสนามบินแล้ว และผู้ที่ซื้อบัตรโดยสาร ราคาพิเศษนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบัตร ที่กำหนดไว้
__________________


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 06 พฤษภาคม 2010, 15:56:42
เชียงรายจัดท่องเที่ยววันเดียวเที่ยวฟรี

5 พค. 2553 10:56 น.


นางอัจฉริกา มณีสิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย เปิดเผยว่า ททท.สำนักงานเชียงราย จัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบการเรียนรู้และมีส่วนร่วมกับ กิจกรรมท่องเที่ยวในโครงการ “ททท.พาเที่ยวสวน...ชวนกินลิ้นจี่...ที่เชียงราย” ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศสำหรับกลุ่มนักท่อง เที่ยวทั่วไป โดยเพิ่มกระบวนการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว และเน้นการท่องเที่ยวรูปแบบการเที่ยวชมสวนเกษตรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย อาทิ สวนผลไม้ สวนผัก สวนองุ่น ฟาร์มสัตว์ เป็นต้น สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไปและกลับในวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 07.30 น.

เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 โดยรับสมัครผู้ร่วมเดินทางเพียง 30 คนเท่านั้น ขอสงวนสิทธิ์สมัครก่อนได้สิทธิ์ก่อน เพียงท่านนำสำเนาบัตรประชาชนและกรอกใบสมัครได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสมัครร่วมเดินทางท่องเที่ยวได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 053-744674-5 ได้ทุกวันในเวลาราชการ



http://breakingnews.nationchannel.co...?newsid=446466


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 06 พฤษภาคม 2010, 15:57:47
ททท.จัดกิจกรรมท่องเที่ยววันเดียวเที่ยวฟรี

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ททท.เชียงราย จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบการเรียนรู้และมีส่วนร่วมกับ โครงการ"ททท.พาเที่ยวสวน ชวนกินลิ้นจี่ ที่เชียงราย"

นางอัจฉริกา มณีสิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย เปิดเผยว่า ททท.สำนักงานเชียงราย จัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบการเรียนรู้และมีส่วนร่วมกับ กิจกรรมท่องเที่ยวในโครงการ “ททท.พาเที่ยวสวน...ชวนกินลิ้นจี่...ที่เชียงราย”

ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศสำหรับกลุ่มนักท่อง เที่ยวทั่วไป โดยเพิ่มกระบวนการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว และเน้นการท่องเที่ยวรูปแบบการเที่ยวชมสวนเกษตรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย อาทิ สวนผลไม้ สวนผัก สวนองุ่น ฟาร์มสัตว์ เป็นต้น สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไปและกลับในวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 07.30 น.

โดยออกเดินทางจากททท.สำนักงานเชียงราย (ตรงข้ามศาลากลางหลังเก่า) เดินทางไปชมสวนลิ้นจี่ ได้ชิมน้ำลิ้นจี่สดจากไร่ ลิ้นจี่อบแห้ง การประกอบอาหาร ขนมจากลิ้นจี่ ชิมลิ้นจี่สดจากต้น ชมกระบวนการทำลิ้นจี่อบแห้ง - เดินทางไปชมสวนองุ่นของไร่แม่จันแวลเล่ย์ อำเภอแม่ฟ้าหลวง ชมกระบวนการผลิตไวน์ - ชิมไวน์ จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางไปศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ อำเภอแม่สาย ชมสวนผักปลอดสารพิษ - และขั้นตอนการเพาะปลูก และเดินทางไปฟาร์มนกกระจอกเทศ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ชมกระบวนการฟักไข่ธรรมชาติ -ร่วมกิจกรรมขี่นกกระจอกเทศ - ขี่ม้ารอบฟาร์ม และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนกระจอกเทศ โดยจะสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวเวลาประมาณ 19.00 น.

สำหรับกิจกรรมนี้เปิดรับสมัครนักท่องเที่ยวผู้สนใจทั่วไปที่พร้อมเดินทางท่อง เที่ยวในเส้นทางดังกล่าว ซึ่งจะเดินทางด้วยรถตู้ปรับอากาศ กำหนดเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 โดยรับสมัครผู้ร่วมเดินทางเพียง 30 คนเท่านั้น ขอสงวนสิทธิ์สมัครก่อนได้สิทธิ์ก่อน เพียงท่านนำสำเนาบัตรประชาชนและกรอกใบสมัครได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสมัครร่วมเดินทางท่องเที่ยวได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 053-744674-5 ได้ทุกวันในเวลาราชการ


http://www.bangkokbiznews.com/home/d...9;ี.html


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 06 พฤษภาคม 2010, 15:59:16
(http://www.fly12go.com/th/home/banner/ChiangRai201004.jpg)


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: WEBMASTER ที่ วันที่ 07 พฤษภาคม 2010, 09:37:51
อัพเดทภาพถนนสาย จ3 ที่กำลังตัดสร้างใหม่ ซึ่งต้นปี 54 น่าจะเปิดใช้บริการไ้ด้

ถนนเส้นนี้กำัลังสร้างใหม่ อยู่เลยจากโรงเรียนเมืองเชียงรายไปทาง อ.เวียงชัย เลยหมู่บ้านริมจันทร์ธานี้ไปอีกนิดนึงครับ


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 07 พฤษภาคม 2010, 21:33:09
ขอบคุณ ครับ.. ;D ;D


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 08 พฤษภาคม 2010, 14:49:52
ทุ่ม10ล้านช่วยผลผลิตลิ้นจี่เชียงรายล้นตลาด 1.5 หมื่นตัน
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤษภาคม 2553 14:37 น.
 
(http://pics.manager.co.th/Images/553000006732101.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000006732102.JPEG)

  เชียงราย – คชก.ต้องทุ่มงบนับ 10 ล้านบาทสำหรับช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่เชียงรายในปีนี้ หลังมีผลผลิตรวมกันมากกว่า 1.5 หมื่นตัน โดยวางแนวทางชดเชยทั้งค่าขนส่ง – พัฒนาคุณภาพผลผลิต รวมไปถึงจัดตลาดนัดลิ้นจี่ส่งเสริมการขายต่อเนื่อง
       
       วันนี้ (8 พ.ค.) รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า สำนักงานเกษตร จ.เชียงราย ได้รายงานสถานการณ์การปลูกพืชลิ้นจี่ในพื้นที่ว่าเกษตรกรมีการปลูกลิ้นจี่รวมกันจำนวน 32,269 ไร่ จากจำนวนเกษตรกรที่ปลูกรวมกันทั้งหมด 5,230 ราย คาดว่าจะให้ผลผลิตรวมกันประมาณ 15,839 ตัน โดยอำเภอที่มีการปลูกมากที่สุดคือ อ.เมืองเชียงราย จำนวน 14,338 ไร่ ผลผลิตรวมกันประมาณ 6,751 ตัน และมีเกษตรกรปลูกลิ้นจี่รวมกันมากถึง 1,909 ราย
       
       ด้านนายสมชาย วงศ์ศรีวิวัฒน์ เกษตร จ.เชียงราย เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ได้มีมติเห็นชอบในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ใน จ.เชียงราย เอาไว้แล้ว โดยได้แจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบถึงแนวทางในการดำเนินงานว่าจะดำเนินการตามโครงการบริหารการจัดการลิ้นจี่ด้วยมาตรการต่างๆ ประจำ ปี 2553 คือ มาตรการเร่งรัดกระจายผลผลิตภายในประเทศ เป้าหมายดำเนินการ 5,000 ตัน ใช้งบประมาณจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินชดเชยค่าขนส่งเหมาจ่ายและค่าบริหารจัดการขนส่งลิ้นจี่ และเพื่อกระจายผลผลิตลิ้นจี่สดสู่ตลาดปลายทางนอกแหล่งผลิต ให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการทั่วไป ที่เข้าร่วมโครงการ ในอัตรากิโลกรัมละ 2 บาท
       ซึ่งเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการทั่วไปสามารถยื่นใบสมัครได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอในแหล่งผลิตและสถาบันเกษตรกรยื่นใบสมัครได้ที่ สำนักงานสหกรณ์ จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2553 นี้
       
       นอกจากนี้ยังมีมาตรการพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยจัดซื้อตะกร้าพลาสติก ขนาดบรรจุ 3 กิโลกรัม จำนวน 2,500 ตะกร้า และกล่องกระดาษขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม จำนวน 500 กล่อง เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร บรรจุลิ้นจี่ไปจำหน่ายในการจัดงานรณรงค์บริโภคลิ้นจี่ ใน 4 จังหวัดปลายทาง คือ จังหวัดชลบุรี ร้อยเอ็ด สงขลา ขอนแก่น และมาตรการส่งเสริมการตลาดภายในประเทศ จัดงานรณรงค์การบริโภคและจำหน่ายลิ้นจี่ใน จ.เชียงราย โดยจัดตลาดนัดลิ้นจี่ ณ บริเวณสวนตุงและโคมในเขตเทศบาลนครเชียงราย หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงราย ถนนบรรพปราการหน้าโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม หน้าห้างสรรพสินค้าเชียงรายมอลล์ และหน้าสำนักงาน รสพ.เก่า ซึ่งเกษตรกรผู้ประสงค์จะนำลิ้นจี่มาจำหน่ายในงานตลาดนัดลิ้นจี่ ระหว่างวันที่ 10-31 พฤษภาคม 2553 เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการค้าลิ้นจี่และผู้เกี่ยวข้อง สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงรายโทรศัพท์ 053-152 685
       
       ด้านนางรัตนา จงสุทธนามรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย กล่าวว่า อบจ.เชียงราย ได้ร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านดู่ องค์การบริหารส่วนตำบลนางแล องค์การบริหารส่วนตำบลท่าสุด สมาคมชาวสวนลิ้นจี่ และชมรมชาวสวนสับปะรด จ.เชียงราย มีกำหนดจัดงาน “วันสับปะรดนางแล ลิ้นจี่ และของดีเมืองเชียงราย ประจำปี 2553” ขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2553 ณ บริเวณสนามข้างแขวงการทางเชิงสะพานแม่น้ำกก อ.เมืองเชียงราย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการประชาสัมพันธ์ผลผลิต และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งผลักดันให้เป็นศูนย์ตลาดสับปะรดนางแลและลิ้นจี่ของประเทศไทย โดยภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น การประกวดผลผลิตสับปะรด ลิ้นจี่ การประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูป การประกวดประกอบอาหารจากสับปะรดและลิ้นจี่ การประกวดธิดาชาวสวน การประกวดแม่สวยลูกงาม การประกวดเต้น การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าโอทอปฯลฯ รวมทั้งมีการแสดงบนเวทีให้ผู้ไปร่วมได้รับชมด้วย.


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 11 พฤษภาคม 2010, 21:47:22
เชียงราย – สายการบิน “นกมินิ” ดีเดย์เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “เชียงราย-เชียงรุ่ง” 1 มิถุนาฯนี้ ประเดิมด้วยเครื่องขนาด 33 ที่นั่งก่อนขยายต่อในอนาคต ขณะที่สนามบินเชียงราย ได้รับพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง”แล้ว เผยหลายสายการบินแห่เพิ่มเที่ยวบินเข้า-ออกรองรับลูกค้าที่มากขึ้น แม้เกิดวิกฤตการเมือง

(http://pics.manager.co.th/Images/553000006852902.JPEG)
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า ท่าอากาศยานเชียงราย ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง" อย่างเป็นทางการแล้ว หลังได้รับพระบรมราชานุญาต เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยโดยเฉพาะชาวเชียงราย ซึ่งได้เข้าไปพัฒนาพื้นที่ตามโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนทำให้พื้นที่ปลูกพืชเสพติดกลายเป็นพื้นที่ภูเขาสูงที่มีการพัฒนามากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย
       
       นายยุทธนา จิตรอบอารีย์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า ขณะนี้ท่าอากาศยานเชียงราย ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมาแล้ว และนับตั้งแต่นั้นมาก็พบกับสิริมงคล เพราะแม้จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองที่กรุงเทพฯ แต่ผู้คนและนักท่องเที่ยวก็ยังคงนิยมใช้บริการการเดินทางทางเครื่องบินผ่านทางท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงอย่างคึกคักเช่นเดิม
       
       จากสถิติในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้(มกราคม-มีนาคม)เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่า มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นถึง 20% แม้ว่าในช่วงระหว่างวันที่ 13-18 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นจะมียอดผู้โดยสารลดฮวบลงกว่า 10-20% ก็ตาม แต่หลังจากนั้นก็กลับมาคึกคักเหมือนเดิม
       
       นายยุทธนา กล่าวอีกว่า สำหรับไตรมาสที่ 2 จนถึงขณะนี้พบว่ายอดผู้โดยสารยังคงเพิ่มขึ้นประมาณ 10% และยังพบว่ายังมีสายการบินต่างๆ เพิ่มจำนวนเที่ยวหรือเปิดเที่ยวบินใหม่ๆ ขึ้นอีกด้วย โดยสายการบินโอเรียนท์ไทย หรือวันทูโก เพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางบินกรุงเทพฯ (ดอนเมือง)-เชียงราย จากวันละ 1 เที่ยวบิน เป็นวันละ 2 เที่ยวบิน โดยจะเริ่มให้บริการเที่ยวบินใหม่ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม นี้เป็นต้น โดยเที่ยวจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง)-เชียงราย ทุกวัน ออก 11.00-12.20 น.และ 15.20-16.40 น.และเชียงราย -กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ทุกวัน ออก 12.50 -14.10 น. และ 17.10 -18.30 น.
       
       นายยุทธนา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป สายการบินนกมินิ หรือเดิมคือเอสจีเอ มีกำหนดจะเปิดเส้นทางการบินสายเชียงราย-สิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน จีนตอนใต้ เป็นปฐมฤกษ์ด้วย จึงทำให้เส้นทางการบินผ่านทางท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงมีความคึกคักอย่างเต็มที่ โดยมีเที่ยวบินขาเดียวบินวันละ 9-10 เที่ยวบิน แบ่งเป็นการบินไทยวันละ 3 เที่ยว ไทยแอร์เอเชีย วันละ 3 เที่ยว วันทูโกวันละ 2 เที่ยว และนกมินิวันละ 2 เที่ยว
       
       ด้านนายวันชัย ช่วงชัยกิจการ รองผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดสายการบินนกมินิ กล่าวว่าได้มีการตกลงความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน แล้ว เพื่อรองรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ด้วยเครื่องบินขนาด 304 จำนวน 33 ที่นั่ง คาดว่าเที่ยวแรกคนจะเต็มทั้งขาไป ขากลับ โดยขาไปคือคนไทย และขากลับคือคนจีน ที่มีหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ซึ่งสามารถใช้เป็นVISA ON ARRIVAL เมื่อถึงท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงได้โดยทันที
       
       ในอนาคตคาดว่าเครื่องบินนี้จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เพราะจากการสอบถามผู้ประกอบการจีนตอนใต้พบว่า มีความต้องการบินมายังเชียงราย เป็นจำนวนมาก ดังนั้น อาจมีการปรับแผนเพื่อพัฒนาการบินในอนาคตอีกได้
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่าสำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงมีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ ใหญ่กว่าสนามบิน จ.เชียงใหม่ ที่มีประมาณ 1,600 ไร่และภูเก็ตที่มีประมาณ 1,300 ไร่ แต่ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวไม่เต็มศักยภาพที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 3 ล้านคน โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไม่เกิน 1 ล้านคน ขณะที่สนามบินมีหลุดจอดเครื่องบินจำนวน 5 หลุม สามารถรองรับเครื่องบินโบอิ้งขนาดใหญ่ได้ถึง 5 ลำในคราวเดียวกัน

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000064561 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000064561)

**************

เรื่อยๆครับ..บ้านเมืองเราค่อยๆพัฒนา ครับ..ลูกหลานจะได้เห็นรอยต่อวัฒนธรรม


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 21 พฤษภาคม 2010, 23:00:25
เผยสร้างท่าเรือเชียงแสน 2 อืด

(http://www.marinerthai.com/pic-news3/2010-03-08_004.jpg)

นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในการตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน 2 ว่า ผลงานการก่อสร้างขณะนี้คืบหน้าเพียง 30% ล่าช้ากว่าแผน 2% เนื่องจากมีพื้นที่ที่ต้องขุดดินและขุดร่องน้ำขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วยไปด้วยหินจำนวนมาก ส่งผลให้งานเพิ่มขึ้น อีกทั้งกรมเจ้าท่ามีแผนที่จะก่อสร้างเขื่อนรอบเกาะช้างตาย ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เห็นชอบด้วย ซึ่งกรมเจ้าท่าของบประมาณ ปี"54 ไปแล้ว 45 ล้านบาท และคาดว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จตามแผนในช่วงปลายปี"54 ตามสัญญาการก่อสร้าง 32 เดือนแน่นอน


นายพงษ์วรรณ จารุเดชา รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ กล่าวว่า บริษัท พอร์ท แอนด์ มารีน คอร์ปอเรชั่น (พี.เอ.เอ็ม.) รับผิดชอบก่อสร้างโครงการดังกล่าว โดยเสนอราคาต่ำสุด คิดค่าก่อสร้างกว่า 1,546 ล้านบาท หลังการก่อสร้างแล้วเสร็จการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จะเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้ได้หารือเรื่องการขุดลอกลำน้ำบริเวณท่าเรือว่าใครจะเข้ามารับผิดชอบ เพราะจะต้องขุดลอกดินในร่องน้ำ ปีละ 2.8 แสนคิว ซึ่งกทท. เห็นชอบให้กรมเจ้าท่าดำเนินการขุดลอก โดยกทท.จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

(http://www.marinerthai.com/pic-news3/khaosod.jpg)


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 22 พฤษภาคม 2010, 10:16:19
IMG]http://www.thaibizchina.com/upload/downloads/articles/chengdu/2008-09-img4.jpg[/IMG]

(http://1.bp.blogspot.com/_yseFC-DlqqE/SyzTo-vfn8I/AAAAAAAAAK4/GKsuIgnJOJA/s320/1244261861.jpg)

(http://www.chiangraifocus.com/images/filepicture/1244051366.jpg)

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/326/2326/images/b12.jpg)


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: ลูกน้ำของ ที่ วันที่ 24 พฤษภาคม 2010, 08:36:41
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ครับ  :D


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 26 พฤษภาคม 2010, 09:39:23
ท่องเที่ยวเชียงรายงัดสารพัดวิธีฝ่าวิกฤต หลังยอดพักหดต่ำกว่า 40%
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 พฤษภาคม 2553 17:20 น.
 
 
 
วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบไปทั่ว โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่ต่างชาติเดินทางเข้าไทยลดลงอย่างมาก 
 
 
       เชียงราย – ท่องเที่ยวเมืองพ่อขุนฯดิ้น งัดสารพัดวิธีหลังยอดจองต่ำกว่า40% จากวิกฤตการเมือง – โลว์ซีซัน ททท.เตรียมจัดโรดโชว์ 5 ภาคซ้ำอีกรอบ พร้อมตั้งบูธประชาสัมพันธ์ที่กรุงเทพฯช่วยอีกทาง ขณะเดียวกันเตรียมดึง อปท.หนุน ด้านผู้ประกอบการประกาศลด แลก แจก แถม เต็มที่
       
       นายพรหมโชติ ไตรเวช ผู้อำนวยการสำนักการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย เปิดเผยว่า จากจำนวนห้องพักในพื้นที่เชียงราย ที่มีอยู่ประมาณ 14,000 ห้องนั้น ในระยะที่ผ่านมา ซึ่งเกิดปัญหาการเมืองในประเทศไทย รวมทั้งโลว์ซีซัน ทำให้ยอดเข้าพักในภาพรวมต่ำกว่า 40% ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยเป็นหลักมากกว่าชาวต่างชาติ และ 4-5 วันแรกที่มีการใช้มาตรการเคอร์ฟิวทำให้แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่เลย
       
       อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้เริ่มมีการจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานรัฐบ่อยครั้งขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการพอประคองตัวอยู่ได้ ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัททัวร์ต่าง ๆ ในพื้นที่ก็จะถือโอกาสเข้าไปประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวโดยมีการลด แลก แจก แถม แล้วแต่ความเหมาะสม เพื่อดึงดูดให้ผู้เข้าสัมมนาได้พักเพิ่ม ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการเข้าพักจากเดิม 1 วันเป็น 2-3 วันต่อไป
       
       สำหรับแผนการพัฒนาและฟื้นฟูการท่องเที่ยวในระยะยาวได้เน้นการร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยให้งบประมาณแก่ อปท.ต่างๆ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ดึงดูดผู้คนให้ลงไปสู่แหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นใหม่ๆ ซึ่งก็จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้ง อปท.ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป

 
   
 
 
       ด้านนางจิรารัตน์ มีงาม ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย กล่าวว่า หลังวิกฤตการเมือง ททท.สำนักงานเชียงราย มีแผนจะฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดด้วยการเตรียมเดินสายโรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว เพราะหลังเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2552 และเราจัดโรดโชว์ 5 ภาคแล้ว ถือว่าได้ผลอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีแผนจะตั้งจุดประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดในสถานที่สำคัญที่กรุงเทพฯ โดยเดิมวางแผนจะไปตั้งบูธที่เซ็นทรัลเวิร์ล แต่ปรากฏว่าได้ถูกเผาไปหมดจึงได้ย้ายไปยังฟิวเจอร์พาร์คแทน คาดว่าจะทำได้ในเร็วๆ นี้
       
       นายสุพจน์ สิงหอัมพล อุปนายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย กล่าวว่า การท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่ในภาวะซบเซา เพราะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวและยังมีปัญหาทางการเมืองอีก ดังนั้นผู้ประกอบการต้องปรับตัวกันยกใหญ่โดยส่วนใหญ่จะตั้งราคาหน้าร้านสูงไว้ก่อนและแจ้งลดราคาลงครึ่งหนึ่งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ก็ทำให้อยู่ในภาวะขาดทุนเพราะเรามีต้นทุนมากเป็นประจำทุกวัน
       
       ขณะที่นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย กล่าวว่าสถานการณ์ในพื้นที่เชียงรายไม่มีความรุนแรงเหมือนบางจังหวัดที่มีการเผาสถานที่สำคัญ เพราะสามารถสื่อสารกับคนเสื้อแดงรู้เรื่อง แต่ผลจากการใช้มาตรการเคอร์ฟิวได้ทำให้ร้านค้าและนักท่องเที่ยวซบเซา ปัจจุบันสายการบินไทยก็ลดเที่ยวบินจากเดิมให้บริการช่วงเช้า กลางวันและเย็น ก็เหลือเพียงเที่ยวบินเช้า - เย็นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
       
       นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ทำโครงการพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศเพื่อเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายธุรกิจการท่องเที่ยวแก่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น บริษัทท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ ณ ห้องประชุม เดอะ มันตรินี่ บูติค รีสอร์ท เชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย และเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อร่วมโครงการพัฒนาสถานที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวกับ Google earth และ Google map เพื่อนำสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวใน จ.เชียงราย ไปเผยแพร่ทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกอบการอย่างมากโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วย
       
       นายยงยศ พรตปกรณ์ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาผู้ประกอบการไอที หอการค้าไทย กล่าวว่าปัจจุบันมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกกว่า 1,700 ล้านคน กว่า 71% ใช้ Google ในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ส่วนคนไทยก็ผู้ที่นิยมใช้ ในการค้นหาข้อมูลมากที่สุดถึง 95-97% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
       
       ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงรายได้ลงทะเบียน จะทำให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จากการเป็นที่รับทราบของผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันระบบ Google มีหลากหลายทั้งการแจ้งแผนที่และรายละเอียดของแหล่งท่องเที่ยวรวมทั้งสถานที่ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการจัดงานหรือกิจกรรมในช่วงนั้นๆ ให้ผู้เข้าค้นหาข้อมูลได้อย่างละเอียดผ่านภาพเสมือนจริงด้วย
 
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000071849


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 30 พฤษภาคม 2010, 16:56:15
ที่ดิน อ.เชียงของ บูมนายทุนกว้านซื้อเก็งกำไร 


เผยที่ดิน อ.เชียงของ จ.เชียงราย บูม หลังกำลังมีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 นายทุนแห่กว้านซื้อที่ดินลงทุนสร้างโรงแรม-รีสอร์ทติดแม่น้ำโขงหลายแห่ง..

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายสงวน ซ้อนกลิ่นสกุล รองเลขาธิการหอการค้า จ.เชียงราย และนักธุรกิจนำเข้าและส่งออก อ.เชียงของ เปิดเผยว่า จากการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของ กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อเชื่อมกับถนน R3A ทำให้พบว่ามีการลงทุนในเรื่องที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

โดยมีนายทุนไปกว๊านซื้อที่ดินทำเลทองในราคาสูง โดยเฉพาะบริเวณเชิงสะพานและตัวเมืองเชียงของ ส่วนบริเวณทุ่งสามหมอนซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเชียงของ-เชียงราย เขต ต.สถาน ต.ศรีดอนชัย ใกล้กับบริเวณสะพานและมีเนื้อที่กว่า 10,000 ไร่ มีการสร้างโกดังและไซโลข้าวโพด 2-3 ราย รวมทั้งโรงแรมขนาดใหญ่และรีสอร์ทหลายแห่งติดแม่น้ำโขงยังอยู่ระหว่างการ ก่อสร้างด้วย


นายสงวน กล่าวว่า เนื่องจากก่อนหน้านั้นประมาณ 2-3 ปี นายเตาชินหัว อดีตประธานหอการค้าเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ได้นำคณะนักธุรกิจจีนมาสำรวจการลงทุนที่ อ.เชียงของ โดยรัฐบาลในสมัยนั้นได้เคยกำหนดให้ที่ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน เป็นเขตจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มทุนจีนจำนวนมากสนใจและพร้อมจะเข้ามาลงทุนอย่างเต็มที่ แต่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงมีอันต้องยุติไป และมีการพุ่งเป้าที่ทุ่งสามหมอน อ.เชียงของ แทนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่มีความชัดเจน รวมทั้งเส้นทางรถไฟสาย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ไปยัง จ.เชียงราย โดยเฉพาะเชื่อมไปยังสะพานข้ามแม่น้ำโขง เพราะเส้นทางนี้ใกล้กับจีนตอนใต้มากที่สุด หากรัฐบาลเร่งระดมงบประมาณก่อสร้างโดยเร็วจะทำให้ จ.เชียงรายเป็นประตูการค้าสู่อนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงในอนาคตอันใกล้นี้.

http://www.thairath.co.th/content/region/86118


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 30 พฤษภาคม 2010, 16:56:40
ท่องเที่ยวเชียงรายแผ่ว หลายหน่วยงานเร่งฟื้นฟู
ท่องเที่ยวจ.เชียงรายโดนพิษการเมืองและช่วงโลว์ซีซั่นเล่นงานจนทรุด หลายหน่วยงานเร่งมือฟื้นฟู หวังนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวมากขึ้น...

30 พ.ค. นายพรหมโชติ ไตรเวช ผู้อำนวยการสำนักการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ในระยะที่ผ่านมาเกิดปัญหาการเมืองในประเทศไทย รวมทั้งช่วงโลว์ซีซัน ทำให้ยอดเข้าพักในภาพรวมต่ำกว่า 40% จากจำนวนห้องพักในพื้นที่เชียงราย ที่มีอยู่ประมาณ 14,000 ห้อง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนไทย ในช่วงประกาศเคอร์ฟิวทำให้แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้เริ่มมีการจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการประคองตัวอยู่ได้

นายพรหมโชติกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัททัวร์ต่างๆ ในพื้นที่ได้ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเชียงราย สำหรับแผนการพัฒนาและฟื้นฟูการท่องเที่ยวในระยะยาวนั้น ได้เน้นการร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยจัดงบประมาณให้กับอปท.ต่างๆ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ดึงดูดผู้คนให้ลงไปสู่แหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ ทั้งอปท. ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป

ด้านนางจิรารัตน์ มีงาม ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย กล่าวว่า หลังวิกฤติการเมือง ททท.เชียงรายมีแผนจะฟื้นฟูการท่องเที่ยวของเชียงราย ด้วยการเตรียมเดินสายโรดโชว์ไปทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว หลังเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2552 ได้จัดโรดโชว์ 5 ภาคแล้ว ถือว่าได้ผลอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีแผนจะตั้งจุดประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดในสถานที่สำคัญที่กรุงเทพฯอีกด้วย

ขณะที่นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายธุรกิจการท่องเที่ยวแก่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น บริษัทท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ได้มีการลงทะเบียนเพื่อร่วมโครงการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว จ.เชียงราย กับ Google earth และ Google map เพื่อนำสถานที่ต่างๆ ไปเผยแพร่ทั่วโลกซึ่งทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกอบการอย่างมากโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วย

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกกว่า 1,700 ล้านคน กว่า 71% ใช้ Google ในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ส่วนคนไทยมีผู้นิยมใช้การค้นหาข้อมูลมากที่สุดถึง 95-97% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เพราะปัจจุบันระบบ Google มีหลากหลายทั้งการแจ้งแผนที่และรายละเอียดของแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งสถานที่ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการจัดงานหรือกิจกรรมในช่วงนั้นๆ ให้ผู้เข้าค้นหาข้อมูลได้อย่างละเอียดผ่านภาพเสมือนจริงด้วย อย่างไรก็ตาม หากการเมืองนิ่งสงบแล้ว นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ตามปกติ จะทำให้การท่องเที่ยวไทยคึกคักเช่นเคย

http://www.thairath.co.th/content/region/86245


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 30 พฤษภาคม 2010, 23:02:19
เชียงรายติด 1 ใน 1,000 เมืองคุณภาพชีวิตดี
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 พฤษภาคม 2553 17:16 น.
 
 
       นายสมพงษ์ กุลวงศ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานเทศบาลนครเชียงราย ได้รับแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุขว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้ผ่านการสรรหาให้เป็น 1 ใน 1,000 เมือง เพื่อรับโล่รางวัลจากนายกรัฐมนตรี ในการจัดการเมืองเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสุขภาพที่ดีตามโครงการการสรรหา 1,000 เมือง 1,000 ชีวิต พิทักษ์คุณภาพชีวิตคนเมือง เนื่องในวันอนามัยโลกปี 2553 ซึ่งถือว่า รางวัลเป็นที่น่าภูมิใจของเทศบาลนครเชียงราย และชาวจังหวัดเชียงรายมาก
        นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ระยะเวลาที่ผ่านมา ทางเทศบาลนครเชียงรายได้จัดโครงการถนนคนเดิน วิถีล้านนา เพื่อสุขภาพและภาวะที่ยั่งยืนโดยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การแสดงผลงานการประกวดภาพถ่ายเมืองน่าอยู่ การจัดนิทรรศการเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม การให้ความรู้และสุขภาพและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเมือง และคนเมืองทั่วไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลจากการจัดกิจกรรมดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับรางวัลดังกล่าว
 
 http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000074391


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 01 มิถุนายน 2010, 22:08:50
ทำเลทองที่ดินติดสะพานน้ำโขง4 ทุ่งนาเชียงราย-เชียงของ-ทะลุไร่นับล้าน

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7123 ข่าวสดรายวัน


เชียงราย - นายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้า จ.เชียงราย เปิดเผยว่า จากกรณีที่กระทรวงคมนาคม ของไทยและสปป.ลาว ลงนามความร่วมมือในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของ กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ที่จ.เชียงราย ไปเมื่อเร็วๆ นี้ และจะทำให้การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2555 นั้นทำให้มีกลุ่มทุนโดยเฉพาะจากประเทศจีนนำคณะเข้ามาศึกษาดูงานพื้นที่อ.เชียงของ และส่วนอื่นๆ ของจ.เชียงราย โดยเฉพาะบนถนนสายเชียงของ-เชียงราย เพื่อเตรียมจะเข้ามาลงทุนกันอย่างคึกคัก รวมทั้งได้มีกลุ่มทุนที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายราย แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เป็นประเภทอุตสาหกรรมแต่จะเป็นการนำเข้าและส่งออกสินค้า โรงแรม สถานเอ็น เตอร์เทนเมนต์ ฯลฯ ทั้งฝั่งไทยและ สปป.ลาว เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในอนาคตเชื่อว่าจะมีธุรกิจอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์เพื่อรองรับการนำเข้าและส่งออกสินค้าบนถนนอาร์สามเอเชื่อมไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ การนำเข้าวัตถุดิบใหม่ๆ จากประเทศจีนมาแปรรูป ฯลฯ

ด้านนายสงวน ซ้อนกลิ่นสกุล รองเลขาธิการหอการค้า จ.เชียงราย และนักธุรกิจนำเข้าและส่งออกที่ อ.เชียงของ กล่าวว่า ช่วงต้นของการก่อสร้างสะพานไม่ได้มีความคึกคักในการลงทุนมากนัก เพราะนักธุรกิจกำลังดูลู่ทางในการลงทุนและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย กระนั้นก็พบว่าที่ดินส่วนใหญ่โดยเฉพาะทำเลทองได้ตกอยู่ในมือกลุ่มทุนไปหมดแล้ว โดยเฉพาะบนทุ่งนากว้างติดถนนเชียงราย-เชียงของ เนื้อที่มากกว่า 20,000 ไร่ พบว่ามีการซื้อขายกันคึกคัก โดยอดีตมีราคาซื้อขายกันไร่ละหลักหมื่นบาท แต่ปัจจุบันอย่างต่ำไร่ละ 700,000-800,000 บาท หากติดถนนราคาไร่ละกว่า 1 ล้านบาท เชื่อว่าเมื่อสะพานใกล้เสร็จและสถานการณ์เหมาะสมจะมีการลงทุนในพื้นที่อย่างคึกคัก

"อย่างไรก็ตาม เรายังไม่มีความชัดเจนเรื่องสถานที่ที่จะเอื้อให้เกิดการลงทุนด้านนิคมอุตสาหกรรม หลังจากที่เคยประชาสัมพันธ์ให้มีการเข้าไปลงทุนบริเวณติดถนนเชียงราย-เชียงของ พื้นที่ต.ศรีดอนชัย และต.สถาน อ.เชียงของ เนื้อที่ประมาณ 16,000 ไร่ ทำให้กลุ่มทุนจีนซึ่งเข้ามาประสานในพื้นที่สอบ ถามอยู่เนืองๆโดยพร้อมจะเข้ามาลงทุน ติดอยู่เพียงกำหนดพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกจากไทยเท่านั้น"

หน้า 28


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 03 มิถุนายน 2010, 14:37:30
รัฐเร่งปัดฝุ่นปั้นแหล่งเที่ยวทั้งเก่า-ใหม่ดึงคนจีนเข้าเหนือชดเชยฝรั่งหายหลังแดงเผาเมือง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 มิถุนายน 2553


เชียงราย – ธุรกิจท่องเที่ยวได้ฤกษ์กระตุ้นรัฐฟื้นให้พ้นวิกฤต เสนอรัฐเร่งพัฒนาแหล่งเที่ยวทั้งเก่า-ใหม่ ดึงคนจีนเข้าเชียงราย – เหนือตอนบน ชดเชยฝรั่งที่หดหาย หลังเสื้อแดงเผาบ้าน-เผาเมือง

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมใหญ่ขึ้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อระดมสมองหาวิธีการให้ธุรกิจการท่องเที่ยวทั่วประเทศได้พ้นจากวิกฤต อันเกิดจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและก่อการร้ายในช่วงเดือน เมษายน -พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกของสมาคมสมาพันธ์ฯ ประกอบไปด้วยนักธุรกิจท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วม

นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ รองนายกสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย เปิดเผยว่า สมาคมสมาพันธ์ฯ ได้หารือกันแล้วได้ข้อสรุปว่า จะนำเสนอปัญหาของธุรกิจท่องเที่ยวทั้งในภาพรวมและส่วนภูมิภาคทั้งหมด และแนวทางในการฟื้นฟูไปยังรัฐบาลเพื่อให้ช่วยเยียวยาภาคการท่องเที่ยว และให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับภาคธุรกิจทำการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวทั้งใหม่และเก่าทั่วประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวซึ่งจะถือเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีการร่วมกันพัฒนามานานแล้ว

ด้านการตลาดก็จะขอให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเริ่มต้นด้วยการฟื้นความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศกลับคืนมาให้ได้ต่อไป

ในส่วนของ จ.เชียงราย ซึ่งตนรับผิดชอบโดยตรง ยังคงมุ่งไปที่การพัฒนาไปสู่กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือ GMS เพราะเชียงรายมีภูมิศาสตร์เป็นประตูไปสู่อนุภูมิภาคนี้ ทั้งทางบก ทางเรือในแม่น้ำโขงและทางเครื่องบิน ทั้งนี้ในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลก ยังคงมีท่าทีที่ไม่อยากให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทย แต่เราจะใช้โอกาสนี้ในการส่งเสริมให้คนจีนเข้ามายังประเทศไทยผ่านทาง จ.เชียงรายต่อไป
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันในฐานะที่ตนทำงานในสมาคมสมาพันธ์ฯ ด้วย ก็จะผลักดันให้มีการเชื่อมโยงธุรกิจการท่องเที่ยวในส่วนภูมิภาค เพื่อให้ภาคเอกชนแต่ละรายเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือกัน ด้วยการประสานธุรกิจ เช่น ส่งทัวร์ให้แก่กัน ฯลฯ เพื่อจัดทำเป็นเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์กภาคธุรกิจท่องเที่ยวในการพึ่งพากันเอง

ทุกภาคจะได้ประโยชน์เพื่อหลังจากได้ให้บริการนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนหมด แล้วก็สามารถเสนอไปยังภูมิภาคอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องผลักดันให้ประสบความสำเร็จ

ด้านนายสุพจน์ สิงหอัมพล อุปนายกฝ่ายโรงแรมและห้องพัก สมาคมท่องเที่ยวเชียงราย กล่าวว่าวิกฤตการเมืองช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม นี้ นับเป็นการซ้ำเติมวิกฤต เพราะปกติก็เป็นช่วงที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวหรือต้นฤดูฝนอยู่แล้ว และเมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้อีก จึงทำให้โรงแรมใหญ่ๆ ที่เน้นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักประสบปัญหาหนัก เพราะกรุ๊ปทัวร์ต่างประเทศพากันยกเลิกการจองห้องพักกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการยกเลิกการจองแล้วจะกลับมาจองใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลานานมาก

ดังนั้น ช่วงนี้จึงต้องปรับตัวกันไปก่อนด้วยการลดรายจ่ายทุกวิธีการ แต่ยังไม่ถึงขั้นเลิกจ้างหรือลดเงินเดือนลูกจ้าง โดยอย่างมากก็อำนวยความสะดวกให้ลูกจ้างได้ลาพักร้อนได้มากขึ้น

นายสุพจน์ กล่าวอีกว่าส่วนโครงการต่างๆ ในโรงแรมก็ต้องหยุดลงหมดเพื่อลดต้นทุน ดังนั้น จึงต้องหวังเอาไว้การผลักดันต่างๆ ดังกล่าวของรัฐบาลตามที่สมาคมสมาพันธ์ฯ ได้ดำเนินการ และคาดหวังว่าหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลจะลงมาช่วยเยียวยาคือการเร่งรัดกระจายงบประมาณด้านการจัดประชุมสัมมนาให้ลงไปสู่ภูมิภาคต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยเน้นให้ไปใช้บริการตามโรงแรมห้องพักที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย เพื่อส่งเสริมผู้ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000075736


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 06 มิถุนายน 2010, 01:01:20
(http://imagehost.thaibuzz.com/ic/15clip_2.jpg)


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 06 มิถุนายน 2010, 10:04:22
(http://www.dpt.go.th/chiangrai/contents/Sat121527-N-roZ85mR.jpg)

สวนสมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สถานที่ก่อสร้างในมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จำนวน 30 ไร่ (อยู่ในขั้นตอนการออกแบบรายละเอียด)


หัวข้อ: Re: คลิ๊กนี้???รวมกระทู้ด้านการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 06 มิถุนายน 2010, 22:30:55
เชียงราย – น้ำโขงเริ่มคืนชีพอีกครั้ง หลังระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเมื่อย่างเข้าหน้าฝน ล่าสุดเรือจีนเปิดวิ่งตรงจากเชียงรุ่ง-เชียงแสน กันอย่างคึกตักอีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดยาวช่วงกุมภาฯ-เมษาฯ 53 ที่น้ำโขงแห้งขอด

(http://pics.manager.co.th/Images/553000008167901.JPEG)(http://pics.manager.co.th/Images/553000008167902.JPEG)
       
       หลังจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงแห้งลงต่อเนื่องมานาน จนทำให้ผู้คน 2 ฝั่งลุ่มน้ำโขงทั้งในเขตพม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ประสบกับความเดือดร้อนมาอย่างยาวนาน เรือสินค้า-ท่องเที่ยว ต้องหยุดวิ่งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 53 ที่ผ่านมา ขณะนี้ระดับน้ำโขง ได้กลับมาเพิ่มสูงขึ้นตามฤดูกาลอีกครั้ง จนทำให้เรือสินค้าในแม่น้ำโขงกลับมาแล่นเรือระหว่างท่าเรือเชียงรุ้งหรือจิ่งหง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน ผ่านเมืองท่าต่างๆ มายังท่าเรือ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อย่างคึกคักเช่นเดิม
       
       โดยเรือส่วนใหญ่ติดธงสัญชาติจีนและระบุว่ามาจากท่าเรือเชียงรุ้งโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากช่วงที่แม่น้ำโขงแห้งต่ำกว่า 1.40 เมตรจนไม่สามารถแล่นเรือได้หรือแม้แต่ช่วงที่ระดับน้ำกระเตื้องขึ้นบ้างช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.ก็มีเพียงเรือสินค้าจากท่าเรือสบหรวย ประเทศพม่า และใน สปป.ลาว เท่านั้น
       
       นายอภิสิทธิ์ คำภิโล ขนส่งทางน้ำที่ 1 สาขาเชียงราย กล่าวว่า การเดินเรือในแม่น้ำโขงขณะนี้ถือว่าเข้าสู่ภาวะปกติ โดยระดับน้ำลึกเกือบ 2 เมตร ทำให้มีเรือสินค้าขนาดประมาณ 200 ตัน แล่นเข้าออกท่าเรือเชียงแสนวันละ 6-10 ลำ ส่งผลทำให้การค้าชายแดนที่ท่าเรือเชียงแสนกลับมามีความคึกคักขึ้นอีกครั้ง
       
       นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการที่ท่าเรือเชียงรุ้งไม่อนุญาตให้เรือสินค้าแล่นเข้าออกท่าเรือช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมานั้น ตนคาดการณ์ว่าน่าจะเกิดจากแม่น้ำโขงแห้งซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับเรือและไม่เหมาะสมที่จะขนสินค้าเพราะเรือจะเกยตื้นได้ง่าย ดังนั้นจึงถือโอกาสทำการซ่อมแซมปรับปรุงหรือตรวจสภาพเรือในช่วงนั้นเสียเลย เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ช่วงฤดูน้ำหลากนี้ต่อไป ขณะเดียวกันคาดว่าเกิดจากการจัดระเบียบเรื่องใบอนุญาตการเดินเรือด้วย
       
       ทั้งนี้ ระดับน้ำในลักษณะนี้คงจะดำเนินต่อไปและทำให้เรือสินค้าแล่นได้ตลอดทั้งปีไปจนถึงฤดูแล้งปีหน้าต่อไป
       
       สำหรับการค้าชายแดนด้าน จ.เชียงราย ตลอดปี 2552 ที่ผ่านมามีมูลค่าการค้ารวม 14,400.21 ล้านบาท แยกเป็นการนำเข้ามูลค่า 2,603.15 ล้านบาท และส่งออกมูลค่า 11,797.06 ล้านบาท โดยเป็นการค้ากับจีนซึ่งส่วนใหญ่ผ่านทางเรือในแม่น้ำโขงดังกล่าวสูงถึง 5,141.18 ล้านบาท แยกเป็นการนำเข้ามูลค่า 1,879.59 และส่งออกมูลค่า 3,261.59 ล้านบาท
       
       ส่วนการค้ากับพม่ามีมูลค่ารวม 6,335.11 ล้านบาท แยกเป็นการนำเข้า 215.81 ล้านบาท และส่งออก 1,232.40 ล้านบาท และ สปป.ลาว มีมูลค่าการค้ารวม 2,923.92 ล้านบาท แยกเป็นนำเข้า 507.75 และส่งออกมูลค่า 2,416.17 ล้านบาท
       
       สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ที่ขนส่งนำเข้าทางเรือที่ท่าเรือเชียงแสนยังคงเป็นสินค้ากสิกรรม เช่น พืชผัก ผลไม้ ฯลฯ ส่วนสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้ากสิกรรม สินค้าประมงและปศุสัตว์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอุปกรณ์ส่วนประกอบ ฯลฯ
       
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000076992 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000076992)


หัวข้อ: Re: หาง่ายๆ รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: sinlod ที่ วันที่ 08 มิถุนายน 2010, 09:37:17
อิอิอิ


หัวข้อ: Re: หาง่ายๆ รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 11 มิถุนายน 2010, 10:55:45
เชียงราย – สายการบิน “นกมินิ” เปิดบินปฐมฤกษ์เชื่อมเชียงราย-เชียงรุ่งแล้ว พร้อมนำทีมนักธุรกิจทัวร์-ผู้ประกอบการชิมลางเที่ยวแรก เชื่อมั่นทำท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขงคึกคักขึ้น
       
(http://pics.manager.co.th/Images/553000008439704.JPEG)(http://pics.manager.co.th/Images/553000008439705.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000008439703.JPEG)(http://pics.manager.co.th/Images/553000008439702.JPEG)


(http://pics.manager.co.th/Images/553000008439701.JPEG)

       วันนี้ (9 มิ.ย.) สายการบินนกมินิ ได้เปิดทำการบินเที่ยวบินปฐมฤกษ์ระหว่างท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย กับสนามบินนานาชาติสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน ประเทศจีน โดยใช้เครื่องบินรุ่น SAAB 340 จำนวน 33 ที่นั่ง เดินทางออกจากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงในเวลา 12.00 น.และเดินทางไปถึงท่าอากาศยานสิบสองปันนาที่เมืองจิ่งหงหรือเชียงรุ้งเมืองเอกของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ซึ่งอยู่ห่างจาก จ.เชียงราย ไปทางทิศเหนือประมาณ 245 กิโลเมตรในเวลาประมาณ 13.00 น.
       
       โดยการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ครั้งนี้นายสุรชัย ลิ้นทอง รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้เดินทางมาเป็นประธาน มีนายยุทธนา จิตอบอารีย์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง นำคณะผู้โดยสารเข้าร่วม ซึ่งมีการจัดให้ชมเครื่องบินรุ่น SAAB 340 และการฟ้อนรำต้อนรับโดยคณะนักเรียนจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
       
       ขณะที่ผู้โดยสารเที่ยวแรกดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ เช่น น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา กรรมการผู้อำนวยการบริษัทแม่โขงเดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด ผู้ให้บริการนำเที่ยวในพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (ไทย พม่า ลาว จีน) และธุรกิจการค้าชายแดนไทย-พม่า-สปป.ลาว เป็นต้น
       
       ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า การมีสายการบินเชื่อมระหว่างเชียงราย กับจีนตอนใต้ ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการเปิดทำการบินระหว่างประเทศนับตั้งแต่ได้รับพระราชทานเชื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเป็นต้นมา และเป็นเที่ยวแรกของสายการบินนกมินิ ที่พยายามจะบินเชื่อมในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ท่าอากาศยานมีความคึกคักมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคงทราบเรื่องการตลาดดีว่ามีกลุ่มเป้าหมายต้องการใช้บริการทางเครื่องบินระหว่างเชียงรายกับจีนตอนใต้มากน้อยเท่าใด ขณะเดียวกันก็จะทำให้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงมีความเป็นสากลอย่างสมบูรณ์ด้วย
       
       ด้านนายสันต์ สังวรราชทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สายการบินนกมินิ กล่าวว่า สายการบินนกมินิจะเปิดให้บินระหว่างเชียงราย-สิบสองปันนา เป็นประจำทุกวันๆ ละ 1 เที่ยวบินโดยออกจากเชียงรายประมาณ 12.00 น.และเมื่อไปถึงสิบสองปันนาแล้วก็จะพักอยู่จนถึงเวลา 14.45 น.ก็จะเดินทางกลับสู่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยคิดค่าโดยสารเบื้องต้นคนละประมาณ 5,000 บาท ซึ่งจากการประเมินตลาดพบว่าเส้นทางการบินนี้สามารถตอบสนองความต้องการของนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินทางไปมาในเขตลุ่มแม่น้ำโขงโดยมีเชียงราย เป็นประตูได้เป็นอย่างดี
       
       นายสันต์ กล่าวอีกว่า ในช่วงแรกนี้ผู้โดยสารที่จะใช้บริการคงจะเป็นนักธุรกิจเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะพวกเขาต้องการไปติดต่อประสานงานด้านธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจนำเที่ยว ที่จะทำให้เอกชนนำเที่ยวหันมาใช้บริการทางเครื่องบินของนกมินิตามมาในอนาคตอีกด้วย
       
       "ช่วงนี้เราคงจะรอดูสถานการณ์โลว์ซีซั่นกันไปก่อน แต่หลังจากนี้ไปจนถึงฤดูหนาวก็คงจะเข้าสู่ไฮด์ซีซัน ซึ่งจะมีความคึกคักมากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะมีการประเมินและพัฒนาแผนการตลาดกันต่อไป หลังจากที่ในปัจจุบันเรามีเครื่องบินจำนวน 4 ลำทำการบินเชื่อมภายในประเทศระหว่าง จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ อ.ปาย และ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน จ.น่าน และอีก 2 ลำคือเครื่องขนาด SAAB 340 ที่เป็นเครื่องบินพิสัยไกลในการเดินทางระหว่างประเทศดังกล่าว" นายสันต์ กล่าว
       
       ด้าน น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา กรรมการผู้อำนวยการบริษัทแม่โขงเดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด กล่าวว่า เชื่อว่าการเปิดเที่ยวบินสายเชียงราย-สิบสองปันนา จะมีความคึกคักและเกิดประโยชน์ต่อภาคการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมาก จากเดิมที่มีเส้นทางคมนาคมทางน้ำและทางบก เมื่อมีสายการบินให้บริการ ก็ทำให้การเชื่อมโยงสมบูรณ์ขึ้น

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000079549 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000079549)


หัวข้อ: Re: หาง่ายๆ รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 11 มิถุนายน 2010, 11:19:41
(http://www.uppicweb.com/x/i/iv/lclip.jpg)


หัวข้อ: Re: หาง่ายๆ รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 11 มิถุนายน 2010, 11:28:47
กรุงเทพฯ ทอท.เผยภาพรวมผู้โดยสารหด 7% หลังสถานการณ์ทางการเมือง ระบุบอร์ดมีมาตรการอุ้มผู้ระกอบการสายการบินเต็มที่
 
 

นายเสรีรัตน์  ประสุตานนท์   กรรมการผู้อำนวยการใหญ่  บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เปิดเผยถึงภาพรวมของจำนวนผู้โดยสารในการบริหารงานของทอท.ทั้ง 6สนามบิน ภายหลังที่เหตุการณ์ทางการเมือง พบว่าจำนวนผู้โดยสารลดลงในเดือนพ.ค.ประมาณ 7 % แต่ในส่วนของสนามบินภูเก็ตและสนามบินดอนเมืองมีตัวเลขที่บวกอยู่ที่ 17-18%  อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคณะกรรมการ(บอร์ด) ทอท.ได้มีมติที่จะช่วยเหลือสายการบินและผู้ประกอบการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง 
โดยมาตรการช่วยเหลือประกอบด้วย1. ปรับลดค่าธรรมเนียมปรับลดค่าธรรมเนียมในการขึ้น - ลงอากาศยาน ( Landing Fee ) 15% จากเดิมที่ให้ส่วนลด 10%  และค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยาน (Parking Fee) 50%  จากเดิมที่ให้ส่วนลด 20% สำหรับทุกเที่ยวบิน เป็นระยะเวลา 9 เดือน (เม.ย. – ธ.ค.2553)  2. ปรับลดค่าเช่าพื้นที่และ/หรือค่าธรรมเนียมการใช้บริการในอาคารในอัตรา  10 % ให้แก่ผู้เช่าทุกราย เป็นระยะเวลา 9 เดือน  (เม.ย. – ธ.ค.2553)  3.ปรับลดค่าตอบแทนเฉพาะสัญญาที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการของ ทอท. หรือสัญญาที่มี การลงนามภายในวันที่ 31 มี.ค.2553
4. ขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าธรรมเนียมในการขึ้น - ลงของอากาศยาน ค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยาน ค่าเช่าพื้นที่ และค่าตอบแทนจากวันครบกำหนดชำระเงินเดิมของเดือนก.ค.- ธ.ค.2553 ออกไปอีก 4 เดือน 5. ขยายอายุสัญญาให้กับผู้ประกอบการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ตามสัญญาอนุญาตทุกรายโดยสัญญา 5 ปีจะได้ขยายออกไปอีก 6 เดือนสัญญาอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ได้ขยายออกไปอีก 2 ปี  6.ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้เข้าดำเนินงานตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และกรณีอื่น ๆ ที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา ให้ ทอท.พิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายหรือสัญญากำหนดด้วย โดยผู้ประกอบการจะต้องยกเว้นค่าบริการให้กับสายการบินหรือผู้ใช้บริการในอัตราที่ไม่น้อยกว่าที่ได้รับความช่วยเหลือจากทอท.     
นอกจากนี้ บอร์ดได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการช่วยเหลือสายการบินและผู้ประกอบการท่าอากาศยานภูมิภาคของทอท.ในหลักการเดียวกันเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองโดยสนามบินสุวรรณภูมิ ผู้โดยสารรวม 9.5% (ในประเทศลด 21% ระหว่างประเทศลดลง 5%) ดอนเมืองผู้โดยสารรวมเพิ่มขึ้น 64% สนามบินเชียงใหม่ ผู้โดยสารรวมรวมลดลง 5.7% (ในประเทศลดลง 7.5% ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 18% ) สนามบินเชียงราย ผู้โดยสารลดลง 9.6% สนามบินหาดใหญ่ ผู้โดยสารลดลง 7.5% สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารรวมเพิ่มขึ้น 18% (ในประเทศลดลง5 % ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 65%) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ โดยคาดว่าจะทำให้รายได้ของ ทอท.ในปี 2553 ลดลง 2,258 ล้านบาท.03 LogisticNews
 
 
 


หัวข้อ: Re: หาง่ายๆ รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: sinlod ที่ วันที่ 14 มิถุนายน 2010, 08:56:06
ฝากด้วยคร๊๊าบ


หัวข้อ: Re: หาง่ายๆ รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 16 มิถุนายน 2010, 20:49:28
ตลาดรถยนต์เชียงรายโต"เก๋งเล็ก"ยอดพุ่ง1,260%



ตลาดรถยนต์เชียงราย 4 เดือนสดใส รถเก๋งเล็กมาแรงยอดขายพุ่งกระฉูด 1,260% ค่ายโปรตอนปั๊มยอดได้เกือบ 70 คัน ลุ้นปัจจัยเสี่ยงสถานการณ์การเมืองปลายปี


นายพลวัต ตันศิริ ประธานชมรมผู้ค้ารถยนต์จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายยังมีอนาคตที่สดใส แม้ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองมาแล้วหลายครั้ง เพราะตลาดในภูมิภาคก็ยังผูกติดกับรายได้จากการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรของ ประชาชนในชนบทเป็นสำคัญ โดยพบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2553 มียอดจดทะเบียนรถเก๋งเพิ่มขึ้นทุกยี่ห้อรวมกว่า 1,824 คัน แยกเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า 824 คัน รถยนต์อีซูซุจากค่ายอีซูซุเชียงราย 130 คัน รถยนต์อีซูซุจากอีซูซุสงวนไทยเชียงราย 157 คัน มาสด้า 112 คัน นิสสัน 63 คัน ฟอร์ด 44 คัน เชฟโรเรต 66 คัน ฮอนด้า 358 คัน

สำหรับภาพรวม ของตลาดรถเก๋งพบว่า ยอดขายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 66.73% เช่น อีซูซุเชียงรายเพิ่มขึ้น 109.68% อีซูซุสงวนไทย 130.88% โตโยต้า 65.79% มาสด้า 261.29% นิสสัน 61.54% ฟอร์ด 214.29%

ที่น่าสนใจคือ รถยนต์เก๋งเล็กยี่ห้อใหม่ ๆ เช่น โปรตอน จำหน่ายได้กว่า 68 คัน ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 มียอดเพิ่มขึ้นกว่า 1,260% เพราะเชียงรายเกิดสังคมเมืองขยายตัวมากขึ้น และผู้ซื้อหันมานิยมรถเก๋งเล็กที่มีสมรรถนะดี ราคาถูกและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการรุกตลาดกันมากขึ้น ส่งผลให้กำลังการผลิตไม่เพียงพอ ผู้ซื้อรถบางยี่ห้อต้องจองคิวเพื่อรอรับรถนานมาก

ขณะที่ตลาดรถยนต์ กระบะก็มีความคึกคักไม่แพ้กัน โดยมียอดจดทะเบียนกว่า 1,733 คัน เพิ่มขึ้นถึง 31.69% โดยเป็นรถยนต์จากค่ายอีซูซุเชียงราย 330 คัน อีซูซุสงวนไทยเชียงราย 418 คัน โตโยต้า 774 คัน มาสด้า 61 คัน นิสสัน 75 คัน ฟอร์ด 34 คัน เชฟโรเลต 26 คัน และอื่น ๆ 14 คัน ส่วนในภาพรวมรถทุกชนิดทั้งรถยนต์เก๋ง รถยนต์สี่ประตู รถยนต์กระบะ พบว่ามียอดจำหน่ายรวมกันทั้งหมด 3,584 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 47.43%

นายพลวัตกล่าว ต่อว่า แม้ตลาดรถยนต์ทุกประเภทในเชียงรายจะมีการขยายตัว ตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่ยอมรับว่าช่วงที่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมที่กรุงเทพฯอย่างรุนแรงได้ทำให้ตลาด ชะลอตัวลงบ้างเล็กน้อย เพราะทุกคนรอดูท่าที่แต่ก็กินเวลาเพียงไม่กี่วัน จากนั้นทุกอย่างก็กลับมาคึกคักเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการคงต้อง ติดตามสถานการณ์ต่อไปอีกราว 1-2 เดือน เพื่อวางแผนการตลาดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งทุกค่ายคงจะเตรียมวางแผนกันไว้อยู่แล้ว เพื่อรับมือได้ทุกสถานการณ์ ทั้งตลาดคึกคัก ตลาดปกติ หรือการคาดการณ์ว่าจะเกิดวิกฤตการเมืองถึงจุดขีดสุด ซึ่งหากสถานการณ์ปกติจะทำให้ตลาดรถยนต์จังหวัดเชียงรายขยายตัวเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 15-20%



หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 มิถุนายน 2010, 13:21:20
บทความประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย         


ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย

นายวิรุณ  คำภิโล

จังหวัดเชียงรายมีวิสัยทัศน์ว่า  เป็นเมืองทองของวัฒนธรรมล้านนา     นำการค้าสู่สากล ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข  เชียงรายในอนาคตจะเติบโตไปใน 3 มิตินี้  คือ   ความเป็นเมืองทองของวัฒนธรรมมีประวัติศาสตร์อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่    การท่องเที่ยวของเชียงรายจึงได้ทั้งอากาศที่เย็นสบายในสิ่งแวดล้อมที่สวยสดงดงาม      และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เชียงรายเป็นเมืองศิลปินแหล่งท่องเที่ยวของเชียงรายจึงเจือสมไปด้วยงานศิลปะของศิลปิน    ทั้งอดีตและปัจจุบัน

ในมิติของการนำการค้าสู่สากลนั้น คิดว่าในปี พ.ศ. 2555 ความร่วมทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) คงมีรูปธรรมของการพัฒนาชัดเจน  ถนนคุนหมิง-กรุงเทพฯ สะพานเชียงของ – ห้วยทรายเสร็จแล้ว ซึ่งเชียงรายจะต้องเตรียมตัวรับกับการเจริญเติบโตอย่างฉับพลันนี้ และขนาดเศรษฐกิจจะโตเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่าจากปัจจุบันทั้งด้านพัฒนา และการค้าจากส่วนกลางและต่างประเทศ เช่น  จีน ญี่ปุ่น จะเข้ามาอย่างมหาศาล นี่เป็นเรื่องที่ดีของการค้าเชียงราย แต่หากรับมือไม่ดีแล้วคนเชียงรายจะเสียโอกาสคนส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบในด้านลบของการพัฒนาไป

 

แผนการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของหอการค้า ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวนั้น คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเตรียมคนโดยส่วนใหญ่ของเชียงราย   เพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นเราจะต้องรักษา     และพัฒนาการค้าชายแดนทั้ง   3    ด่านให้เป็นแหล่งกระจายสินค้าของประเทศ  ในระยะกลาง    อาจต้องพัฒนาการค้าชายแดนบางส่วนเป็นการค้าสากลในส่วนที่พ่อค้าเราแข่งขันได้ และต้องคำนึงอย่างยิ่งกับความพร้อมของคู่ค้าเราในประเทศเพื่อนบ้านด้วย ควรจะเติบโตไปพร้อม ๆ  กัน  เพื่อรักษาตลาดจากการบุกโจมตีของทุนผูกขาดขนาดใหญ่
 

ในระยะยาวที่ผมอยากเห็นคือ          คนเชียงรายทั้งภาคเกษตรและชุมชนเมืองสามารถต่อยอดจากพื้นฐานการผลิตและอารยธรรมของบรรพบุรุษมาสร้างความมั่งคั่งร่ำรวย  จากความเจริญที่กำลังจะเกิดเราสามารถผลิตสินค้าในเชิงสร้างสรรค์ออกตลาดได้โดยต่อยอดจากภูมิปัญญาและงาน OTOP  ระดับ 3-5 ดาว

จังหวัดเชียงรายกับประเทศในกลุ่มสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจทั้งลาว พม่า และจีน ยูนนานนั้น ความสัมพันธ์กันมายาวนานมีความใกล้ชิดกันทั้งเชื้อชาติและวัฒนธรรม อนาคต          เราจะต้องเร่งสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน การเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ประชาชนทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาองค์ความรู้   จะต้องรีบทำอย่างเร่งด่วนการเชื่อมโยงอินเดีย  บังคลาเทศ ศรีลังกา ภายใต้กรอบความร่วมมือ  BIMSTEC ก็ต้องทำเป็นคู่ขนานไปด้วย เพราะอินเดีย   บังคลาเทศ  ถือเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจของพืชเกษตรเชียงราย เช่นกัน
 
http://www.chiangraichamber.com/index.php?option=com_content&view=article&id=57


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: ap.41 ที่ วันที่ 22 มิถุนายน 2010, 06:30:15
เอารูปความคืบหน้าการก่อสร้างท่าเรือแห่งที่ 2 มาฝากครับ ถ่ายจากบนดอยครับซูมได้แค่นี้ครับ


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 22 มิถุนายน 2010, 23:58:43
 ;D

ขอบคุณมาก ครับท่าน


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 23 มิถุนายน 2010, 22:15:59
เชียงรายผลักดันผ้าพื้นเมืองกระตุ้นเศรษฐกิจ
23 มิย. 2553 14:56 น.


นายมงคล สิทธิหล่อ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงรายได้จัดโครงการเทศกาลศิลปวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ระดับจังหวัด “ วิจิตราภรณ์แห่งเชียงราย ” เพื่อหาแนวทงในการดำเนินงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้านผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นเมืองเชียงรายของบุคลากร และเครือข่ายทางวัฒนธรรม เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดให้เกิดเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้แก่เครือข่ายผู้ผลิตสินค้าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะผ้าพื้นเมืองและเพิ่มรายได้การท่องเที่ยวของประชาชนและเผยแพร่ศิลปะการแสดงทั้งนาฏศิลป์ ดนตรี และการละเล่นพื้นเมืองอันเป็นทุนมี่มีคุณค่าของวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เบื้องต้นก็จะได้มีการจัดเวทีตามสถานที่ต่างๆ โดยจะมีศิลปินชื่อดัง อาทิ ดร.ถวัลย์ ดัชนี , อ.เฉลิมชัย ฆิตพิพัฒน์ มาร่วมเสวนาเรื่องวิจิตรราภรณ์แห่งเชียงราย พร้อมทั้งจะได้มีการจัดการแสดงตามวัฒนธรรม ประเพณี ในแต่ละพื้นที่ต่างๆ โดยจะได้มีการแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นเมืองเชียงราย การแสดงแฟชั่นโชว์ หรือแฟชั่นชาวไทยภูเขา รวมถึงการแสดงของชาวล้านนาและชาวไทยภูเขาด้วยผ้าพื้นเมืองแบบต่างๆ

ผ้าพื้นเมืองเป็นผ้าที่มีความสวยงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งประชาชนในปัจจุบันอาจไม่สามารถหาดูได้ ดังนั้นจึงร่วมกันให้ประชาชนสวมเสื้อผ้าล้านนา ด้วยผ้าพื้นเมือง เพื่อความสวยงามและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป


http://breakingnews.nationchannel.co...?newsid=454750
__________________
- skyscrapercity (Scc) เว็บแห่งการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารด้านการพัฒนา


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 23 มิถุนายน 2010, 22:16:41
เข้มโชวห่วยเชียงราย-พะเยารับศึกโมเดิร์นเทรด ชี้ค้าปลีกเมืองพ่อขุนยังโตได้อีก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2553 15:38 น.


เชียงราย – พาณิชย์ฯเปิดห้องติวเข้มโชวห่วยเชียงราย-พะเยา เร่งปรับตัวรับมือศึกโมเดิร์นเทรด เตือนแม้ค้าปลีกเมืองพ่อขุนฯยังโตได้อีกมาก หลังโครงข่ายคมนาคมเพื่อนบ้านเสร็จ-รายได้ต่อหัวคนเชียงรายพุ่ง แต่ต้องพัฒนา ก่อนถูกทุนใหญ่ฮุบ

วันนี้ (23 มิ.ย.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดการสัมมนาเรื่อง "รวมพลังโชวห่วยสู้วิกฤติ" ขึ้น ณ ห้องประชุมจำปาลาว โรงแรมโพธิ์ดล รีสอร์ทแอนด์สปา อ.เมืองเชียงราย โดยมีนายสุรชัย ลิ้นทอง รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เป็นประธานเปิด มีนักธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในพื้นที่ จ.เชียงราย-พะเยา เข้าร่วมกว่า 130 ราย และมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นวิทยากร

นายสุรชัยกล่าวว่า เศรษฐกิจเชียงรายส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาคการค้าปลีกค้าส่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญดังจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายจังหวัด หรือจีดีพีของจังหวัด จะมีกลุ่มค้าปลีกค้าส่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ตัวเลขขึ้นหรือลง แต่ปัจจุบันห้างสรรพสินค้าทันสมัยหรือประเภทโมเดิร์นเทรดเข้าไปมารุกตลาดในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าเขาได้เปรียบเพราะมีความพร้อมเหนือกว่ามาก นักธุรกิจค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่น จะเป็นต้องพัฒนาและปรับตัวสู้ในโลกการค้าในอนาคตได้ต่อไป

นายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาแม้ว่าไทยจะประสบปัญหาทั้งวิกฤติอย่างหนัก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลก-การเมืองภายใน แต่สภาพเศรษฐกิจของเราก็ยังเดินหน้าต่อไปได้และยังมีอัตราขยายตัวมากขึ้นอีกด้วย สิ่งที่จะได้รับผลกระทบไปบ้างคือภาคการท่องเที่ยวแต่ด้านอื่นๆ ไม่เสียหายมากอย่างที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ สำหรับ จ.เชียงราย พบว่า มีจีดีพี ขยายตัวที่ 6.878 และมีรายได้ประชากรต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็นรายละ 50,000 กว่าบาทต่อปีแล้ว

นายวิรุณกล่าวอีกว่า เมื่อมองจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดพบว่าเศรษฐกิจเชียงรายเป็นภาคการเกษตรอยู่ 32.15% ขยายตัวเพิ่ม 9.87% ภาคการค้าปลีกค้าส่ง 16.79% ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% ที่เหลือเป็นภาคการท่องเที่ยว การค้าชายแดนซึ่งไม่ได้ลดลงจากกระแสแม่น้ำโขงที่แห้งแต่กลับเพิ่มมากขึ้นเพราะไปทำการค้าทางถนนผ่าน อ.เชียงของ มากขึ้นด้วย

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วจะเห็นว่า แค่ภาคการเกษตรและการค้าปลีกค้าส่งก็มีอัตราเกือบ 50% ของโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งจังหวัดไปแล้ว ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการทำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในพื้นที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและผู้ประกอบการเดินมาถูกทิศทางแล้ว และยังมีอนาคตที่จะขยายตัวไปได้อีกมาก

การเติบโตของภาคค้าปลีกไม่ได้มีเฉพาะโชวห่วยท้องถิ่น แต่ยังมีกลุ่มทุนใหญ่ที่มีเครือข่ายจากต่างประเทศรุกเข้ามาทั้งเทสโก้โลตัส แม็คโคร บิ๊กซี ฯลฯ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมากเพราะพวกเขามีความพร้อมด้านต่างๆ มากกว่า อย่างไรก็ตามถ้าโชวห่วย สามารถร่วมมือกับซัพพลายเออร์ ได้ก็จะทำให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น

“โชวห่วยต้องปรับตัวไม่เช่นนั้นจะลำบากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะเชียงรายจะเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก”

นายวิรุณบอกว่า การเปลี่ยนแปลงต้องอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยจะทำการค้าแบบเก่าๆ อีกไม่ได้ ต้องบริหารจัดการที่ดี ต้องสร้างเอกลักษณ์เฉพาะโดยอยู่บนพื้นฐานที่มีอยู่เพื่อหาจุดขาย ต้องยั่งยืนโดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องมีความพอเพียงโดยเฉพาะมีการประเมินการลงทุนและมีภูมิคุ้มกันที่ดี และสุดท้ายมีเครือข่ายที่ช่วยเหลือได้ดี

เมื่อผู้ประกอบการสามารถพยุงธุรกิจให้ก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ได้ และมีการพัฒนาด้านต่างๆ เข้ามาประกอบ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมเชียงของ-ห้วยทราย สปป.ลาว เชื่อมกับถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ก็จะทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรเชียงรายและพะเยาเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 60,000-70,000 บาทได้เช่นกัน หรืออีกหลายปีอาจจะถึงหลักแสนบาท
แต่ก็ถือเป็นโจทย์สำคัญว่า เราจะทำอย่างไรให้รายได้นี้กระจายไปถึงประชาชนในทุกระดับ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ เท่านั้น



http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000086498


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 มิถุนายน 2010, 09:47:35
ติวเข้มทุนท้องถิ่นเชียงราย-เตรียมรับมือการค้าใต้ FTA
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2553 15:25 น.
 
 
 
(http://pics.manager.co.th/Images/553000009244601.JPEG)
 
  เชียงราย – กรมการค้าต่างประเทศ เปิดห้องติวเข้มธุรกิจท้องถิ่นชายแดนเชียงราย เร่งเตรียมพร้อมรับมือตลาดเอฟทีเอ
       
       วันนี้ (24 มิ.ย.) กรมการค้าต่างประเทศ จัดการสัมมนา “เอฟทีเอ : โอกาสของสินค้าไทยในอาเซียน อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์” ณ ห้องประชุมดอยตุง โรงแรมดุสิตไอส์แลนด์รีสอร์ท จ.เชียงราย โดยมี น.ส.จันทร์เพ็ญ วีรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสินค้าข้อตกลง กรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดและมีนักธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมรับฟังนับ 100 คน
       
       น.ส.จันทร์เพ็ญ กล่าวว่า เชียงราย เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีภูมิศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ โดยเฉพาะมีศักยภาพในการเชื่อมโยงไปถึงประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ทั้งพม่า ส.ป.ป.ลาว ไปจนถึงจีนตอนใต้ ทั้งทางบก ทางเรือในแม่น้ำโขงและทางอากาศ ที่ผ่านมา ก็มีการค้าชายแดนมูลค่าสูง จึงเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะได้มีส่วนร่วมตามข้อตกลงเขตการค้เสรีอาเซียนหรืออาฟต้า ที่กำหนดให้การเริ่มลดภาษีเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 ที่ผ่านมา เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศอย่างเต็มตัวในปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า
       
       ประชาคมอาเซียนเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้นในอนาคตจึงจะมีความสามารถในการแข่งขันและบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนประเทศไทยถือว่าจะได้เปรียบที่สุด เพราะเรามีสินค้าและทรัพยากรที่พร้อมในการค้าหลายๆ ด้าน เช่น อาหาร รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยว ฯลฯ
       
       นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงทางการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย หรือ AIFTA โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมาเช่นกัน ครอบคลุมสินค้ากว่า 4,700 รายการ
       
       น.ส.จันทร์เพ็ญ กล่าวต่อว่า อินเดียถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรพันกว่าล้านคน ขณะที่ไทยกับอินเดียมีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2552 กว่า 4,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เฉพาะไตรมาสแรกของปี 2553 พบวา มีมูลค่าการค้าระหว่างกันไปแล้วกว่า 937 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าสำคัญที่ได้รับประโยชน์จากการค้าระหว่างกัน คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ตกแต่งบ้าน อัญมณี เครื่องประดับ ด้าย เส้นใยสังเคราะห์ ฯลฯ
       
       เฉพาะ เชียงราย พบว่า มีภูมิประเทศที่มีความเป็นไปได้ว่า จะเชื่อมโยงกับประเทศอินเดียได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีเส้นทางคมนาคมที่จะเชื่อมถึงกันได้โดยสะดวก เหมือนกับที่เชื่อมไปยังพม่า ส.ป.ป.ลาว และหยุนหนัน จีนตอนใต้ แต่ก็เริ่มพบสินค้าอินเดียตามตลาดชายแดนบ้างแล้ว เช่น โค ฯลฯ
       
       ดังนั้น ในอนาคตเมื่อมีเส้นทางคมนาคมสะดวกขึ้นผลจากข้อตกลงอาเซียน-อินเดีย จะทำให้มูลค่าการค้าชายแดนด้าน จ.เชียงราย คึกคักขึ้นอีกแน่นอน
       
       ด้านการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ก็ถือว่ามีความสำคัญ เพราะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการค้าสินค้าประเภทสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า กระเป๋าหนัง ชิ้นส่วนรถยนต์ เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ ทั้งทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการนำเข้าวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำจาก 12 ประเทศคืออาเซียนบวก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ด้วยอัตราภาษีเป็น 0% ได้อีกด้วย
       
       การค้าเสรีก็มีสินค้าบางกลุ่มได้รับผลกระทบ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงได้ตั้งโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของผู้จะได้รับผลกระทบเรียกว่ากองทุนเอฟทีเอ โดยกรมการค้าต่างประเทศรับผิดชอบดูแลระหว่างปี 2550-2553 มีโครงการที่ได้รับอนุมัติช่วยเหลือแล้วจำนวน 24 โครงการวงเงิน 182 ล้านบาท เช่น ปลาป่น เครื่องหนัง ส้ม โคเนื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯและขณะนี้ยังมีงบประมาณที่พร้อมให้การช่วยเหลืออยู่อีก 31 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ยื่นขอความช่วยเหลือเป็นสินค้าข้าว หนังดิบ ปลาน้ำจืด กระเทียม ฯลฯ
       
       สำหรับการค้าชายแดนด้าน จ.เชียงราย กับพม่า ส.ป.ป.ลาว และจีนตอนใต้ ผ่านจุดผ่านแดนถาวร 3 จุด คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ตลอดปี 2552 มีมูลค่ารวม 14,400.21 ล้านบาท แยกเป็นการนำเข้า 2,603.15 ล้านบาท ส่งออก 11,797.06 ล้านบาท ส่วนปี 2553 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-เม.ย.มีมูลค่าการค้ารวม 5,023.65 ล้านบาท แยกเป็นการนำเข้า 701.47 ล้านบาท และส่งออก 4,322.18 ล้านบาท และกรณีการค้าเสรีไทย-จีน หรือเอฟทีเอไทย-จีน มีมูลค่าการค้ารวม 8,102,184 ล้านบาท แยกเป็นการนำเข้ามูลค่า 5,588,978.00 และส่งออก 2 ,513,206.00 ล้านบาท
 
 
 
 http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000087116 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000087116)

////////////////////////////////////////////////////////////////


หลังๆนี้เชียงรายมีการประชุมเรื่องเศรษฐกิจเยอะมากทั้งจากภาครัฐ เอกชน หอการค้า หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง..

นับเป็นโอกาสอันดีที่จะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ทันต่อทุนจากส่วนต่างๆ และคนท้องถิ่นจะได้ประโยชน์มากที่สุด


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 05 กรกฎาคม 2010, 11:50:20
อ.แม่สายเปิดศูนย์ออกหนังสือผ่านแดนถาวร
   
 5 กค. 2553 09:48 น.


นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเปิดที่ทำการ สำนักงานออกหนังสือผ่านแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยมีนายวิศิษฐ์ สิทธิสมบัติ นายอำเภอแม่สาย นายสุภักดิ์ เศวตวิษสุวัต ปลัดอาวุโส พร้อมข้าราชการหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ

ภายหลังเสร็จพิธีเปิด นายสุเมธ ได้เข้าเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ออกหนังสือผ่านแดนพร้อมกับทดลองขอทำหนังสือผ่านแดนด้วยตัวเองซึ่งใช้เวลาประมาณ 25 วินาทีก็เสร็จ และกล่าวว่าการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชนในการออกหนังสือผ่านแดนผ่านระบบอิเลคทรอนิคส์ (Electronic Border Pass ) เช่นถือบัตรประชาชนมายื่น หรือบอกหมายเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ปรากฏว่าใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที ก็ออกหนังสือผ่านแดนได้ ซึ่งจะสร้างความประทับใจห้กับนักท่องเที่ยว เป็นการลดปัญหาความล่าช้า แออัด โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเทศกาล จากความสะดวกรวดเร็ว

อ.แม่สาย ปกติจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามท่องเที่ยวและขอทำหนังสือผ่านแดนประมาณ 2,800 คนต่อวัน วันหยุดยาวไม่เกิน 5,000 คนต่อวัน แต่หากเป็นเทศกาลต่างๆ นักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นประมาณเกือบ 20,000 คนต่อวัน จากเดิมที่อดีตอำเภอแม่สายเปิดจุดบริการออกหนังสือผ่านแดนไว้ 3 จุดรวมถึงบริเวณใกล้สะพานพรมแดน แห่งที่ 1

ปรากฏว่าเกิดปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง ทางกรมการปกครอง ให้พิจารณาดำเนินการปรับเรื่องสถานที่บริการจึงกำหนดหอประชุมพรหมหาราช เป็นจุดศูนย์รวมที่เดียว ปัจจุบันได้จัดบุคลากรผู้ปฏิบัติงานให้บริการ ภายในอาคารฯเป็น 2 จุดฯละ 10 ช่อง สามารถบริการและอำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้บริการได้อย่างทันใจ 
 
 
 


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 05 กรกฎาคม 2010, 19:35:42
เชียงรายตั้งศูนย์วัฒนธรรมล้านนาและชาติพันธุ์ 
 5 กค. 2553 12:27 น.


นางรัตนา จงสุทธนามณี นายกอบจ.เชียงราย กล่าวว่า อบจ.เชียงราย ได้ดำเนินการตามโครงการข่วงวัฒนธรรม ภูมิปัญญาล้านนา สล่าเชียงราย ซึ่งจัดภายในงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งามเป็นประจำทุกปี โดย อบจ.เชียงราย ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมสนับสนุนอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา จารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ด้วยการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมล้านนาและชาติพันธุ์ เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ค้นคว้าด้านศิลปวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ในรูปแบบการนำเสนอและจัดแสดงโดยจำลอง สาธิตเครื่องมือ เครื่องใช้ตามวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรมของล้านนา และชนเผ่าชาติพันธุ์ จำนวน 12 ชนเผ่าชาติพันธุ์ 
 
 
 


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 12 กรกฎาคม 2010, 00:50:32
วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:45:15 น.  มติชนออนไลน์


กรมศิลป์สั่งเฝ้าระวังโบราณสถานภาคเหนือ เกรงผลกระทบแผ่นดินไหวในพม่า



นายสหวัฒน์ แน่นหนา รองอธิบดีกรมศิลปากร ให้สัมภาษณ์กรณีเกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.5 ริคเตอร์ในประเทศพม่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยความสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในเขตพื้นที่ อ.เมือง อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าว ตนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบโบราณสถานสำคัญที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวใน จ.เชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง อาทิ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีโบราณสถานสำคัญๆ อาทิ พระธาตุจอมกิติ จ.เชียงราย พระธาตุดอยดุง จ.เชียงราย และพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากเมื่อปี 2550 ได้เกิดแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่ จ.เชียงราย วัดความรุนแรงได้ 5.7-6.1 ริคเตอร์ โดยศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนั้นอยู่ที่ชายแดนไทย-พม่า-ลาว ส่งผลให้ยอดฉัตรของพระธาตุจอมกิตติ ซึ่งเป็นพระธาตุเก่าแก่อายุมากว่า 100 ปี อยู่ในสมัยโยนก ได้หักหล่นลงมา

"อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.5 ริคเตอร์ในประเทศพม่าดังกล่าว ในเบื้องต้นได้รับรายงานว่า ยังไม่พบโบราณสถานสำคัญได้รับผลกระทบความเสียหายแต่อย่างใด" นายสหวัฒน์กล่าว และว่า ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณีสำรวจตรวจสอบความมั่นคงของโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในรัศมีรอยเลื่อนและที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นโบราณสถานที่อยู่ห่างรอยเลื่อนเปลือกโลก รัศมี 5 กิโลเมตร จำนวน 44 แห่ง รัศมี 10 กิโลเมตร จำนวน 75 แห่ง และในรัศมี 20 กิโลเมตร จำนวน 178 แห่ง โดยโบราณสถานที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวมีรวมประมาณ 297 แห่ง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนและยังไม่ขึ้นทะเบียนมีจำนวนมาก ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาคงต้องใช้อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) ช่วยเฝ้าระวัง และตรวจสอบโบราณสถาน หากพบเห็นโบราณสถานใดมีรอยร้าวจะได้เร่งบูรณะทันที โดยเฉพาะโบราณสถานในภาคเหนือ ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง ทั้งนี้ สำหรับโบราณสถานสำคัญที่เสี่ยงต่อภัยแผ่นดินในภาคเหนือนั้น ขณะนี้ทางกรมศิลปากรกำลังเร่งบูรณะซ่อมแซมอยู่ อาทิ พระธาตุดอยสุเทพ ส่วนพระธาตุจอมกิติได้บูรณะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278852388
 


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: คนเมือง ณ กว่างกรุง ที่ วันที่ 13 กรกฎาคม 2010, 08:15:09

ขอบคุณครับ  ;D


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 14 กรกฎาคม 2010, 02:35:02
คมนาคมเปิดแผนเชื่อมขนส่งไทย-จีน ทุ่ม 2.5 พันล.ผุดศูนย์กลางโลจิสติกส์   
Tuesday, 13 July 2010 20:15 
          คมนาคม เตรียมเสนอ ครม. ทุ่มงบประมาณ 2,500 ล้านบาท ก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงแสน-เชียงของ หวังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เปิดประตูการค้าเชื่อมโยง 6 มณฑลจีน และประเทศเพื่อนบ้าน คาดก่อสร้างได้ภายในปี 2555 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี
          นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่สนใจและเกี่ยวข้องในเรื่องการศึกษาสำรวจออกแบบรายละเอียดและบริหารจัดการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้า (Inter modal  Facilities) บริเวณเชียงแสน และเชียงของ จังหวัดเชียงราย ว่ากระทรวงคมนาคม เตรียมแผนใช้งบประมาณ 2,500 ล้านบาท ก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้า 2 แห่ง ที่อำเภอเชียงแสน และเชียงของ จังหวัดเชียงราย เนื่องจากต้องการใช้จังหวัดดังกล่าวเป็นประตูการค้าและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ จากประเทศจีนตอนใต้-ตะวันตก ไม่ต่ำกว่า 6 มณฑล รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน
          ทั้งนี้ คาดว่าจะก่อสร้างได้ภายในปี 2555 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคมกันยายน 2553 นี้ และขั้นตอนต่อไปจะขออนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
          "เรามีความตระหนักดี ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาท่าเรือเชียงแสน 1 ซึ่งตอนนี้แออัด และตอนนี้กำลังก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน 2 จังหวัดเชียงราย ใช้งบประมาณก่อสร้าง 1,500 ล้านบาท ซึ่ง
          คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2554"
          ขณะเดียวกันโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ ที่ห้วยทราย-เชียงของ เชื่อมเชียงราย-คุนหมิง ผ่าน สปป.ลาว หรือเส้นทาง  R 3 นับว่าเป็นอีกหนึ่งในแผนงานตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 6 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม และมณฑลยู นนาน (ประเทศจีน) ที่อยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยประเทศไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคในโครงการหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ (GMS) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งจุดที่มีเป้าหมายพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์นานาชาติ
          ดังนั้น กระทรวงคมนาคม จึงมองว่าสินค้าที่ขนส่งมาจากจีนไปยัง
          อันดามัน จะขนส่งกันอย่างไร จึงได้มีการผลักดันโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ให้แล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้ได้งบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อศึกษา สำรวจ และออกแบบใหม่ ภายในเดือนตุลาคม 2553 นี้
          "จริงๆ แล้วอยากจะให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าแล้วเสร็จพร้อมกับโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงรายเชียงของ
          เพราะว่าจะได้เห็นการขนส่งสินค้าจากเชียงแสนและจากเส้นทาง R3 ขึ้นรถไฟไปลงท่าเรือน้ำลึกปากบารา หรืออาจจะเป็นท่าเรือน้ำลึกทวาย เชื่อว่าในอนาคตจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้
          อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการขนส่งด้วยการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้า จึงเป็นทางเลือกหลักที่กระทรวงคมนาคม เห็นว่าจะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า หรือ Modal Shift ทำให้มีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำลง
          โดยกิจกรรมหลักภายในศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้า ประกอบด้วย การให้บริการเปลี่ยนถ่ายยานพาหนะ หรือ  Transshipment การรวบรวมและกระจายสินค้า รวมทั้งกิจกรรมโลจิสติกส์เชิงโซ่อุปทานภายใต้การบริหารจัดการที่ดี เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าก่อนขนส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางทั้งภายในและต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
          ด้าน ดร.จุฬา สุขมานพ รอง ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาเบื้องต้นระยะแรกต้องเร่งก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบขนส่งสินค้าที่อำเภอเชียงของก่อน เนื่องจากมองว่าสามารถรองรับการขนส่งทางถนนจากประเทศเพื่อนบ้านได้ในปริมาณมากกว่าที่อำเภอเชียงแสน
          สำหรับโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบขนส่งสินค้าที่อำเภอเชียงของ จะมีพื้นที่ 280 ไร่ แบ่งงานก่อสร้างเป็น 2 ระยะ คือ ค่าก่อสร้างระยะที่ 1 วงเงิน 1,451 ล้านบาท และค่าก่อสร้างระยะที่ 2 วงเงิน 850 ล้านบาท รวมค่าก่อสร้าง 2,301 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างได้ภายในปี 2555 รองรับการขนส่งทางถนนและรถไฟ

          บรรยายใต้ภาพ
          ถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ--จบ--

          --ทรานสปอร์ต เจอร์นัล  ประจำวันที่ 12 - 18 ก.ค. 2553


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 กรกฎาคม 2010, 08:22:13

บินไทยจัดตั๋วราคาพิเศษเส้นทางในประเทศฉลองวันแม่

บินไทย จัดโปรโมชั่นบัตรโดยสารเครื่องบิน ชั้นประหยัด เส้นทางภายในประเทศ ราคาพิเศษในโครงการ “สิงหาพาแม่เที่ยว 53” เชิญชวนทุกท่านร่วมพาคุณแม่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตลอดเดือนสิงหาคม และกันยายน 2553

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทั้งทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ดังนั้น เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสำนึกในพระคุณของผู้เป็นแม่ บริษัทฯ จึงจัดโครงการ "สิงหาพาแม่เที่ยว 53" โดยจัดโปรโมชั่นบัตรโดยสารเครื่องบิน ชั้นประหยัด เส้นทางภายในประเทศราคาพิเศษ ตลอดเดือนสิงหาคม และกันยายน 2553 ดังนี้ โดยเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ และ ขอนแก่นราคา 3,750 บาท ,เชียงใหม่ 4,000 บาท ,อุดรธานี 4,000 บาท ,สุราษฎร์ธานี 4,000 บาท ,อุบลราชธานี4,250 บาท ,เชียงราย4,500 บาท, กระบี่4,500 บาท,ภูเก็ต 4,500 บาท,หาดใหญ่4,500 บาท

ราคาดังกล่าวจะรวมค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้ว ยกเว้น ภาษีสนามบินโดยผู้โดยสารสามารถออกบัตรโดยสารได้ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2553 และเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 30 กันยายน 2553 ซึ่งราคาข้างต้นนี้ สำหรับการออก บัตรโดยสารไป-กลับผู้ใหญ่ 1 ท่าน โดยต้องเดินทางพร้อมกันตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นได้วยรหัสสำรองที่นั่งเดียวกัน รวมทั้งต้องเดินทางในวันและเที่ยวบินเดียวกัน นอกจากนี้บัตรโดยสารจะมีอายุ 7 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มต้นเดินทางที่ระบุบนบัตรฯ และผู้โดยสารไม่สามารถเปลี่ยนแปลงบัตรโดยสารหลังจากออกบัตรโดยสาร ไม่ว่ากรณีใดๆ โดยผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Thai Contact Center 02-3561111 หรือ www.thaiairways.com และ www.thaiairways.co.th

http://www.thairath.co.th/content/eco/97434




หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 22 กรกฎาคม 2010, 17:06:29
4 จว.เหนือเปิดห้องบนเรือไทยในน้ำโขงถกแผนของบ 200 ล้านบาทบูมท่องเที่ยว
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 กรกฎาคม 2553 12:38 น.
 
 (http://pics.manager.co.th/Images/553000010722502.JPEG)
 
 

 
 
  เชียงราย - กลุ่มยุทธศาสตร์ 4 จังหวัดภาคเหนือ ควงแขนขึ้นเรือสัญชาติไทยในแม่น้ำโขงลำแรก ที่เปิดให้บริการแล้ว พร้อมตั้งวงทบทวนแผนปฏิบัติการพัฒนาท่องเที่ยว 4 จว. เล็งของบหนุน 200 ล้านกระจายลงทุกพื้นที่ตามแนวทางพัฒนา
       
       นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้เดินทางไปเป็นประธานการประชุมกลุ่มยุทธศาสตร์ 4 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ จ.เชียงราย พะเยา แพร่และจังหวัดน่าน เมื่อเร็วๆ นี้ ภายใต้ชื่อ “การทบทวนแผนปฏิบัติการกลุ่ม 4 จังหวัดภาคเหนือ" ซึ่งจัดขึ้นบนเรือท่องเที่ยว 120 ที่นั่ง ของบริษัทแม่โขง เดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด ซึ่งเป็นเรือสัญชาติไทยที่เปิดให้บริการนำเที่ยวในแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการระหว่างท่ารือเชียงแสนไปยังท่าเรือจิ่งหง หรือเชียงรุ่ง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนาของจีน และท่าเรือหลวงพระบางของ สปป.ลาว
       
       ในการประชุมครั้งนี้มีนายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้า จ.เชียงราย -นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ ประธานสภาอุตสากรรมท่องเที่ยว จ.เชียงราย และ น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา กรรมการผู้อำนวยการบริษัท แม่โขงเดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด และหัวหน้าส่วนราชการและตัวแทนจาก 4 จังหวัดเข้าร่วมประชุมกว่า 80 คน
       
       นายสุเมธกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการทบทวนการทำงานร่วมกันของ 4 จังหวัดภาคเหนือที่ทำกันมาในปี 2553 และ ปี 2554 โดยมีการแบ่งงานให้ทั้งสี่จังหวัดดูแล เช่น เชียงรายดูแลเรื่องการค้าสากล พะเยาดูแลการเกษตรและการอุตสาหกรรม แพร่ดูแลการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงอนุรักษ์ น่านดูแลการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
       
       นายสุเมธกล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ จะมีการขอรับงบประมาณจากรัฐบาลต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ราว 200 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะจัดสรรให้มากน้อยเพียงใด และหลังจากได้รับงบประมาณแล้วก็จะมีการนำมาจัดสรรให้เหมาะสมในแต่ละจังหวัด โดยหากเป็นโครงการสำคัญ เช่น โรงเรียนชาวนา ฯลฯ ที่ประชุมก็มีความเห็นตรงกันว่าควรจะนำไปมอบให้จังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทั้ง 4 จังหวัดต่อไป
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นเจ้าภาพได้นำผู้ร่วมเข้าประชุมร่องเรือในแม่น้ำโขง เพื่อชมเส้นทางการค้าการลงทุนตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศทั้งไทยและลาว รวมถึงจุดสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ก่อนที่ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย จะนำคณะไปปล่อยปลา ณ จุดอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ที่แก่งผาได ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทยเข้าไปยัง สปป.ลาว ด้วย
 
 http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000100988 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000100988)

//////////////////

การร่วมมือสามัคคี 4 จังหวัด และ 10 จังหวัดภาคเหนือทำให้การพัฒนาทางเหนือไปได้เร็ว ครับ..การรวมกลุ่มตามเขตเศรษฐกิจของภาค


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: คนเมือง ณ กว่างกรุง ที่ วันที่ 24 กรกฎาคม 2010, 20:35:29
4 จว.เหนือเปิดห้องบนเรือไทยในน้ำโขงถกแผนของบ 200 ล้านบาทบูมท่องเที่ยว
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 กรกฎาคม 2553 12:38 น.
 
 (http://pics.manager.co.th/Images/553000010722502.JPEG)
 
 

 
 
  เชียงราย - กลุ่มยุทธศาสตร์ 4 จังหวัดภาคเหนือ ควงแขนขึ้นเรือสัญชาติไทยในแม่น้ำโขงลำแรก ที่เปิดให้บริการแล้ว พร้อมตั้งวงทบทวนแผนปฏิบัติการพัฒนาท่องเที่ยว 4 จว. เล็งของบหนุน 200 ล้านกระจายลงทุกพื้นที่ตามแนวทางพัฒนา
       
       นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้เดินทางไปเป็นประธานการประชุมกลุ่มยุทธศาสตร์ 4 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ จ.เชียงราย พะเยา แพร่และจังหวัดน่าน เมื่อเร็วๆ นี้ ภายใต้ชื่อ “การทบทวนแผนปฏิบัติการกลุ่ม 4 จังหวัดภาคเหนือ" ซึ่งจัดขึ้นบนเรือท่องเที่ยว 120 ที่นั่ง ของบริษัทแม่โขง เดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด ซึ่งเป็นเรือสัญชาติไทยที่เปิดให้บริการนำเที่ยวในแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการระหว่างท่ารือเชียงแสนไปยังท่าเรือจิ่งหง หรือเชียงรุ่ง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนาของจีน และท่าเรือหลวงพระบางของ สปป.ลาว
       
       ในการประชุมครั้งนี้มีนายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้า จ.เชียงราย -นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ ประธานสภาอุตสากรรมท่องเที่ยว จ.เชียงราย และ น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา กรรมการผู้อำนวยการบริษัท แม่โขงเดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด และหัวหน้าส่วนราชการและตัวแทนจาก 4 จังหวัดเข้าร่วมประชุมกว่า 80 คน
       
       นายสุเมธกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการทบทวนการทำงานร่วมกันของ 4 จังหวัดภาคเหนือที่ทำกันมาในปี 2553 และ ปี 2554 โดยมีการแบ่งงานให้ทั้งสี่จังหวัดดูแล เช่น เชียงรายดูแลเรื่องการค้าสากล พะเยาดูแลการเกษตรและการอุตสาหกรรม แพร่ดูแลการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงอนุรักษ์ น่านดูแลการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
       
       นายสุเมธกล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ จะมีการขอรับงบประมาณจากรัฐบาลต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ราว 200 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะจัดสรรให้มากน้อยเพียงใด และหลังจากได้รับงบประมาณแล้วก็จะมีการนำมาจัดสรรให้เหมาะสมในแต่ละจังหวัด โดยหากเป็นโครงการสำคัญ เช่น โรงเรียนชาวนา ฯลฯ ที่ประชุมก็มีความเห็นตรงกันว่าควรจะนำไปมอบให้จังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทั้ง 4 จังหวัดต่อไป
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นเจ้าภาพได้นำผู้ร่วมเข้าประชุมร่องเรือในแม่น้ำโขง เพื่อชมเส้นทางการค้าการลงทุนตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศทั้งไทยและลาว รวมถึงจุดสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ก่อนที่ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย จะนำคณะไปปล่อยปลา ณ จุดอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ที่แก่งผาได ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทยเข้าไปยัง สปป.ลาว ด้วย
 
 http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000100988 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000100988)

//////////////////

การร่วมมือสามัคคี 4 จังหวัด และ 10 จังหวัดภาคเหนือทำให้การพัฒนาทางเหนือไปได้เร็ว ครับ..การรวมกลุ่มตามเขตเศรษฐกิจของภาค
  ข่าวดีเลยผมว่า..


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 กรกฎาคม 2010, 11:09:03
3 ชาติร่วมแห่ขบวนเทียนพรรษา อ.เชียงแสน
   
 24 กค. 2553 15:25 น.


เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยประชาชนและนักเรียน นักศึกษาในพื้นที่ ได้ร่วมกันสืบทอดประเพณีการแห่เทียนเข้าพรรษาไปตามถนนสายต่างๆ ข้างแม่น้ำโขง ก่อนนำไปถวายวัดต่างๆ ในพื้นที่ โดยมีประชาชนในประเทศลาวและประเทศพม่า ได้แต่งกายพื้นบ้านของแต่ละแห่งเข้ามาร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีการแห่เทียนพรรษากันอย่างคึกคัก นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรี กล่าวว่า ประเพณีแห่เทียนพรรษาสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตแต่ปัจจุบัน พบว่าประเพณีดังกล่าวเริ่มเลือนหายไปตามสังคมที่เปลี่ยนแปลง ไป เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนจึงได้ร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีดังกล่าวไว้ โดยได้จัดแห่เทียนพรรษา เพื่อนำไปถวายวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะวัดที่ยังคงขาดแคลนต้นเทียนพรรษา ซึ่งการแห่เทียนพรรษาถวายวัดครั้งนี้ เป็นการร่วมสร้างบุญกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง และเนื่องในทรงมีพระชนมายุครบ 83 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2553 
 
 http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=459588
 


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 30 กรกฎาคม 2010, 10:34:47
แม่ฟ้าหลวงระดมแนวคิดพัฒนาชาเชียงราย
   
 28 กค. 2553 14:03 น.


ดร.ธีรพงษ์ เทพกรณ์ หัวหน้าโครงการจัดตั้งสถาบันชา มฟล.กล่าวว่า จัดกิจกรรมดังกล่าวจะได้มีการแลกเปลี่ยนแนวความคิดของผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ ของชาตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกชา ผู้แปรรูปชา ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับชา นักวิจัย นักวิชาการ โดยจะได้มีการปาฐกถาพิเศษ ‘ นโยบายชาของเชียงราย ’ โดยนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย การบรรยาย “ บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาชา ในวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมี รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้ง มฟล.และประธานกรรมการอำนวย รวมถึงแนวความคิด “ โอกาสทางการตลาด ” โดย นายจักริน วังวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ชาระมิงค์ จำกัด เป็นต้น

จากนั้นผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้มีการนำเสนอโครงร่างแผนพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาชาเชียงราย และการอภิปรายร่วมกันระหว่าง ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมวิชาการเกษตร จังหวัดเชียงราย และผู้แทนผู้ประกอบการชาเชียงราย เพื่อหาข้อสรุปในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาเชียงราย

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการชาเชียงรายจะได้ร่วมลงชื่อในการแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมกลุ่มกันอย่างเป็นทางการซึ่งก็จะทำให้เกิดการจัดตั้งเป็นสมาคม หรือคลัสเตอร์ และจะมีผลในทางนิตินัย อันจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมชาของ จ.เชียงราย ในการทำงานขับเคลื่อนยุทศาสตร์ชาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของทิศทางงานวิจัย หรือ การทำตลาดร่วมกันในอนาคตต่อไป 
 
 
 
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=460108


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: thaicha ที่ วันที่ 10 สิงหาคม 2010, 23:09:41
ตอนนี้ศูนย์ประชุมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย(ศูนย์ประชุม นานาชาติ มรช.) ใกล้เสร็จแล้ว ผมว่ามันไม่ค่อยเหมือนที่จิตนาการไว้เลย (ต้องสวยกว่านี้) ว่างๆเดี๊ยวหารูปมาลงครับ


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 11 สิงหาคม 2010, 10:43:57
ตอนนี้ศูนย์ประชุมที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย(ศูนย์ประชุม นานาชาติ มรช.) ใกล้เสร็จแล้ว ผมว่ามันไม่ค่อยเหมือนที่จิตนาการไว้เลย (ต้องสวยกว่านี้) ว่างๆเดี๊ยวหารูปมาลงครับ

รอชม ครับ.


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 11 สิงหาคม 2010, 15:07:40
เกษตรที่สูงขยายพื้นที่ปลูกทิวลิปรองรับนักท่องเที่ยว


11 สค. 2553 11:52 น.


นายอุดมศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2536 ที่ผ่านมาทางศูนย์ฯ ได้ทำการทดลองปลูกดอกไม้เมืองหนาวประเภทดอกทิวลิปและลิลลี่ บนดอยผาหม่น อ.เทิง พบว่าไม้ดอกประเภทดังกล่าวสามารถขึ้นได้สวยงามได้คุณภาพ บนอุณภูมิที่เหมาะสมค่อนข้างเย็น บนดอยผาหม่น ซี่งทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้ทราบการขยายพันธุ์ดังกล่าวได้ทำกาเดินทางมาชมความสวยงาม จาก สถิติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไทย (ททท.) พบว่ามีผู้คนไปเยี่ยมชมปีละไม่ต่ำกว่า 200,000 คน จนสามารถทำให้เกิดอาชีพและสร้างรายได้ ให้กับประชาชนในพื้นที่

จากความสวยงามของดอกไม้เมืองหนาว ทำให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ได้ร่วมมอบเงินบริจาคจำนวน 2,500,000 บาท เพื่อทำการขยายหัวพันธุ์ดอกทิวลิปและลิลลี่ ทางศูนย์ฯก็จะนำไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ โดยคาดว่าจะได้นำไปพัฒนาการเพาะดอกทิวลิปและลิลลี่ทั้งด้านวิชาการ ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้านการสร้างรายได้สู่ท้องถิ่น และด้านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนต่อไป

“ในปีนี้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความสวยงามของดอกไม้เมืองหนาวหลากหลายชนิด รวมถึงดอกลิลลี่ ดอกทิวลิป หลายแสนดอก ในงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ในช่วงปลายปีนี้ ” นายอุดมศักดิ์ กล่าว


http://breakingnews.nationchannel.co...?newsid=462553


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 11 สิงหาคม 2010, 15:09:30
เชียงราย - ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเมืองเชียงรายยังเห็นต่าง เลิก/ไม่เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รับแม้กระทบนักท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่เทียบไม่ติดกับเคอร์ฟิวส์
       
       หลังรัฐบาลยังคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่ จ.เชียงราย ต่อนั้น ได้ทำให้หลายฝ่ายต่างแสดงทัศนะแตกต่างกันไป โดยบางส่วนไม่เห็นด้วยเพราะมีผลกระทบต่อธุรกิจและภาพลักษณ์ของจังหวัด ขณะที่บางส่วนเห็นด้วยเพราะไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างไปจากสถานการณ์ปกติโดยประชาชนทุกคนยังคงสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ตามปกติ และผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ต้องการเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลและฟื้นฟูอำนาจใหม่
       
       นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า หากถามว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลกระทบหรือไม่ก็ต้องยอมรับว่ามีอยู่บ้าง แต่ไม่ถือว่าหนักหนามากนัก ถ้านำไปเปรียบเทียบกับการประกาศมาตรการห้ามออกจากเคหะสถานในเวลากลางคืนหรือเคอร์ฟิวส์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยอมรับว่าได้ส่งผลต่อมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เพราะต่างชาติมักจะมองว่าพื้นที่ใดมีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษใดๆ แล้วจะไม่มีความปลอดภัย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วในพื้นที่ไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เลย
       
       นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับความเห็นของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.นี้พบว่าแตกต่างกันออกไป โดยในการประชุม "9 ปี สมาพันธ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" ที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.เป็นต้นมา ก็ได้มีการถกประเด็นแบบนอกรอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพบว่าในรายของผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงทัศนะที่ขัดแย้งหรือสนับสนุน โดยอาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาสามารถประคองตัวอยู่ได้ แต่ในรายของนักธุรกิจรายย่อยต่างมีความต้องากรให้ยกเลิก
       
       ขณะที่นายอภิชา ตระสินธุ์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย กล่าวว่า ยอมรับว่าภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้รับผลกระทบอยู่บ้าง โดยมีการยกเลิกโปรแกรมทัวร์ที่จะมาเยือนเชียงรายหลายรายส่งผลทำให้คนที่ทำธุรกิจทั้งพานักท่องเที่ยวเข้ามาและออกไปมีสภาพที่ซบเซา ขณะเดียวกันมีเรื่องการเมืองภายในประเทศมากระทบซ้ำเติมอีก อย่างไรก็ตามคาดว่าฤดูหนาวที่จะมาถึงนี้ทุกอย่างจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000111251


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: thaicha ที่ วันที่ 15 สิงหาคม 2010, 19:00:19
หอประชุมนานาชาติ มหาวิทยาัลัยราชภัฏเชียงราย
(http://img97.imageshack.us/img97/4084/sdc15378medium.jpg)
(http://img837.imageshack.us/img837/2715/sdc15381small.jpg)
(http://img266.imageshack.us/img266/1175/sdc15382small.jpg)


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 16 สิงหาคม 2010, 22:12:12
นอร์ตันรุกเอเชียทำตลาดไทยเพิ่ม ส่งแอพฯสกัดไวรัสบนสมาร์ทโฟน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




"นอร์ตัน" รุกหนักตลาดเอเชีย หลังจากเห็นแนวโน้มพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยน หันมาใช้บนสมาร์ทโฟนเพิ่ม ขณะที่โซเชียล เน็ตเวิร์ค บูมสุดขีด

"นอร์ตัน" รุกหนักตลาดเอเชีย หลังจากเห็นแนวโน้มพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยน หันมาใช้บนสมาร์ทโฟนเพิ่ม ขณะที่ โซเชียล เน็ตเวิร์ค บูมสุดขีด ระบุเป็นแหล่งแพร่หนอนร้ายไซเบอร์ใหญ่ที่สุด ทุ่มงบวิจัยพัฒนาสูงกว่า 15% ของรายได้รวมกว่า 6.2 พันล้านดอลลาร์ เล็งส่งซอฟต์แวร์กันไวรัส 2011 คลุมถึงสมาร์ทโฟน เผยตลาดไทยศักยภาพสูง เตรียมทำตลาดเชิงรุก ขยายตลาดเพิ่มสู่ต่างจังหวัด

นายเดวิด ฮอลล์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทไซแมนเทค ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลกเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ที่มีแนวโน้มการใช้งาน โซเชียล เน็ตเวิร์ค สูงมาก ขณะที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนก็เติบโตเพิ่มขึ้น ทำให้การโจมตีข้อมูล หรือการแพร่กระจายของหนอนไวรัสเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีความซับซ้อนในการโจมตีมากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัททุ่มงบวิจัยพัฒนาไม่ต่ำกว่า 15% ของรายได้รวมทั่วโลกกว่า 6.2 พันล้านดอลลาร์ ในการพัฒนาซอฟตแวร์ป้องกันไวรัส ล่าสุดบริษัทได้เร่งพัฒนา "นอร์ตัน แอนตี้ไวรัส และ นอร์ตัน อินเทอร์เน็ต เซคเคียวริตี้ 2011" โดยปัจจุบัน ยังอยู่ในการทดสอบ หรือในเวอร์ชั่น เบต้า ซึ่งจะออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วโลกราวเดือนกันยายนที่ถึงนี้

เวอร์ชั่น 2011 เป็นการรวมฟังก์ชันการแก้ปัญหา และป้องกันไวรัส มัลแวร์ ฟิชชิ่ง และการโจมตีในรูปแบบอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ตที่เปลี่ยนสถานที่โจมตีจากบนเว็บไซต์ปกติสู่บนโซเชียล เน็ตเวิร์ค ด้วยการโจมตีในรูปแบบที่ซับซ้อน บางครั้งคนใช้งานก็ยากที่จะรู้ว่า โดนไวรัส หรือฟิชชิ่งเจาะระบบไปแล้ว

เขา ระบุว่า สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ถือเป็นแหล่งใหม่ ที่บรรดามัลแวร์ หรือฟิชชิ่งตามเข้าไปทำอันตรายต่อเครื่องได้ง่าย บริษัทจึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นนอร์ตัน โมบายภายใต้คอนเซปต์ "นอร์ตัน เอเวอรี่แวร์" (Norton Everywhere) เพื่อป้องกันครอบคลุมไปถึง สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจุบันมีอุปกรณ์ทั่วโลกที่ต่อเน็ตได้ไม่นับรวมพีซี โน้ตบุ๊คมากกว่า 1 หมื่นล้านเครื่อง คาดว่าใน 4 ปี หรือ ปี 2557 จะเพิ่มเป็น 2 หมื่นล้านเครื่อง

โดย นอร์ตัน โมบาย สามารถใช้งานได้ครอบคลุมเกือบทุกระบบปฏิบัติการ เช่น ไอโฟน แอนดรอยด์ วินโดว์ส โมบาย ส่วนแบล็คเบอร์รี ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโดยขณะนี้เปิดให้ทดสอบในเวอร์ชั่นเบต้าบนแอนดรอยด์

ขณะที่ นายเอฟเฟนดี้ อิบราฮิม ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต และหัวหน้ากลุ่มธุรกิจนอร์ตัน ภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า สำหรับตลาดในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทให้ความสำคัญมาก เพราะมีการใช้อินเทอร์เน็ตสูง เช่นเดียวกับการเติบโตของการใช้สมาร์ทโฟน และการใช้งานโซเชียล เน็ตเวิร์ค

"บริษัทจะเน้นทำตลาดในต่างจังหวัดเมืองใหญ่ๆ เพิ่ม เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ เชียงราย ทั้งยังทำงานร่วมกับคู่ค้า และพันธมิตรจัดจำหน่ายในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยและอีกหลายประเทศในเอเชียถือเป็นตลาดเกิดใหม่ ต้องให้ความรู้ และตระหนักถึงการใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่ไม่ผิดกฎหมาย มีตัวเลขระบุว่า มูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ความปลอดภัยที่หลอกให้คนคลิกเข้าไปอัพเกรดสูงถึง 150 ล้านดอลลาร์" นายเอฟเฟนดี้ กล่าว

http://www.bangkokbiznews.com/home/d...8;™.html


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 18 สิงหาคม 2010, 10:31:37
วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:46:55 น.  มติชนออนไลน์


กลุ่มไทใหญ่ออกแถลงการณ์ต้านพม่าสร้างทางรถไฟเชื่อมรัฐฉาน


เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม หญิงหาญฟ้า เครือข่ายปฏิบัติงานผู้หญิงไทใหญ่ กล่าวว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายชาวไทใหญ่เริ่มรณรงค์ต่อต้านการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายใหม่เชื่อมภาคตะวันออกของรัฐฉาน เพราะหวั่นเกรงว่า จะยิ่งก่อให้เกิดสงครามระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อยให้เร็วขึ้น โดยเส้นทางรถไฟสายเมืองนาย - เชียงตุง มีความยาว 361 กิโลเมตร ถือเป็นเส้นทางรถไฟสายแรกที่ตัดผ่านแม่น้ำสาละวินทางภาคตะวันออกของรัฐฉาน


"เราขอประณามการเร่งรีบก่อสร้างทางรถไฟของรัฐบาลพม่า เพราะนี่เป็นแผนการสนับสนุนสงครามของรัฐบาลทหารพม่าในรัฐฉานที่ชัดเจน เพราะมีรายงานว่าการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ รัฐบาลพม่ายึดที่ทำกินจำนวนหลายพันไร่ของชาวบ้าน โดยแจ้งให้ชาวนาในพื้นที่ทราบว่านี่เป็นโครงการของทหาร ข่มขู่จะจับกุมและคุมขังถ้าไม่ให้ความร่วมมือ"

 

หญิงหาญฟ้า กล่าวว่า เส้นทางรถไฟตัดผ่านอาณาเขตทั้งตอนเหนือและใต้ของกองทัพสหรัฐว้า ซึ่งเป็นกลุ่มหยุดยิงใหญ่ที่สุด และปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในกองกำลังรักษาชายแดนอันอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารพม่า ทางรถไฟสายใหม่นี้จะช่วยให้รัฐบาลพม่าลำเลียงอาวุธหนักเข้าสู่พื้นที่ภูเขาอันห่างไกลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อต่อสู้กับกองทัพสหรัฐว้า หรือกองกำลังชนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่สำคัญทางรถไฟสายนี้ไม่ได้ก่อสร้างเพื่อประชาชน แต่เอาไว้ใช้ขนรถถังกับปืนใหญ่ของกองทัพ

 

ทางด้านนายปีนคำ นักวิจัยมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ กล่าวเพิ่มเติมว่า เส้นทางรถไฟสายนี้ตัดผ่านเหมืองถ่านหินที่เมืองกกตรงข้ามกับ จ.เชียงราย ของไทย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวรัฐบาลทหารพม่าและนักลงทุนจากไทยวางแผนขุดแร่ลิกไนต์หลายล้านตัน และมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งขายให้ไทย


"รัฐบาลทหารพม่าบอกกับนานาชาติว่า การเลือกตั้งในปี 2553 จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพม่า แต่ในความเป็นจริงพวกเขายังคงมุ่งหน้าทำสงครามต่อไป ประเทศเพื่อนบ้านของพม่าควรคิดให้รอบคอบก่อนลงทุนในพื้นที่ซึ่งเป็นสมรภูมิของการสู้รบนี้" นายปืนคำ กล่าว



หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: WEBMASTER ที่ วันที่ 18 สิงหาคม 2010, 10:49:38
ศาลากลางจังหวัดเชียงรายย้ายสำนักงานใหม่ไปยังเชิงสะพานแม่ฟ้าหลวง เรียบร้อยแล้วครับ

กว้างขวาง ใหญ่โต เดินจนเหงื่อแตก ;D


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: nalismenox ที่ วันที่ 18 สิงหาคม 2010, 19:15:54
ว้าววววววววววว สุดยอด
หอประชุมก็โอเคนะครับ แต่ถ้าเสร็จคงสวยกว่านี้
ส่วนตอนศาลากลางมันโล่งๆ ไปอีกหน่อยคงดีเองอ่ะ


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 19 สิงหาคม 2010, 06:14:53
ม.แม่ฟ้าหลวงจัดสัมมนาการจัดการ โลจิสติกส์ และซัพพลายเชน ในภาคเกษตรกรรม หวังยกระดับระบบการบริหารและจัดการสินค้าเกษตรไทย


รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.เทอด เทศประทีป อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ภาคเกษตกรรมไทยจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน ซึ่งขณะนี้ต่างประเทศมีการพัฒนาไปมากแล้วกว่าประเทศไทยมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจชัดเจนในส่วนดังกล่าว สำนักวิทยาการจัดการจึงได้จัดสัมมนา เรื่องโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทยให้พัฒนาไปสู่การค้าระดับภูมิภาค และระดับโลก โดยสินค้าเกษตรถือว่าเป็นสินค้าหลักของประเทศไทยที่รัฐบาลต้องทำการส่งเสริมอยู่แล้ว

ด้านนายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ (คสศ.) กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่าย เร่งหาแนวทางในการส่งเสริมการกระจายผลิตการเกษตรไปยังผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพและมากขึ้นด้วย เช่น ส้มโอ จาก อ.เวียงแก่น , ปลานิลจาก อ.พาน หากจัดการดีก็จะขายได้มีราคาและมีรายได้เข้าจังหวัดมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวโดยตรงกับ ระบบโลจิสติกส์ และซับพลายเชน

การจัดการสัมมนาครั้งนี้ มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะทุกฝ่ายได้มีการร่วมมือในการผลักดันให้โครงการก่อสร้างรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย สำเร็จ จะเป็นโอกาสที่ดีในหลายด้านเนื่องจากจะสามารถเชื่อมเส้นทางเชื่อมประเทศในกลุ่ม จีเอ็มเอส (GMS) ไปถึงจีน ซึ่งน่าจะเกิดให้ไวที่สุด แต่ยังไม่เห็นว่าจะมีการให้งบประมาณก่อสร้าง อาจมีแค่งบสำรวจ ซึ่ง ระบบการใช้รถไฟ มีความสำคัญและคุ้มค่ากว่าการใช้รถยนต์แน่นอน

ส่วนสาเหตุที่รัฐบาลอาจจะยังไม่ตัดสินใจในการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ น่าจะเกิดจากการเข้าใจและให้ความสนใจของผู้บริหารระดับระดับประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านต้องการรถไฟสายนี้มาก และเพื่อนบ้าน มีโครงการรถไฟจากจีนไปถึง สปป.ลาว และไปยังประเทศอื่น แต่คิดว่า หากมาถึงไทยน่าจะมีศักยภาพมากที่สุด

ด้านนางสาวพิมพ์พิศา ฤกษ์อรุณรุ่ง นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน คณะบริหารธุรกิจ ม.แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้สามารถสร้างโอกาส แก่ผู้ที่มาร่วมงานสัมมนา ให้เกิดแนวคิด ความเข้าใจ ต่อการที่จะพัฒนานำการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมาใช้ในภาคการเกษตรของท้องถิ่น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิต การขนส่ง และการจัดการสินค้า โดยเห็นว่าการร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้ซื้อ แม้กระทั่งคู่แข่งทางการตลาด เป็นความท้าทายที่เราควรจะต้องสร้างแข็งแกร่งในความร่วมมือ เพื่อร่วมกันวางแผน พัฒนา แก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงเพื่อรับมือกับการแข่งขันจากนายทุนต่างชาติที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ต่อไป


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20100818/348509/ม.แม่ฟ้าหลวงระดมสมองผลักดันโลจิสติกส์ไทย.html


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: somchai_yhai ที่ วันที่ 22 สิงหาคม 2010, 17:47:20
มากมายจริง ขอบคุณมากครับ  ;D


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: thaicha ที่ วันที่ 22 สิงหาคม 2010, 20:57:14
การบรรยายทางวิชาการ "เตรียมเชียงราย: เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถาณการณ์ปัจจุบันและอนาคต" โดย ดร. สุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ณ. ห้องมณีไตรรงค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

http://media.cru.in.th/~k2/sme/catalog.php?idp=81


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 23 สิงหาคม 2010, 20:31:55
ท่าเรื่อเชียงแสน 2 จุดขนถ่ายสินค้าไทยไปเมืองจีน

ถ่ายขนเขาไกลมาก ครับ..เครดิตตามภาพขอบคุณที่นำมาภาพสวยมาให้ชมครับ..

(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs301.snc4/40407_120232028029381_100001277536975_130684_4658683_n.jpg)

(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs298.snc4/41263_120228511363066_100001277536975_130649_2706750_n.jpg)

(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs158.ash2/41263_120228514696399_100001277536975_130650_7110091_n.jpg)

(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs318.snc4/41263_120228521363065_100001277536975_130652_427477_n.jpg)

(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs158.ash2/41263_120228524696398_100001277536975_130653_1344054_n.jpg)

(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash2/hs155.ash2/41069_120229851362932_100001277536975_130660_4164289_n.jpg)

(http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs301.snc4/40407_120232031362714_100001277536975_130685_5663556_n.jpg)


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 24 สิงหาคม 2010, 10:37:59
สุโขทัยอ่วม น้ำยมทะลักท่วม ด้านน้ำพุร้อนเชียงราย เจอน้ำป่าซัดพัง

สุโขทัย/เชียงราย - ภาคเหนือหลายท้องที่เจอน้ำท่วมอ่วม ล่าสุดน้ำยมทะลักเข้าเมืองสุโขทัย ชาวบ้านขนของหนีจ้าละหวั่น ขณะที่เขตเวียงป่าเป้า เมืองพ่อขุนฯ เจอน้ำป่า
       
       วันนี้ (23 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสุโขทัยว่า น้ำจากแม่น้ำยมที่มีความเร็ว 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ได้ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่หมู่ 6 บ้านบางคลอง ต.ปากแคว อ.เมือง จ.สุโขทัย กว่า 100 หลังคาเรือนต้องจมน้ำ ขณะที่ชาวบ้านต่างก็เร่งขนย้ายทรัพย์สิน และนำผู้สูงอายุไปอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างทุลักทุเล
       
       ด้าน นายบุญเสริม เชยวัดเกาะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปากแคว และพนักงานฯ ก็ได้เร่งนำกระสอบทราย ไปวางทำแนวป้องกันบริเวณน้ำไหลทะลักแล้ว พร้อมเตรียมรับสถานการณ์ต่อเนื่อง
       
       ขณะที่ ระดับน้ำยม บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย มีความสูงที่ 6.62 เมตร เลยจุดวิกฤตที่ 6.50 เมตร ส่งผลให้ ต.ปากพระ อ.เมืองสุโขทัย ที่มีน้ำท่วมขังอยู่แล้ว ถูกน้ำท่วมสูงขึ้นอีก บางจุดมีความลึกเกือบ 2 เมตร ประกอบกับได้เกิดมีตลิ่งพัง จึงทำให้พื้นที่ทั้ง ต.ปากพระ ถูกน้ำท่วมทั้งหมด โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวหลายพันไร่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
       
       อย่างไรก็ตาม นายจักริน เปลี่ยนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้เรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องประชุมด่วน หาทางเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังแล้ว เพื่อให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
       
       ส่วนพื้นที่เชียงรายได้เกิดเหตุน้ำป่าจากเทือกเขาดอยนางแก้วเขตติดต่อ จ.เชียงราย และเชียงใหม่ ไหลทะลักลงสู่แม่น้ำลาวจนทำให้เกิดการเอ่อล้นและเข้าท่วมพื้นที่ ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะน้ำได้เข้าร่วมร้านค้าบริเวณโป่งน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวบนเส้นทางสายเชียงราย-เชียงใหม่ ส่งผลทำให้บรรดาผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะของที่ระลึกต้องขนข้าวของหนีน้ำ และได้รับความเดือดร้อนจากน้ำและโคลนที่ไหลทะลักเข้าไปในร้าน
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่า น้ำท่วมยังส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตรทั้งนาข้าว บ่อปลา ไร่ข้าวโพด ที่ถูกกระแสน้ำพัดเสียหายเป็นวงกว้างกินพื้นที่ใน 9 หมู่บ้าน นอกจากนี้ยังทำให้คอสะพานคอนกรีตที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างบ้านบวกขอนหมู่ที่ 9 และบ้านโฮ้ง หมู่ที่ 1 และ 2 ขาดยาวกว่า 10 เมตร และโรงเรียนบ้านโฮ้ง อีก 1 แห่ง ได้รับความเสียหายจากดินโคลนทับ เบื้องต้นพบว่ามีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ประมาณ 500 หลังคาเรือน และยังไม่ได้รับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
       
       ทั้งนี้ ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างทำการสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป ในขณะที่ศูนย์สำรวจอุทกวิทยาที่ 5 เชียงราย ได้แจ้งเตือนให้ราษฎรที่มีบ้านเรือนริมตลิ่งแม่น้ำลาวใน อ.แม่สรวย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใต้น้ำถัดไปได้เตรียมพร้อมเฝ้าระวังจากน้ำล้นตลิ่งเหมือนพื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า ดังกล่าวแล้ว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000117215


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 10:04:52
ลุ้นเส้นทางรถไฟเด่นชัย-คุนหมิง


เชียงราย - น.ส.อรุณี ชำนาญยา คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในวันที่ 27-28 ส.ค.นี้ คณะกรรมาธิการจะลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามเรื่องความก้าวหน้าของโครงการรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย จะเชื่อมต่อไปถึงมณฑลคุนหมิง ประเทศจีน จะลงไปรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จ.เชียงราย พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบการขนส่งที่จะเชื่อมกับระบบการขนส่งจากประเทศจีนถึงประเทศไทย

น.ส.อรุณีกล่าวต่อว่า โดยภาพรวมโครงการจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นเส้นทางการขนส่งที่เชื่อมประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ขณะเดียวกันประเทศจีนก็มีความพร้อมและยินดีตอบรับที่จะเปิดรับเส้นทางรถไฟจากประเทศไทยทำให้ยังได้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามมาด้วย โครงการนี้มีการนำเสนอมานานประมาณ 30 ปีแล้ว ไม่สามารถผลักดันเป็นรูปธรรมได้ เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลแต่ละสมัยไม่เพียงพอ งบประมาณที่ได้ประมาณการไว้เบื้องต้นเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมาจำนวน 13,000 ล้านบาท หากปรับตัวเลขใหม่คาดว่าอยู่ประมาณ 15,000 ล้านบาท ขณะนี้กำลังศึกษาความเหมาะสม

หน้า 29


http://www.khaosod.co.th/view_news.p...dPQzB5TlE9PQ==


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: Badz ที่ วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 18:44:10
ดีจัง จะได้หากระทู้ได้ง่ายๆหน่อย


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: กล้วยไม้ไทย ที่ วันที่ 25 สิงหาคม 2010, 20:39:48
ขอบคุณเจ้าที่มาบอกข้อมูลปัจจุบันตลอด
ถึงความเคลื่อนไหวของเจียงฮายเจ้า


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 28 สิงหาคม 2010, 22:27:34
ชายแดนแม่สายคึกคักพม่ากว้านซื้อรถมือสอง
   
 28 สค. 2553 08:16 น.


ผู้ประกอบการค้ารถยนต์รายหนึ่งในพื้นที่ชายแดนไทยพม่า ด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระแสข่าววว่าทางการพม่าจะเปิดให้รถยนต์เก่า หรือรถมือสอง ทำการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายของพม่า ทำให้บรรยากาศตามแนวชายแดนแม่สายคึกคัก เนื่องจากประชาชนชาวพม่า พ่อค้ารถยนต์พม่า ต่างพากันข้ามฝั่งชายแดนเข้ามากว้านซื้อรถยนต์มือสองในเขตฝั่งไทย

สำหรับการกว้านซื้อรถยนต์ครั้งนี้ ผู้ซื้อต้องการรถยนต์ที่มีความจุไม่เกิน 1,400 ซีซี โดยไม่จำกัดสีของรถเหตุ สาเหตุเพราะด้วยทางการพม่าไม่อนุญาตให้จดทะเบียนรถยนต์ที่มีความจุเกิน 1,400 ซีซี ทำให้บรรดาเต็นท์รถยนต์มือสองต่างหารถยนต์ตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ โดยเฉพาะรถยนต์ ยี่ห้อมาสด้า รุ่นแฟมิลี่ และรถยี่ห้อ ไดฮัสซุ รุ่นมิร่า เริ่มต้นสงวนราคาอยู่ที่ 80,000-140,000 บาท หรือแล้วแต่สภาพรถ และทางการพม่ากำหนดค่าการเสียภาษีรถยนต์เริ่มอยู่ที่ 8,000-100,000 บาท

พนักงานขายรถยนต์มือสองแห่งหนึ่งใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย กล่าวว่า ตั้งแต่ทราบเรื่องที่ทางการพม่าเปิดการจดทะเบียนรถยนต์มือสอง ทำให้ชาวพม่าเข้ามาสอบถามซื้อรถยนต์ทั้งสองยี่ห้อนี้เป็นจำนวนมากทุกวัน โดยทางเต็นท์ต่างเร่งเสาะหารถยนต์ใน อ.ข้างเคียงและต่างจังหวัด เพื่อนำมาจำหน่ายให้ชาวพม่า อีกทั้งพนักงานยังกล่าวอีกว่าในอนาคต ราคาของรถยนต์มือสองตามแนวชายแดนจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะเ กิดการแย่งซื้อและเก็งกำไร

 
 
 http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=465484


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 29 สิงหาคม 2010, 11:49:19
เชียงราย - กรรมาธิการคมนาคม ยกทีมจับผิดโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคชายแดนเมืองพ่อขุนฯ ทั้งสะพานข้ามโขง 4- ท่าเรือเชียงแสน 2 ขณะที่ ส.ส.เพื่อไทย รุมซักละเอียดยิบ ถามโปรเจกต์ท่าเรือใหม่ ผ่านสภาฯหรือไม่ หลังต้องทำข้อตกลงระหว่างประเทศกับลาว ยัน 8 ส.ส.เชียงราย พร้อมจุดประเด็นเสี่ยงกระทบเขตแดน


(http://pics.manager.co.th/Images/553000012743903.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000012743902.JPEG)


       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า คณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายสุรพล เกียรติไชยากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางศึกษาดูแลงาน "การพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมของภาคเหนือตอนบน" และรับฟังบรรยายสรุป ที่ห้องประชุมสำนักงานแขวงการทาง จ.เชียงราย สุดสัปดาห์นี้ พร้อมกับเดินทางลงพื้นที่ไปดูโครงการต่างๆ ตามชายแดนไทย-สปป.ลาว เช่น ท่าเรือในแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่งที่ 2 ที่ อ.เชียงแสน สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของ-ห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ฯลฯ
       
       โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งถึงความคืบหน้าในโครงการต่างๆ ว่า การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เป็นรูปแบบสะพานแรงอัดคอนกรีตแบบกล่อง เริ่มต้นก่อสร้างมาแล้วตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่ามา และใช้เวลาก่อสร้าง 33 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2555
       
       ตามกำหนดการจะมีการเปิดให้บริการสะพานร่วมกันระหว่างไทย-สปป.ลาว-จีน ภายในวันที่ 1 ม.ค.2556 เป็นสะพานขนาด 2 ช่องจราจร พร้อมทางเดินเท้าทั้ง 2 ข้างกว้างรวม 14.70 เมตร ส่วนความยาวของสะพานประมาณ 480 เมตร และยังมีสะพานต่อเชื่อมในฝั่งไทยอีก 150 เมตร รวมความยาวทั้งสิ้น 630 เมตร มีเสาตอม่ออยู่กลางแม่น้ำโขง 4 ตอม่อ รวมทั้งมีอาคารด่านพรมแดนทั้ง 2 ฝั่งประเทศและถนนรวมทั้งจุดเปลี่ยนการจราจรในฝั่งไทยด้วย
       
       ด้านนายพงษ์วรรณ จารุเดชารองอธิบดี (ด้านโครงสร้างพื้อนฐานทางน้ำ) กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้างท่าเรือในแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่งที่ 2 งบประมาณ 1,546,400,000 บาท ตั้งอยู่หมู่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน สร้างบนเนื้อที่ประมาณ 387 ไร่ ห่างจากท่าเรือแห่งแรกประมาณ 6 กิโลเมตร เพื่อให้รองรับเรือขนสินค้าขนาด 370 ตันกรอสส์ ได้พร้อมกัน 10 ลำ และรองรับสินค้าได้ปีละ 6,000,000 ตัน ลักษณะโครงการเป็นการสร้างเว้าเข้ามาในฝั่งไทยขนานไปกับแม่น้ำกก ซึ่งจะทำให้เกิดแอ่งจอดเรือที่ขุดขึ้นใหม่มีความกว้างประมาณ 71 ไร่ สามารถจอดเรือได้ทั้ง 2 ฝั่งด้านใน ส่วนระดับน้ำมีความลึก 1.5 เมตรจากระดับน้ำลึกต่ำสุด และมีลานจอดวางสินค้าประมาณ 48 ไร่ ฯลฯ
       
       “ตอนนี้สร้างคืบหน้าแล้ว 42%แต่ก็ช้ากว่าประมาณการณ์ 5%เพราะขาดอุปกรณ์เครื่องเจาะหินซึ่งหายากแต่ไม่น่าจะมีปัญหา และอุปสรรคด้านกายภาพทำให้ช่วงแรกๆ ต้องปรับแบบเพื่อให้เหมาะสม อย่างไรก็ตามการก่อสร้างยังอีกยาวนานเพราะมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 28 ธ.ค.2554 และหากเอกชนไม่สามารถก่อสร้างได้ทันกำหนดก็มีสัญญาวงเงินประกันเอาไว้ 1.5 ล้านบาท” นายพงษ์วรรณ กล่าว
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่าภายหลังจากนายพงษ์วรรณ ได้รายงานความคืบหน้าได้มีสมาชิกคณะกรรมาธิการหลายคน ได้แสดงความคิดเห็นและสอบถามข้อสงสัยหลายเรื่อง เช่น นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ และนายรังสรรค์ วันไชยธนวงส์ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เชียงราย พรรคเพื่อไทย ถึงกับกล่าวว่า โครงการนี้ทาง ส.ส.เชียงราย ทั้ง 8 คนไม่ได้เห็นชอบด้วย เพราะสงสัยเรื่องวิกฤตแม่น้ำโขงที่เหือดแห้ง ความคุ้มทุน การบริหารจัดการระหว่างท่าเรือใหม่และเก่า ฯลฯ
       
       นายพงษ์วรรณ ชี้แจงว่า โครงการนี้ได้ผ่านการศึกษามาหลายขั้นตอนและเปิดเวทีมาแล้วหลายครั้งว่าคุ้มค่า ส่วนแม่น้ำโขงก็ไม่ได้แห้งลง เพราะจากการคำนวณจากระดับน้ำตั้งแต่อดีตพบว่าสาเหตุที่เรือสินค้ามีปัญหาเพราะมีการเพิ่มขนาด ระวางบรรทุกเรือสินค้าให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น ขณะที่ท่าเรือแห่งแรกจะใช้เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น
       
       ด้านนายสุรชัย กนกปิณฑะ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่าตนยังสงสัยในโครงการนี้ในเรื่องของเขตแดนประเทศไทย-สปป.ลาว เพราะสนธิสัญญาแบ่งแดนระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ในอดีตระบุว่าให้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขตแดนในแม่น้ำโขง แต่กรณีนี้มีเกาะช้างตายอยู่กลางแม่น้ำโขงและเราก็ทำท่าเรือเว้าเข้าในฝั่งไทย จึงสงสัยว่าเมื่อทำเช่นนี้ร่องน้ำลึกจะอยู่ที่ไหนอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อการมีร่องน้ำลึกใหม่หรือไม่
       
       พร้อมกับระบุอีกว่า โครงการนี้มีการตกลงหารือและลงนามร่วมกับ สปป.ลาว แล้วได้มีการนำเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ และไปทำกันโดยใช้รัฐธรรมนูญใด ด้วยองค์กรใดกับองค์กรใด
       
       ทำให้รองอธิบดีกรมเจ้าท่าชี้แจงว่า การก่อสร้างตามโครงการนี้ได้ร่วมกับทาง สปป.ลาว ในการศึกษาร่วมกันมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งได้นำเอาข้อมูลที่ได้ไปชี้แจงต่อรัฐบาล สปป.ลาว ที่นครเวียงจันทร์มาแล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันว่าโครงการนี้จะไม่ส่งผลกระทบ แต่หากส่งผลกระทบก็จะร่วมกันแก้ไขต่อไป ด้านร่องน้ำลึกนั้นก็ได้ส่งเรื่องให้ทางกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้ว ได้รับคำตอบชัดเจนว่าเกาะช้างตายเป็นของประเทศไทย
       
       หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการฯ ยังได้สอบถามข้อมูลความคืบหน้าในโครงการโครงข่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษารอบใหม่เพราะที่ผ่านๆ มาได้ผลการศึกษาว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน โครงการก่อสร้างถนนสายต่างๆ ที่คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ถนนแม่สาย-เชียงแสน-เชียงของ ถนนสาย อ.เมืองเชียงราย-ท่าเรือเชียงแสน 2 ถนนสาย อ.จุน จ.พะเยา-อ.เทิง จ.เชียงราย ถนน อ.เทิง-เชียงของ เป็นต้น

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000120117


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: thaicha ที่ วันที่ 02 กันยายน 2010, 11:26:03
มรช.วิจัยผลกระทบจากการพัฒนาลุ่มน้ำโขง ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในอนาคต ซึ่งผลงานการวิจัยได้รับการชื่นชมจากเวทีระดับชาติ
  ผศ.ดร.สุชาติ  ลี้ตระกูล   รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย  (มรช.) เปิดเผยว่า  ชุดโครงการวิจัยของทีมคณะวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนา  มรช. ได้ร่วมออกบูธนิทรรศการด้านการวิจัย    และได้รับรางวัล  ซิลเวอร์อวอร์ด (Silver Award )  และได้รับคำชมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  (วช.) ในงาน  “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 “ (Thailand Research Expo 2010 )  ปีนี้ 5  เมื่อวันที่  25 – 31  สิงหาคม  ที่ศูนย์ประชุมบางกอก  คอนเวนชั่น  เซ็นเตอร์เช็นทรัลเวิลด์  ราชประสงค์ กทม.  จึงขอขอบพระคุณทุกคณะที่ได้ให้ความร่วมมือในการนำเสนอผลงานครั้งนี้  1  ชุด  17  เรื่องดังต่อไปนี้

ชุดโครงการวิจัยเชียงของศึกษา : ด้านการศึกษา
           ชื่อโครงการ  1. ความ ต้องการการเตรียมความพร้อมเพื่อการใช้ภาษาต่างประเทศในการติดต่อสื่อสารใน บริบทของการค้าชายแดนไทย ลาว จีน  ผู้วิจัยโดย อ.สุภาพร   เตวิยะ  อ.เกศรินทร์   ศรีธนะ
                            2. แนว ทางการจัดการศึกษาเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโครงการ สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย อ.สุดาพร ปัญญาพฤกษ์

ชุดโครงการวิจัยเชียงของศึกษา : ด้านสังคมและวัฒนธรรม

           ชื่อโครงการ  1. การศึกษาวิถีชีวิตและรูปแบบการปรับตัวของชุมชนริมฝั่งโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย อ.ดุจฤดี  คงสุวรรณ
                            2. กระบวนการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นภายใต้แผนการจัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมเชียงของ” ผู้วิจัยโดย  น.ส.สกาวเดือน บุญงามและคณะ
                            3. การศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในอนุภูมิภาคกลุ่มแม่น้ำโขง ผู้วิจัยโดย  นายสุภินันทชัย  แซ่ลีและคณะ
                            4. พัฒนาการ และความสัมพันธ์ทางการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว ภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ผู้ วิจัยโดย  นายประชา แซ่จ๋าวและคณะ

ชุดโครงการวิจัยเชียงของศึกษา : ด้านสิ่งแวดล้อม

           ชื่อโครงการ  1. การศึกษารูปแบบในการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับนิคมอุตสาหกรรมเชียงของ จ.เชียงราย ดร.พงษ์นรินทร์  ชื่นวงค์

ชุดโครงการวิจัยเชียงของศึกษา : ด้านเศรษฐกิจ
          

           ชื่อโครงการ 1. การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบในภาคอุตสาหกรรมจากการสร้างสะพานข้ามน้ำโขงไทย-ลาว ผู้วิจัยโดย  ดร.ไพโรจน์ ด้วงนครและคณะ
                           2.  แนวทางการพัฒนาในการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ : กรณีศึกษาอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.วิชิต นางแล
                           3.  ความคิดเห็นและการเตรียมความพร้อมของชุมชนเชียงของต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภาค อุตสาหกรรม อำเภอเชียงของ จังหวัด เชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.วัชระ วัธนารวีและคณะ
                           4.  การศึกษาระบบบริหารจัดการธุรกิจเพื่อพัฒนากลุ่มสตรีทอผ้าศรีดอนชัยไปสู่ ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : กรณีศึกษา อ. เชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.วันชนะ จิตรอารีย์
                           5.  การศึกษาระบบเพื่อหารูปแบบพิธีการนำเข้าและส่งออกสินค้าทางการเกษตร ณ ท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.ทศพร มูลรัตน์
                           6.  การศึกษาโอกาสและศักยภาพของสินค้าส่งออกระหว่างไทยและจีน (ยูนาน) ผู้วิจัยโดย  อ.ปวีณา  ลี้ตระกูล
                           7.  การศึกษาระบบการกระจายสินค้าของประเทศจีน กรณีศึกษา : เมืองเฉินก้ง นครคุณหมิง มลฑลยูนาน ผู้วิจัยโดย  นายยุทธศิลป์ ชูมณีและคณะ
                           8. รูปแบบการพัฒนาพื้นที่ริมโขง อำเภอเชียงของ ให้เป็นตลอดสินค้าอินโดจีน ผู้วิจัยโดย  นายกิตติศักดิ์ นิวรัตน์และคณะ
                           9. ความ เป็นไปได้ของการเปิดศูนย์การค้าปลอดภาษี Duty free พื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  ผู้วิจัยโดย  นางธิดารัตน์ สุขประภาภรณ์  และคณะ

อยู่ระหว่างดำเนินการ
            ชื่อโครงการ 1. การวิเคราะห์โอกาสและศักยภาพของการพัฒนาสินค้าทางการเกษตร เพื่อการส่งออกเขตอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผู้วิจัยโดย  อ.สุภมล  ดวงตา


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 06 กันยายน 2010, 18:48:38
เชียงรายระดมสมองจัดสัมนาพัฒนาท่องเที่ยวสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ



เมืองพ่อขุนเปิดเวที "Upper GMS Tourism Network Forum 2010" สัมมนาและนิทรรศการวิชาการนานาชาติภายใต้หัวข้อเรื่อง "เครือข่ายความรู้ และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" กูรูท่องเที่ยวไทย ลาว จีน ร่วมขึ้นเวที หวังจับมือประเทศเพื่อนบ้านในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจลงนามสร้าง เครือข่ายทำตลาด พร้อมปลุกฟื้นโครงการ Golden Quadrangle Tourism Zone เพื่อลดปัญหาอุปสรรคการข้ามพรมแดน รวมถึงการพัฒนาเส้นทางที่เป็นจุดขายร่วม และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน

จังหวัดเชียงราย ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คสศ.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ-หอการค้า จ.เชียงราย ได้จัดงานสัมมนาและนิทรรศการวิชาการนานาชาติในหัวข้อ "เครือข่ายความรู้และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่ น้ำโขง"หรือ Upper GMS Tourism Network Forum 2010 ณ ห้องประชุมโรงแรมริมกกรีสอร์ท อ.เมืองเชียงราย นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าจังหวัดเชียงรายกำหนดการจัดสัมมนา และนิทรรศการวิชาการนานาชาติภายใต้หัวข้อเรื่อง "เครือข่ายความรู้ และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง"หรือ "Upper GMS Tourism Network Forum 2010"เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายองค์กรด้านการท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐและเอกชนในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขงตอนบน 4 ประเทศให้เป็นรูปธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนา 120 คน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนใน 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบน

"จังหวัดเชียงรายหวังว่าในเบื้องต้นทุกประเทศจะเห็นร่วมกันและลงนาม ในการสร้างเครือข่ายและขีดความสามารถทางการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำ โขงตอนบนขึ้นมา และเห็นชอบในแผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวที่จะได้ผลสรุปในครั้งนี้ เพราะว่าการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากภาคการท่องเที่ยวของสสป.ลาว คือ Mr. Somphong Mongkhonvilay รัฐมนตรีท่องเที่ยวของสปป.ลาว, Mrs. Daw Kyi Kyi Aye ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและโรงแรมของพม่า และ Mr. Lu Jiangquan ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวของสิบสองปันนาเดินทางมาด้วยตัวเอง อันจะทำให้เกิดการเร่งรัดโครงการ Golden Quadrangle Tourism Zone หรือโครงการพัฒนาเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจเป็น รูปธรรมเร็วขึ้นด้วย"

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า โครงการสัมมนานานาชาติหัวข้อเรื่อง"เครือข่ายความรู้ และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" หรือ "Upper GMS Tourism Network Forum 2010" นับเป็นเรื่องสอดคล้องกับนโยบายของคสศ. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกิจกรรมในการสัมมนาที่จะจัดขึ้น ประกอบด้วย จัดการประชุมสัมมนา เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความเข้าใจร่วมกันในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน, จัดทำแผนปฏิบัติงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับชาติ, จัดนิทรรศการด้านการท่องเที่ยวบริเวณหน้าห้องสัมมนา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ

ขณะที่ นายวิชัย ศรีขวัญ ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชียงราย มีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงไปถึงประเทศต่างๆ ในกลุ่ม GMS ดังนั้น การจัดสัมมนาเพื่อหาแนวทางความร่วมมือ เครือข่าย รวบรวมปัญหาอุปสรรค ฯลฯ จึงจะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งของจังหวัด และกลุ่ม GMS ไปจนถึงจีนตอนใต้ได้เป็นอย่างดี

ด้าน ท่านสมพงศ์ มงคลวิไล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส.ป.ป.ลาว กล่าวว่า การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ร่วมกันโดยทุกประเทศยังสามารถทำได้ อีกมากมาย เพราะแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอยู่ เช่น โครงสร้างพื้นฐานภายใน การคมนาคม ฯลฯ ทั้งนี้ ปัจจุบัน ส.ป.ป.ลาว ได้รับการสนับสนุนจากทั้งธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ไทย จีน ในการเข้าไปพัฒนาเส้นทางคมนาคมอย่างมาก ทำให้ ส.ป.ป.ลาว สามารถพัฒนาต่อไปเพื่อให้ก้าวสู่การเป็นประเทศเชื่อมโยง หรือ Land-link ได้ในอนาคต โดยมีถนนเชื่อมตะวันออก-ตะวันตก และสามารถไปถึงเมืองคุนหมิง มณฑลหยุนหนัน จีนตอนใต้ ขณะที่ชายแดนด้านเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว ซึ่งเชื่อมกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ของไทย ก็เป็นอีกช่องทางเชื่อมสำคัญ โดยมีตัวเลขการค้าและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระนั้นในภาพรวมแล้วยังจะต้องมีการพัฒนาร่วมกัน เพื่อให้เกิดมาตรฐานและไปสู่ความสำเร็จต่อไป

ด้าน นายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าปัจจุบันจังหวัดเชียงรายในฐานะศูนย์กลางในการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน จึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวในเขต 4 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน เพราะสามารถสร้างเครือข่ายและเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจดึงดูดนักท่อง เที่ยวได้อย่างมหาศาล เพราะมีความพร้อมในตัวเองหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่มีทั้งการเดินเรือในแม่น้ำโขง, สนามบินนานาชาติ,เส้นทางคมนาคมทางบกที่พร้อม สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 โครงการถนนสี่ช่องจราจรจาก อ.เชียงแสน ไปเชียงของ จากแม่จัน-เชียงแสน และจากแม่สายเชียงแสน เพื่อรองรับท่าเรือในแม่น้ำโขงที่บ้านสบกก อ.เชียงแสน เป็นต้น ดังนั้นการดำเนินโครงการและสร้างกระบวนการด้านการพัฒนาบุคลากร การสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ จะต้องทำควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน

แหล่งข่าว: chiangmainews.co.th 1/9/2553



หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 10 กันยายน 2010, 09:03:56
(http://pics.manager.co.th/Images/553000013408101.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013408102.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013408103.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013408105.JPEG)


เชียงราย - สนข.เผยแผนพัฒนาศักยภาพชายแดนเชียงราย เตรียมวางระบบ “ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าชายแดน” รองรับท่าเรือเชียงแสน 2-สะพานข้ามโขง 4 ขณะที่รัฐบาลไฟเขียวเปิดเส้นทางเดินรถโดยสารเชียงใหม่-เชียงราย ทะลุหลวงพระบาง และจีนตอนใต้ มุ่งอำนวยความสะดวกการค้าลุ่มน้ำโขง
       
       ในการสัมมนานานาชาติเรื่อง “โครงการกิจกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ(Thailand Competitiveness Conference 2010) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการจัดการแห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ได้ร่วมกันจัดขึ้น ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งภายในการสัมมนาได้มีการหยิบเรื่องโครงการพัฒนาต่างๆ ตามชายแดนแม่น้ำโขงไทย-สปป.ลาว ด้าน จ.เชียงราย เข้าไปอภิปรายโดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างไทย-จีน ทั้งทางถนน ทางเรือแม่น้ำโขงซึ่งมีการก่อสร้างด้วยงบประมาณมหาศาลอยู่ในปัจจุบัน และทางระบบรางรถไฟซึ่งกำลังมีแผนดำเนินการในอนาคต
       
       นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธาน คสศ.หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ เปิดเผยว่า ในเวทีสัมมนาทาง สนข.ได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยระหว่างปี 2550-2554 ขึ้นมาทำการอภิปราย มุ่งเน้นแปลงยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปสู่ภาคปฏิบัติ
       
       ในส่วนของ จ.เชียงราย ได้มีการแจ้งว่ามีโครงการใหญ่ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาการแข่งขันของประเทศหลายโครงการ เช่น โครงการท่าเรือแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่งที่ 2 ตรงหมู่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน พื้นที่ 380 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวา ซึ่งกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการก่อสร้างด้วยวงเงิน 1,546,400,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จ 28 ธ.ค. 2554 ปัจจุบันโครงการนี้มีถนนสนับสนุนที่ก่อสร้างใหม่หลายสาย เช่น ถนนสี่ช่องจราจรสาย อ.แม่สาย-อ.เชียงแสน ระยะทาง 38.46 กิโลเมตร ถนนสี่ช่องจราจรสาย อ.แม่จัน-อ.เชียงแสน ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร
       
       ขณะที่ สนข.ได้รับมอบหมายให้สำรวจออกแบบรายละเอียดและการบริหารจัดการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าชายแดน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งภายในศูนย์ฯ จะมีการอำนวยความสะดวกด้านกิจการชายแดนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกด้านสถานที่สำหรับรถโดยสาร รถบรรทุก รถไฟ รถทั่วไป ฯลฯ
       
       สำหรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมไทย-สปป.ลาว ด้าน อ.เชียงของ กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งรัฐบาลไทย-จีน ได้ตกลงร่วมกันโดยไทยและจีนได้จัดการด้านการเงินสำหรับงานก่อสร้างฝ่ายละ 50% ในวงเงินค่าก่อสร้างรวม 1,624 ล้านบาท ต่อมากรมทางหลวงได้เปิดซองประกวดราคาเพื่อจัดหาเอกชนเข้าดำเนินการก่อสร้างเรียบร้อยแล้วโดยได้ “กลุ่มซีอาร์ 5-เคที จอยท์เวนเจอร์” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง “บริษัท ไซน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 5 เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป” จำกัด จากประเทศจีน “บริษัท กรุงธนเอ็นยิเนียร์ จำกัด” จากประเทศไทย วงเงิน 1,431,138,545.00 บาทหรือประมาณ 43,158,581.11 เหรียญสหรัฐ
       
       เซ็นสัญญาก่อสร้างในวันที่ 14 พ.ค.2553 ด้วยระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 30 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี พ.ศ.2555 นั้น สนข.ก็มีกำหนดจัดตั้งศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าชายแดนให้แล้วเสร็จในเวลาเดียวกันด้วย
       
       ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าหรือ Border Control Facility ทาง สนข.ได้มีการประเมินมูลค่าการก่อสร้างโครงการว่า จะมีมูลค่าในระยะที่ 1 จำนวน 1,451 ล้านบาท ระยะที่ 2 จำนวน 850 ล้านบาท รวมทั้งหมด 2,301 ล้านบาท โดยจะมีโครงการสนับสนุนหลายโครงการ เช่น 1.โครงการก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร ทล.1020,1152 สายเชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 75 กิโลเมตร 2.โครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.1020-บ.กิ่วแก้ว อ.เทิง-อ.จุน ระยะทาง 43.709 กิโลเมตร 3.โครงการก่อสร้างถนนสาย ชร.4057 แยก ทล.1020-บ.ดอนมหาวัน อ.เชียงของ ระยะทาง 8.683 กิโลเมตร และ 4.โครงการก่อสร้างถนน ชร.4014 แยก ทล.1020 บ.แก่นใต้ อ.เชียงของ ระยะทาง 8.90 กิโลเมตร
       
       นอกจากนี้ สนข.ยังได้แจ้งความคืบหน้าอื่นๆ อีกว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ส่งเสริมโครงการเสริมอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพชายแดนด้านนี้หลายโครงการ โดยเฉพาะการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน เพื่อการเปิดเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ จำนวน 2 สาย ได้แก่ 1.เส้นทาง จ.เชียงใหม่-จ.เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว-แขวงหลวงน้ำทา-แขวงอุดมไชย-แขวงหลวงพระบาง 2.เส้นทาง จ.เชียงราย (ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 4)-เมืองห้วยทราย (แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว)-เมืองบ่อเต็น (แขวงหลวงน้ำทา) ชายแดน สปป.ลาว-จีนตอนใต้
       
       การโดยสารด้วยรถประจำทางดังกล่าวคงจะมีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อม ซึ่งเริ่มแรกก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย เช่น หากเข้าไปยังแขวงที่อยู่ติดกับประเทศไทยก็ใช้เพียงแค่หนังสือผ่านแดนชั่วคราวหรือบอเดอร์พาส แต่หากข้ามแขวง ก็ต้องใช้หนังสือเดินทางระหว่างประเทศหรือพาสปอร์ต เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหากมีการเปิดใช้รถโดยสารจะทำให้ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมีความคึกคักด้านการเดินทางมากขึ้นโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว
       
       นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันในแผนของ สนข.ยังกำหนดให้มีการศึกษาและออกแบบเพื่อเตรียมการก่อสร้างทางรถไฟสาย อ.เด่นชัย จ.แพร่-อ.เชียงของ ระยะทาง 346 กิโลเมตร ด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม การจะก้าวไปสู่การพัฒนาดังกล่าวให้เต็มรูปแบบนั้น ยังต้องมีกฎระเบียนอื่น ๆ ขึ้นมารองรับ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ซึ่งมีเนื้อหาคือ 1.เพื่อการขนส่งข้ามพรมแดน รองรับพันธกรณีในการปรับปรุงพิธีการ ณ ด่านพรมแดนให้สอดคล้องกับหลักการตามความตกลงระหว่างประเทศ
       
       2.อำนวยความสะดวกในการขนส่งผ่านด่านพรมแดน (Cross Border transport) การดำเนินพิธีการ ณ ด่านพรมแดนเกี่ยวข้องกับอำนาจของหลายหน่วยงาน ภายใต้กฎหมายหลายฉบับ
       
       3.การมีกฎหมายกลางขึ้นใหม่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะสามารถอ้างอิงในการออกกฎหมายลำดับรองเพื่อให้มาตรการอำนวยความสะดวกเกิดผลในปฏิบัติจะเกิดผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการมากกว่าการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเป็นรายฉบับสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการอนุวัติความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยจะทำขึ้นในอนาคตได้ด้วย
       
       สำหรับสถานะของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นปัจจุบันยังรอเสนอสภาผู้แทนราษฎรอยู่ เมื่อแล้วเสร็จจะให้อำนาจกระทรวงคมนาคมประกาศพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (Common Control Area :CCA) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการดำเนินพิธีการอย่างเบ็ดเสร็จในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สามารถให้บริการ ณ จุดเดียว (One Stop Service) รองรับ Single Stop Inspection ต่อไป


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000126414


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 14 กันยายน 2010, 11:26:11
เชียงราย - ผบก.เมืองพ่อขุนฯ ดึงเจ้าอาวาสวัดดัง ร่วมอบรมพัฒนาจิตใจตำรวจในสังกัด ภายใต้โครงการ 1 ในล้านความดีเทิดไท้องค์ราชัน
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผบก.ภ.เชียงราย ร่วมกับพระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดใหม่ร่วมเย็น ต.ห้วยซ้อ อ.เชียงราย เปิดโครงการ 1 ในล้านความดี ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เทิดไท้องค์ราชัน ที่ห้องประชุมดุรงควิบูลย์ ตำรวจภูธรเชียงราย เมื่อเร็ว ๆ นี้
       
       โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานสถานีตำรวจภูธรในสังกัดตำรวจภูธร จ.เชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานพุทธศาสนาและสำนักงานวัฒนธรรม จ.เชียงรายกว่า 100 คนเข้าร่วมโครงการ
       
       เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณรวมทั้งเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสวันพ่อแห่งชาติวันที่ 5 ธ.ค.นี้
       
       พล.ต.ต.ทรงธรรม กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ร่วมกับพระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ ดำเนินได้ดำกิจกรรมพัฒนาจิตข้ารากชารตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ในระหว่างเดือน มิ.ย.-ธ.ค.นี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายใต้กระบวนการ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนตำรวจประพฤติดี โดยจัดอบรมคุณธรรม จริยธรรมและพัฒนาจิตใจให้กับข้าราชการตำรวจทุกสถานี ทุกระดับชั้น โดยการบรรยายธรรม การนั่งสมาธิวิปัสสนา ในโครงการสติรู้ตัว ปัญญารู้คิด พัฒนาจิต ณ วัดใหม่ร่มเย็น อบรมไปแล้ว 4 รุ่น จำนวน 260 นาย
       
       ขั้นตอนสังคมดีโดยการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนชาวเชียงราย บันทึกถวายสัตย์ปฏิญาณในการกระทำความดีเพื่อในหลวง อันเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทุ่มเทพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวไทย
       
       ขั้นตอนเชิดชูความดี โดยการคัดเลือกข้อความบันทึกการถวายสัตย์ปฏิญาณในการทำความดีเพื่อในหลวงของข้าราชการตำรวจและประชาชน ที่เห็นว่าเป็นตัวอย่างในการสร้างสรรค์สังคม
       ขั้นตอนส่งความดี โดยการรวบรวมบันทึกการถวายสัตย์ปฏิญาณในการกระทำความดีเพื่อในหลวงของข้าราชการตำรวจและประชาชนให้ได้จำนวน 100,000 ฉบับ เพื่อทูลเกล้าถวายฯ ต่อไป
       
       พล.ต.ต.ทรงธรรม กล่าวอีกว่า ประชาชนและตำรวจสามารถไปขอรับพระราชดำรัสโครงการดังกล่าวได้ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สถานีตำรวจทุกแห่ง วัดใหม่ศรีร่มเย็น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษา เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ในเว็บไซด์www.chiamgrai.police.go.th.



หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: nutpentor ที่ วันที่ 15 กันยายน 2010, 14:42:31
 :o :o


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 16 กันยายน 2010, 15:16:59
เชียงราย - พ่อเมืองเชียงราย ตั้งวงถกตัวแทนภาคเอกชน-สื่อ ประเมินสถานการณ์หางแดงเคลื่อนรอบใหม่ หวั่นกระทบ “ไฮซีซัน” ปีนี้ วอนเสื้อแดงอย่าก่อเหตุรุนแรงถึงขั้นปิดถนน-สร้างความวุ่นวาย ย้ำหนาวนี้เป็นช่วงเวลาทองที่จะทำให้ท่องเที่ยวเชียงรายฟื้นได้บ้าง
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่าวันนี้ (16 ก.ย.) นายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้จัดประชุมร่วมกับภาคเอกชนประกอบไปด้วยหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมท่องเที่ยว ชมรมภัตตาคารและร้านอาหาร สมาคมโรงแรม ฯลฯ รวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนงในจังหวัด เพื่อหารือพร้อมแถลงข่าวเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีกำหนดจะเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.53 เป็นต้นไป และจะมีการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ในพื้นที่เป็นครั้งแรกในวันที่ 20 ก.ย.นี้ นับตั้งแต่มีการยุติการชุมชุมจากเหตุการณ์ที่เวทีราชประสงค์ กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 53 เป็นต้นมา
       
       นายสุเมธ กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ อีกครั้งนั้น ได้ทำให้จังหวัดเป็นห่วงว่าจะกระทบการภาคการท่องเที่ยวเนื่องจากเชียงราย มีฤดูหนาวเป็นฤดูท่องเที่ยวหรือไฮด์ซีซั่นเป็นระยะเวลาราว 4-5 เดือน ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก หากมีเหตุกระทบกระเทือนก็จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่เข้า ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ ว่ากรณีจะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นสามารถทำได้อย่างมีเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ขออย่าทำผิดกฎหมาย เช่น ปิดถนน หรือสร้างความวุ่นวาย
       
       นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาทางจังหวัดก็ได้เริ่มประสานไปยังกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เชียงราย พรรคเพื่อไทย บางคนไปแล้วซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าจะไม่ทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะบรรดา ส.ส.ก็ยืนยันว่า ไม่เคยสนับสนุนแนวทางที่รุนแรงหรือสร้างความวุ่นวายอยู่แล้ว [COLOR="Red"]ดังนั้นทางจังหวัดจึงเริ่มเดินหน้าโครงการท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อรองรับฤดูหนาวโดยเฉพาะโครงการดอกไม้ทั่วเมือง หรือฟลาวเวอร์ซิตี้[/COLOR]
       
       โดยขอความร่วมมือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกระดับในทุกพื้นที่ ภาคเอกชน ให้ส่งเสริมการปลูกดอกไม้ทั่วเมือง รวมทั้งที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย ก็ให้มีการประดับตกแต่งด้วยดอกไม้เพื่อสร้างความพอใจให้กับผู้ไปเยือนตลอดการเดินทาง จากนั้นในฤดูหนาวก็คงจะมีเทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวต่างๆ เหมือนทุกปี เช่น เทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ประเพณีลอยกระทง ฯลฯ
       
       ด้านตัวแทนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้นำเสนอสภาพปัญหา ซึ่งทุกฝ่ายให้ความเห็นตรงกันว่าเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก ดังนั้นจึงหวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ในช่วงฤดูหนาวนี้อย่างมาก เพราะรอบ 1 ปีจะมีฤดูท่องเที่ยวที่ทุกคนคาดหวังเอาไว้สูงสุดคือ ช่วงนี้เท่านั้น รวมทั้งส่วนใหญ่สนับสนุนแนวคิดการปรองดองและอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไปได้รับทราบว่าสถานการณ์ในเชียงราย สงบสุข แม้จะมีการเคลื่อนไหวในบางช่วงก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ด้วย
       
       สำหรับ จ.เชียงราย มีกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม และที่ผ่านมาเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาปิดถนน ปิดกั้นการจราจร ละเมิด พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หมิ่นเบื้องสูง เผายางรถยนต์กลางถนน รวมไปถึงมีเหตุการณ์เผาพระบรมฉายาลักษณ์มาแล้วหลายครั้ง โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีไปเป็นจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นแกนนำคนเสื้อแดงที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ และทั้งหมดมีกำหนดจะจัดกิจกรรมนำดอกกุหลาบไปวางที่หน้าเรือนจำกลางเชียงรายในวันที่ 17 ก.ย.ตั้งเวลา 09.00 น.เป็นต้นไป
       
       วันที่ 20 ก.ย.ช่วงเย็นจะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานหน้าโรงแรมแสนภูเพลส ติดถนนบรรพปราการ อ.เมืองเชียงราย โดยจะมีแกนนำจากพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงหลายคนไปร่วมเวทีด้วย


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 17 กันยายน 2010, 11:32:17
“พาณิชย์” ดันนโยบายประตูตะวันตกเปิด5 เส้นทางการค้าใหม่รุกตลาดพม่าจรดจีน คาดท่องเที่ยว การค้า ลงทุนบูม

วันนี้ (16ก.ย.) นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยมีแผนเปิดเส้นทางการค้าใหม่อย่างน้อย 5 เส้นทาง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-พม่า ตามนโยบายประตูสู่ตะวันตก เพราะในปัจจุบันไทยและพม่ามีพรมแดนติดต่อกันยาวถึง 2,400 กม. และมีจังหวัดชายแดน 10 จังหวัดของไทยที่ติดต่อกับพม่า ประกอบด้วย เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง แต่เพิ่งมีด่านชายแดนถาวรเพียง 3 แห่งเท่านั้น ได้แก่ ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก จ.เชียงราย ด่านแม่สอด-เมียวดี จ.ตาก และด่านระนอง-เกาะสอง จ.ระนอง

ทั้งนี้ 5 เส้นทางใหม่ที่ผลักดันให้เกิดขึ้น ได้แก่ แม่ฮ่องสอน-เนปิดอ เพื่อเข้าสู่เมืองหลวงของพม่าด้วยระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร จากด่านห้วยต้นนุ่น อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเข้าสู่ตลาดตอนเหนือของพม่าและจีนตอนใต้ต่อไป แม่สอด-เมาะลำไย-ย่างกุ้ง เพื่อเข้าสู่ตลาดเมืองใหญ่ลำดับที่ 3 และลำดับที่ 1 ของพม่า และเชื่อมต่อเส้นทางเอเซียนไฮเวย์สู่อินเดีย กาญจนบุรี-ทวาย เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายกับจังหวัดกาญจนบุรีและ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิค สิงขร-มะริด เพื่อเข้าสู่แหล่งวัตถุดิบด้านแร่ธาตุ สินค้าประมง และไม้ยางพารา ซึ่งอยู่ ทางตอนใต้ของพม่า รวมทั้งเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชายทะเลระหว่างภาคใต้ของไทยกับเมืองมะริด และแม่ฮ่องสอน-ทันเว เพื่อเปิดประตูการค้าสำหรับภาคเหนือของไทยกับตลาดพม่าตอนกลาง พร้อมกับนำจังหวัดแม่ฮ่องสอนออกสู่มหาสมุทรอินเดียที่เมืองทันเว

“การผลักดันช่องทางการค้าใหม่ๆ ระหว่างกัน โดยเฉพาะการเพิ่มเส้นทางการค้าตามแนวชายแดน นอกจากช่วยลดผลกระทบปัญหาการปิดด่านชายแดนแล้ว ยังจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของ 2 ประเทศด้วย”

นายอลงกรณ์กล่าวว่า การดำเนินนโยบายประตูตะวันตก จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับจังหวัดชายแดนไทย-พม่า 10 จังหวัดจากภาคเหนือจรดภาคใต้ เพราะจะกลายมาเป็นประตูหน้าด่านการค้าไทยสู่ตลาดพม่า อินเดีย บังกลาเทศ และจีน และจะเพิ่มศักยภาพในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวที่น่าลงทุนและเป็นทำเลทองของการค้าชายแดนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันมีแผนผลักดันเส้นทางโลจิสติกส์รถไฟสายกาญจนบุรี-ทวาย เข้าสู่กรุงย่างกุ้ง เมืองเศรษฐกิจอันดับ 1 ของพม่า และเข้าสู่นครคุนหมิงของจีน ซึ่งจีนมีแผนที่จะเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟระหว่างคุนหมิง-ย่างกุ้ง แล้วเสร็จในปี 56 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้มีแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจกับพม่าอีก 2 แห่ง ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด และการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีของพม่า ซึ่งได้สร้างเสร็จแล้ว และตั้งอยู่ตรงข้ามแม่สอด ทั้งนี้ ผังเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จะประกอบด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า และพื้นที่พาณิชยกรรม 5,600 ไร่ และ 2) การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย โดยไทยจะเชื่อมโยงจังหวัดกาญจนบุรีกับท่าเรือน้ำลึกทวายของพม่า ระยะทาง 150 กิโลเมตร ขณะนี้ในฝ่ายพม่าอยู่ระหว่างการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมต่อกับไทย ทั้งนี้ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายจะประกอบด้วย เขตนิคมอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ

ปัจจุบันพม่าเป็นประเทศคู่ค้าลำดับที่ 6 ในอาเซียน ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 1 ของพม่า ในปี 52 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับพม่ามีมูลค่า ประมาณ 1.48 แสนล้านบาท เป็นการส่งออก 5.26 หมื่นล้านบาท และนำเข้า 9.59 หมื่นล้านบาท โดยไทยขาดดุลการค้าพม่า 4.33 หมื่นล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจำนวนมากจากพม่า


ที่มา : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentId=92298


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 18 กันยายน 2010, 14:31:58
เชียงราย - สวนยางพาราเมืองพ่อขุนฯ ส่อทะลุล้านไร่ ขึ้นแท่นอันดับ 4 ประเทศ ทุนใหญ่ไทย-จีนจ่อตั้งโรงงานแปรรูป



รายงานข่าวจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จ.เชียงราย แจ้งว่า จนถึงขณะนี้เชียงราย มียอดรวมการปลูกยางพาราทั่วทั้ง 18 อำเภอ มากถึง 347,857 ไร่ โดยพื้นที่ที่ปลูกมากที่สุดคือ อ.เชียงของ จำนวน 58,560 ไร่ รองลงมาคือ อ.เทิง จำนวน 43,258 ไร่ อ.ดอยหลวง จำนวน 40,150 ไร่ อ.เวียงเชียงรุ้ง 31,576 ไร่ อ.พญาเม็งราย 25,790 ไร่ อ.เวียงแก่น 25,427 ไร่ อ.เมือง 20,890 ไร่ อ.เวียงชัย 16,062 ไร่ อ.แม่จัน 14,970 ไร่ อ.แม่สรรวย 8,870 ไร่ อ.เวียงป่าเป้า 8,620 ไร่ อ.พาน 8,400 ไร่ อ.แม่ฟ้าหลวง 6,420 ไร่ อ.แม่ลาว 4,610 ไร่ อ.ขุนตาล 4,140 ไร่ อ.ป่าแดด 2,530 ไร่ และ อ.แม่สาย 494 ไร่ เป็นมีต้นยางที่อายุเกิน 6 ปีและมีการกรีดน้ำยางไปแล้วประมาณ 10%

ส่วนโครงการขยายพื้นที่ปลูกอีก 8 แสนไร่นั้น ปรากฏว่าได้ทำให้แนวโน้มสวนยางพาราในพื้นที่เชียงราย เพิ่มมากขึ้นอีก เนื่องจากมีผู้เสนอขอเข้าร่วมโครงการไปยัง สกย.เชียงราย จำนวนกว่า 86,000 ราย รวมเนื้อที่ปลูกกว่า 1 ล้านไร่ ขณะที่แนวโน้มการจัดสรรพื้นที่ปลูก ที่จะเน้นหนักภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อคำนวณจากอัตราเฉลี่ยทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนืออาจจะได้โควตาเฉลี่ยจังหวัดละเพียงประมาณ 10,000 ไร่

นายวิทยา ชุมวณิชย์ ผู้อำนวยการ สกย.เชียงราย กล่าวว่า ต้องถือว่าพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายนั้นพึ่งจะเริ่มต้นทำการปลูกยางพาราโดยนับตั้งแต่มีโครงการยางล้านไร่สมัยรัฐบาลในอดีตเป็นต้นมาก็พบว่าปลูกกันไม่เกิน 7 ปี และแม้จะมีเอกชนปลูกนอกโครงการบ้างก็ยังมีอยู่เพียงไม่กี่ราย ดังนั้นการที่มีจำนวนสวนยางพาราเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแบบก้าวกระโดด จึงมีปัญหาเรื่องความชำนาญของเกษตรกร เพราะเจ้าหน้าที่ สกย.มีอยู่จำนวนจำกัดจึงต้องแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้สายเกินไป เพราะบางปัญหาถือเป็นเรื่องใหญ่และน่าเสียดายอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น การกรีดน้ำยางต้องทำในต้นที่มีลำต้นกว้างไม่น้อยกว่า 50 ซ.ม.และการกรีดหน้ายางต้องทำให้ถูกต้องไม่เสียหน้ายางจะได้ผลักกันกรีดด้านละ 3 ปีสลับกันไปมาจนกว่าจะหมดอายุต้นยางในอีก 20 ปีข้างหน้า ฯลฯ แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือเมื่อเกษตรกรเห็นราคาน้ำยางและยางแผ่นขึ้นสูงก็รีบกรีดทำให้ไม่ได้น้ำยาง หรือกรีดยางไม่ถูกต้องทำให้หน้ายางตายไม่สามารถกรีดซ้ำได้อีกจนเสี่ยงต่อการต้องตัดขายลำต้นก่อนเวลาอันควรในที่สุด เป็นต้น ดังนั้น สกย.จึงได้ประสานไปหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้จัดทำโครงการฝึกอบรมการเกษตรกรเป็นระยะเวลา 7 วันโดยทาง สกย.พร้อมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องมืออุปกรณ์ไปสนับสนุน เพราะจำนวนประชากรมีมากและกระจายไปทั่วพื้นที่คงต้องอาศัยหน่วยงานต่างๆ ด้วย
นายวิทยา บอกว่า คาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เชียงราย จะมีการปลูกยางพารามากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศต่อจาก สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ฯลฯ ส่วนความกังวลเรื่องตลาดนั้นไม่น่าเป็นห่วงเพราะจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าในปัจจุบันยางพาราของไทยส่วนใหญ่เน้นการส่งออก จีนสูงถึง 39% อินเดีย 17% ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์และการเจริญช่วงต้นของเศรษฐกิจคาดว่าตัวเลขของอินเดียคงจะไปถึงอย่างน้อย 39% เหมือนจีนและอัตราเติบโตยังต่อเนื่องจนไทยเราผลิตไม่ทันทำให้เหลือใช้ในประเทศแค่ 4%

ขณะเดียวกันเชียงราย ยังมีขีดความสามารถจะส่งออกไปยังจีนตอนใต้ผ่านถนน R3A อ.เชียงของ-ห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว และแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว-มณฑลหยุนหนัน จีนตอนใต้ ด้วยระยะทางเพียงแค่ 250 กิโลเมตร โดยปัจจุบัน สกย.กำลังผลักดันให้มีการตั้งสำนักงานเพิ่มเติมที่ด่านเชียงของ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออกยางพาราไปยังจีนตอนใต้แล้วด้วย

"ปัจจุบัน สกย.ได้เตรียมตัวในหลายๆ ด้านเพื่อรองรับความเติบโตดังกล่าว โดยในพื้นที่เชียงรายมีการรวบรวมกลุ่มเกษตรกรได้แล้วจำนวน 42 กลุ่มเป็นสหกรณ์สวนยางพาราจำนวน 2 แห่ง และกลุ่มพัฒนาสวนยางพาราจำนวน 40 แห่ง เพื่อเป็นเครือข่ายประสานข้อมูลกันและจัดตั้งเป็นตลาดประมูลยางพาราเพื่อให้เอกชนที่รับซื้อได้เข้าไปซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั้งหมดในราคายุติธรรม และทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยราคาที่ได้เป็นไปตามการอิงกับราคากลางตามหมายเลขสายด่วน 1174 บวกกับค่าต้นทุนของพ่อค้าที่เขาต้องเดินทางไปรับซื้อไกลและขนไปรมควันยังจังหวัดอื่นเพราะในปัจจุบันเชียงรายยังไม่มีโรงงานรมควันและแปรรูป แต่เชื่อว่าอีกไม่กี่ปีต้องมีแน่นอนเพราะมีทั้งแหล่งน้ำยางขนาดใหญ่และจุดส่งออกที่สำคัญ" นายวิทยา กล่าว

รายงานข่าวแจ้งอีกว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีเอกชนแปรรูปยางพารารายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศจีน เดินทางไปปรึกษาที่สำนักงาน สกย.เชียงราย เพื่อสอบถามข้อมูลการจะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปยางโดยระบุว่า กำลังตัดสินใจว่าจะไปตั้งโรงงาน ณ จุดใดระหว่างในประเทศเวียดนามหรือที่เชียงราย และหลังจากได้ข้อมูลอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องดังกล่าว รวมทั้งได้รับทราบว่าไม่ได้เป็นเอกชนรายเดียวที่สนใจเข้าไปตั้งโรงงานโดยก่อนหน้านี้มีเอกชนไทยรายใหญ่หลายรายเข้าไปประกอบกิจการทั้งกว้านซื้อที่ดิน ปลูกยางพารา และเตรียมตั้งโรงงาน เช่น บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) องค์การสวนยาง บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กลุ่มเบียร์สิงห์ กลุ่มน้ำยางไทย ฯลฯ ทำให้เอกชนจีนนำข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาเพื่อการลงทุนในอนาคตต่อไป

อนึ่งเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมายางแผ่นรมควันถูกส่งออกผ่านท่าเรือแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงแสน ไปยังจีนตอนใต้ 21,327 ตัน มูลค่า 1,361.05 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าส่งออกมากเป็นอันดับ 1 มากกว่าลำไยอบแห้ง น้ำมันปาล์ม เส้นด้ายยางยืด ฯลฯ อย่างไรก็ตามในช่วงหลังการส่งออกน้อยลงเนื่องจากหันไปส่งออกทางเรือทะเลได้สะดวกจึงทำให้เมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา มีการส่งออก 4,594 ตัน มูลค่า 244.14 ล้านบาท และหากสะพานข้ามแม่น้ำโขงแล้วเสร็จประกอบกับมีการเปิดใช้ถนน R3A รวมทั้งข้อตกลงขนส่งทางบกอย่างเป็นทางการจะทำให้ผู้ประกอบการหันไปส่งออกทางถนน R3A สู่จีนตอนใต้มากขึ้น ซึ่งปีกลายที่ผ่านมาเริ่มมีการทดลองส่งออกผ่านด่านศุลกากรเชียงของและนำลงเรือแพขนานยนต์ข้ามไปยังฝั่ง สปป.ลาว แล้วจำนวน 748 ตัน มูลค่า 35.266 ล้านบาท

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000131252


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 กันยายน 2010, 11:15:29
ททท.เชียงรุ่ง ยกทีมโปรโมททัวร์ เล็งเปิดศูนย์ฯเพิ่มที่เชียงใหม่-กรุงเทพฯหนุน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2553 19:29 น.


เชียงราย - การท่องเที่ยวสิบสองปันนา ยกทีมโปรโมทดึงคนไทยเข้าจีนตอนใต้ ฟื้นท่องเที่ยวเชียงราย-เชียงรุ่ง หลังการเมืองสงบหวัง ชี้หลัง R3a เสร็จมีคนเดินทางผ่านเพิ่มกว่า 50% เตรียมเปิดศูนย์กระจายสินค้าฯเชียงใหม่-กรุงเทพฯหนุนอีกทาง

รายงานข่าวจากจังหวัดเชียงราย แจ้งว่า สำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน ของจีน นำโดยนายเผิง โบ รองผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนา พร้อมคณะตัวแทนรัฐ-เอกชนด้านการท่องเที่ยว เดินทางมาโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับจังหวัดเชียงราย ที่มีนายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย นำภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและร่วมประชุม ที่ห้องประชุมโรงแรมริมกกรีสอร์ท อ.เมืองเชียงราย สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การท่องเที่ยวสิบสองปันนา ได้นำคณะนักแสดงเต้นรำไปจัดแสดงบนเวที สลับกับการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในสิบสองปันนา รวมทั้งจับสลากให้เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ฟรี

นายเผิง โบ กล่าวว่า ฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นฤดูเก็บเกี่ยวของชาวสิบสองปันนา จึงถือโอกาสออกมาประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวว่าในช่วง 20 ปีมานี้ สิบสองปันนาได้พยายามพัฒนาการท่องเที่ยวจนประสบความสำเร็จและกลายเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของเมืองแล้ว ทำให้ในปัจจุบันมีโรงแรมอยู่จำนวน 42 แห่ง แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน 2 แห่ง สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ 17 แห่ง เอกชนนำเที่ยว 22 ราย รถทัวร์จำนวน 480 คัน มัคคุเทศก์ 1,100 คน และมีผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวด้านต่างๆ เช่น การเที่ยวป่า ประเพณีวัฒนธรรม เรือแม่น้ำโขง ฯลฯ รวมกันกว่า 30,000 คน

นายเผิง โบ กล่าวอีกว่า ในปี 2552 ที่ผ่านมาได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนสิบสองปันนารวมจำนวนกว่า 7.32 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 17.2% โดยเป็นชาวต่างชาติประมาณ 150,000 คน และปัจจุบันพบว่าการท่องเที่ยวบนถนนอาร์สามเอจาก อ.เชียงของ ประเทศไทย ผ่านเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ระยะทาง 248 กิโลเมตร ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้บรรจุเอาไว้ในเส้นทางท่องเที่ยวก็กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่ไปเยือนอย่างมาก โดยในปี 2552 พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางผ่านถนนอาร์สามเอไปยังสิบสองปันนารวมกันประมาณ 85,697 คน เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 55.2%

สำหรับในปี 2553 นี้ นับตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค.นี้ ก็พบว่ามีคนไทยเดินทางผ่านอาร์สามเอไปเยือนสิบสองปันนาแล้วกว่า 60,095 คน เชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีจำนวนมากขึ้นไม่น้อยกว่าปีก่อนๆ เพราะทุกอย่างสะดวกมากขึ้น โดยได้มีการจัดตั้งสำนักงานเป็นศูนย์การท่องเที่ยวตามเมืองที่สำคัญระหว่างกันทั้งที่สิบสองปันนา เมืองห้วยทราย สปป.ลาว และที่เชียงราย และ 20 ก.ย.นี้จะมีการไปเปิดสำนักงานที่เชียงใหม่ เพิ่มขึ้นอีกและสิ้นปีมีกำหนดไปเปิดที่กรุงเทพฯ ต่อไป

ด้านนายพงษ์ธร ชยาตุลชาต ประธานบริษัทหย่าไทร์เอเชี่ยนทัวร์ จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์กระจายสินค้าและท่องเที่ยวสิบสองปันนาประจำ จ.เชียงราย เลขที่ 194 หมู่ 2 ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย กล่าวว่า ศูนย์ฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่เดือน ส.ค.2552 โดยการสนับสนุนของสำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนา บริษัทเทียนเฉินกรุ๊ปของจีนและบริษัทหย่าไทร์เอเชี่ยนทัวร์ จำกัด ปัจจุบันให้บริการด้านข้อมูลการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้คือไทย จีน ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา และมีการจัดตั้งทัวร์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งกำลังพัฒนาเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาไทย-จีน ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไปด้วย

นายพงษ์ธร บอกว่า ตั้งแต่มีถนนอาร์สามได้ ทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยใช้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ บนรายทางกว่า 85,000 คน และได้ใช้บริการผ่านศูนย์ฯ ของเราประมาณ 1,500 คน ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางลงมาเยือนประเทศไทยมีจำนวนน้อยกว่าโดยใช้บริการผ่านศูนย์จำนวน 258 คน และเมื่อตรวจสอบจากเอกชนทัวร์ต่างๆ พบว่ามีรวมกันประมาณ 5,000 คนเท่านั้น ดังนั้นในระยะยาวจึงอยากให้ความร่วมมือด้านต่างๆ จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเยือนเชียงรายมากขึ้น

นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ได้รับแจ้ง จากสำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนาว่าในเดือน ต.ค.2553-เม.ย.2554 นี้ ทางมณฑลหยุนหนัน มีแผนจะนำนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเยือนเชียงรายประมาณ 10,000 คน โดยได้มีการจัดกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีและวัฒนธรรมด้านการท่องเที่ยวใน 5 เมืองใหญ่ของมณฑล และเมืองไหนชนะ ก็จะได้โควตาพาคนมาเที่ยวประมาณ 2,500 คน เฉพาะสิบสองปันนาก็จะมาเยือนประมาณ 2,500-2,800 คน

รายงานข่าวจากแจ้งอีกว่าการเดินทางมาส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีนตอนใต้ดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่ จ.เชียงราย ได้ให้การต้อนรับ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในประเทศไทยช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา จนรัฐบาลจีนเตือนคนจีนไม่ให้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้บรรยากาศการเดินทางลงมาเยือนของชาวจีนก็ยังไม่คึกคักมากนัก โดยผู้ประกอบการระบุว่าส่วนใหญ่จะมาด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำจากคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลหยุนหนัน หรือเชียงรุ้งเมืองเอกของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาไปลงที่ จ.เชียงใหม่ มากกว่า เพราะเป็นช่วงต้นของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยของจีนตอนใต้อีกครั้งนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความสงบในไทย รวมทั้งตามปกติคนจีนจะขอหนังสือผ่านแดนระหว่างประเทศหรือพาสปอร์ตได้ยากด้วย

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000131544


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 กันยายน 2010, 12:12:29
 วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4246  ประชาชาติธุรกิจ


7ยักษ์ยึดหัวหาดเชียงรายปลูกยาง "ไทยเบฟ-ไทยฮั้ว-ไทยรับเบอร์-เบียร์สิงห์"ปักธง




 
เอกชนยักษ์ใหญ่ไทย-จีน พาเหรดยึด พื้นที่เชียงรายปลูกยางพารา และตั้งโรงงานแปรรูปยางแผ่นส่งออก ผู้อำนวยการ สกย.เชียงรายเผยดีมานด์จากตลาดจีน อินเดีย โตไม่หยุด ทำให้ไทยผลิตและ ส่งออกยางไม่ทันความต้องการ ขณะที่เกษตรกรแห่เข้าร่วมโครงการปลูกยางเฉียดล้านไร่ ด้านราคากล้ายางพุ่งสูงต้นละ 35 บาท ขาดตลาดอย่างหนัก


นายวิทยา ชุมวณิชย์ ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จ.เชียงราย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ความต้องการยางพาราของต่างประเทศเพิ่มขึ้นไม่หยุด จนประเทศไทยผลิตและส่งออกไม่ทัน ปัจจุบันผลผลิตที่ได้ใช้ในประเทศแค่ 4% และส่งไปจีนมากที่สุด 39% อินเดีย 17% โดยเฉพาะตลาดอินเดีย ในอนาคตคาดว่าอย่างน้อยก็ต้องโตเท่ากับจีน ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันจึงมีเอกชนที่เกี่ยวข้องกับกิจการยางพารารายใหญ่ของประเทศไทย 6-7 ราย ทยอยไปลงทุนปลูกยาง และเตรียมสร้างโรงงานแปรรูปยางแผ่นและยางแผ่นรมควันใน จ.เชียงราย เช่น บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), องค์การสวนยาง, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), กลุ่มเบียร์สิงห์, กลุ่มน้ำยางไทย เป็นต้น

ล่าสุด ยังมีเอกชนด้านยางพารารายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศจีนเข้าไปหาข้อมูลจาก สกย.เชียงราย โดยสนใจที่จะลงทุนโรงงานแปรรูปยางพาราครบวงจรที่ จ.เชียงราย เพื่อนำผลผลิตส่งกลับไปยังประเทศจีน ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ซึ่งกำลังก่อสร้างที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เชื่อมกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว แล้วเสร็จในปี 2555 โดยมีระยะทางไกลจากจีนตอนใต้ 245 กิโลเมตรเท่านั้น

นายวิทยาเปิดเผยว่า ในปัจจุบัน จ.เชียงราย มีเกษตรกรปลูกยางพาราประมาณ 15,000 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 347,857 ไร่ สามารถกรีดน้ำยางมาจำหน่ายและแปรรูปเป็นยางแผ่นได้แล้วบางส่วน และภายในปี 2553 คาดว่าจะมีพื้นที่กรีดได้ 10% ของพื้นที่ทั้งหมด จากนั้นในปีถัด ๆ ไปก็จะทยอยกรีดได้ตามอายุของต้นยางต่อไป

ขณะเดียวกันความต้องการปลูกยางพาราก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลมีโครงการขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก 8 แสนไร่ทั่วประเทศ โดยเน้นไปที่ภาคเหนือและภาคอีสานด้วยงบประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งมีเกษตรกรรายใหม่ใน จ.เชียงราย ขอเข้าร่วมโครงการ 86,000 ราย และจากการสำรวจพื้นที่ว่างที่สามารถนำมาปลูกยางมีกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งถือว่ามากเกินกว่าโควตาที่จะได้รับจากโครงการขยายพื้นที่ปลูก จึงขอเพิ่มโควตาปลูกสำหรับ จ.เชียงราย ไปแล้ว"สาเหตุที่มีความต้องการปลูกสูง เพราะราคายางสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการสนับสนุนทั้งเงินทุน ความรู้ การตลาด ฯลฯ ตลอดเวลา 5 ปีครึ่ง ซึ่งมากกว่าโครงการเดิมที่ให้เวลา 2 ปีครึ่ง เชียงรายเหมาะสมกับพืชยางพารามากเพราะดินอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะตามภูเขาที่มีหน้าดินลึก และสามารถกรีดน้ำยางได้นานปีละกว่า 150 วัน ซึ่งมากกว่าภาคใต้ที่มีฝนตกมาก ทำให้กรีดได้ปีละ 130-140 วัน ส่วนน้ำยางก็มีคุณภาพ คาดว่าในอีก 6-7 ปีข้างหน้า เชียงรายจะมีพื้นที่ปลูกยางมากเป็นอันดับ 3-4 ของประเทศ รองจากสงขลา, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี หรือตรัง"

นายวิทยากล่าวอีกว่า ปัจจุบันกล้ายางมีราคาสูงต้นละกว่า 35 บาท เพราะความต้องการสูงมาก และมีปัญหาขาดตลาดอย่างหนัก สกย.เชียงรายได้จัดทำโครงการสาธิตแปลงกิ่งตายางในโรงเรียน 20 แห่ง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพาะและติดตายางได้เองในอนาคต รวมทั้งรวมกลุ่มเกษตรกรได้แล้ว 42 กลุ่ม แบ่งเป็นสหกรณ์ 2 แห่ง และกลุ่มพัฒนาชาวสวน สกย.อีก 40 แห่ง เพื่อเป็นเครือข่ายผลิตยางแผ่นให้มีคุณภาพดี และ สกย.ได้ช่วยประสานให้เอกชนรับซื้อตามคุณภาพยาง ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่พ่อค้าจะเข้าไปรับซื้อและกำหนดราคายางแผ่นตั้งแต่คุณภาพชั้น 1-3 ในราคาเดียวกันทั้งหมด

หน้า 24
 
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02phu04200953&sectionid=0211&day=2010-09-20


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 21 กันยายน 2010, 11:24:42
รถไฟเด่นชัย-เชียงราย แนวพระราชดำริ ร.5
วันอังคาร ที่ 21 กันยายน 2553 เวลา 0:00 น





เป็นเรื่องที่พูดกันมานานหลายรัฐบาลแล้วสำหรับการก่อสร้างเส้นทาง “รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย” ซึ่งดูเหมือนจะเข้าทำนองปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งให้ชาวเชียงรายและประชาชนคนเมืองเหนือในซีกตะวันออกของหัวขวานทองชะเง้อชะแง้แลหามาแล้วนานนับหลายสิบปี หากพลิกปูมความเป็นปลื้มปีติของคนเชียงรายกับเส้นทางรถไฟ พาหนะราคาถูกสำหรับคนจนแล้ว จะพบว่า แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 ทรงมีพระบรมราชโองการให้มีการเซอร์เวย์เส้นทางรถไฟ เชียงใหม่-เชียง ราย-เชียงแสน มาตั้งแต่ปี 2430 แล้ว โดยมีเหตุผลที่ ร่วมสมัยที่สุดคือ “...เพราะทางรถไฟอาจจะชักย่นหนทางหัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ไกล ไปมาถึงกันยาก ให้กลับเป็นหัวเมืองใกล้ ไปมาถึงกันได้สะดวกเร็วพลัน......” เป็นประกาศแต่พระที่นั่ง จักรีมหาปราสาท ณ วันที่ 6 เดือน 5 ขึ้น 4 ค่ำ ปีชวด ยังเป็นนพศก จุลศักราช 1249 เป็นวันที่ 7066 ฤาปีที่ 20 รัชกาลปัจจุบันนี้...

กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 100 ปี พอดี ซึ่งก็น่าจะเป็นมหามงคลยิ่ง หากรัฐบาลนี้จะได้สาน ต่อซึ่งพระราชดำริของ ร.5 กรณีเส้นทางรถไฟเพื่อประ ชาชนชาวเชียงราย โดยการเดินหน้าสานฝันเส้นทางรถไฟ “เด่นชัย-เชียงราย” ให้เป็นจริง และสำเร็จสมบูรณ์ “ย่นระยะทาง” “ประหยัดค่า ขนส่ง” สำหรับประชาชนใช้บริการเดิน ทางไป-มา พี่น้องเกษตร กรขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและสินค้า อุปโภคบริโภคทั่วไปในสนนราคาขนส่งที่โดนใจไม่เดือดร้อน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยพร้อมคณะวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เดินทางลงสู่พื้นที่เชียงราย ในการจัดทำ “ห้องสมุดรถไฟ” ขึ้นภายในอาณาบริเวณด้านหน้าลาน อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สถานที่ตั้งอาคารศาลา กลางหลังแรก ซึ่งเป็นหนึ่ง ในโครงการหอประวัติ เมืองเชียงราย โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2553 ซึ่งนางรัตนา จงสุทธนามณี นายก อบจ.เชียง ราย กล่าวว่า รถไฟห้องสมุดจะเป็นแหล่งความรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไปทุกเพศ ทุกวัยได้สืบค้นข้อมูลประวัติเมืองเชียงราย วิถีชีวิต เผ่าพันธุ์ ความเชื่อประเพณีและวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของบรรพบุรุษชาวเชียงรายจนถึงยุคสมัยปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คนเชียงรายที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจครัวเรือนและโดยมวลรวมจากผลผลิตทางด้านเกษตรกรรม การปลูกข้าว ทำไร่ทำนา ทำยางพารา ในขณะที่พาหนะขนส่งเพื่อการค้าขายหรือการเดินทางด้วยพาหนะอื่นไปยังเส้นทางต่าง ๆ ในปัจจุบันจะมีอัตราค่าบริการค่อนข้างสูง ซึ่งนั่นก็หมายถึงภาวะค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนมากขึ้น “รถไฟคนจน” จึงเป็นความหวังหนึ่งของชาวเชียงราย

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในมุม มองของผู้ประกอบการ นายประยงค์ เลาหะวีร์ วัย 71 ปี เจ้าของรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ ป.รุ่งโรจน์ขนส่ง รับ จ้างบรรทุกสินค้าขึ้น-ล่อง ระหว่าง กทม.-เชียงราย-กทม. มายาวนานและมีประสบ การณ์มากว่า 40 ปี การมีเส้นทางรถไฟจาก อ.เด่นชัย จ. แพร่ ผ่าน จ.พะเยา มา จ.เชียงราย นั้น ตนมีความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ประชาชนจะ ได้มีทางเลือกในการขนส่งสินค้า เรื่องราคาค่าโดยสารจะไปกระทบ ต่อรถเมล์-รถทัวร์ปรับอากาศที่วิ่งขึ้น-ล่อง กทม.-เชียงรายนั้น เชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากว่า ราคาค่าตั๋วโดยสารรถไฟชั้น 3 จะถูกกว่ารถยนต์ แต่การเดินทางจะใช้เวลามากกว่า ส่วนราคาที่ ชั้น 1 และ ชั้น 2 เมื่อรวมค่าธรรมเนียม ต่าง ๆ แล้ว เช่น ค่าธรรมเนียมรถด่วน รถเร็ว รถปรับอากาศ ตู้นอน หากรวมสิ่งเหล่านี้แล้ว ค่าธรรมเนียมบวกค่าโดยสาร จะมีราคาแพงกว่าทางรถยนต์แน่

ส่วนในเรื่องที่ว่าหากมีเส้นทางรถไฟมาถึง จ.เชียงราย จะกระทบกระเทือนต่อ รถยนต์บรรทุก 10 ล้อ นั้น ตนยืนยันและเชื่อมั่นว่า ไม่เกิดขึ้นแน่ เนื่องจากว่าการขนส่งสินค้าทางรถไฟนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ไม่นิยม เพราะจะต้องเสียเวลาในการจองตู้บรรทุกสินค้า และไม่มีกำหนดเวลาว่าจะได้เมื่อไหร่ จึงไม่เป็นที่นิยม เว้นแต่ว่าหากเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก-ใหญ่โต ไม่เร่งด่วน รอเวลาได้ อีกทั้งส่งไปทางรถยนต์ ไม่สะดวก จึงจะต้องขนส่งไปทางรถ ไฟ ส่วนการบรร ทุกสินค้าจากเมืองสิบสองปันนา (เชียงรุ้ง) ประเทศจีนมาไทย นั้น ปัจจุบันมาได้ทางรถยนต์ ผ่าน สปป.ลาว และมาส่งสินค้าที่ อ.เชียงของ อีกทางหนึ่ง ก็ล่องเรือมาตามลำน้ำโขง ผ่านพม่า ลาว มาขึ้นที่ท่าเรือเชียงแสน ยังไม่มีเส้นทางรถไฟจากจีนมาเชื่อมที่ไทย หากเส้นทางรถไฟดังกล่าวเกิดขึ้น จะทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าด้วย

ด้าน นางสุพัตรา นามวัฒน์ วัย 50 กว่าปี ชาวเชียงราย กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดมา สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปี 2500 คุณพ่อและชาวเชียงราย พูดถึงและอยากได้เส้นทางรถไฟต่อจาก อ.เด่นชัย เพราะเชื่อว่าการเดินทางจะมีความปลอดภัย และค่าโดย สารจะถูก แต่การเรียกร้องก็ไม่เห็นจะสำเร็จบรรลุผล ตนเชื่อว่าชาวเชียงรายทุกคนยังอยากได้นั่งรถไฟสายนี้ และจะรอคอยต่อไป

“รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย” รถไฟแก้จนเป็นรูปแบบการขนส่งราคาถูกที่มีประโยชน์และสร้างความประหยัดทางด้านการเดินทางให้แก่ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศที่จะเดินทางมาเยือนเชียงราย โดยเฉพาะชาวบ้านระดับล่าง ที่มีเศรษฐกิจครัวเรือนไม่มากมายนักจะได้ยิ้มแย้มแจ่มใสอบอุ่น จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายวิสัยทัศน์พัฒนาของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นอย่างมากว่า จะเล็งเห็นประโยชน์ที่ประชาชนคนยากจนพึงจะได้รับบริการจากรัฐมากน้อยเพียงใด?.

กริช มากกุญชร

http://www.dailynews.co.th/newstartp...ontentID=92980


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: miyoko ที่ วันที่ 21 กันยายน 2010, 13:04:14
เชียงรายเราจะเจริญแล้ว ไฮโซที่สุด เป็นที่หนึ่ง อิอิ จากสาวเจียงฮายแต้ๆ


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 21 กันยายน 2010, 22:37:39
สืบสานประเพณีเปิดตำนานตานโคมแห่งล้านนา
   
 21 กย. 2553 16:55 น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 21 ก.ย.ประชาชนและนักเรียนโรงเรียนดอนศิลาผางามวิทยาคม ต.ดอนศิลาผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมจัดงาน “เปิดตำนานตานโคมแห่งล้านนา ส่องสว่างทั่วฟ้าภูผางาม ครั้งที่ 2” เพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้ตระหนักระลึกย้อนหลังถึง “เมืองสุวรรณโคมคำ” และรู้ถึงประวัติโคมต่างๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ศิลปะล้านนาให้คงอยู่กับสังคมปัจจุบัน และอนาคต

นายประเวศ เวชชะ ผู้อำนวยการโรงเรียนดอนศิลาผางามวิทยาคม กล่าวว่า งานตำนานตานโคมแห่งล้านนา ส่องสว่างทั่วฟ้าภูผางาม เป็นงานประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นที่ 2 เพื่อให้เป็นการกระตุ้นให้นักเรียน เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักและระลึกย้อนหลังถึงเมืองสุวรรณโคมคำ ชื่อเมืองเชียงรายในอดีต พร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์ประเพณีชาวล้านนาที่ใช้โคมในจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดความสว่างไสว ให้คงอยู่กับสังคมที่มีการะเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้ร่วมกันจุดเทียนมงคลและโคมล้านนา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้มีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นแสงไฟนำทางให้กับชาวไทยตลอดไป

ด้าน นางรัตนา จงสุทธนามณี นายกอบจ.เชียงราย เปิดเผยว่า อบจ.ได้ทำการสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีในชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว ก็ยังเป็นการสร้างการฟื้นฟูและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย และยังทำให้เยาวชนได้ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมล้านนาให้คงอยู่ อบจ. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนให้เกิดความสามัคคี เพื่อก้าวไปสู่แสงสว่าง ต่อไป 
 
 
 


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 23 กันยายน 2010, 10:59:26
สนข.หนุนศูนย์กระจายสินค้าชายแดนเชียงรายเตรียมรับสะพานโขง 4

(http://www.uppicth.com/uploads/d687d19.jpg)



นักธุรกิจในภาคเหนือหนุน สนข.เร่งแจ้งเกิดศูนย์กระจายสินค้าชายแดนครบวงจร เชิงสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 มูลค่าการลงทุนกว่า 2,300 ล้านบาท พร้อมเตรียมเปิดเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ 2 สาย "เชียงใหม่-หลวงพระบาง" และเชียงราย-เมืองบ่อเต็น ชายแดนลาว-จีน ขณะที่สินค้าจีนทะลักลงมาอย่างหนัก

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คสศ.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยระหว่างปี 2550-2554 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ จ.เชียงรายนั้น สนข.ได้รับมอบหมายให้สำรวจออกแบบรายละเอียด และการบริหารจัดการศูนย์กระจายสินค้าชายแดนครบวงจร (Border Control Facility) บริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อมไทย-สปป.ลาว ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เชื่อมกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

การสำรวจออกแบบโครงการดังกล่าว มีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งภายในศูนย์จะมีการอำนวยความสะดวกด้านกิจการชายแดนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บริการ ณ จุดเดียว (One Stop Service) รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่รองรับรถโดยสาร รถบรรทุก รถไฟ รถทั่วไปด้วย

นอกจากนี้ จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนถ่ายสินค้าในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน (ไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้) รวมทั้งเตรียมการเปิดเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ 2 สาย คือเส้นทางจากเชียงใหม่-เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว-แขวงหลวงน้ำทา-แขวงอุดมไชย-แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว และเส้นทางจากเชียงราย-แขวงบ่อแก้ว-ชายแดน สปป.ลาว-จีน ที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยได้ให้บริการรถโดยสารสู่ระดับนานาชาติลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้น และผลักดันระบบราง โดยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสาย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ไปยังศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าว ซึ่งนักธุรกิจในภาคเหนือเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก

ทั้งนี้ เมื่อการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 แล้วเสร็จประมาณปลายปี 2555 ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออกสินค้าชายแดนผ่านศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าวมากขึ้น

นายพัฒนากล่าวว่า ระบบดังกล่าวจะถูกใช้งานให้สอดคล้องกับถนน 4 ช่องจราจรเชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 75 กิโลเมตร โดยจะของบประมาณในปี 2555 ถนนสาย อ.จุน จ.พะเยา-อ.เทิง จ.เชียงราย ระยะทาง 43.709 กิโลเมตร คาดว่าจะของบประมาณได้ราวปี 2555-2559 รวมทั้งได้เพิ่มระบบขนส่งทางรถไฟสาย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ไปยัง อ.เชียงของ ประมาณ 346 กิโลเมตร โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังศึกษารายละเอียดให้แล้วเสร็จในปี 2554 เพื่อเสนอของบประมาณไปยังรัฐบาลในปีถัดไป

ส่วนงบประมาณลงทุนศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าว สนข.ประเมินมูลค่าการลงทุนประมาณ 2,301 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะที่ 1 มูลค่า 1,451 ล้านบาท ระยะที่ 2 มูลค่า 850 ล้านบาท

นายพัฒนากล่าวอีกว่า ในปัจจุบันสินค้าจีนทะลักลงมาอย่างหนัก และคาดว่าเมื่อสะพานข้ามแม่น้ำโขงแล้วเสร็จจะทำให้สินค้าจีนทะลักลงมามากกว่านี้ ดังนั้น การมีระบบรางหรือรถไฟเชื่อมไปสู่สะพานโดยเร็ว จะช่วยลดระดับการทะลักด้วยรถบรรทุกสินค้าจีนสู่ประเทศไทยโดยตรง เพราะไทย-จีนมีข้อตกลงกันว่าเมื่อสะพานแล้วเสร็จจะอนุญาตให้รถบรรทุกของแต่ละประเทศขนส่งสินค้าเข้าสู่ประเทศคู่สัญญาได้ในปีแรก 100 คัน ปีถัดไป 200 คัน และ 500 คัน ตามลำดับ

ดังนั้น หากมีระบบรางเชื่อมจากเด่นชัย-เชียงของ ก็จะทำให้ภาคเอกชนหันมาลดต้นทุนหันมาใช้บริการระบบรางแทน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยหลายด้าน ทั้งด้านการจัดเก็บรายได้ การลดปริมาณการจราจร เป็นต้น

Source : วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4247 ประชาชาติธุรกิจ หน้า 24


เครดิต คุณ JJKT


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 กันยายน 2010, 21:51:24
เชียงราย - ผู้ว่าฯ เชียงรายเผยกลุ่มนายทุนถ่านหินฯ เครืออิตัลไทย จ้องหาช่องทางขนถ่านหินลิกไนต์ใหม่ คาดผ่านด่านแม่สายท่าขี้เหล็กแทน หลังเจอแรงต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ห้ามขนผ่านดอยแม่สลอง ขณะที่ส่วนท้องถิ่นแคลงใจ หากผ่านด่านแม่สายจริง ก็ยังหวั่นกระทบต่อถนนเข้าเมืองพหลโยธิน-แม่สาย ที่ต้องขนส่งถ่านหินวันละหลายพันตัน

(http://pics.manager.co.th/Images/553000014306102.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000014306101.JPEG)
       
       วันนี้(25 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เชียงราย ว่า กรณีกลุ่มอิตัลไทยโดยบริษัทสระบุรีถ่านหิน จำกัด ได้ขออนุญาตเปิดจุดนำเข้าถ่านหินลิกไนต์ จากเหมืองเมืองก๊ก ประเทศพม่า ผ่านเข้ามาทางชายแดนไทย-พม่า ด้านหมู่บ้านม้งเก้าหลัง หมู่ 9 ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง ล่าสุดผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว และอยู่ขั้นตอนให้บริษัทไปศึกษาผลกระทบและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ แต่ถูกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชนหรือเอ็นจีโอและภาคประชาชนในหลายตำบลที่จะได้รับผลกระทบคือ ต.เทอดไทย ต.แม่ฟ้าหลวง ต.แม่สลองนอก ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง และ ต.ป่าซาง ต.แม่คำ อ.แม่จัน ออกมาต่อต้านนั้น
       
       ล่าสุดทางบริษัทสระบุรีอาจจะหันนำเข้าผ่านจุดผ่านแดนปกติ คือ จุดผ่านแดนถาวร อ.แม่สาย จ.เชียงราย กับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งปัจจุบันมีการก่อสร้างสะพานข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 และด่านศุลกากรรองรับการนำเข้าและส่งออกสินค้าครบวงจรอยู่ที่หมู่บ้านสันผักฮี้ หมู่ 13 ต.แม่สาย อ.แม่สาย
       
       โดยนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย กล่าวว่า มีกระแสว่าหลังจากชาวบ้านได้ออกมาแสดงพลังตามเวทีต่างๆ ไปแล้วหลายครั้ง เพื่อต่อต้านการนำเข้าถ่านหินลิกไนต์ของเอกชนดังกล่าว ได้ทำให้ทางบริษัทสระบุรีความพยายามที่จะเปลี่ยนจุดนำเข้าใหม่เพื่อลดกระแสต่อต้าน คาดว่าจะนำเข้าผ่านจุดผ่านแดนถาวรแม่สาย ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ เพื่อนำเข้าและส่งออกสินค้าชายแดนไทย-พม่า อย่างเป็นทางการ และหากสามารถผลักดันได้สำเร็จก็คงจะสามารถนำเข้าได้เหมือนสินค้าชนิดอื่นๆ ตามปกติ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น พิธีการทางศุลกากร น้ำหนักบรรทุกของสินค้าไม่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อไม่ให้ถนนเสียหาย เป็นต้น
       
       นายสุเมธ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามก็ยังมีกระแสจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นอีกทางหนึ่งว่าแม้จะนำเข้าจุดผ่านแดนถาวรแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ตามปกติ แต่พวกเขาก็ยังไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะเอ็นจีโอ เพราะยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลกระทบต่อการจราจรบนถนนพหลโยธิน ซึ่งต้องผ่าน จ.เชียงราย ไปตลอดแนว และเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกันอีกยาวนาน ซึ่งในส่วนของจังหวัดก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เปิดรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย รวมทั้งได้นำข้อมูลที่ได้ไปนำเสนอต่อเวทีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้มอบหมายให้นายสุรชัย ลิ้นทอง รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรคณะต่างๆ ที่ศึกษาข้อมูลว่าปัจจุบันมีรายละเอียดโครงการอย่างไร ขั้นตอนไปถึงไหนและการตอบสนองขององค์กร หน่วยงานและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างไรแล้ว
       
       ด้านแหล่งข่าวหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จ.เชียงราย ระบุว่า ปัจจุบันเอกชนที่ขออนุญาตนำเข้าถ่านหินลิกไนต์ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารประเทศพม่าให้สามารถนำเข้าถ่านหินจากเหมืองเมืองก๊ก มาทางชายแดนไทย-พม่า ด้านหมู่บ้านม้งเก้าหลังเท่านั้น ดังนั้นจึงมีการก่อสร้างถนนจากเหมืองมาจ่อที่ชายแดนบริเวณนั้นแล้ว เพราะใกล้ที่สุด โดยมีระยะทางเพียงประมาณ 68 กิโลเมตร หากขนถ่านหินจากเมืองก๊กขนานชายแดนในเขตประเทศพม่าไปยังท่าขี้เหล็ก เพื่อนำเข้าทางจุดผ่านแดนถาวร อ.แม่สาย ก็จะเกิดผลกระทบตามรายทางจากเมืองก๊กไปยังท่าขี้เหล็ก อีกทั้งยังต้องขออนุญาตไปยังรัฐบาลทหารพม่าอีกรอบด้วย
       
       ขณะที่กลุ่มต่อต้านโดยนายวุฒิพงศ์ สุวรรค์โชติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สลองนอก กล่าวว่า หากมีการขออนุญาตนำเข้าทางจุดผ่านแดน อ.แม่สาย ได้จริงพวกเราก็ยังสงสัยอยู่ว่าด้วยสภาพการจราจรบนถนนพหลโยธินสายแม่สาย-เชียงราย และต้องขนส่งต่อไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมของบริษัทที่ จ.สระบุรี จะส่งผลกระทบในการสร้างความแออัดให้กับการจราจรหรือไม่ เพราะจะต้องมีการขนถ่านหินลิกไนต์ด้วยรถบรรทุกพ่วงขนาด 6-10 ล้อวันละ 200 คันๆ ละ 15-26 ตัน หรือวันละกว่า 5,200 ตัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวดอยแม่สลองและอีกทั้ง 5 อำเภอออกมาต่อต้านไม่เห็นด้วย และเมื่อขนส่งทางพื้นราบจาก อ.แม่สาย -สระบุรี ก็ขึ้นอยู่กับภาคประชาชนที่จะได้รับผลกระทบด้วยว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ต่อไป
       
       ทั้งนี้บริษัทสระบุรีถ่านหิน จำกัด ได้สัมปทานทำเหมืองถ่านหินที่เมืองก๊ก ประเทศพม่า เมื่อ 2551 เป็นระยะเวลายาว 30 ปี และสำรวจแล้วพบว่ามีถ่านหินลิกไนต์สำรองอยู่กว่า 110 ล้านตัน

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000134889


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 29 กันยายน 2010, 13:44:39
ครม.เห็นชอบโยกย้าย 48 ผู้ว่าราชการจังหวัด

คณะรัฐมนตรีมีมติให้ข้าราชการพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประเภท บริหาร ระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

1.นายสมชัย หทยะตันติ ผวจ.พิจิตร เป็น ผวจ.เชียงราย
2.นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผวจ.พะเยา เป็น ผวจ.สมุทรปราการ
3.นายปรีชา บุตรศรี ผวจ.ปทุมธานี เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
4.นายธวัชชัย ฟักอังกูร ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
5.นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ ผวจ.สกลนคร เป็น ผวจ.ขอนแก่น
6.นายอำนาจ ผการัตน์ ผวจ.อุดรธานี เป็น ผวจ.สกลนคร
7.นายคมสัน เอกชัย ผวจ.หนองคาย เป็น ผวจ.อุดรธานี
8.นายธีรเทพ ศรียะพันธ์ ผวจ.ปัตตานี เป็น ผวจ.จันทบุรี
9.ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผวจ.นครปฐม เป็น ผวจ.เชียงใหม่
10.นายชิดพงษ์ ฤทธิ์ประศาสน์ ผวจ.สิงห์บุรี เป็น ผวจ.นครปฐม
11.นายระพี ผ่องบุพกิจ ผวจ.สุรินทร์ เป็น ผวจ.นครราชสีมา
12.นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผวจ.กาญจนบุรี เป็น ผวจ.นครพนม
13.นายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.ชลบุรี เป็น ผวจ.น่าน
14.นายชวน ศิรินันท์พร ผวจ.อุบลราชธานี เป็น ผวจ.แพร่
15.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผวจ.เพชรบูรณ์ เป็น ผวจ.ระยอง
16.นายวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ ผวจ.ศรีสะเกษ เป็น ผวจ.เพชรบูรณ์
17.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.หนองบัวลำภู เป็น ผวจ.ศรีสะเกษ
18.นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.หนองบัวลำภู 19.นายวันชัย สุทธิวรชัย ผวจ.ชัยภูมิ เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
20.นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ ผวจ.พัทลุง เป็น ผวจ.สตูล
21.นายแก่นเพชร ช่วงรังษี ผวจ.ตราด เป็น ผวจ.อำนาจเจริญ
22.นายศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ ผวจ.ลำปาง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 23.นายอธิคม สุพรรณพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.ลำปาง 24.นายพินิจ เจริญพานิช รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็น ผวจ.ชุมพร
25.นายชาญวิทย์ วสยางกูร ที่ปรึกษาด้านบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.มุกดาหาร
26.นายวิชิต ชาติไพสิฐ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.ชลบุรี
27.นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผวจ.มุกดาหาร พ้นจากตำแหน่ง
28.นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร รอง ผวจ.พิจิตร เป็น ผวจ.พิจิตร
29.นายกิตติ ทรัพยวิสุทธิ์ รอง ผวจ.ราชบุรี เป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา
30.นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ รอง ผวจ.พะเยา เป็น ผวจ.พะเยา
31.นายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ รอง ผวจ.สุพรรณบุรี เป็น ผวจ.อุทัยธานี
32.นายธานี สามารถกิจ รอง ผวจ.ชลบุรี เป็น ผวจ.ปทุมธานี
33.นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็น ผวจ.ร้อยเอ็ด
34.นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล รอง ผวจ.นราธิวาส เป็น ผวจ.ปัตตานี
35.นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ รอง ผวจ.นครนายก เป็น ผวจ.สิงห์บุรี
36.นายเสริม ไชยณรงค์ รอง ผวจ.บุรีรัมย์ เป็น ผวจ.สุรินทร์
37.นายชัยโรจน์ มีแดง รอง ผวจ.นครสวรรค์ เป็น ผวจ.นครสวรรค์
38.นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็น ผวจ.กาญจนบุรี
39.นายสุทธิ์พงษ์ จุลเจริญ รอง ผวจ.นครนายก เป็น ผวจ.นครนายก
40.นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ รอง ผวจ.อุดรธานี เป็น ผวจ.หนองคาย
41.นายธำรงค์ เจริญกุล รอง ผวจ.สงขลา เป็น ผวจ.พังงา
42.นายสุรพล สายพันธ์ รอง ผวจ.อุบลราชธานี เป็น ผวจ.อุบลราชธานี
43.นายตรี อัครเดชา รอง ผวจ.ภูเก็ต เป็น ผวจ.ภูเก็ต
44.นายพิสิษฐ์ บุญช่วง รอง ผวจ.อุทัยธานี เป็น ผวจ.พัทลุง
45.นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล รอง ผวจ.ภูเก็ต เป็น ผวจ.สุราษฎร์ธานี
46.นางสาวเบญจวรรณ อ่านเปรื่อง รอง ผวจ.กำแพงเพชร เป็น ผวจ.ตราด
47.นายจุลภัทร แสงจันทร์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็น ผวจ.สมุทรสาคร 48.นายจรินทร์ จักกะพาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็น ผวจ.ชัยภูมิ

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป

ที่มา http://guideubon.com/news/view.php?t...1682&d_id=1682


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 29 กันยายน 2010, 15:59:29
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (28ก.ย.) ได้อนุมัติโครงการลงทุนโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ของบริษัททีโอที ซึ่งได้กำชับให้ต้องทำอย่างเร็วที่สุดตามความต้องการของนายกรัฐมนตรี โดยต้องการให้เป็นส่วนเสริมในขณะที่การประมูล 3G ของกทช.ยังไม่เกิด

"เบื้องต้นโครงการดังกล่าว เริ่มจากการขยายโครงข่ายในกทม.ปริมณฑลและ12-15 จังหวัดก่อน โดยจะครอบคลุม 50% ของผู้ใช้บริการมือถือ ก่อนขยายให้ครอบคลุม 70% ของประชากรภายใน 6-9 เดือน"


(http://www.pantip.com/cafe/mbk/topic/T9745886/T9745886-6.jpg)

เครดิตคุณ salanlom จากพันทิพย์ และ scc ครับ..

 ;D ;D


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 01 ตุลาคม 2010, 10:49:14
เชียงราย - เมืองพ่อขุนฯ เตรียมพิธีใหญ่เปิดท่าอากาศยาน “แม่ฟ้าหลวง” 2 ตุลาฯนี้ หลังได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

(http://pics.manager.co.th/Images/553000014583302.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000014583303.JPEG)
       
       วันนี้ (30 ก.ย.) ที่ห้องประชุมท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย นายยุทธนา จิตรอบอารีย์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้แถลงข่าวการจัดกิจกรรมเปิดท่าอากาศยานภายใต้ชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย” ซึ่งพิธีเปิดอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 2 ต.ค.นี้ โดยนายโสภณ ซารัมย์ รมว.กระทรวงคมนาคม มีกำหนดจะเดินทางไปเป็นประธาน
       
       นายยุทธนา กล่าวว่า ชาวเชียงรายทุกหมู่เหล่า รวมทั้งบริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ได้รับพระราชทานชื่อเป็นพระนามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาเป็นชื่อของท่าอากาศยาน ซึ่งคงจะถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ท่าอากาศยานในประเทศไทยได้รับโอกาสเช่นนี้
       
       ดังนั้น เพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมน้อมรำลึกถึงสมเด็จย่า เนื่องในโอกาส 110 พรรษา จึงจะมีพิธีเปิดป้ายและใช้ชื่อท่าอากาศยานอย่างเป็นทางการให้ยิ่งใหญ่ โดยพิธีเปิดจะเป็นรูปแบบศิลปวัฒนธรรมล้านนา แม้แต่การเปิดป้ายก็จะไม่ใช้การตัดริบบิ้นเหมือนงานทั่วไป แต่จะใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์และทำให้เกิดแสงสว่างส่องในการเปิดป้าย พร้อมตีกลองสะบัดชัยอย่างยิ่งใหญ่ ภายในงานยังมีขบวนแห่ การฟ้อนรำอันงดงาม       
       นายยุทธนา กล่าวอีกว่า หลังการเปลี่ยนชื่อท่าอากาศยานไปแล้วยืนยันว่าเรายังคงเป็นท่าอากาศยานนานาชาติตามปกติ โดยในชื่อภาษาไทยจะใช้ชื่อนี้ แต่ในภาษาอังกฤษจะใช้ MaeFahLuang International Airport ส่วนในด้านการบริหารจัดการและการประชาสัมพันธ์ก็จะมีการเปลี่ยนมาใช้ชื่อดังกล่าวทั้งระบบ       
       โดยบริษัทได้แจ้งไปยังทุกส่วนราชการในประเทศไทยหมดแล้ว รวมทั้งแจ้งไปยังกรมการบินพลเรือน เพื่อให้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายการบินทั่วโลกให้ได้รับทราบ ส่วนการให้บริการทำการบินของเครื่องบินในช่วงนี้ก็จะมีการแจ้งให้ผู้โดยสารได้รับทราบก่อนเครื่องลงจอดทุกครั้งด้วย
       
       ด้าน นายพรหมโชติ ไตรเวช ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย กล่าวว่า มีกิจกรรมหลายอย่างที่จะประชาสัมพันธ์ชื่อใหม่ของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เช่น ได้ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและนักธุรกิจในการเดินทางไปเที่ยวเชียงรายในวันที่ 30 ก.ย.และเดินทางกลับวันที่ 2 ก.ย.เพื่อประชาสัมพันธ์ชื่อใหม่ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาพิธีเปิดพอดี
       
      รวมทั้งในโอกาสที่ จ.เชียงราย ได้รับโอกาสจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ไปเปิดมหกรรมที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 9 ต.ค.-7 พ.ย.นี้ บนเนื้อที่ 3,000 ตารางเมตร ก็จะมีการจัดแสดงมหกรรมเกี่ยวกับเชียงรายเหนือสุดแดนสยามอย่างยิ่งใหญ่และมีเรื่องราวของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ด้วย
       
       “ระหว่างวันที่ 28-30 พ.ย.นี้ จะมีกลุ่มชาวญี่ปุ่นภายใต้สมาคมผู้พักระยะยาวญี่ปุ่น จากประเทศญี่ปุ่นเดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำขนาดโบอิง 767 เดินทางไปจัดงานความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ครบรอบ 101 ปีโดยเลือก จ.เชียงราย ในการจัดเพียงแห่งเดียว ก็จะถือโอกาสประชาสัมพันธ์เรื่องนี้เพื่อให้รับทราบทั่วไป” นายพรหมโชติ กล่าว
       
       สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นท่าอากาศยานนานาชาติที่มีทางขึ้นลงหรือรันเวย์ความยาวขนาด 3,000 เมตร กว้าง 45 เมตร และมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารในแต่ละปีได้มากถึง 3 ล้านคน แต่ที่ผ่านมาเนื่องจากมีปัญหาทางการเมืองและอื่นๆ ทำให้ปี 2552 มีผู้โดยสารผ่านไปใช้บริการจำนวนประมาณ 750,000 คน
       
       ในปี 2553 นี้ คาดการณ์ว่า จะมีจำนวนใกล้เคียงกัน สำหรับสายการบินที่เปิดให้บริการมีการบินไทย ไทยแอร์เอเชีย วันทูโก และนกแอร์ ฯลฯ และก่อนที่ นายสุเมธ แสงนิ่มนวล อดีตผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย จะย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายให้การเฉลิมฉลองเมืองเชียงรายครบ 750 ปีในปี 2555 ให้ท่าอากาศยานมีการตกแต่งด้วยดอกไม้เพื่อให้เป็นประตูเข้าสู่เมืองที่น่าประทับใจต่อผู้ไปเยือนด้วย

////////////////////

ท่านสุเมธ ชาวเชียงรายคิดถึงท่าน :):)


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 01 ตุลาคม 2010, 16:20:43
เชียงราย - รมว.คมนาคม นำทีมผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ร.ฟ.ท.มอบห้องสมุดรถไฟ อบจ.เชียงราย พร้อมหยอดยาหอมรถไฟเด่นชัย-เชียงราย เป็นจริงได้แน่ แต่ต้องขึ้นกับบรรยากาศความสามัคคีในแต่ละพื้นที่ด้วย
       
       วันนี้ (1 ต.ค.) นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดห้องสมุดรถไฟ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ซึ่งมีการนำหัวรถจักรรถไฟพร้อมราง -ตู้รถไฟ จำนวน 5 โบกี้ ไปจัดแสดงเอาไว้ ณ บริเวณด้านหน้าพระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 และศาลากลาง จ.เชียงราย หลังเก่าติดกับสำนักงาน อบจ.เชียงราย โดยมีนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), นายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย, นางรัตนา จงสุทธนามณี นายก อบจ.เชียงราย นำคณะข้าราชการ ผู้บริหารและสมาชิกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก
       
       นายโสภณ กล่าวว่า ห้องสมุดรถไฟ ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาว ร.ฟ.ท.และกระทรวงคมนาคม และแสดงให้เห็นว่าตนได้รักษาความพูดเมื่อครั้งที่เดินทางไปปักธงผลักดันโครงการรถไฟเชื่อมเด่นชัย จ.แพร่ -เชียงราย ที่ห้องประชุม อบจ.เชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า มีพัฒนาการไปในทางที่ดี เพราะครั้งนั้นเรามีเพียงโครงการและช่วยกันปักธงแต่ครั้งนี้มีการนำหัวรถจักร โบกี้และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาจัดแสดงภายในพิธีเปิดด้วย ซึ่งก็ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่าพัฒนาการในอนาคตก็คือรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย นั่นเอง
       
       นายโสภณ กล่าวอีกว่า โครงการห้องสมุดรถไฟครั้งนี้ถือเป็นแห่งแรกของภาคเหนือที่จะให้ประโยชน์กับคนเชียงรายและผู้ที่สนใจอย่างมาก เพราะเป็นการให้ความรู้การศึกษาและในอนาคตหากว่าทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง ก็จะเกิดเส้นทางรถไฟที่เป็นความหวังของชาวเชียงรายมานานอย่างแน่นอน ตนยืนยันว่าหากยังอยู่ในตำแหน่งก็จะผลักดันอย่างเต็มที่
       
       แต่การพัฒนาด้านต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนในพื้นที่และบรรยากาศความร่วมมือสามัคคีที่ดีด้วย หากเดินทางไปแล้วไม่ต้อนรับ ก็คงจะยากที่ไปให้เห็นพื้นที่และบางครั้งตนก็เลือกที่จะไปในพื้นที่ที่ผู้คนมีความสามัคคีปรองดองกันมากกว่า
       
       “อย่างล่าสุดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎ (ส.ส.) พะเยา เชิญให้ไปพื้นที่ แต่ตนก็เลือกที่จะมา จ.เชียงราย แทน”
       
       ด้านนางรัตนา กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นการจุดประกายความหวังของคนเชียงรายที่ต้องการให้มีเส้นทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย และเชื่อว่าผู้ที่จะสามารถผลักดันให้เป็นรูปธรรมก็คือนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้ร่วมกับชาวเชียงรายปักธงเส้นทางรถไฟมาแล้ว
       
       สำหรับการห้องสมุดดังกล่าวจะเชื่อมกับโครงการอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันโดย อบจ.มีโครงการจะสร้างหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงรายเพื่อเล่าเรื่องราวในอดีต และโครงการหอวัฒนธรรมเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเชียงรายต่อไป
       
       ทั้งนี้ ในพิธีเปิดห้องสมุดรถไฟดังกล่าวทาง อบจ.เชียงราย ได้มีการเชิญทุกภาคส่วนที่มีส่วนผลักดันโครงการรถไฟเด่นชัย-เชียงราย ไปร่วมด้วย เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาลัยเชียงราย หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย ฯลฯ หลังจากที่โครงการนี้ยืดเยื้อมายาวนานร่วม 50 ปี
       
       กระทั่งเมื่อปี 2544 ทาง ร.ฟ.ท.เคยศึกษาและออกแบบก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้แล้วเสร็จแต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการ กระทั่งปี 2553-2554 รัฐบาลได้ให้มีการศึกษาอีกครั้งด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาทให้ศึกษารถไฟรางคู่ขนาดกว้าง 1.453 เมตร เชื่อมเด่นชัย-เชียงราย ระยะทาง 246 กิโลเมตร และจากเชียงราย-สันยาว 40 กิโลเมตรเลี้ยวซ้ายไปทาง อ.เชียงแสน และจากสันยาว-เชียงของ จุดก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-ส.ป.ป.ลาว-ถนนอาร์สามเอ-จีนตอนใต้ อีก 40 กิโลเมตรด้วย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000137949


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 02 ตุลาคม 2010, 18:04:38
(http://www.rpanich.com/p2/pics/2-1.jpg)

การขยายตัวของเมืองเชียงราย
หากดูลักษณะภูมิประเทศของตัวเมืองและจังหวัดเชียงราย จะพบว่าด้านทิศตะวันตกเป็นภูเขาและป่าสงวนเป็นส่วนใหญ่และไม่มีอำเภอ ด้านนี้เลย หรือมีน้อยมากเมื่อเทียบกับด้านตะวันออก ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นไร่นา และมีอำเภอต่างๆ อยู่รอบเป็นจำนวนมาก เช่น เชียงแสน เชียงของ เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง ดอยหลวง ขุนตาล พญาเม็งราย เทิง เวียงแก่น เชียงคำ อีกทั้งการจัดทำผังเมือง ปี 2550 ก็ได้จัดการสร้างวงแหวนออกมาทางด้านทิศตะวันออก เป็นวงแรก และหากสังเกตการขยายตัวตามตัวเมืองจริง หรือดูแผนที่จาก Google จะพบว่าตัวเมืองได้ขยายออกมาทางวงแหวน ตอนที่ 1 และ 2 โดยมีศูนย์ราชการได้นำออกมาก่อน แล้วตามด้วยหมู่บ้านต่างๆ ที่ทยอยเกิดขึ้น ปัจจุบันมีชุมชนต่างๆ มากมาย เช่น ศูนย์ราชการ หมู่บ้านอุษาสิริ โรงเรียนเทศบาล 6 ชุมชนแควหวาย ย่านสนามกีฬา หมู่บ้านกุลพันธ์ หมู่บ้านกรีนวิลล์ หมู่บ้านป่ายางมน และเลยออกไปอีกเป็นจำนวนมาก ไปต่อกับอำเภอเวียงชัย ส่วนตอนที่ 3 และ 4 นั้นพื้นที่ยังเป็นทุ่งนาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมาทางนี้ เพื่อที่การขยายตัวเมืองมารับกับสถานีรถไฟในอนาคต รับกับท่าเรือเชียงแสนแห่งใหม่ที่ใหญ่โต รับกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ที่เชียงของ มารับกับเส้นทางการค้า R3A และ R3B ที่รัฐบาลได้เร่งก่อสร้างถนนบริเวณ เชียงแสน เชียงของเป็นจำนวนมาก (ดูรูปแผนที่) 

(http://www.rpanich.com/p2/pics/00083_0.jpg[img])http://www.rpanich.com/p2/pics/2010_pix_myanmar_9_7-1.jpg[/img]

ดังนั้น อาคารพาณิชย์ที่ตั้งอยู่ถนนวงแหวน ตอนที่ 1 และเป็นวงแหวนวงแรกของเชียงราย ซึ่งในอนาคตคาดว่ามีอีกหลายวง จึงเป็นทำเลที่รองรับการขยายตัวของเมือง เป็นที่ที่มีอนาคต ให้นึกภาพเชียงใหม่ซึ่ีงปัจจุบัน มีวงแหวน 3 วงแล้ว เชียงรายไ่้ม่สามารถเทียบกับเชียงใหม่ได้เรื่องอัตราการเจริญเติบโตในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเชียงใหม่เจริญเติบโตรวดเร็วมาก จนเริ่มแออัดและไม่น่าอยู่แล้ว คนจากกรุงเทพหรือจังหวัดอื่นเริ่มมองมาที่เชียงราย โดยดูสัญญาณจาก เซ็นทรัลเชียงราย ซึ่งกำหนดเปิดบริการกลางปี 2554 ซึ่งคงจะเล็งเห็นศักยภาพของเชียงรายในอนาคต เฉพาะเซ็นทรัลที่เดียว ก่อให้เกิดผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก และบรรดาห้องพักก็ต้องมีรองรับเพิ่มอีก 2,000 ห้อง เป็นอย่างน้อย ดังนั้นในช่วงเวลาต่อไปนี้ จะเป็นเวลาของเชียงรายแล้ว 
 
ที่มา : http://www.rpanich.com/p2/page/explanchiangrai.htm



หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 02 ตุลาคม 2010, 20:16:21
จ.เชียงราย 2 ต.ค.-นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ในพิธีเปิดป้ายชื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย และนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ ท่าอากาศยาน แม่ฟ้าหลวง เชียงราย

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดป้ายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากชื่อเดิม ท่าอากาศยานเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง โดยชื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสร้างความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้พระราชทาน ชื่อเป็น พระนามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาเป็นชื่อของท่าอากาศยาน โดยมีเหล่าข้าราชาการ ประชาชนร่วมพิธีเปิดป้ายจำนวนมาก

ทั้งนี้นายโสภณ กล่าวว่า การเปิดป้ายท่าอากาศยานครั้งนี้อาจถือว่าเป็นครั้งแรก และครั้งเดียว ที่ท่าอากาศยานในประเทศไทย ได้รับโอกาสเช่นนี้ และเพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมน้อมรำลึกถึงสมเด็จย่า เนื่องในวโรกาส 110 พรรษา จึงมีพิธีเปิดป้าย และใช้ชื่อท่าอากาศยาน อย่างเป็นทางการ ให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระองค์ท่าน
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน). หรือ ทอท. เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “ท่าอากาศยาน แม่ฟ้าหลวง เชียงราย” และชื่อภาษาอังกฤษว่า " Mae Fah Luang - Chiang Rai International Airport " แทนชื่อท่าอากาศยานเชียงราย (ทชร.) ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดี ที่มีต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ทอท. จึงได้จัดพิธีเปิดป้ายชื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อย่างยิ่งใหญ่ให้สมพระเกียรติของพระองค์ท่าน และสะท้อนถึงวัฒนธรรมล้านนาที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นและ ล้ำค่าของชาวจังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราช ชนนี แสดง พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับจังหวัดเชียงราย ณ บริเวณภายในอาคารผู้โดยสาร ทชร. ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2553

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านดู่/ริมกก อำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย ใช้ IATA Code เป็น CEI และเป็นท่าอากาศยานระหว่างประเทศที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคเหนือ เนื่องจากอยู่ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ รวมทั้งมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ ทั้งนี้ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีความสามารถรองรับเที่ยวบินได้ 12 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 1.75 ล้านคน และรองรับการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ 3,400 ตันต่อปี

โดยท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จะมีส่วนสำคัญในการ. และพัฒนาศักยภาพทางการท่องเที่ยว โดยจังหวัดเชียงราย. เป็นจุดเชื่อมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำที่แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น อันนำมาซึ่งความเจริญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศต่อไป .

LogisticNews
Update news: 02-10-2553 10:10:14- innnews


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 05 ตุลาคม 2010, 12:40:04
 วันที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4250  ประชาชาติธุรกิจ


นักท่องเที่ยวจีนทะลัก'R3A'สู่ไทย ทัวร์จีนแห่ดัมพ์ราคาหน้าร้านรับตลาดโตก้าวกระโดด

 
นักท่องเที่ยวจีน-ไทยทะลักเส้นทาง อาร์สามเอ แนวโน้มพุ่งสูงถึงแสนคน ล่าสุดมณฑลหยุนหนานให้รางวัลคนจีนมาเที่ยวเมืองไทยเกือบหมื่นคน พร้อมจัดแพ็กเกจ เที่ยวเชียงราย-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ-พัทยา ด้านทัวร์จีน "หย่าไทร์เอเชี่ยนทัวร์" ดัมพ์ราคาหน้าร้านรับตลาดทัวร์จีนใต้บูม


นายพงษ์ธร ชยาตุลชาต ประธานบริษัท หย่าไทร์เอเชี่ยนทัวร์ จำกัด และผู้อำนวยการศูนย์กระจายสินค้าและท่องเที่ยวสิบสองปันนา ประจำ จ.เชียงราย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภายหลังเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้นักท่องเที่ยวจีนหยุดเดินทางมาท่องเที่ยวผ่านถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ และนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปจีนตอนใต้ลดลงกว่า 30% ปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยคนจีนเดินทางผ่านถนนอาร์สามเอมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าตั้งแต่เดือน ต.ค. 2553-เม.ย. 2554 จะเข้ามามากขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะมณฑลหยุนหนานซึ่งอยู่ใกล้ จ.เชียงรายที่สุดมีโครงการส่งเสริมให้คนจีนลงมาเที่ยวประเทศไทย

"มณฑลหยุนหนานมีโครงการให้แต่ละหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และเมืองต่าง ๆ แข่งขันทางด้านศิลปวัฒนธรรมและกีฬา พื้นบ้าน และให้รางวัลคนจีนเดินทางมาเยือน จ.เชียงราย เมืองละประมาณ 2,500 คน โดยมีข้อกำหนดให้เดินทางลงมาพักที่ จ.เชียงราย 1 คืน เชียงใหม่ 2 คืน จากนั้นไปกรุงเทพฯ-พัทยา รวมระยะเวลา 5 คืน 6 วัน ซึ่งในมณฑลหยุนหนานมี 5 เมืองใหญ่ จึงคาดว่าจะมีคนจีนเดินทางลงมาอีกไม่ต่ำกว่า 11,000-12,000 คน"

ทั้งนี้สถิติตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค. 2553 มีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทางด้วยรถยนต์ไปตามถนนอาร์สามเอโดยผ่านการบริการของศูนย์ 60,095 คน และข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองมีจำนวน 85,000 คน ส่วนคนจีนที่เดินทางลงมายัง จ.เชียงรายประมาณ 5,000 คน โดยผ่านการให้บริการของศูนย์ประมาณ 1,500 คน และแนวโน้มที่คนจีนจะทะลุถึงแสนคน

โครงการดังกล่าวช่วยลดอุปสรรคเรื่องการทำวีซ่าของคนจีนตอนใต้ ซึ่งที่ผ่านมาทำยากและต้องไปทำ ณ จุดเดียวที่เมือง คุนหมิง เมืองเอกของมณฑลหยุนหนานเท่านั้น ส่วนประเทศไทยเปิดกว้างให้คนจีนเข้ามาโดยใช้ระบบวีซ่าเมื่อมาถึงที่ด่านพรมแดน และ 1 ปีที่ผ่านมาจนถึงเดือน มี.ค. 2554 กระทรวงการต่างประเทศของไทยเปิดบริการให้คนจีนทำวีซ่าฟรี ซึ่งเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายรายละ 1,200 บาท

ส่วนกรณีของคนไทยที่เดินทางไปจีนนั้นก็ไม่มีอุปสรรคด้านการขอวีซ่า แม้ว่าในปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าจากสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของจีนที่ จ.เชียงใหม่จะสูง โดยคิดในอัตราขอวันเดียวได้เลย 2,200 บาท ขอ 2 วันได้ คิดค่าธรรมเนียม 1,800 บาท และ 4 วัน 1,000 บาท

นายพงษ์ธรกล่าวต่อว่า ความคึกคัก ดังกล่าว บริษัทได้ลดราคาค่าเดินทาง ท่องเที่ยวบนถนนอาร์สามเอ เส้นทาง อ.เชียงของ จ.เชียงราย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ระยะเวลา 2 วัน 3 คืน หากมีผู้เดินทางตั้งแต่ 30 คนขึ้นไปคิดราคาคนละ 6,800 บาท และ 20 คน คิดราคา 7,000 บาท หากไม่เกิน 10 คน ราคา 7,500 บาท ส่วนระยะเวลา 3 วัน 4 คืน คิดราคา 7,800 บาท 8,000 บาท และ 8,500 บาท ตามลำดับ

หากเดินทางไปถึงสิบสองปันนา-คุนหมิง ระยะเวลา 5 คืน 6 วัน คิดราคา 13,000 บาท 13,500 บาท 14,000 บาท ตามลำดับ และหากเดินทางไปถึงคุนหมิง-ต้าลี่-ลี่เจียง ระยะเวลา 6 คืน 7 วัน คิดราคา 15,000 บาท 15,500 บาท 17,500 บาท ตามลำดับ ที่ผ่านมาทัวร์แบบ 3 วัน 4 คืนได้รับความนิยมที่สุด

นอกจากนี้ยังมีบริการทัวร์ราคาถูกเส้นทางในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบนอีกหลายเส้นทาง เช่น แม่สาย-เชียงตุง-เมืองลา (พม่า) เส้นทางผ่านถนนอาร์สามเอไปเมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว

ทั้งนี้ราคาดังกล่าวเป็นราคาหน้าร้านเท่านั้น หากเป็นเอเย่นต์ก็สามารถเจรจากันได้อีก ปัจจุบันมีเอกชนหลายรายที่จัด โปรโมชั่นในลักษณะเดียวกัน ซึ่งราคาของบริษัทถือเป็นระดับกลาง และเพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวจีนที่จะทะลักลงมา ได้เตรียมรถตู้นำเที่ยวระหว่างเส้นทางเชียงราย-เชียงใหม่ไว้แล้ว ค่าโดยสารไป-กลับคนละ 400 บาท ซึ่งนักท่องเที่ยวแวะเที่ยวที่โป่งน้ำร้อนและวัดเจดีย์หลวง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ได้ด้วย

นายพงษ์ธรกล่าวอีกว่า ขณะนี้บริษัทกำลังลงทุนเปิดจุดพักรถบัสตามรายทางอาร์สามเอ เพื่อรองรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมระหว่างห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว กับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2555 โดยจุดพักรถจะมีหลายจุด เช่น ที่ห้วยทราย หลวงน้ำทา นอกจากนี้ยังได้ประสานกับสถานีขนส่งผู้โดยสาร จ.เชียงราย แห่งที่ 2 เพื่อรองรับรถบัส ซึ่งเชื่อมการโดยสารบนถนนสายคุนหมิง-กรุงเทพฯ หรือคุน-มั่นกงลู่

หน้า 24
 
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02phu04041053&sectionid=0211&day=2010-10-04


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 07 ตุลาคม 2010, 16:42:18
เชียงราย - ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรณี เข้าพื้นที่ดอยแม่สลอง ตรวจสภาพพื้นที่ทั้งหมด ระบุ ไม่เกี่ยวข้องกับรอยแผ่นดินไหว หรือที่เรียกว่ารอยเลื่อนแม่จัน เผย สาเหตุส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากฝนที่ตกหนัก และระบบทางน้ำไหลที่กัดเซาะใต้ดินจนเป็นร่องลึก ทั้งต้องรอให้รื้อถอนอาคารก่อนเพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่ต่อไป
      
       รายงานข่าวจากเชียงราย แจ้งว่า จากกรณีเกิดเหตุดินทรุด และรอยแยกเป็นทางยาวบนดอยแม่สลอง หมู่บ้านสันติคีรี หมู่ 1 ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จนส่งผลทำให้บ้านเรือนประชาชนและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ต้องถูกรื้อถอนเพื่อความปลอดภัยนั้น
      
       ล่าสุดทาง ดร.อดิชาติ สุรินทร์คำ โฆษกกรมทรัพยากรธรณีและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ปรึกษาการบริหารจัดการทรัพยากรธรณี ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจสอบสภาพดินทรุดและรอยแยกดังกล่าวอีกครั้งรวมทั้งสำรวจรอยแยกเดิมและพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบไม่พบว่ามีการทรุดตัวเพิ่มเติมทั้งจากจุดเดิมและจุดใหม่ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไม่มีฝนตกลงมาในช่วงนี้ด้วย.
      
       ดร.อดิชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพรวมของสภาพดินของดอยแม่สลอง พบว่า ไม่เกี่ยวข้องกับรอยแผ่นดินไหวบริเวณดังกล่าวคือรอยเลื่อนแม่จัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถตรวจสอบจุดแตกให้ละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอให้มีการรื้อถอนอาคารทั้งหมดออกจากจุดเกิดเหตุก่อน เบื้องต้นก็พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากระบบทางน้ำไหลเซาะใต้ดิน ซึ่งอยู่ลึกลงไปประมาณ 2-10 เมตร โดยสังเกตได้จากการมีน้ำซึมออกจากร่องต่างๆ จากนั้นหน้าดินที่อยู่เหนือน้ำถูกแรงดันน้ำทำให้เคลื่อนตัวและทรุดตัวลงไป
      
       “สิ่งบ่งชี้นี้เกิดมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งเกิดเมื่อเดือนกันยายน แต่ประชาชนในพื้นที่อาจจะยังไม่เข้าใจวิธีการสังเกต อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถบอกได้ว่าพื้นที่ดินทรุด ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกหรือไม่ เพราะยังตรวจไม่เสร็จแต่เห็นขอบเขตของการทรุดตัวแล้วเชื่อว่ายังใช้ประโยชน์ได้ในบางเรื่อง แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะใช้อยู่อาศัยได้อีกหรือไม่ และบางส่วนอาจจะต้องปล่อยเอาไว้ตามธรรมชาติ” ดร.อดิชาติ กล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000141095


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 13 ตุลาคม 2010, 13:43:16
ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - เชียงใหม่-เชียงราย ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกลุ่มจังหวัดอันดามัน ประสานความร่วมมือทุกด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว หวังช่วยเพิ่มรายได้จากการใช้จ่ายและวันพำนักของนักท่องเที่ยวเพิ่ม 20% ต่อปี

วันนี้ (12 ต.ค.) ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และนายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อความร่วมมือด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างกลุ่มจังหวัดอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดระนอง กับจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่

โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันบนพื้นฐานความเท่าเทียม และผลประโยชน์ร่วมกันภายในขอบเขตหน้าที่ของตน และเท่าที่กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับจะอนุญาต และร่วมมือซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและพันธกรณีระหว่างจังหวัดในกลุ่มจังหวัด

รวมทั้งเพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดติดต่อกันโดยตรง เพื่อร่วมมือกันตามข้อตกลงนี้ และสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และกลุ่มจังหวัดอันดามัน ของนักท่องเที่ยวในลักษณะการพำนักระยะยาวมากขึ้น

ส่วนรูปแบบความร่วมมือจังหวัดทั้งเจ็ดที่ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการพัฒนาองค์ความรู้ ประสบการณ์ทางวิชาการ วิทยากร และการพัฒนาแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการธุรกิจ เช่น การพัฒนาบุคลากร การจัดหาแรงงาน การฝึกงานหรือการกระทำอื่นๆ เพื่อให้การจัดการด้านการพัฒนาธุรกิจบริการสุขภาพมีศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

รวมทั้งร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ การตลาด มีการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างกันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการส่งเสริมความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เชิงสุขภาพ เชิงอนุรักษ์ วิถีชีวิตท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การค้า การลงทุนเพื่อส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 12 ของโลก มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับ 18 ของโลก โดยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 279,487 ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวกว่า 7.5 ล้านคน การพำนักโดยเฉลี่ย 9.55วัน/คนโดยจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ คาดหวังว่า จะช่วยเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศและเพิ่มวันพักของนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี


http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9530000143656


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 14 ตุลาคม 2010, 16:09:45
วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7258 ข่าวสดรายวัน


ปั่นทัวร์ออฟล้านนาพร้อม



นายพินิจ หาญพาณิชย์ ประธานกลุ่มภาคเหนือ 2 และรองผู้ว่าฯเชียงราย, พลตรีเดชา เหมกระศรี เลขาฯสมาคมกีฬาจักรยานฯ, นายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ร่วมกันแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการแข่งขันกีฬาจักรยาน "ทัวร์ ออฟ ล้านนาตะวันออก" การแข่งขัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เพื่อสุขภาพ และเสือหมอบ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 40,000 บาท ระหว่าง 18-25 ต.ค. 2553 โดยประเภทจักรยานเพื่อสุขภาพ จะเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่วันนี้ ถึง 18 ต.ค.นี้ จำนวน 300 คน ส่วนในประเภทจักรยานเสือหมอบ แบ่งการแข่งขัน เป็น 4 รุ่น คือ 1.รุ่นเยาวชน อายุไม่เกิน 18 ปี ชาย, 2.รุ่นประชาชนทั่วไป ชาย, 3.รุ่นประชาชน อายุ 30-39 ปี ชาย, 4.รุ่นประชาชน อายุ 40 ปีขึ้นไป ชาย โดยประเภทนี้ จะแข่งขันแบบเซอร์กิตเรซ และแบบโรดเรซ ผสมกัน

หน้า 13


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 15 ตุลาคม 2010, 08:18:06
ร.ฟ.ท.ลุ้นเส้นทาง'เด่นชัย-เชียงราย'

ร.ฟ.ท.เริ่มต้นใหม่สาย "เด่นชัย-เชียงราย"เร่งคัดเลือก 38 บริษัทที่ปรึกษาโครงการก่อสร้าง ให้เหลือไม่เกิน 6 ราย เผยใช้งบ 175 ล้านบาท ชี้ทางแก้ลุ่มน้ำพื้นที่ 1A เตรียมเสนอเจาะอุโมงค์ยาว 8 กิโลเมตรลอดภูเขาช่วงเด่นชัย-พะเยา เผยอาจใช้งบกว่า 25,000 ล้านบาท
นายสุประภาส เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าได้เร่งคัดเลือก 38 บริษัทที่ปรึกษาให้เหลือไม่เกิน 6 รายเพื่อว่าจ้างทำการศึกษาออกแบบรายละเอียดโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟเด่นชัย(จังหวัดแพร่) -เชียงรายตามที่ได้รับอนุมัติงบประมาณแล้วจำนวน 175 ล้านบาท คาดว่าจะสรุปในเร็ว ๆนี้ ส่วนการศึกษาฯนั้นจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีโดยรวมการศึกษาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย โดยจะสามารถเปิดประมูลและก่อสร้างได้ในปี 2555 ซึ่งอาจให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้สนับสนุนหรือวิธีการอื่นๆเนื่องจากโครงการนี้ใช้งบประมาณสูงกว่า 25,000 ล้านบาท
"ตามที่บริษัทที่ปรึกษาได้สำรวจออกแบบรายละเอียดไว้แล้วนั้นมีแนวทางการลงทุน 2 ลักษณะ คือ 1. ให้เอกชนดำเนินการก่อสร้างให้ก่อน (Turnkey) และรัฐบาลไทยจ่ายค่าก่อสร้างคืนด้วยวิธีเคาน์เตอร์เทรดด้วยผลิตผลการเกษตรภายในประเทศ หรือ 2. ให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนโดยให้ได้รับสัมปทานโครงการภายในกำหนดเวลา (Concession)และรัฐบาลให้การสนับสนุนในเงื่อนไขบางประการ รวมทั้งการเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ "นายสุประภาส กล่าวและว่า
นอกจากนี้ยังเร่งให้รัฐบาลจัดสรรวงเงินงบประมาณเพื่อการเวนคืนที่ดินได้ทันทีหลังจากพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ อีกทั้งขออนุมัติให้ผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ เพื่อก่อสร้างทางรถไฟบางส่วน ซึ่งการรถไฟฯได้เตรียมออกแบบเจาะเป็นอุโมงค์ยาวประมาณ 8กิโลเมตรผ่านภูเขาในพื้นที่ซึ่งจะเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยใช้หลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มน้ำดังกล่าวแล้ว
"โครงการนี้ยืดเยื้อมานาน เมื่อปี 2528 ประเทศอังกฤษได้ให้การศึกษาฟรีมาครั้งหนึ่งแล้ว ปี 2539 ได้ทุ่มงบ 122 ล้านบาทเพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นพร้อมทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และครั้งที่ 3 เมื่อปี 2544 ที่ร.ฟ.ท.เคยว่าจ้างทบทวนผลการศึกษาและออกแบบก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้ภายใต้งบประมาณ 15 ล้านบาท แต่ครม.ไม่อนุมัติเพราะอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ต่อมาในปี 2553 รัฐบาลให้มีการศึกษาอีกครั้งเป็นระบบรถไฟทางคู่ขนาดกว้าง 1.435 เมตร ระยะทาง 246 กิโลเมตร
ล่าสุด ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขยายเส้นทางออกไปถึงอำเภอเชียงแสนหรืออำเภอเชียงของที่จะเพิ่มระยะทางออกไปอีกประมาณ 80 กิโลเมตรเพื่อจะเชื่อมต่อไปยังชายแดน
โดยจะแบ่งเป็น 3 ตอนคือ ตอนแรกช่วงเด่นชัย-เชียงราย ตอนที่ 2 เชียงราย-เชียงแสน และตอนที่ 3 เชียงแสน-เชียงของ"
สำหรับโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย มีจำนวน 22 สถานีตามผลการศึกษาเดิมจะมีปริมาณผู้โดยสารในปี 2545 จำนวน 1,600,000 เที่ยว/คน/ปี ปี 2553 จำนวน 1,665,000 เที่ยว/คน/ปี และปี 2567 จำนวน1,786,000 เที่ยว/คน/ปี ให้ผลความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 13.8% วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายและระบบการขนส่งทางรถไฟ
และถือ เป็นเส้นทางสายยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและเส้นทางรถไฟจากสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางของการค้า ขนส่งในภูมิภาค

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,574 14-16 ตุลาคม พ.ศ. 2553


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: MCL.Morchula shop ที่ วันที่ 15 ตุลาคม 2010, 21:40:58
งั้นขอลุ้นตอนที่ 2 ละกันค่ะ บ้านอยู่ไปทางเชียงแสนค่ะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ ตลอดค่ะ


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 ตุลาคม 2010, 21:18:22
สนข.เร่งใช้งบประมาณ'54
 
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 19 ตุลาคม 2553 22:26 น.
 

 
       ASTVผู้จัดการรายวัน-สนข.เร่งใช้งบปี 54 ลงนามจ้างที่ปรึกษา 9 โครงการใหม่ วงเงิน 221.67 ล้านบาท ทำแผนแม่บทจราจรในภูมิภาค บูรณาการโครงข่ายถนนและสะพานข้ามแม่น้ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และออกแบบรถไฟทางคู่ สายอีสานและใต้
       
        นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข.ได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2554 ในส่วนของการจัดจ้างที่ปรึกษา 9 โครงการใหม่ วงเงินรวม 221.67 ล้านบาท โดยจะสามารถเริ่มทยอยลงนามในสัญญาได้ตั้งแต่เดือนพ.ย. 2553 นี้ ซึ่งเป็นไปตามแผนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของกระทรวงคมนาคมในปี 2554 โดยในเดือนพ.ย. 2553 จะสามารลงนาม 4 โครงการ เดือนธ.ค. 2553 ลงนาม 3 โครงการ และเดือนม.ค. 2554 ลงนามอีก 2 โครงการ
        โดยทั้ง 9 โครงการประกอบด้วย 1.โครงการจ้างศึกษาสำรวจข้อมูลด้านการขนส่งและจราจรเพื่อจัดทำแผนแม่บทในภูมิภาค (ชัยนาท,พิจิตร,นครปฐม,สมุทรสาคร,ปทุมธานี,สุพรรณบุรี,อ่างทอง) โดยว่าจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวร ศึกษาจ.ชัยนามและพิจิตร, มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ศึกษา จ. นครปฐม,สมุทรสาคร , มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษา จ.ปทุมธานีและสุพรรณบุรี, มหาวิทยาลัยสุรนารี ศึกษา จ.อ่างทอง วงเงินรวม 18.72 ล้านบาท ระยะเวลา 8 เดือน (พ.ย.53-ก.ค.54)
        2.จ้างศึกษาการพัฒนาปรับปรุง บำรุงรักษาศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสาร เพื่อการบูรณาการข้อมูลด้านการจราจรและขนส่งอัจฉริยะ วงเงิน 29.71 ล้านบาท ระยะเวลา 14 เดือน (พ.ย.53- ธ.ค.54 ) 3.จ้างศึกษาสำรวจการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบโครงข่าย ด้านการขนส่งและจราจรในเขตพื้นที่กลุ่มยุทธศาสตร์ชายแดนจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ) วงเงิน 12.60 ล้านบาท ระยะเวลา 15 เดือน (พ.ย.53-ก.พ.55) 4. ค่าจ้างศึกษาพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าในเส้นทางขนส่งโลจิสติกส์แนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตกกับประเทศเพื่อนบ้าน วงเงิน 20.82 ล้านบาท ระยะเวลา 15 เดือน (พ.ย.53-ก.พ.55)
        5.จ้างศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาและบูรณาการโครงข่ายถนนและสะพานข้ามแม่น้ำและการจราจรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล วงเงิน 12.16 ล้านบาท ระยะเวลา 12 เดือน (ม.ค. –ธ.ค. 54) 6. จ้างศึกษาจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาระบบการขนส่งที่ยั่งยืนและลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วงเงิน 20.88 ล้านบาท ระยะเวลา 15 เดือน (ม.ค. 54- เม.ย. 55) 7. จ้างศึกษาและพัฒนาระบบงานบริหารสำนักงานอัตโนมัติของสนข. วงเงิน 6.6 ล้านบาท ระยะเวลา 10 เดือน (ม.ค.-พ.ย. 54) 8. จ้างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ (ระยะเร่งด่วน ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น) วงเงิน 40.23 ล้านบาท ระยะเวลา 14 เดือน (มี.ค.54-เม.ย.55) 9.จ้างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรถไฟทางคู่ (ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร) วงเงิน 59.94 ล้านบาทระยะเวลา 14 เดือน (มี.ค.54-เม.ย.55)
        ก่อนหน้านี้ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการใช้จ่ายงบประมาณปี 2554 โดยให้ทุกหน่วยงานจัดส่งทีโออาร์งานที่จะมีการเปิดประมูล จัดซื้อจัดจ้าง ให้กระทรวงภายในสิ้นเดือนพ.ย.2553 หากหน่วยงานใดไม่จัดส่งจะถือว่าเป็นความบกพร่องของหัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ ทั้งนี้ เพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ 2554
       หลังจากที่การใช้จ่ายงบปี 2553 ของกระทรวงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่วนงบประมาณปี 2555 ให้แต่ละหน่วยงานจัดทำทีโออาร์การประมูลจัดซื้อจัดจ้างแนบมาในการเสนอของบปี 2554 ด้วย โดยให้เวลาหลังจากนี้ 3 เดือน โดยหน่วยงานใดมีความพร้อมก็จะได้รับงบประมาณมากกว่าหน่วยงานที่ไม่พร้อม
        อย่างไรก็ตาม วานนี้ (19 ต.ค.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ประจำปี 2553 ซึ่งได้รับการจัดสรร จำนวน 76,933.52 ล้านบาท ผลการเบิกจ่ายสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2553 จำนวน 66,170.22 ล้านบาท หรือ 86.01% ต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล 7.99 % โดยในส่วนของงบลงทุน ได้รับจำนวน 48,655.79 ล้านบาท เบิกจ่ายได้ 39,354.12 ล้านบาท หรือ 80.88% สูงกว่าเป้าหมาย 5.88%
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000147553


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 20 ตุลาคม 2010, 21:34:47
ททท. เดินหน้าจัดกิจกรรมส่งท้ายปี 2553 กระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดินหน้าจัดกิจกรรมส่งท้ายปี 2553 กระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ
นางสาวเพ็ญสุดา ไพรอร่าม รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 ของปี 2553 ททท. เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเริ่มต้นในงานเทศกาลออกพรรษาซึ่งจะจัดขึ้นใน 6 พื้นที่ลุ่มน้ำโขง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย หนองคาย เลย นครพนม มุกดาหาร และอำนาจเจริญ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ ขณะที่เดือนพฤศจิกายน เตรียมงบประมาณกว่า 35 ล้านบาท จัดงานเทศกาลลอยกระทง ซึ่งจะดำเนินการทั่วประเทศใน 10 พื้นที่
นอกจากนี้ในเดือนธันวาคม ททท.เตรียมจัด 3 กิจกรรมเชิญชวนคนไทยเที่ยวในประเทศ ได้แก่ งานเทศกาลบอลลูนอินเตอร์เนชั่นแนลเฟสติวัล ณ เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 ธันวาคม 2553 โดยวันที่ 5 ธันวาคม 2553 จะจัดกิจกรรมพิเศษ แสง สี เสียง การแสดงม่านน้ำและการจุดพลุไฟ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2554 โดยใช้งบประมาณในการจัดกิจกรรมทั้งสิ้นจำนวน 8 ล้านบาท / กิจกรรมจากเจ็ดเสมียนถึงสามร้อยยอด ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นเรื่องของศิลปะเชิงสร้างสรรค์ของภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยเริ่มต้นที่ ต.เจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี จนถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 7 ล้านบาท และกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในงานเคาต์ดาวน์ ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ททท.ร่วมกับบัตรวีซ่า ใช้งบประมาณจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 7 ล้านบาท
รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมทั้งหมดเชื่อว่าจะสามารถส่งเสริมและกระตุ้นให้คนไทยเกิดการเดินทางในประเทศได้เพิ่มขึ้น

http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255310180263&tb=N255310&return=ok&news_headline="%b7%b7%b7.%20%e0%b4%d4%b9%cb%b9%e9%d2%a8%d1%b4%a1%d4%a8%a1%c3%c3%c1%ca%e8%a7%b7%e9%d2%c2%bb%d5%202553%20%a1%c3%d0%b5%d8%e9%b9%


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 21 ตุลาคม 2010, 21:49:32
.เชียงราย ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวในปีนี้

จังหวัดเชียงราย ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวในปีนี้ ขณะที่ ททท. เตรียมเปิดตัวเว็บไซต์ www.facebook.com ชมรมคนเที่ยวเหนือ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จริง
นายพินิจ หาญพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า หลายเดือนที่ผ่านมานักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางเที่ยวจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงวันหยุด และ ช่วงเทศกาลซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนคนไทยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 จึงคาดการณ์ว่าปี 2553 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ประมาณ 2 ล้านคน ทั้งนี้ปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้คนไทยเกิดการเดินทางเพิ่มขึ้นเนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้ได้มาตรฐานเอเชีย การปรับปรุงท่าเรือในแม่น้ำโขง การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ด้านรายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 3,000 ล้านบาท
ด้าน นางปนัดดา จันทร์ปัญญา ผู้อำนวยการกองตลาดภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. เตรียมเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อกระจายนักท่องเที่ยวให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ในทุกฤดูกาลทั้ง 4 ภาค ซึ่งเบื้องต้นอยู่ในระหว่างการจัดเก็บข้อมูลเพื่อคัดแยกเทศกาลของแต่ละจังหวัด พร้อมนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ผ่าน www.facebook.com ชมรมคนเที่ยวเหนือ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จริง เชื่อว่าจะสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น

  ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สุภาภรณ์ สุขันทอง   Rewriter : วาสนา ตาระเกตุ(2)
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th


 วันที่ข่าว : 20 ตุลาคม 2553 


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 ตุลาคม 2010, 15:34:03
โสภณ"คุมเข้มนโยบายใช้งบประมาณแสนล้าน ปี 54 ยันต้องโปร่งใสตรงไปตรงมา และตรวจสอบได้ ไม่หวั่นถูกพรรคร่วมรัฐบาลย้อนรอยสอบแต่ละโครงการ  ทางหลวงชูโครงการถนน 4 ช่องจราจรระยะที่ 2 จำนวน 9 เส้นทางงบกว่า 3,152 ล้านบาท ด้านทางหลวงชนบทไม่น้อยหน้าชูโครงการถนนไร้ฝุ่นเฟส 2 โครงการทางหลวงชนบทเพื่อการท่องเที่ยวเป็นจุดขาย ซ่อมถนนทั่วประเทศอีกหมื่นล้าน


 นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าได้มอบนโยบายให้แต่ละหน่วยงานใช้งบประมาณปี 2554 ไปแล้วว่าต้องใช้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้และขอให้ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะงบของกรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)ที่ได้มากกว่าหน่วยอื่น ๆ จึงระมัดระวังในการดำเนินงาน และไม่หวั่นที่จะมีการตรวจสอบทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านเพราะปัจจุบันการดำเนินงานจะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากภาคประชาชนในแต่ละพื้นที่มากขึ้นทั้งการนำเสนอความเห็นและการสำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม
 "แม้งบจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีวงเงินแสนกว่าล้านบาท ซึ่งใช้จ่ายในโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน เช่น การขยายถนน 4 เลนของกรมทางหลวงใน 9 เส้นทางที่ปัจจุบันสภาพการจราจรหนาแน่นมากขึ้นและเป็นเส้นทางหลัก ตลอดจนถนนโครงข่ายอื่น ๆ ที่จะต้องได้รับการพัฒนา ส่วนทางหลวงชนบทก็ยังให้ความสำคัญกับถนนไร้ฝุ่นเฟส 2 ก็ต้องผลักดันต่อไป เช่นเดียวกับการรถไฟฯที่จะเน้นไปที่ความปลอดภัยด้านการก่อสร้างสะพาน รั้ว ทางข้ามเพราะงบประมาณผูกพันข้ามปีจึงต้องทยอยดำเนินงาน แม้ช่วงนี้มีวิกฤติน้ำท่วมก็อาจจะมีการโยกงบประมาณไปใช้ในบางโครงการได้ซึ่งจะพิจารณาเมื่อได้รับรายงานครบทั้งหมดภายหลังจากเหตุการณ์กลับสู่ปกติแล้วอีกครั้ง"
 ด้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าในปี 2554 นี้กระทรวงคมนาคมจะได้รับงบประมาณจำนวน 109,070 ล้านบาทโดยแยกเป็นหน่วยงานราชการ 80,354 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 28,716 ล้านบาท และ 3 หน่วยงานจะได้รับงบประมาณมากกว่าหน่วยอื่น ๆ คือ กรมทางหลวงจำนวน  46,999 ล้านบาท ส่วนกรมทางหลวงชนบท  25,078 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทย 11,410 ล้านบาท
 "แต่ละหน่วยได้สรุปโครงการตามกรอบงบประมาณที่ได้รับมาแล้ว ซึ่งเห็นว่าเป็นโครงการเร่งด่วนและจำเป็น ทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทหรือแม้กระทั่งการรถไฟฯ ส่วนกรมอื่น ๆ เช่น กรมการขนส่งทางบกก็เพิ่มความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการทำเอกสารสำหรับการจดทะเบียนรถเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกรมเจ้าท่าที่จะเน้นไปที่การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำเซาะในหลาย ๆ พื้นที่ การสร้างท่าเรือและเรื่องความปลอดภัย ทางด้านกรมการบินพลเรือนจะเน้นไปที่การพัฒนาท่าอากาศยานทั่วประเทศจึงต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมโดยเร็วที่สุดโดยจะจัดให้มีการตรวจสอบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยตลอด"
 นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่าหลาย ๆ โครงการเป็นการใช้เงินงบประมาณประจำปี แต่ยังมีหลายโครงการที่จะขอใช้เงินกู้มาดำเนินการ เช่น โครงการก่อสร้างอุโมงค์เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่-อำเภอหางดง วงเงิน 900 ล้านบาท โครงการก่อสร้างถนนด้านตะวันออก-ตะวันตก ช่วงชัยพฤกษ์-กาญจนาภิเษก งบ 2,300 ล้านบาท โครงการถนนเพื่อการท่องเที่ยวตะวันตก-ตะวันออก 6,000 กิโลเมตร โดยจะดำเนินการเป็นช่วง ๆ นอกจากนั้นยังมีโครงการซ่อมบำรุงทางทั่วประเทศกว่า 49,000 กิโลเมตรที่จะใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาทที่มีความจำเป็นด้วยเช่นกัน
 ส่วนนายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่าปี 2554 จะเร่งผลักดันโครงการถนนมอเตอร์เวย์เส้นบางใหญ่-บ้านโป่ง-ราชบุรี ให้เชื่อมต่อไปยังนครปฐม-หัวหินอีกครั้ง โดยจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในจุดเส้นทางใหม่เพื่อนำเสนอการพิจารณา ส่วนถนนเชื่อมโครงการในพื้นที่อำเภอหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ที่กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดนั้นมีแผนก่อสร้างสายหัวหิน-บรรจบทางเลี่ยงเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 12.4 กิโลเมตรอยู่แล้ว โดยเป็นงบผูกพันปี 2552-2555
 สำหรับรายละเอียดงบประมาณที่แต่ละหน่วยงานได้รับในปี 2554 ประกอบด้วย  กรมทางหลวง 46,999 ล้านบาท โดยโครงการที่โดดเด่นได้แก่ การเร่งรัดขยายทางสายประธานให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) จำนวน 9 เส้นทาง งบประมาณ 3,430 ล้านบาท  กรมทางหลวงชนบท ได้งบประมาณ  25,078 ล้านบาท ที่โดดเด่นนอกเหนือจากโครงการถนนไร้ฝุ่นเฟส 2 งบ 2,829 ล้านบาท  615 กิโลเมตรแล้วยังมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา(นนทบุรี1) วงเงิน 1,138 ล้านบาท โครงการบำรุงรักษาระบบโครงข่ายทางหลวงชนบท 9,983 ล้านบาท โครงการทางหลวงชนบทเพื่อการท่องเที่ยว 795 ล้านบาท และโครงการทางหลวงชนบทเพื่อการเชื่อมต่อระบบขนส่ง วงเงิน 826 ล้านบาท

 การรถไฟแห่งประเทศไทย 11,410 ล้านบาท ที่มีแผนดำเนินการได้แก่ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ 7,573 ล้านบาท โครงการปรับปรุงทางและสะพานตามจุดต่าง ๆ  การจัดหาเครื่องกั้นถนน 981 ล้านบาท โครงการศึกษาความเหมาะสมเส้นทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย 129 ล้านบาท การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)ได้ 7,625 ล้านบาท โดยจะเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการบริหารจัดการขนส่งและบริการ 1,412 ล้านบาท การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 8,131 ล้านบาทมีโครงการที่เร่งด่วนคือการก่อสร้างระบบเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมความปลอดภัยด้านการจราจรจุดเชื่อมต่อทางพิเศษบูรพาวิถีกับถนนวงแหวนอุตสาหกรรม งบ 1,220 ล้านบาท


 กรมเจ้าท่า 4,011 ล้านบาทจะเน้นไปที่การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง สร้างเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา การขุดลอกทะเลสาบสงขลา  314 ล้านบาท สร้างท่าเทียบเรือ สร้างเขื่อนในจังหวัดนครพนม ที่อำเภอจอมทองเชียงใหม่  และที่เด่นชัย จังหวัดแพร่ 2,020 ล้านบาท และค่าผลิตบุคลากรด้านพาณิชย์นาวี  132 ล้านบาท กรมการขนส่งทางบก 2,120 ล้านบาท โครงการบริการด้านทะเบียนรถและใบอนุญาต 991 ล้านบาท โครงการก่อสร้างสำนักงานขนส่งสาขา แพร่-สุรินทร์และสมุทรปราการ 89 ล้านบาท โครงการพัฒนาความปลอดภัยและกำกับดูแลการขนส่งทางถนน 650 ล้านบาท องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) 1,308 ล้านบาท ที่จะนำไปใช้ชดเชยด้านการบริการสาธารณะเป็นหลัก


 ในส่วนหน่วยงานกรมการบินพลเรือน 1,351 ล้านบาท ได้แก่ การพัฒนาท่าอากาศยานในภูมิภาค 26 แห่ง 1,144 ล้านบาท สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) 454 ล้านบาท โครงการที่โดดเด่น ได้แก่ การศึกษาจัดทำแผนแม่บทการขนส่งและจราจรในภูมิภาค 317 ล้านบาท สถาบันการบินพลเรือน 241 ล้านบาท และสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม 383 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,577  24-27  ตุลาคม พ.ศ. 2553

http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=45107:54&catid=128:-real-estate-&Itemid=478


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 25 ตุลาคม 2010, 15:35:17
'กิ๊กการ์ด'รุก ทุ่ม700ล้าน บัตรเที่ยวเก็บแต้ม
 
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 24 ตุลาคม 2553 20:47 น.
 
 
 
 
 
       ASTVผู้จัดการรายวัน - โกลบอล ไอ-แคร์ ปิ๊งไอเดียทุ่ม 700 ล้านบาท เปิดตัว”บัตรกิ๊กการ์ด” เพื่อการท่องเที่ยว ประเดิมจับมือพันธมิตร 10,000 รายทั่วประเทศ ร่วมรายงานสะสมแต้ม วางเป้า 2 ปี ผุดครบ 76 จังหวัด ทั่วประเทศ
       
       นางสาวรุจิวรรณ ปทุมเทวาภิบาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล ไอ-แคร์ ผู้ดำเนินการบัตรกิ๊กการ์ด (Gic Card) เปิดเผยว่า บริษัทได้แตกไลน์บัตรกิ๊กการ์ดเพื่อการท่องเที่ยว โดยจับมือกับจังหวัดเพื่ออกบัตรดังกล่าว ทั้งนี้เบื้องต้นใช้เงินลงทุน 700 ล้านบาทสำหรับปีนี้ถึงปีหน้า ในการพัฒนาระบบเครื่องรูดบัตรเพื่อสะสมแต้ม และ ทำการตลาดสร้างการรับรู้ มีเป้าหมายเปิดตัวบัตรกิ๊กการ์ด ให้ครอบคลุม 76 จังหวัดภายใน 2 ปี ทั่วประเทศไทย มียอดผู้ถือบัตรเฉลี่ยจังหวัดละ 500,000- 1,000,000 ใบ รวมถึงหาพันธมิตรที่เป็นเครื่อข่ายร้านค้าที่ร่วมรายการรับรูดบัตรกิ๊กการ์ดที่ให้ได้ 10,000 แห่งทั่วประเทศ
       
       ทั้งนี้”กิ๊กการ์ด” เป็นบัตรสะสมแต้ม เพื่อแลกของรางวัล หรือแลกรับบริการจากร้านค้าที่เป็นพันธมิตร ที่ผ่านมา จับกลุ่มเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร แต่มองเทรนด์การเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว จึงแตกไลน์มาเจาะเป้าหมายผู้บริโภคท่องเที่ยวและพันธมิตรที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยกิ๊กการ์ด เริ่มเกิดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย และขยายไปยังประเทศต่างๆ
       
       รวมถึงประเทศไทย ผู้ถือบัตรสามารถนำไปรูด เพื่อสะสมแต้มได้กับทุกร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ โดยการใช้จ่าย 1 บาท จะได้คะแนนสะสม 1 กิ๊ก หรือ 1 แต้ม แต้มที่สะสมได้จะนำไปแลกซื้อสินค้าและบริการ และ 10% ของแต้มที่ผู้สะสมจะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรหรือมูลนิธิ ตามจังหวัดที่เป็นผู้ออกบัตรนั้น และ บัตรจะตัด 680 กิ๊ก ต่อปีเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมการต่อบัตร
       
       “กิ๊กการ์ด ไม่ใช่บัตรเครดิต ไม่ใช่บัตรเดบิต แต่เป็นบัตรสะสมแต้ม มีภาพลักษณ์บัตรเหมือน บัตรการกุศล และบัตรธุรกิจ แต่ผู้ถือจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แต่จะถูกหักจากแต้มที่สะสม และบริษัทก็นำไปเครมกับร้านค้าที่ร่วมรายการเอง โดยเบื้องต้น ทางบริษัท ได้จับมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นโซลูชั่นในการรับแลกของรางวัลซึ่งจะรวมถึงสินค้าและบริการที่สั่งซื้อจากไปรษณีไทยด้วย ส่วนตัวบัตรกิ๊กการ์ดเปิดตัวแล้ว 2 แห่ง ที่ภูเก็ตและพัทยา ล่าสุดเปิดที่เชียงราย ลำดับต่อไปจะเปิดที่ สมุยและเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ยังจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการขยายเครือข่ายบัตรนี้ ”
       
       อย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาขยายบัตรกิ๊กการ์ด ไปเปิดตัวที่ประเทศสิงคโปร์ โดยสามารถใช้สะสมแต้มจากการใช้จ่าด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งโดยรถไฟฟ้า และจะขยายต่อเนื่องไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเม็กซิโก เพื่อต่อยอดสู่เป้าหมายการเป็นบัตรสะสมแต้มที่สามารถใช้ได้ในทั่วโลกในอนาคต และจะขยายให้นำแต้มที่ใช้ในต่างประเทศกลับมาแลกสินค้าและบริการในประเทศที่จังหวัดผู้ออกบัตร โดยสามารถเปลี่ยนแต้มตามสกุลเงิน เช่น จ่ายเงินที่สิงคโปร์ 1 ดอลล่าร์ จะได้ 25 กิ๊กสำหรับบัตรจังหวัดท่องเที่ยวของไทยเป็นต้น มั่นใจบัตรกิ๊กการ์ดจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและนักเดินทางทั่วโลก
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000149943


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 28 ตุลาคม 2010, 20:55:19
เชียงรายคึก-สิบสองปันนาขอจัดทัวร์ เชื่อมเที่ยว'อาร์ 3เอ'-นักเที่ยวจีนเพิ่มอีกล้าน



เชียงราย - นายอภิชา ตระสินธุ์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย เปิดเผยว่า สมาคมท่องเที่ยวเชียงราย และสำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนา รวมทั้งภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ประสานความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสิบสองปันนาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของจีนตอนใต้ และมีนักท่องเที่ยวไปเยือนปีละกว่า 7-8 ล้านคน ซึ่งถือวˆาเป?นจำนวนมาก สร‰างรายได‰จากการทˆองเที่ยวแกˆสิบสองป?นนาได‰มหาศาล

นายอภิชากลˆาววˆา สำนักงานท่องเที่ยวสิบสองปันนาได้ขอความร่วมมือจากสมาคมท่องเที่ยวเชียงรายว่า ในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากต้องการเดินทางมาเยือนจ.เชียงราย หรือภาคเหนือของไทย ผ่านทางถนนอาร์สามเอ มณฑลยูนนาน-ลาว-เชียงของ สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะนักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีฐานะดีตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให‰มีการซื้อรถยนต์กันมาก จึงต้องการเดินทางทˆองเที่ยวด้วยรถยนต์ผ่านมาทางถนนสายอารŒสามเอ ดังกล่าว

นายกสมาคมทˆองเที่ยวจ.เชียงราย กลˆาวตˆอไปวˆา สำนักงานการท่องเที่ยวสิบสองปันนาขอให้จ.เชียงราย ทำโปรแกรมทัวร์ภายในจังหวัดไปเชื่อมกับเส้นทางดังกล่าวด้วย เพื่อจะได้ขายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวหรือแพ็กเกจเดียวกัน ดังนั้น ทางสมาคมจึงอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องนี้ โดยจัดการประชุมเอกชนภายในจังหวัดเพื่อหาตัวแทนเอกชนที่จะเข้าร่วมโครงการเชื่อมทัวร์กับสิบสองปันนาต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย.นี้

"เรื่องนี้ถือว่าสำคัญต่อจ.เชียงราย เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเชียงรายปีละประมาณ 1 ล้านคน หากโปรแกรมทัวร์เชื่อมเชียงราย-สิบสองปันนาแล้วเสร็จ ก็เป็นไปได้ที่จะมีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านคน เป็น 2 ล้านคน ซึ่งจะทำให้มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างมาก" นายอภิชา กลˆาว

หน้า 29
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNVEk0TVRBMU13PT0=&sectionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBeE1DMHhNQzB5T0E9PQ==


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 31 ตุลาคม 2010, 21:21:42
เทศบาลนครเชียงราย จัดให้มีพิธีฉลอง ถนนคนเดิน  กาดเจียงฮายรำลึก ครบรอบ 2 ปี มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวคึกคัก

นายสมพงษ์ กูลวงค์ นานยกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงราย ได้จัดให้มีพิธีฉลอง ถนนคนเดิน  กาดเจียงฮายรำลึก ครบรอบ 2 ปี ขึ้น ณ สวนตุงและโคมเชียงราย เฉลิมพระเกียรติ และ ตลอดถนนธนาลัย เขตเทศบาลนครเชียงราย กว่า 1.5 ก.ม. มีการนำสินค้าของที่ระลึก อาหาร และการแสดง มาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อและชมกัน ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสบาย กว่า 1,000 ร้านค้า โดยเทศบาลนครเชียงราย เก็บค่าเช่า ร้านค้าเริ่มต้นที่คืนละ 50 บาท  
 
นาย สามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้เป็นประธานในการเปิดงาน พร้อมปล่อยโคมลอย 99 ดวง และร่วมมอบรางวัลในการประกวดภาพถ่ายถนนคนเดิน และชุมชนต่างๆที่เข้าประกวด ซึ่งถนนคนเดิน กาดเจียงฮายรำลึก จัดมาครบ 2 ปี แล้ว และได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกันทุกเย็นวันเสาร์ และจะมีการจัดไปต่อเนื่อง และขยายพื้นที่ตามคำเรียกร้อง พร้อมปรับปรุงให้ตรงใจนักท่องเที่ยวมากที่สุด

http://www.posttoday.com


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 01 พฤศจิกายน 2010, 14:06:28
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7277 ข่าวสดรายวัน


เริ่มหนาวแล้ว-เชียงรายคึกคัก



เชียงราย - นายสมเกียรติ ชื่นธีระวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันอากาศในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายเริ่มเย็นลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ดีและทำให้ฤดูท่องเที่ยวเริ่มต้นขึ้นแล้ว และที่ผ่านมาได้ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศจองห้องพักในพื้นที่กันยาวไปจนถึงเดือนธ.ค.หรือเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เชื่อว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวของเชียงรายจะกลับมาคึกคักขึ้นอย่างแน่นอน

นางรุจิรา ใจจักร์ นายก อบต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า อบต.แม่สลองใน กำหนด จัดงานวัฒนธรรมชาวดอย ดอกบัวตองบานที่หัวแม่คำ ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 13-14 พ.ย. จัดการแสดงชนเผ่าทั้ง 7 ชนเผ่า การแสดงกระทุ้งกระบอกไผ่ชองชนเผ่าอาข่า และการแสดงชนเผ่าจีนฮ่อ ชนเผ่าเย้า ชนเผ่าม้ง ชนเผ่าลีซอ และชนเผ่าลาหู่ ชมดอกบัวตองบานสะพรั่งรอบหมู่บ้าน สำหรับวัน 13-14 พ.ย. ร่วมทำบุญตักบาตรพระขี่ม้าบิณฑบาตบริเวณภายในหมู่บ้าน

หน้า 29

http://www.khaosod.co.th/view_news.p...hNUzB3TVE9PQ==


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 03 พฤศจิกายน 2010, 14:16:20
เป้าหมายของอาเซียน (บทบรรณาธิการ)



การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่17ที่กรุงฮานอยสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามในวันที่ 28 - 30 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีของไทยได้เสนอแผนการที่เรียกชื่อว่า"อาเชี่ยนคอนเน็คติวิตี้"เพื่อให้ที่ประชุมสุดยอดผู้นำทั้ง 10 ชาติให้ความเห็นชอบในหลักการ

หลักการนี้จะนำไปสู่เป้าหมายในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าที่จะทำให้กลุ่มชาติอาเชี่ยนมีฐานะเป็นหนึ่งเดียวเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป นายกรัฐมนตรีของไทยได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวการประชุมสุดยอดครั้งนี้ว่าจะเป็นก้าวแรกที่จะทำให้อาเชี่ยนมีสภาพเป็นอาเชี่ยนยูเนี่ยนในอนาคต

วิธีการดังกล่าวคือให้ชาติอาเชี่ยนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของเส้นทางคมนาคมซึ่งจะทำให้เป็นสะพานข้ามช่องว่างของการพัฒนาในระหว่างชาติสมาชิกทำให้อาเชี่ยนมีเส้นทางคมนาคมขนส่งทัดเทียมกับภูมิภาคอื่นๆของโลก

แผนของนายกรัฐมนตรีไทยก็คือการก่อสร้างทางหลวงที่มีมาตรฐานเชื่อมโยงกันตั้งแต่เมียนม่าร์ที่เริ่มสร้างทางหลวงมาตรฐานดีจากชายแดนอินเดียมาสู่ร่างกุ้งผ่านเข้าประเทศไทยที่แม่สอดผ่านมาถึงพิษณุโลกซึ่งมีทางหลวงเชื่อมไปที่เชียงใหม่และลงมากรุงเทพมหานครผ่านลงไปทางภาคใต้ของไทยที่หาดใหญ่และเข้าไปยังมาเลเซียไปสิ้นสุดทางหลวงที่สิงคโปร์

อีกด้านหนึ่งเมียนม่าร์จะสร้างทางหลวงเข้าไปเชื่อมกับจีนไปถึงมณฑลยูนานและเสฉวนเข้ามาเชื่อมกับทางหลวงของไทยที่เชียงรายซึ่งจะมาเชื่อมต่อถึงพิษณุโลกจากจุดนี้จะมีทางหลวงไปยังขอนแก่นผ่านอุดรธานีและหนองคายไปสู่กรุงเวียงจันทร์ในลาว

ส่วนลาวนั้นก็จะมีการสร้างทางหลวงจากเวียงจันทร์ไปยังเวียดนาม 2 สาย สายหนึ่งไปที่กรุงฮานอย อีกสายไปที่โฮจิมินห์ซิตี้และยังมีทางหลวงอีกสายผ่านหลวงพระบางไปเชื่อมต่อกับจีนที่เชียงรุ้ง ด้านกัมพูชานั้นจะมีทางหลวงจากอรัญประเทศผ่านกรุงพนมเป็ญไปยังโฮจิมินห์ซิตี้ในเวียดนามและอีกสายหนึ่งจากพนมเป็ญไปเชื่อมต่อกับลาวผ่านจำปาศักดิ์และสุวรรณเขตไปสู่เวียงจันทร์

นอกจากทางหลวงแล้วจะต้องสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่ออินเดียผ่านเมียนม่าร์และไทยออกไปสู่ลาวที่จะเชื่อมโยงไปสู่จีน เวียดนามและกัมพูชา ส่วนไทยก็จะมีทางรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯไปมาเลเซียและสิ้นสุดที่สิงคโปร์

ผู้นำไทยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนตามแผนระหว่าง 750 พันล้านดอลล่าร์ถึง 770 พันล้านดอลล่าร์ซึ่งจะมีการระดมทุนจากชาติสมาชิกอาเชี่ยนจากธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซียรวมไปถึงการกู้ยืมจากชาติมหาอำนาจ

เมื่อแผนสำเร็จก็จะทำให้อาเชี่ยนมีการคมนาคมขนส่งทันสมัยเช่นเดียวกับยุโรปซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มอาเชี่ยนที่มีประชากรรวมกัน 600 ล้านคนมีความก้าวหน้าไม่แพ้ทวีปอื่นๆอย่างแน่นอน


http://www.naewna.com/news.asp?ID=234880


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 04 พฤศจิกายน 2010, 10:51:38
วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4259  ประชาชาติธุรกิจ


"ท่องเที่ยว" พลิกแผนหลังน้ำท่วม ทัวร์หนาวทะลักเหนือลุ้น "ลอยกระทง-เคานต์ดาวน์"




 
น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ทำให้ภาคกลาง 19 จังหวัด ภาคอีสานตอนล่าง นครราชสีมา และตอนบน อุบลราชธานี จมอยู่ใต้น้ำภายในเวลาอันรวดเร็ว ตามมาด้วยภาคใต้ชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน หาดใหญ่ สงขลา เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ส่งผลเสียหายต่อภาคการเกษตร ชีวิตและทรัพย์สิน ลุกลามต่อเนื่องมาถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบในฤดูขายปลายปีนี้ กลายเป็นวิกฤตกระจายพื้นที่ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้บางส่วน แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นโอกาสของภาคเหนือตอนบน และภาคใต้บางโซน มีนักท่องเที่ยวคนไทยและชาวต่างชาติแห่จองห้องพักล่วงหน้าเกินกว่า 70%

ก.ท่องเที่ยวผนึกเจ้าของแหล่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต บริษัทนำเที่ยว บริษัทบริการขนส่ง ทางรถ ทางเรือ สายการบิน ร้านอาหาร ร้านขายของยังมีความหวังหลังน้ำท่วมจะได้มีโอกาสทำเงินจาก 2 เทศกาลระดับเวิลด์อีเวนต์ คือ งานประเพณีลอยกระทง และเทศกาลความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (countdown) ทั่วทุกภาคของประเทศ

นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นโยบายให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ จะใช้วิธีร่วมมือพร้อมให้การสนับสนุนกระทรวงเจ้าของสถานที่ท่องเที่ยว เช่น กระทรวงวัฒนธรรม เจ้าของ วัด ศิลปะ โบราณสถานต่าง ๆ ภาคกลางเสียหายหลายแห่ง หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เจ้าของอุทยานแห่งชาติ แถบภาคอีสาน

ส่วนการเยียวยากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวในแต่ละภาค ได้มอบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดำเนินการปรับแผนกิจกรรม การตลาดและการขาย ทั้งภายในประเทศและทั่วโลกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังมั่นใจปลายปีนี้เป็นฤดูท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวโดยภาพรวมจะดีกว่าช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา และแน่นอนในพื้นที่น้ำท่วมจำนวนนักท่องเที่ยวย่อมลดลง โดยจะหันไปท่องเที่ยวพื้นที่อากาศหนาวเย็นทางภาคเหนือเพิ่มขึ้น
 


"เชียงใหม่-เหนือ" ทัวร์ฤดูหนาวแน่น 2 หมื่นห้อง

นายสราวุฒิ แซ่เตี๋ยว นายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ตภาคเหนือ รายงานยอดจองพักช่วงฤดูหนาวปีนี้ดีมาก ที่พักในจังหวัดเชียงใหม่รับจองล่วงหน้าแล้วกว่า 50-70% หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 15,000- 20,000 ห้อง จากห้องพักที่มีทั้งหมด 35,000 ห้อง ทางเชียงราย แม่ฮ่องสอน ก็เช่นกัน สภาพอากาศหนาวเย็นบวกกับธรรมชาติสวยงามเป็นแม่เหล็กดึงดูดตลาดคนไทยได้มากกว่าทุกปี

มั่นใจการท่องเที่ยวภาคเหนือช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ จึงเตรียมจัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ 2 งานใหญ่ งานแรก "ประเพณียี่เป็ง" หรือลอยกระทงตามแบบล้านนา ระหว่าง 20-22 พฤศจิกายนนี้ งานที่ 2 จัดมหกรรม "พลุเฉลิมพระเกียรติ" เป็นครั้งแรกในเชียงใหม่ โดยมีเจ้าภาพคือกระทรวงกลาโหม ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 31 ธันวาคมนี้-1 มกราคม 2554 ณ สนามกีฬาเชียงใหม่ 700 ปี

นายกงกฤช หิรัญกิจ เจ้าของโรงแรมสีมาธานี จ.นครราชสีมา และประธานด้านนโยบายสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่น้ำท่วมถึงในตัวเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นประตูของภาคอีสาน ส่งผลให้ความเสียหายลุกลามไปทั่วทุกจังหวัด ทั้งภาคการค้า การลงทุน เกษตร พาณิชย์ และธุรกิจท่องเที่ยวบริเวณพื้นที่จุดขาย อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีโรงแรม รีสอร์ต เป็นจำนวนมากที่สุด กำลังซื้อทั้งหมดหายไปทันที เนื่องจากอีสานเป็นภาคที่มีคนไทยท่องเที่ยว 97% ต่างชาติเพียง 3% พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม คนไทยเองไม่มีอารมณ์จะใช้เงินพักผ่อนสักเท่าไร ส่วนหน่วยงานต่าง ๆ ช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็พากันยกเลิกการจัดประชุม สัมมนาทั้งหมด

เฉพาะโรงแรมสีมาธานีแห่งเดียว ถูกยกเลิกประชุม สัมมนา คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท เปรียบเทียบไม่ได้กับโรงแรมปริ๊นเซส โคราช โดนน้ำท่วมเสียหายทั้งทรัพย์สิน ต้องลงทุนปรับปรุงใหม่ และต้องใช้เวลาซ่อมแซมอีกสักระยะไม่สามารถให้บริการได้

ททท.ภาคกลาง 19 จังหวัดปรับแผนฉุกเฉิน

นายวัฒนพงษ์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานลพบุรี กล่าวว่า ดูแลการท่องเที่ยว 3 จังหวัด สระบุรี สิงห์บุรี ลพบุรี ขณะนี้ทุกพื้นที่น้ำลดแล้ว เริ่มจัดทำแผนฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และหารือกับภาคเอกชนท่องเที่ยว ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง ททท.ภาคกลาง เพื่อร่วมมือกันปรับแผนกิจกรรมการตลาดช่วง 2 เดือนนี้ พฤศจิกายน-ธันวาคม กระตุ้นการท่องเที่ยวกลับเข้าพื้นที่ให้ได้มากสุดเท่าที่จะทำได้

เบื้องต้นจะช่วยกันทำความสะอาดสถานที่เพื่อต้อนรับคนที่จะเดินทางเข้ามา จากนั้นทาง ททท.ภาคกลาง 19 จังหวัด เตรียมประชุมร่วมกัน 6-8 พฤศจิกายนนี้ เพื่อนำงบฯที่มีมารวมกันทำอีเวนต์ให้ยิ่งใหญ่ สร้างกิจกรรมขายเป็นทีมเดียวกัน เพิ่มความแรงและน้ำหนักดึงความสนใจ ดีกว่าแยกทำเป็นรายพื้นที่

นายธวัชชัย อรัญญิก รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า ระหว่างนี้ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชนกลุ่มรถค่ายต่าง ๆ เพื่อร่วมมือกันจัดกิจกรรมรายการใหญ่ กระตุ้นและรณรงค์ส่งเสริมคนไทยขับรถท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม ขณะนี้ทางค่ายโตโยต้าสนใจโครงการนี้ แต่ความต้องการโดยรวมของทุกจังหวัดก็อยากให้รถยนต์ทุกค่ายเข้ามาสมทบทำให้เกิดโมเมนตัมชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาก ๆ ช่วงปลายปีนี้ เพื่อกระจายรายได้สู่โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าและชุมชนอย่างทั่วถึง

สำหรับภาคใต้ หาดใหญ่และเกาะสมุยเจอพายุถล่มน้ำท่วมฉับพลันเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ระบุยังพอจะรับมือได้ เพราะคาดสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นตามลำดับหลัง 15 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นก็จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยเข้ามาพักตามปกติ ตลอดธันวาคมนี้จนถึง กุมภาพันธ์ 2554

งานเที่ยวเมืองไทย 4-7 พ.ย.นี้ โปรโมชั่นอื้อ

นายกฤตย์ พัตรปาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่า ในฐานะผู้จัดงาน "ไทยเที่ยวไทย เที่ยวคุ้ม ส่งท้ายปี ครั้งที่ 20" ระหว่าง 4-7 พฤศจิกายนนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 3-4 มีเจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวจองบูทเปิดขายในงาน 760 บูท ในจำนวนนี้เป็นขาประจำกว่า 70% ซึ่งเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมภาคอีสานอย่างอุบลราชธานี นครราชสีมา ซึ่งโรงแรมรีสอร์ตในทำเลน้ำไม่ท่วมเตรียมแพ็กเกจปลายฝนต้นหนาวมาขาย ภาคอื่นอย่างหัวหิน ชะอำ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ แห่เปิดบูท ขายกว่า 40 บูท แต่ละจังหวัดต่างก็ทำโปรโมชั่นรับลมหนาวลดตั้งแต่ 20-50% และกองทัพสถาบันการเงินจากธนาคารต่าง ๆ ก็หันมาขยายฐานจากตลาดการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เตรียมโปรดักต์ ลดเพิ่มอีกให้แก่ผู้ซื้อที่ได้ส่วนลดจากธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว

ในจังหวะการจัดงานหลังน้ำท่วมซึ่งถือเป็นวิกฤตของหลายจังหวัด แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างโอกาสใหม่ขึ้นมาได้ และเป็นผลดีกับนักท่องเที่ยวทั่วไปจะได้เที่ยวเมืองไทยช่วงฤดูท่องเที่ยว (hi season) ด้วยราคาคุ้มค่าเงิน และคาดตลอด 4 วัน รายได้จะสะพัดไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่คราวนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเจอวิกฤตพอ ๆ กับภาคธุรกิจอื่น แต่ทุกจังหวัดทุกภาคยังคงรอน้ำใจจากคนไทยแห่กันมาอุดหนุน 2 อีเวนต์ใหญ่ปลายปี คือประเพณีลอยกระทง และฉลองความสุขคืนเคานต์ดาวน์ 31 ธันวาคมนี้

หน้า 2
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02edi01041153&sectionid=0212&day=2010-11-04


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 05 พฤศจิกายน 2010, 15:05:36
เปิดวิสัยทัศน์ “ธนชาติ” ผอ.ใหม่ซอฟต์แวร์พาร์ก เน้น 5 บทบาทหลัก 7 แผนปฏิบัติการเร่งด่วน หวังปี 54 เกิดสาขาใหม่อย่างน้อย 3 สาขา เกิดศูนย์ทดสอบซอฟต์แวร์มือถือ เปิดตัวฟรีแลนซ์สเปซรับกระแสคลื่นลูกใหม่ ผลักดันโซลูชันซอฟต์แวร์และสร้างศูนย์ทดสอบซอฟต์แวร์
       
       นายธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือ ซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่า แนวโน้มอุตสากรรมซอฟต์แวร์โลกและในประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคคลาวด์ คอมพิวติ้ง ทำให้หน่วยงานอย่างซอฟต์แวร์พาร์กจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ขององค์กรตามไปด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
       
       สิ่งแรกที่ซอฟต์แวร์พาร์กจะต้องปรับอย่างเร่งด่วน ก็คือ บทบาทของซอฟท์แวร์พาร์กให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในเวลานี้ โดยได้กำหนดบทบาทของซอฟต์แวร์พาร์กไว้ 5 บทบาท หนึ่ง คงบทบาทให้ซอฟต์แวร์พาร์กเป็นจุดศูนย์กลาง หรือแลนด์มาร์กของธุรกิจซอฟต์แวร์ไทยต่อไป สอง เป็นที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยีใหม่ให้กับวงการซอฟต์แวร์ไทย สาม สร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย สี่ มุ่งสร้างความต้องการของตลาดซอฟต์แวร์ในประเทศให้เติบโตแบบยั่งยืน และห้า สร้างความร่วมมือแนวใหม่ หรือ New Collaborative
       
       “ความร่วมมือแนวใหม่ ถือเป็นบทบาทใหม่ของซอฟต์แวร์พาร์ก เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ไม่ว่าจะเป็นโมบาย หรือคลาวด์ คอมพิวติ้งทำให้ตลาดเปลี่ยนแปลงไป โดยตลาดใหญ่จะเป็นตลาดระดับโลก”
       
       นายธนชาติ กล่าวถึงโครงการสำคัญในปีหน้านั้น มีโครงการสำคัญอยู่ 7 โครงการ ประกอบไปด้วย หนึ่ง โครงการขยายสาขาของซอฟต์แวร์พาร์ก โดยร่วมมือภาคเอกชนและเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อื่นๆ มีความเป็นไปได้ที่อาจะใช้ระบบแฟรนไชส์ มตั้งแต่ระดับเล็ก กลาง ใหญ่ คาดว่า จะมีเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ขนาดเล็กเกิดขึ้นใหม่ 2 แห่ง และขนาดกลางเกิดขึ้น 1 แห่ง และในระยะยาวจะมีการเติบโตของธุรกิจซอฟต์แวร์พาร์กถึง 100% ภายใน 5 ปีนี้
       
       สอง โครงการสร้างฟรีแลนซ์ สเปซแห่งแรกให้เกิดขึ้นในเมืองไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องสถานที่ และเงื่อนไข ทั้งในส่วนของผู้จ้างงานและผู้รับจ้างอิสระ สาม โครงการพัฒนาระบบโมบายและคลาวด์ของวงการซอฟต์แวร์ไทย โดยใช้ซอฟต์แวร์ทั้ง 2 เทคโนโลยีเป็นเรือธงในการขับเคลื่อน เนื่องจากเทคโนโลยีนี้มีผลกระทบในวงกว้างกับอุตสาหกรรมอย่างมาก โดยซอฟต์แวร์พาร์กจะมีการตั้งศูนย์ทดสอบซอฟต์แวร์ที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เนื่องจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้ต้นทุนสูง เนื่องจากมีหลายระบบปฏิบัติการ
       
      สี่ โครงการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพด้านไอทีป้อนตลาด เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการนำร่องที่จังหวัดเชียงราย โดยรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาฝึกงานกับบริษัทซอฟต์แวร์ที่เน้นทำให้บัณฑิตมีความสามารถในการทำงานด้านซอฟต์แวร์อย่างแท้จริง ห้า โครงการนำเสนอโซลูชันทางด้านซอฟต์แวร์ โดยซอฟต์แวร์พาร์กจะประสานงานกับบริษัทนักพัฒนา สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานรัฐเพื่อรวบรวมและจัดซอฟต์แวร์ให้เป็นหมวดหมู่สำหรับแต่ละอุตสาหกรรม หก โครงการสร้างนักทดสอบซอฟต์แวร์ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในประเทศไทย และสุดท้าย โครงการทำอี-มาร์เก็ตเพลซ
       
       “ซิป้าจะเหมือนบีโอไอส่งเสริมการลงทุน แต่เน้นซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์พาร์คเหมือนนิคมอุตสาหกรรมไม่ใช่ผู้ประกอบการ 50 กว่าราย แต่เป็นนิคมที่ใหญ่มหาศาล ถึงแม้เราจะไม่ใช่องค์กรใหญ่โต แต่ต้องการสร้างโมเดลในการสร้างคน สนับสนุนผู้ประกอบการให้แข็งแกร่งแข่งต่างชาติได้"

http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000156233


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 05 พฤศจิกายน 2010, 15:06:07
เชียงราย - เตือนนักท่องเที่ยวขึ้นเชียงรายระวังการใช้รถ ใช้ถนน หลังทางหลวงเริ่มลงมือก่อสร้าง-ปรับปรุงหลายเส้นทาง รองรับแผนพัฒนาการค้า-การลงทุนผ่านสะพานข้ามโขง 4-ท่าเรือเชียงแสน 2

(http://pics.manager.co.th/Images/553000016573901.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000016573902.JPEG)
       
       นายจิรศักดิ์ วงศ์ศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการแขวงการทางเชียงรายที่ 1 เปิดเผยว่า แขวงการทางเชียงรายที่ 1 กรมทางหลวง มีกำหนดจะทำการบูรณะทางหลวงสายหลักอีกเส้นทางหนึ่งคือเส้นทางหลวงหมายเลข 1 จึงได้กำหนดให้ใช้ช่องทางการจราจรร่วมทางเดียวกันในการสัญจรไป-มา ตามเส้นทางการจราจร ทั้ง 2 เส้นทาง
       
       ประกอบไปด้วย เส้นทางระหว่าง กม.806+300 ถึง กม.806+600 ระหว่างทางแยกไปจากถนนพหลโยธินสายเชียงราย-พะเยา ไปทาง อ.แม่สรวย หรือถนนไป จ.เชียงใหม่ โดยเส้นทางนี้จะเปิดให้ใช้รถวิ่งช่องทางซ้ายสวนทางกันตั้งแต่วันที่ 3-30 พ.ย.นี้
       
       อีกเส้นทางหนึ่งจะดำเนินการตั้งแต่ระหว่าง กม.815+850 ถึง กม.816+250 ระหว่างทางแยกร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย เข้าไปทางน้ำตกขุนกรณ์ กำหนดปิดการจราจรในช่องจราจรทางขวาและเปิดให้วิ่งรถเลนซ้ายสวนทางเช่นเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.-15 ธ.ค.นี้ ดังนั้นทางแขวงการทางเชียงรายที่ 1 จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้เส้นทางการจราจรดังกล่าว ได้ระมัดระวังในการสัญจรและขออภัยในความไม่สะดวกรวมทั้งยืนยันจะเร่งทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาดังกล่าวแน่นอน
       
       นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมโครงข่ายชายแดนอีกหลายแห่ง เช่น สาย อ.แม่จัน-เชียงแสน ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 630 ล้านบาท โดยระหว่างรองบประมาณอีก 540 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างช่วงที่ 1 ถนนเชื่อม อ.แม่สาย-เชียงแสน ระยะทาง 30.6 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 300 ล้านบาท ถนนสาย อ.เชียงแสน-เชียงของ ระยะทาง 59 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 995 ล้านบาท รวมทั้งอยู่ระหว่างของบประมาณ 850 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างถนนสายเชียงราย-เชียงของ ช่วงที่ 3 ซึ่งเหลืออีกเพียง 25 กิโลเมตร เพื่อให้แล้วเสร็จปี 2554 ด้วย ทำให้ที่ผ่านมามีงบประมาณจากโครงการก่อสร้างถนนสายต่างๆ ลงสู่พื้นที่ไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท และในปี 2554 ก็จะเพิ่มเติมอีกประมาณ 270 ล้านบาท โดยถนนทุกสายมุ่งสู่สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของ

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000156303 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000156303)


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 05 พฤศจิกายน 2010, 15:15:31
เชียงรายหนาวมาก!! ยอดดอย 5 องศา-เตรียมประกาศ 18 อ.พื้นที่ภัยหนาว
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2553 08:44 น.
 
 
       สภาพอากาศในพื้นที่ จ.เชียงราย ยังคงหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิลดต่ำลง ทางสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย รายงานการตรวจวัดอุณหภูมิต่ำสุด ในเช้าวันนี้ที่ ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นราบ สามารถวัดได้ 13.3 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าหนาวเย็นอย่างมาก ขณะที่ อากาศตามยอดดอยถือว่าหนาวจัดในทุกพื้นที่ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 องศาเซลเซียส
        ขณะที่ สำนักงานป้องกันภัย จ.เชียงราย เขต 15 ได้มีการประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือกับอากาศหนาวเย็นที่จะลดต่ำลงอีก และได้มีการเร่งสำรวจพื้นที่ของ จ.เชียงราย ที่กำลังประสบกับภัยอากาศหนาว ซึ่งจากการสำรวจทาง ปภ. คาดว่า อาจจะต้องมีการประกาศให้พื้นที่ของ จ.เชียงราย 18 อำเภอ เป็นเขตประสบภัยหนาวหากอุณภูมิยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าอากาศจะนาวเย็นนาน
 
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000156136


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 05 พฤศจิกายน 2010, 23:07:15
ประชุมหอการค้าทั่วปท.ปัดฝุ่นโครงการรถไฟเด่นชัย-ชร.
   
 5 พย. 2553 17:39 น.  สนับสนุนโดย NECTEC


นายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้าจ.เชียงราย กล่าวว่า ในการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 28 ระหว่างวันที่ 26 -28 พฤศจิกายน 2553 นี้ที่จ.ขอนแก่น หอการค้าจ.เชียงรายเตรียมเรื่องเพื่อนำเสนอในที่ประชุมเพื่อขอมติจากหอการค้าทั่วประเทศร่วมผลักดันและนำเสนอผลการประชุมต่อรัฐบาล ประเด็นหลัก คือ การพัฒนาศักยภาพระบบโลตจิสติกส์ของจ.เชียงรายและภาคเหนือ ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยเฉพาะการหยิบยกเรื่องโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายเด่นชัย - เชียงราย ซึ่งหอการค้าฯเคยเรียกร้องผ่านรัฐบาลแล้วหลายครั้งแต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เดิมเคยอ้างอิงความจำเป็นกรณีจีนให้ความสนใจจะขยายเส้นทางรถไฟผ่านลาวเชื่อมมายังชายแดนไทยด้านจ.เชียงราย แต่เมื่อไทยล่าช้าจีนจึงหันไปขยายเส้นทางรถไฟผ่านลาว พม่า เชื่อมไปยังเวียดนามและกัมพูชาแทน

แต่ทั้งนี้หอการค้าฯยังมองเห็นลู่ทางและโอกาสการขยายเส้นทางรถไฟสายเด่นชัย -เชียงราย เพราะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้มากกว่า 3 - 4 เท่าตัว และเพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางอาร์ 3 เอ ผ่านไทย-ลาว -จีน ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ขณะเดียวกันโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) (เชียงของ-ห้วย ทราย) เชื่อมเชียงราย-คุนหมิง ผ่าน สปป.ลาว (เส้นทางอาร์3เอ) หรือสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ตั้งอยู่บริเวณบ้านปักอิง ต.ศรีดอนไชย อ.เชียงของ จ.เชียงรายอ.เชียงของ จ.เชียงราย ที่ได้ผู้รับเหมาและเตรียมก่อสร้างหลังน้ำโขงลดระดับลงในฤดูแล้งปลายปีนี้ หรือต้นปี2554

นอกจากนี้หอการค้าฯเตรียมนำเสนอประเด็นการเตรียมความพร้อมของบุคคลกรในพื้นที่ ในฐานะจ.เชียงรายเป็นประตูการค้าเชื่อมกับหลายประเทศในภูมิภาคทั้งทางบกและทางน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสาธารณูปโภค ถนน กฎระเบียบ ฯลฯ หรือโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ต้องไม่เน้นเฉพาะการจ้างงานในพื้นที่เท่านั้น แต่ควรเป็นอุตสาหกรรมที่รองรับภาคเกษตรของคนในพื้นที่ด้วย

นายณรงค์ คองประเสริฐ ประธานหอการค้าจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า หอการค้าจ.เชียงใหม่ เตรียมนำเสนอประเด็นเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกในปัจจุบัน การเร่งรัดให้ก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชียงใหม่ - กรุงเทพฯ ซึ่งระบบรางถือว่ามีความสำคัญอย่างมากเพราะช่วยลดเวลาในการเดินทางเหลือเพียง 5 - 6 ชั่วโมง แนวทางการทำตลาดท่องเที่ยวกลุ่มลองสเตย์ที่จ.เชียงใหม่มีศักยภาพค่อนข้างสูง แต่ติดขัดปัญหากฎระเบียบที่เข้มงวด จึงไม่สอดคล้องและเอื้ออำนวยให้นักท่องเที่ยวกลุ่มลองสเตย์ที่เข้ามาพำนักในพื้นที่

"หอการค้าฯจะขอให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มลองสเตย์ใหม่ โดยให้ขยายระยะเวลาการอนุญาตให้พำนักออกไปเป็น 10 ปี จากเดิมให้เพียง 1 ปี เพื่อให้ใกล้เคียงกับมาเลเซีย"นายณรงค์กล่าว

ส่วนการพัฒนาการค้าชายแดน จะเสนอให้มีการยกระดับจุดผ่อนปรนกิ่วผาวอก บ้านอรุโณทัย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นด่านชายแดนถาวร เพื่อสนับสนุนการค้าชายแดนกับพม่าที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ โดยคาดว่าหลังเลือกตั้งนี้การเมืองในพม่าจะคลี่คลายและมีแนวโน้มที่ไทย-พม่าจะเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันในอนาคต 
 
 
 
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=478029


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 08 พฤศจิกายน 2010, 11:08:14
มกราฯ 54 ตอกเสาเข็มสะพานข้ามโขง 4

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 พฤศจิกายน 2553 12:10 น.

เชียงราย - กรมทางหลวงเริ่มเดินเครื่องสร้างสะพานข้ามโขง 4 เชื่อมชายแดนเชียงรายเข้ากับเส้นทาง R3a แล้ว คาดตอกเสาเข็มเล่มแรกมกราคม 54 ล่าสุดจ่ายเงินเวนคืนที่ดินให้ชาวบ้าน เตรียมสร้างถนนเชื่อมต่อหัวสะพาน

รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า ขณะนี้กรมทางหลวงได้เริ่มก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของ กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เพื่อเชื่อมกับถนน R3 a ไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ระยะทาง 248 กิโลเมตร และก่อสร้างถนนเชื่อมหัวสะพานแล้ว โดยการก่อสร้างสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่หมู่บ้านดอนมหาวัน ต.เวียง อ.เชียงของ จนมาถึงจุดเริ่มต้นโครงการที่บ้านทุ่งงิ้ว ต.สถาน อ.เชียงของ ห่างจากริมฝั่งประมาณ 7 กิโลเมตร ที่มีการปรับหน้าดินเพื่อตอกเสาเข็มเพื่อให้แล้วเสร็จภายในปี 2555 ตามกำหนด ซึ่งการก่อสร้างดังกล่าวควบคู่ไปกับการทำถนนสายเชียงของ-เทิง ขนาด 4 ช่องจราจรเพื่อรองรับไปพร้อมๆ กัน

นายวิรัตน์ แสนอุดม ผู้อำนวยการแขวงการทางเชียงรายที่ 2 กรมทางหลวง เปิดเผยว่า การก่อสร้างสะพาน ทำไปได้แล้วราว 2-3% คาดว่าภายในเดือมกราคม 2554 จะสามารถตอกเสาเข็มเล่มแรกกลางแม่น้ำโขงได้ และจะมีการวางเสาตอม่อ รวมทั้งสร้างเกาะเทียมกลางแม่น้ำโขง เพื่อใช้ในการก่อสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ต่อไป ทั้งนี้ในภาพรวมถือว่าไม่มีปัญหาใดๆ โดยจะมีการปรับพื้นที่ส่วนกองทรายด้านหน้างานก็จะมีการให้เอกชนนำเอาออกไปให้เรียบร้อย ทำให้จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดแน่

นายวิรัตน์กล่าวว่า ส่วนการเวนคืนที่ดินมีชาวบ้านที่จะถูกคืนที่ดินจำนวน 61 ราย ตลอดรายทางทั้งบริเวณสะพาน-แนวถนน เจ้าหน้าที่ได้มีการเข้าไปทำความเข้าใจแก่ชาวบ้านแล้ว และจ่ายเงินค่าเวนคืนที่ดินให้แก่ชาวบ้านมูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท กรณีทรายที่มีการขุดกันนั้นไม่ถือเป็นปัญหาเพราะเอกชนสามารถทำการก่อสร้างต่อไปได้ตามสัญญา

สำหรับรูปแบบโครงการได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษารูปแบบจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ตั้งแต่ปี 2548 ต่อมาปี 2550 กรมทางหลวงของไทย ได้สานต่อด้วยการออกแบบรายละเอียดโครงการมูลค่า 35 ล้านบาท และเมื่อต้นปี 2553 ก็สามารถคัดสรรเอกชนที่จะทำการก่อสร้าง คือ กลุ่มซีอาร์ 5-เคที จอยท์เวนเจอร์ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ไชน่า เรลเวย์ โน.5 เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด จากประเทศจีน กับบริษัทกรุงธนเอ็นยิเนียร์ จำกัด ของประเทศไทย ภายใต้งบประมาณ 1,486.5 ล้านบาท โดยประเทศไทยและจีนสนับสนุนฝ่ายละครึ่ง

รูปแบบสะพานเป็นคอนกรีตรูปกล่อง (Segmental Concrete Box Girder) มีเสาตอม่อ 4 ตอม่อ มีความกว้าง 14.70 เมตร เป็นสะพานขนาดสองช่องจราจรๆ ละ 3.50 เมตร และไหล่ทางข้างละ 2 เมตร และทางเท้าข้างละ 1.25 เมตร ความยาว 480 เมตรเมื่อรวมกับถนนติดขอบฝั่งก็จะยาวประมาณ 630 เมตร นอกจากตัวสะพานแล้วยังมีโครงการก่อสร้างถนนตัดแยกจากถนนหมายเลข 1020 หรือสายเชียงราย-เชียงของ ในฝั่งไทย เพื่อเป็นจุดสลับการจราจรก่อนไปถึงตัวสะพานอีกประมาณ 5 กิโลเมตร และถนนในฝั่ง สปป.ลาว อีกประมาณ 6 กิโลเมตร

รวมทั้งมีการก่อสร้างอาคารด่านพรมแดนทั้งฝั่งไทยและ สปป.ลาว รูปทรงล้านนาประยุกต์ เพื่อใช้เป็นจุดตรวจปล่อยร่วมกัน ณ จุดเดียวตามหลักประตูเดี่ยว (Single Stop Inspection) รวมเนื้อที่ฝั่งไทยทั้งหมดประมาณ 400 ไร่

ทั้งนี้ชายแดนเชียงของ-ห้วยทราย ปีที่ผ่านมาตัวเลขการนำเข้าอยู่ที่ 986.331 ล้านบาท เป็นสินค้าจากจีนตอนใต้ 490.409 ล้านบาท สปป.ลาว 495.922 ล้านบาท โดยสินค้านำเข้าอันดับ 1 คือ ถ่านหินลิกไนต์ ปริมาณกว่า 382,339,680 ตัน มูลค่า 317.7 ล้านบาท และได้เริ่มมีพืชผักจีนถูกส่งมาตามถนนอาร์สาเอแล้วกว่า 9,672,350.00 ตัน มูลค่า 159.16 ล้านบาท

ส่วนการการส่งออกมีมูลค่า 1.931,04 ล้านบาท แยกเป็นการส่งออกไปจีนตอนใต้ 436.906 ล้านบาท สปป.ลาว 1,493.184 ล้านบาท พม่า 0.950 ล้านบาท สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ไฟฟ้า ยางพารา ฯลฯ

สถิติการนำเข้าและส่งออกทุกอย่างมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี ตามความสะดวกของการคมนาคมของถนนR3aเชื่อมไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ และยังมีผลต่อสถิติด้านการท่องเที่ยว เพราะปี 2552 ที่ผ่านมามีคนไทยเดินทางไปเที่ยวจีนตอนใต้ด้วยเส้นทางนี้กว่า 85,697 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 55.2%
__________________
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000157110


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: watcharanlnw ที่ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2010, 09:56:13
ขอบคุณคะ ;D


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2010, 21:39:36
เชียงราย - เมืองพ่อขุนฯ เร่งบูมท่องเที่ยว ตัดริบบิ้นเปิด “ทุ่งบัวตองบนดอยหัวแม่คำ” ชูวิถีชนเผ่าดึงคนเที่ยว ขณะที่ ททท.นำทีมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดลานสวนตุง และโคมเฉลิมพระเกียรติฯ ทำพิธีเปิดฤดูท่องเที่ยวเชียงราย

(http://pics.manager.co.th/Images/553000017045103.JPEG)
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า นายสมชัย หทยะตันติ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ดอกบัวตองบานที่หัวแม่คำ ครั้งที่ 21” ณ หมู่บ้านหัวแม่คำ หมู่ 4 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง โดยมีนายอำเภอแม่ฟ้าหลวงและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวมทั้ง นางรุจิรา ใจจักร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สลองใน ซึ่งเป็นส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบในการจัดงานให้การต้อนรับ โดยการจัดงานดังกล่าวมีขึ้นที่หมู่บ้านหัวแม่คำตั้งแต่วันที่ 13-14 พ.ย.53 เป็นต้นไป
       
       โดยมีการแสดงชนเผ่า ทั้ง 7 ชนเผ่าคือชนเผ่าไทยใหญ่ อาข่า จีนฮ่อ เย้า ม้ง ลีซอ และลาหู่ ภายในพื้นที่ยังจัดวิถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ อาหารขันโตกชาวดอย ฯลฯ
       
       ทั้งนี้ พบว่า การจัดงานในปีนี้ เป็นช่องเวลาที่ดอกบัวตองบานสะพรั่งเป็นสีเหลืองสดใสไปทั่วบริเวณภูเขารอบหมู่บ้านหัวแม่คำ จนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล และเนื่องจากภูเขาหรือดอยหัวแม่คำ มีลักษณะคล้ายกำแพงสูงที่อยู่เบื้องหน้าทำให้บรรยากาศดูมีความสวยงามอย่างมาก ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งวัน
       
       เมื่อคืนที่ผ่านมา (13 พ.ย.) ณ บริเวณสวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนธนาลัย อ.เมืองเชียงราย ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ร่วมกับเทศบาลนครเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีพิธีเปิดฤดูท่องเที่ยวเชียงราย ครั้งที่ 3 โดยมี นายพินิจ หาญพานิช รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เป็นประธาน
       
       ภายในงานมีการรวบรวมเอางานเทศกาล กิจกรรม และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่มีอยู่ทั่ว จ.เชียงราย ไปจำลองและอธิบายในรูปแบบต่างๆ เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยว
       
       งานจะจัดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 53 ไปจนถึงเดือนเมษายน 54 ขณะที่วันแรกที่มีการเปิดงานนี้อยู่ในช่วงที่เทศบาลนครเชียงรายจัดงานเทศกาลถนนคนเดินเชียงรายรำลึกทุกคืนวันเสาร์ บนถนนธนาลัยพอดี จึงทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก และมีการแสดงนำร่องเป็นแสงสีเสียงขนาดเล็กจากชนเผ่าอาข่าเรื่อง “อาข่า คนภูเขา” รอบปฐมทัศน์ ซึ่งเป็นการเรื่องราวของชนเผ่าอาข่า และการแสดงชุดนี้จะจัดขึ้น ณ ศูนย์พัฒนสังคมหนวยที่ 12 อ.แม่จัน จ.เชียงราย ทุกเสาร์ที่ 2 ของเดือนตลอดฤดูท่องเที่ยวนี้ด้วย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000160766


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: watcharanlnw ที่ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2010, 09:49:36
ไปๆๆไปเที่ยวเชียงรายกานเถอะ


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2010, 21:55:23
เชียงราย - เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย เผย หากรถไฟคุนหมิง-หนองคาย-กรุงเทพฯ เสร็จ จะทำให้คนไทย-จีน เดินทางถึงกันได้ภายในเวลา 5 ชั่วโมงเท่านั้น เชื่อมั่นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนในกลุ่มลุ่มน้ำโขงตอนบนอีกมหาศาล หลัง R3a ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลุ่มน้ำโขงตอนบนมาแล้วอย่างชัดเจน
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า ช่วงระหว่างวันที่ 17-19 พ.ย.นี้ นายก่วน มู่ (Mr.Guan Mu) เอกอัครราชทูตประเทศจีนประจำประเทศไทย ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ.เชียงราย เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งนอกจากจะเดินทางไปยังสมาคมกวงเม้งเชียงราย เพื่อพบปะพี่น้องเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ที่เชียงราย ยังเดินไปยังโรงเรียนพณิชยการเชียงราย อ.เมืองเชียงราย ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่มีการเปิดสอนภาษาจีน พร้อมกันนี้ ได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวิดีโอเพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับทางโรงเรียนด้วย
       
       โดยมี นายสินธุ์ จงไพบูลย์กิจ ผู้รับใบอนุญาตก่อตั้งโรงเรียนพณิชยการเชียงราย และประธานมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย, นายสาธิต ตรีสัตยาเวทย์ เลขานุการมูลนิธิ และคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ รวมทั้งบริหารโรงเรียน และนักเรียนให้การต้อนรับ
       
       นายสินธุ์ กล่าวว่า ทางโรงเรียนพณิชยการเชียงราย และมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เอกเอกอัครราชทูตประเทศจีน ประจำประเทศไทยได้เดินทางไปเยือน สำหรับโรงเรียนมีนักเรียนประมาณ 3,000 คน ทำการเปิดเรียนในระดับ ปวช.และ ปวส.ในหลายสาขา ขณะเดียวกัน ได้มีการเปิดสอนหลักสูตรภาษาจีนและที่ผ่านมาสถานศึกษาแห่งนี้มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนในภาคเหนือและของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคตต่อไป
       
       ด้าน นายก่วนมู่ กล่าวว่า นับเป็นเวลาเกือบ 20 ปีที่จังหวัดเชียงรายได้ร่วมกับประเทศจีนผลักดันการค้า การลงทุนและความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมกับประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านเส้นทางทางน้ำ ทางบกและอากาศ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของถนน R3A เชื่อมเชียงราย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกๆ ด้านต่อประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน และหากสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เสร็จสิ้นลงก็จะกลายเป็นช่องทางที่จะเชื่อมจีนกับอาเซียนโดยผ่านประเทศไทย ซึ่งก็จะทำให้เกิดมูลค่าจากการค้าขายและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
       
       “ปัจจุบันประเทศจีนได้ก่อสร้างเส้นทางรถไฟรางคู่จากเมืองคุนหมิง มณฑลหยุนหนัน ผ่านเข้าไปยัง สปป.ลาว และจะเข้าสู่ประเทศไทยที่ จ.หนองคาย เพื่อจะมุ่งหน้าต่อไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะทำให้การเดินทางใช้เวลาอันรวดเร็ว เพราะรถไฟมีความเร็ว 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯ สามารถนั่งรถไฟแค่ 5 ชั่วโมงเท่านั้น" นายก่วนมู่ กล่าวและว่า และหากมีเส้นทางสายคุนหมิง-เชียงราย ในอนาคตอีกก็จะทำให้ใช้เวลาเดินทางแค่ 4 ชั่วโมง
       
       เอกอัครราชทูตประจำจีนประจำประเทศไทย กล่าวด้วยว่า ดังนั้น ทั้งสองประเทศจึงต้องมีการเตรียมตัวรับมือกับการพัฒนาร่วมกันใน โดยในส่วนของ จ.เชียงราย ถือเป็นเมืองสำคัญเพราะเป็นเมืองท่าในแม่น้ำโขงและมีเส้นทางเชื่อมทางบกกับจีนได้ ดังนั้น การที่โรงเรียนพานิชยการเชียงรายมีการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนให้กับนักเรียน เพื่อใช้ในการติดต่อพูดคุยกับชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวและมาลงทุนจึงเป็นการรองรับอนาคตที่ดีอย่างยิ่ง
       
       นอกจากนี้ นายก่วนมู่ มีกำหนดเดินทางไปในหลายพื้นที่นอกโปรแกรมปกติ โดยมีรายงานว่าจะเดินทางไปดูสภาพของแม่น้ำโขงชายแดนไทย-ส.ป.ป.ลาว ภายหลังมีข่าวเรื่องแม่น้ำโขงแห้งลงอย่างรวดเร็ว และในวันที่ 19 พ.ย.มีกำหนดอย่างเป็นทางการที่จะเดินทางไปร่วมงานครบรอบ 12 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และ 35 ปีการสถาปนความสัมพันธ์ไทย-จีน ณ ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร สถาบันขงจื่อแห่ง มฟล.โดยจะเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ในการบรรยายเรื่อง “ส่งเสริมมิตรภาพ เพิ่มพูนความร่วมมือ สู่การพัฒนาร่วมกัน” ณ อาคารซี 4 มฟล.ด้วย
 
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000163171


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2010, 22:07:27
เชียงราย - ผู้ว่าฯเชียงราย เล็งโหมโรงกันอีกรอบ เตรียมเสนอทูตจีนตั้งกงสุลเชียงราย หนุนการค้า-การท่องเที่ยว ขณะที่ภาคเอกชนเชื่อมั่น จีนเห็นพ้อง หลังมีทุนจีนลงทุนในลุ่มน้ำโขง แถบชายแดนเชียงรายนับแสนล้าน
       
       รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่าระหว่างวันที่ 17-19 พ.ย.นี้ นายกวนมู่ เอกอัคราชฑูตประเทศจีนประจำประเทศไทย มีกำหนดเดินทางไปเยือน จ.เชียงราย โดยวันที่ 17-18 พ.ย.จะไปร่วมกิจกรรมกับสมาคมการค้าจงหัวเชียงราย เพื่อพบปะกับองค์กรชาวจีน เช่น สมาคม มูลนิธิ ฯลฯ ต่างๆ และในวันที่ 19 พ.ย.มีกำหนดไปร่วมงานครบรอบ 12 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และ 35 ปีการสถาปนความสัมพันธ์ไทย-จีน ณ ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร สถาบันขงจื่อ แห่ง มฟล. โดยนายกวนมู่ จะเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ในการบรรยายเรื่อง "ส่งเสริมมิตรภาพ เพิ่มพูนความร่วมมือ สู่การพัฒนาร่วมกัน" ณ อาคารซี 4 มฟล.ด้วย
       
       ด้านนายสมชัย หทยะตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ในโอกาสที่เอกอัคราชทูตประเทศจีน ประจำประเทศไทย เดินทางมาเชียงรายครั้งนี้ ตนจะเสนอข้อปรึกษาเกี่ยวกับการขอให้ทางประเทศจีนได้พิจารณาจัดตั้งสถานกงสุลแห่งใหม่ขึ้นที่เชียงราย เพื่อให้เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพราะปัจจุบันเชียงรายเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ในทุกเส้นทางทั้งทางบกผ่านถนนหลายสาย ทางเรือในแม่น้ำโขง และทางเครื่องบิน รวมทั้งยังสามารถเชื่อมไปยัง สปป.ลาว พม่า ได้อีกด้วย
       
       ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันประเทศจีนจะมีสถานกงสุลใหญ่ประจำ จ.เชียงใหม่ อยู่แล้วแต่เพื่อการอำนวยความสะดวกในการประสานงานทุกด้าน ทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยว จึงเห็นว่าหากมีการจัดตั้งในเชียงรายจะช่วยทำให้การพัฒนาด้านรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
       
       นายสมชัย ย้ำว่า เชียงรายกับจีนตอนใต้ มีความสัมพันธ์แนบแน่นทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรม การศึกษา ฯลฯ ซึ่งในส่วนของด้านการศึกษานั้น ก็พึ่งเริ่มต้นกันในตอนหลังและพบว่าทุกฝ่ายให้ความสำคัญ เนื่องจากบทบาทของภาษาจีนในเวทีโลกมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการได้เรียนรู้ภาษาจีนโดยเฉพาะผ่านทาง มฟล.จึงมีความจำเป็น
       
      ด้านนายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งหากมีการพิจารณาจัดตั้งสถานกงสุลที่เชียงราย เพราะโดยความเป็นจริงแล้วสภาพภูมิศาสตร์ของเชียงราย เป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หากว่าเมืองหน้าด่าน ซึ่งเป็นประตูมีการสถานกงสุล ก็จะสามารถทำพิธีการเกี่ยวกับการออกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวเข้า-ออกได้สะดวก
       
       โดยเฉพาะปัจจุบันมีคนจีนและไทยเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้นในทุกเส้นทางโดยทางบกเชียงรายอยู่ห่างจากเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน เพียง 248 กิโลเมตร และมีช่องทางอื่นๆ อีกมากมาย แต่ปัจจุบันการทำวีซ่า ต้องไปทำกันที่ จ.เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับคนจีนที่ต้องติดต่อประสานงานกับสถานกงสุล ก็ไม่สะดวกเช่นกัน
       
       นายวิรุณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กลุ่มทุนจากประเทศจีนได้ลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้าน จ.เชียงราย เป็นมูลค่านับแสนล้านบาท ดังนั้นตนจึงเชื่อว่าทางประเทศจีนจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา เพราะโลกยุคปัจจุบันอาศัยเรื่องผลประโยชน์และความร่วมมือกันเป็นหลัก หากว่าประเทศจีนมีเศรษฐกิจขยายลงสู่ภาคใต้อย่างมหาศาลเช่นนี้ก็ย่อมต้องใช้กลไกด้านความสะดวกดังกล่าวเช่นกัน
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในปัจจุบันมีคนไทยเดินทางไปเยือนยังเขตปกครองตนเองสิบสองปันนาปีละประมาณ 85,000 คน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 55 เป็นประจำทุกปี ส่วนคนจีนที่เดินทางมาเยือนเชียงรายยังมีน้อยเพียงประมาณ 5,000 คน ขณะที่การค้าชายแดนเชียงราย-จีนตอนใต้ เมื่อปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวมกันกว่า 5,141.18 ล้านบาท แยกเป็นการส่งออกจากไทยมูลค่า 3,261.59 ล้านบาท นำเข้า 1,879.59 ล้านบาท และในช่วงต้นปีนี้มีมูลค่ารวม 1,037.09 ล้านบาท โดยเป็นการส่งออกจากเชียงรายมูลค่า 605.91 ล้านบาท และนำเข้า 431.18 ล้านบาท


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000162562 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000162562)


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2010, 22:16:32
เชียงราย - ประธานหอการค้าเมืองพ่อขุนฯ ชี้สัญญาณพม่าดีขึ้นหลังเลือกตั้ง เล็งเสนอเปิดด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ยาวถึงเที่ยงคืนทุกวัน เปิดช่องเศรษฐีพม่าเที่ยวเชียงราย พร้อมดึงนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเข้าพื้นที่ได้มากขึ้น
       
       หลังการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์พม่าผ่านพ้นไปด้วยดี โดยชายแดนด้านอื่นไม่มีความรุนแรงยกเว้นด้าน จ.ตาก ติดกับเมืองเมียวดี ประเทศพม่า นั้น ได้ทำให้สถานการณ์ทั่วไปของชายแดนไทย-พม่า ด้าน จ.เชียงราย ยังคงคึกคักเช่นเดิม โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวกลับมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น เพราะได้ผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตไปแล้ว และไม่มีการปะทะหรือความตึงเครียดต่อชายแดนด้านนี้แต่อย่างใด
       
       นายวิรุณ คำภิโล ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ทางหอการค้า จ.เชียงราย กำลังพิจารณาที่จะนำเสนอไปยังภาครัฐให้มีการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนถาวรแม่สาย ให้ถึงเที่ยงคืนหรือมากกว่านั้นหากเป็นไปได้ เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมาบ่งชี้ให้เห็นแล้วได้คลี่คลายลง และในประเทศพม่าเองก็มีการเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดี ดังนั้นการนำเสนอดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่ออนาคต เพราะที่ผ่านมากรณีชายแดนไทย-มาเลเซีย ก็มีการเปิดด่านถึงเที่ยงคืน เช่นเดียวกับด่านถาวรทั่วโลกที่มีการปฏิบัติในทำนองเดียวกัน       
       ปัจจุบันชายแดนไทย-พม่า กลับมีการเปิดด่านตั้งแต่เวลาประมาณ 06.30-18.00 น.ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันจำกัดและใช้ประโยชน์ได้มากกับเรื่องการขนส่งสินค้าหรือการเข้าออกเมืองตามปกติ แต่กรณีชายแดนไทย-พม่า พบว่า คนพม่าจำนวนมากได้เข้ามาใช้บริการในฝั่งไทยโดยเฉพาะการรักษาพยาบาลและอื่นๆ ซึ่งบางครั้งต้องเดินทางเข้ามาถึงตัวเมืองชั้นในของไทย
       
       แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลาที่กำหนดปิดด่านก็ต้องรีบเดินทางกลับทำให้เสียโอกาสในการใช้บริการด้านอื่นๆ ในประเทศไทย ทั้งเรื่องการจับจ่ายใช้สอย ที่พัก ฯลฯ “เดี๋ยวนี้คนพม่าที่มีฐานะดีก็มีอยู่มากและเข้ามาใช้บริการในฝั่งไทย โดยเฉพาะบรรดานักธุรกิจและอื่นๆ แต่เมื่อถึงเวลากำหนดพวกเขาก็ต้องรีบกลับ ก่อน 18.00 น.
       
       ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้คาดหวังว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจะทำให้มีการขยายช่วงเวลาในการเปิดด่านไทย-พม่า จนถึงเที่ยงคืน จากนั้นเราก็จะพยายามผลักดันไปยังจุดผ่านแดนถาวรอื่นๆ ทั้งที่ อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ ชายแดนไทย-ส.ป.ป.ลาว ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับจีนตอนใต้ต่อไป” นายวิรุณ กล่าว
       
       ประธานหอฯเชียงราย บอกว่า ผลดีของการขยายการเปิดด่านก็คือภาคการท่องเที่ยว เพราะการเข้าออกทำได้สะดวกมากขึ้นโดยที่นักท่องเที่ยวไม่ต้องกังวลเรื่องระยะเวลามากเหมือนเดิม ซึ่งเชื่อว่าหากขยายเวลาก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเชียงรายได้อีกเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในฤดูท่องเที่ยว
       
       ส่วนด้านการค้าปีที่ผ่านมาไทยมีการส่งออกสินค้าไปยังพม่าผ่านจุดผ่านแดน อ.แม่สาย มูลค่าประมาณ 4,259.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.95% และนำเข้ามูลค่า 359.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.48%
       
       ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ทางหอการค้า อ.แม่สาย เคยนำเสนอไปยังกระทรวงมหาดไทยขอให้ขยายการเปิดด่านในลักษณะดังกล่าว แต่จำกัดเฉพาะช่วงประเพณีลอยกระทง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และสงกรานต์ เท่านั้น


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000162561


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: miyoko ที่ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2010, 15:25:08
อยากเป็นส่วนหนึ่งของพลังน้อยๆ เพื่อสร้างสรรค์ จังหวัดบ้านเกิด จาก คนรักบ้านเกิด


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2010, 11:41:42
วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4264  ประชาชาติธุรกิจ


หวั่นล้มแผน'โลจิสติกส์ภาคเหนือ' หอ10จังหวัดจี้รัฐจัดลำดับความสำคัญไฮสปีดเทรน




 
หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือหวั่นโครงการรถไฟความเร็วสูงผ่านลาว-หนองคาย ดึงความสำคัญแผนพัฒนาโลจิสติกส์ภาคเหนือ ทั้งที่ดำเนินการไปมากแล้ว เผยรถไฟรางคู่เน้นหนุนการท่องเที่ยว ขณะที่ประเทศเสียเปรียบหนักเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์ ด้าน สนข.ออกแบบศูนย์กระจาย สินค้า 2 พันล้าน เตรียมรับสะพานข้าม น้ำโขงแห่งใหม่ พร้อมออกแบบทางรถไฟเด่นชัย-เชียงราย


นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" กรณีรัฐสภาอนุมัติกรอบเจรจาความร่วมมือพัฒนากิจการรถไฟระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า อาจทำให้แผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ไทยภาคเหนือเชื่อมกับจีนตอนใต้โดยใช้เชียงรายเป็นศูนย์กลางถูกลดความสำคัญลง จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องทบทวนจริงจังว่าจะดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศ 2550-2554 ที่ดำเนินการไปมากแล้ว หรือจะหันมาให้ความสำคัญกับโครงการใหม่ที่มีการเมืองผลักดัน

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวประกอบด้วย การก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 ก.ม. กรุงเทพฯ-ระยอง 221 ก.ม. กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 982 ก.ม. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี เพื่อเชื่อมต่อ กับเส้นทางรถไฟที่จีนและลาวจะร่วมกันก่อสร้างจากชายแดนจีนตอนใต้ ผ่านประเทศลาวมาจดชายแดนไทยที่จังหวัดหนองคาย

นายพัฒนากล่าวอีกว่า โครงการ ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 5 เส้นทางดังกล่าวไม่ได้สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโลจิสติกส์ เพราะรถไฟความเร็วสูงไม่ได้ออกแบบสำหรับการขนส่งสินค้า แต่เน้นการขนส่งคนเป็นหลัก เน้นสนับสนุนการท่องเที่ยว ส่วนแผนยุทธศาสตร์ โลจิสติกส์ชาติมีเป้าหมายจะลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย ปัจจุบันจากระดับ 19% หรือกว่า 20% ในบางธุรกิจ เป็นเฉลี่ย 15% หรือพัฒนาไปจนถึงระดับประเทศพัฒนาแล้วที่มีต้นทุนโลจิสติกส์เพียง 9-11%

ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งดูแลการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคเหนือเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านระบุว่า จะใช้ระบบ Multi Model Logistics คือระบบผสมผสาน โดยมีระบบรางเป็นหลัก (backbone) จากนั้นมีระบบ feeder ทั้งรถและรถไฟภายในประเทศรองรับ รวมทั้งจะมีศูนย์กระจายสินค้าชายแดน ครบวงจรเชิงสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 อ.เชียงของ ซึ่งการสำรวจออกแบบใกล้ แล้วเสร็จ

"การที่รัฐสภามีมติให้เจรจาเรื่องรถไฟความเร็วสูงอาจทำให้แผนงานนี้เลื่อน ออกไป เพราะรัฐบาลมีงบฯจำกัด และแผนการพัฒนาเชียงรายให้เป็นศูนย์กลาง โลจิสติกส์ อาจไม่มีความสำคัญเท่ากับแผนการใหม่ที่มีภาคการเมืองหนุนเต็มที่ อยากให้จัดอันดับความสำคัญให้ชัดเจน และทำงานต่อเนื่อง" นายพัฒนากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์เปลี่ยนถ่าย รูปแบบการขนส่งสินค้าหรือ Border Control Facility ที่ สนข.ออกแบบ ประกอบด้วยศูนย์อำนวยความสะดวกด้านกิจการชายแดนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บริการ ณ จุดเดียว รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่รองรับ รถโดยสาร รถบรรทุก รถไฟ รถทั่วไป ใช้งบฯลงทุนประมาณ 2,301 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะที่ 1 จำนวน 1,451 ล้านบาท

ระยะที่ 2 จำนวน 850 ล้านบาท พร้อมกับโครงการสนับสนุนหลายโครงการ เช่น การก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร สายเชียงราย-เชียงของ การก่อสร้างถนนสายแยก บ.กิ่วแก้ว อ.เทิง-อ.จุน การก่อสร้างถนนสาย บ.ดอนมหาวัน อ.เชียงของ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ในแผนพัฒนาขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ทางตอนเหนือ เช่น โครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2555

โครงการท่าเรือแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่ง ที่ 2 หมู่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน กรมเจ้าท่าดำเนินการก่อสร้างด้วยวงเงิน 1,546,400,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จ วันที่ 28 ธ.ค. 54

ปัจจุบันโครงการนี้มีถนนสนับสนุนที่ก่อสร้างใหม่หลายสาย เช่น ถนน 4 ช่องจราจรสาย อ.แม่สาย-อ.เชียงแสน ระยะทาง 38.46 กิโลเมตร ถนน 4 ช่องจราจรสาย อ.แม่จัน-อ.เชียงแสน ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร

ขณะเดียวกัน สนข.เตรียมใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท ทำแผนศึกษาเส้นทางรถไฟเด่นชัย-เชียงราย ระยะทาง 346 กิโลเมตรใหม่อีกครั้ง

หน้า 24

http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02phu03221153&sectionid=0211&day=2010-11-22


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2010, 11:47:29
วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4264 ประชาชาติธุรกิจ


หวั่นล้มแผน'โลจิสติกส์ภาคเหนือ' หอ10จังหวัดจี้รัฐจัดลำดับความสำคัญไฮสปีดเทรน





หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือหวั่นโครงการรถไฟความเร็วสูงผ่านลาว-หนองคาย ดึงความสำคัญแผนพัฒนาโลจิสติกส์ภาคเหนือ ทั้งที่ดำเนินการไปมากแล้ว เผยรถไฟรางคู่เน้นหนุนการท่องเที่ยว ขณะที่ประเทศเสียเปรียบหนักเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์ ด้าน สนข.ออกแบบศูนย์กระจาย สินค้า 2 พันล้าน เตรียมรับสะพานข้าม น้ำโขงแห่งใหม่ พร้อมออกแบบทางรถไฟเด่นชัย-เชียงราย


นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" กรณีรัฐสภาอนุมัติกรอบเจรจาความร่วมมือพัฒนากิจการรถไฟระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า อาจทำให้แผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ไทยภาคเหนือเชื่อมกับจีนตอนใต้โดยใช้เชียงรายเป็นศูนย์กลางถูกลดความสำคัญลง จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องทบทวนจริงจังว่าจะดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศ 2550-2554 ที่ดำเนินการไปมากแล้ว หรือจะหันมาให้ความสำคัญกับโครงการใหม่ที่มีการเมืองผลักดัน

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวประกอบด้วย การก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 ก.ม. กรุงเทพฯ-ระยอง 221 ก.ม. กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 982 ก.ม. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี เพื่อเชื่อมต่อ กับเส้นทางรถไฟที่จีนและลาวจะร่วมกันก่อสร้างจากชายแดนจีนตอนใต้ ผ่านประเทศลาวมาจดชายแดนไทยที่จังหวัดหนองคาย

นายพัฒนากล่าวอีกว่า โครงการ ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 5 เส้นทางดังกล่าวไม่ได้สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโลจิสติกส์ เพราะรถไฟความเร็วสูงไม่ได้ออกแบบสำหรับการขนส่งสินค้า แต่เน้นการขนส่งคนเป็นหลัก เน้นสนับสนุนการท่องเที่ยว ส่วนแผนยุทธศาสตร์ โลจิสติกส์ชาติมีเป้าหมายจะลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย ปัจจุบันจากระดับ 19% หรือกว่า 20% ในบางธุรกิจ เป็นเฉลี่ย 15% หรือพัฒนาไปจนถึงระดับประเทศพัฒนาแล้วที่มีต้นทุนโลจิสติกส์เพียง 9-11%

ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งดูแลการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคเหนือเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านระบุว่า จะใช้ระบบ Multi Model Logistics คือระบบผสมผสาน โดยมีระบบรางเป็นหลัก (backbone) จากนั้นมีระบบ feeder ทั้งรถและรถไฟภายในประเทศรองรับ รวมทั้งจะมีศูนย์กระจายสินค้าชายแดน ครบวงจรเชิงสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 อ.เชียงของ ซึ่งการสำรวจออกแบบใกล้ แล้วเสร็จ

"การที่รัฐสภามีมติให้เจรจาเรื่องรถไฟความเร็วสูงอาจทำให้แผนงานนี้เลื่อน ออกไป เพราะรัฐบาลมีงบฯจำกัด และแผนการพัฒนาเชียงรายให้เป็นศูนย์กลาง โลจิสติกส์ อาจไม่มีความสำคัญเท่ากับแผนการใหม่ที่มีภาคการเมืองหนุนเต็มที่ อยากให้จัดอันดับความสำคัญให้ชัดเจน และทำงานต่อเนื่อง" นายพัฒนากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์เปลี่ยนถ่าย รูปแบบการขนส่งสินค้าหรือ Border Control Facility ที่ สนข.ออกแบบ ประกอบด้วยศูนย์อำนวยความสะดวกด้านกิจการชายแดนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บริการ ณ จุดเดียว รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่รองรับ รถโดยสาร รถบรรทุก รถไฟ รถทั่วไป ใช้งบฯลงทุนประมาณ 2,301 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะที่ 1 จำนวน 1,451 ล้านบาท

ระยะที่ 2 จำนวน 850 ล้านบาท พร้อมกับโครงการสนับสนุนหลายโครงการ เช่น การก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร สายเชียงราย-เชียงของ การก่อสร้างถนนสายแยก บ.กิ่วแก้ว อ.เทิง-อ.จุน การก่อสร้างถนนสาย บ.ดอนมหาวัน อ.เชียงของ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ในแผนพัฒนาขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ทางตอนเหนือ เช่น โครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว คาดว่าแล้วเสร็จปลายปี 2555

โครงการท่าเรือแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่ง ที่ 2 หมู่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน กรมเจ้าท่าดำเนินการก่อสร้างด้วยวงเงิน 1,546,400,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จ วันที่ 28 ธ.ค. 54

ปัจจุบันโครงการนี้มีถนนสนับสนุนที่ก่อสร้างใหม่หลายสาย เช่น ถนน 4 ช่องจราจรสาย อ.แม่สาย-อ.เชียงแสน ระยะทาง 38.46 กิโลเมตร ถนน 4 ช่องจราจรสาย อ.แม่จัน-อ.เชียงแสน ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร

ขณะเดียวกัน สนข.เตรียมใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท ทำแผนศึกษาเส้นทางรถไฟเด่นชัย-เชียงราย ระยะทาง 346 กิโลเมตรใหม่อีกครั้ง

หน้า 24

http://www.prachachat.net/view_news....day=2010-11-22


หัวข้อ: Re: รวมกระทู้ข่าวการท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาจังหวัดเชียงราย ทุกกระทู้
เริ่มหัวข้อโดย: boondham ที่ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2010, 20:35:55
ศูนย์ข่าวภูเก็ต - กลุ่มจังหวัดอันดามันลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับกลุ่มจังหวัดล้านนา เพื่อพัฒนาธุรกิจสปาให้มีความโดดเด่น ดึงนักท่องเที่ยวมาใช้บริการให้มากขึ้น
       
       เมื่อเวลา 11.00 น.วันนี้ ( 22 พ.ย.) นายธีรเดช ลิ่มวิริยกุล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกระบี่ พร้อมคณะ เข้าพบนายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจังหวัดอันดามัน ประกอบด้วย ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนองและตรัง เพื่อชี้แจงรายละเอียดการลงนามความร่วมมือด้านพัฒนาการท่องเที่ยว ของกลุ่มจังหวัดอันดามันกับจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย หนึ่งในกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านธุรกิจบริการสุขภาพของกลุ่มจังหวัดอันดามัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณกลุ่มจังหวัด ปี 2553 จำนวน 6 ล้านบาท
       
       นายธีรเดช ลิ่มวิริยกุล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดอันดามัน ซึ่งประกอบด้วย ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง ได้มีการบันทึกข้อตกลงเพื่อความร่วมมือด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับกลุ่มจังหวัดล้านนา (เชียงใหม่ เชียงราย) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ร่วมกันบนพื้นฐานความเท่าเทียม และผลประโยชน์ร่วมกัน
       
       รวมทั้งร่วมมือซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและพันธกรณีระหว่างจังหวัดในกลุ่มจังหวัด ส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งเจ็ดจังหวัดติดต่อกันโดยตรง เพื่อร่วมมือกัน ตลอดจนสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวของทั้งเจ็ดจังหวัด และให้นักท่องเที่ยวมีระยะเวลาการพำนักยาวนานขึ้น
       
       รูปแบบความร่วมมือที่เกิดจากการทำบันทึกความร่วมมือดังกล่าว จะมีทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ ประสบการณ์ทางวิชาการ วิทยากร และการพัฒนาแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการธุรกิจ เช่น การพัฒนาบุคลากร การจัดหาแรงงาน การฝึกงานหรืออื่นๆ เพื่อให้การจัดการด้านการพัฒนาธุรกิจบริการสุขภาพมีศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ร่วมมือกันทำการประชาสัมพันธ์และการตลาด แลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เชิงสุขภาพ เชิงอนุรักษ์ วิถีชีวิตและผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การค้าและการลงทุน
       
       นายธีรเดช กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเน้นไปที่การพัฒนาธุรกิจสปาร่วมกันทั้งในส่วนของการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น เนื่องจากธุรกิจสปาล้านนาเป็นธุรกิจสปาที่มีอัตตลักษณ์ความเป็นล้านนา ที่สามารถสร้างรายได้ปีละจำนวนมาก ซึ่งก็เช่นเดียวกับสปาในฝั่งอันดามันที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติใช้บริการจำนวนมากเช่นกัน
       
       โดยในส่วนสปาในอันดามันนั้นขณะนี้ได้มีการผลิตผลิตภัณฑ์สปาจากวัตถุดิบในท้องถิ่นจากน้ำมันปาล์ม สบูกาแฟ โคลนน้ำพุร้อนเค็ม ที่คลองท่อม เป็นต้น โดยให้ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) เป็นผู้วิจัย เพื่อใช้เป็นน้ำมันสำหรับนวดในสปาต่างๆ
       
       สำหรับสปาในอันดามันนั้นมีประมาณ 1