เว็บบอร์ด เชียงรายโฟกัสดอทคอม สังคมออนไลน์ของคนเชียงราย

ศูนย์กลางข้อมูลเชียงราย => การเกษตร ในเชียงราย => ข้อความที่เริ่มโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 21:17:00



หัวข้อ: {{ เรื่องของข้าว การทำนาและเกษตรผสมผสาน }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 21:17:00
         อยู่ในบอร์ดการเกษตรมานานแล้ว สังเกตว่าปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่เริ่มสนใจเรื่องการทำนาขึ้นแต่ก็เป็นส่วนน้อย  ในปี 2543 อาชีพชาวนามีอัตราร้อยละ 60 ของประชากรประเทศแต่พอปี 2553 เหลือเพียงร้อยละ 20 และอายุเฉลี่ยของชาวนาไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งช่วยเหลือท่านที่คิดจะสนใจเริ่มทำนาข้าวและอาจยังไม่ทราบว่าจะเริ่มจากจุดไหนก่อน หรือเป็นชาวนาอยู่แล้วอยากศึกษาเพิ่มเติม  ซึ่งผมจะทยอยนำเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับข้าวมาลงให้บางอย่างอาจนำมาจากบทความของท่านนักวิชาการบางท่าน  เกษตรกรตัวอย่าง และผมเอง ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านที่สนใจไม่มากก็น้อย ซึ่งหากใครมีความรู้ดี ๆ ก็มาร่วมแบ่งปันได้ครับ ... :D  :D

สารบัญ

หน้าที่ 1  
ประวัติความเป็นมาของข้าว  , พิธีกรรมและความเชื่อ ,ประเภทของข้าว,ลักษณะและส่วนประกอบของข้าว,องค์ประกอบภายในของเมล็ดข้าว,การทำนาโดยวิธีต่าง ๆ,โรคข้าว

หน้าที่ 2
แมลงศัตรูข้าว

หน้าที่ 3
ดิน, องค์ประกอบของดิน,ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช,ปุ๋ย

หน้าที่ 4
แมลงตัวห้ำตัวเบียน, จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์, วัชพืชในนาข้าว, บทความ อ.เดชา ศิริภัทร, คนค้นคนชาวนาเงินล้าน, นาอินทรีย์นิเวศ อ.ชัยพร พรหมพันธุ์, คนค้นคนปริญญาทำนา , คนค้นคนแหลมอรหันต์ชาวนา, ธาตุอาหารพืชในธรรมชาติ, ข้าวอินทรีย์, บทความลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง, การทำนาในอดีต,มองญี่ปุ่น, เปรียกสลับแห้งแกล้งข้าว

หน้าที่ 5
หอยเชอรี่, เชื้อราบิวเวอร์เรีย, เชื้อราไตรโครเดอร์มา, Banaue นาขั้นบันไดฟิลิปปินส์, บทความเดชา ศริภัทร, บทความปลูกดอกไม้ริมคันนาเวียดนาม, การขาดธาตุอาหารในข้าว,กากชา กำจัดหอยเชอรี่, จุดเริ่มการทำนาของผม

หน้าที่ 6
การเลี้ยงเป็ดในนาข้าวของไต้หวัน ญี่ปุ่น

หน้าที่ 7
น้ำส้มควันไม้, แหนแดง, เที่ยวหมู่บ้านชาวนาเวียดนาม, เที่ยวหมู่บ้านชาวนาญี่ปุ่น, เริ่มการทำนาปรังปี 2556 ,การคัดเมล็ดข้าว, ความลึกระดับน้ำในนาข้าว,คนค้นคน ตุ๊หล่างเด็กหนุ่มเลือดชาวนา

หน้าที่ 8
ลักษณะต้นข้าวที่ให้ผลผลิตดี, ปัจจัยที่ทำให้เมล็ดข้าวมีน้ำหนักมาก, ใบข้าว,วัชพืชทำให้ข้าวผลผลิตลดลง, วิธีทำนาปลอดเคมี โดยชัยพล ยิ้มไทร

หน้าที่ 9
ข้าววัชพืช, การปลูกดอกดาวเรืองริมคันนา,แมลงศัตรูธรรมชาติ, แมลงปอเพชรฆาตในนาข้าว, การทำงานของโรงสีเกี่ยวกับการสีข้าว, มหัศจรรย์ข้าวเพื่อสุขภาพ


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 21:23:37
ประวัติและความเป็นมาของข้าว

จุดกำเนิดของข้าว

ข้าว เป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารหลัก มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเอเชียนานนับพันปีแล้ว เพราะมีตำนานเล่าขานและประเพณีสืบทอดเกี่ยวกับข้าวมากมาย เช่น คนฟิลิปปินส์ มีเทพนิยายที่เล่ากันสืบทอดมาว่ามีเทพองค์หนึ่งชื่อ โซโร(Soro) ต้องการจะสมรสกับหญิงสาวสวยชื่อ ฟิลิปิโน อลาฮาร์ (Filipino Alahar) แต่นางต้องการทดสอบความรักแท้ที่ Soro มีต่อนางก่อน จึงร้องขอให้ Soro ไปแสวงหาอาหารที่มีรสดีกว่าอาหารทุกชนิดที่นางเคยบริโภคมาให้ เทพโซโร ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ แต่หาไม่ได้จึงจากนางไปโดยกลับมาอีก นางรู้สึกเสียใจมากจนหัวใจสลาย และต่อมาที่หลุมฝังศพของนางได้มีต้นข้าวงอกขึ้นมา คนญี่ปุ่น มีเรื่องเล่าว่า ข้าวคือพืชทิพย์ที่นางฟ้า นินิโกโน มิโคโต (Ninigo-no-mikoto) ประสงค์ให้จักรพรรดิญี่ปุ่นนำไปถวายเทพ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงมีราชประเพณีที่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง จักรพรรดิจะทรงนำต้นข้าวที่ปลูกในพระราชวังไปที่วัด แกรนไชร์เนส (Grand Shrines) ในเมืองอิเซ เพื่อถวายเป็นเทพบูชา

คนไทย มีนิทานเล่าเกี่ยวกับข้าวว่า ผู้ที่บริโภคข้าวเป็นคนแรกคือพระฤาษี ซึ่งเมื่อได้เห็นต้นข้าวก็เกิดความอยากรู้ว่าเมล็ดข้าวนั้นกินได้หรือไม่ จึงให้ทดลองให้นกกิน เมื่อพระฤาษีเห็นนกปลอดภัยดีก็รู้ว่ามนุษย์สามารถบริโภคเมล็ดข้าวเป็นอาหารได้

ชาวเกาะเซลีเบสและสุลาเวสีของอินโดนีเซีย เชื่อว่า ในพิธีสมรสหากเจ้าบ่าวไม่สามารถรับเมล็ดข้าวที่ถูกโยนใส่ วิญญาณของเขาจะออกจากร่างในอีกไม่นาน
คนมาเลเซีย ในงานแต่งงานของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะป้อนเมล็ดข้าวให้กัน
คนในชนบทของอินเดีย ใช้ปริมาณข้าวที่มีในครอบครองวัดฐานะความร่ำรวย
คนจีน ข้าวมีบทบาทที่ยิ่งใหญ่มากจนมีคำเปรียบเปรยว่า ข้าวมีความสำคัญต่อชีวิตยิ่งกว่าหยกหรือไข่มุก โดยในประเพณีต่าง ๆ ของชาวจีน เช่น เวลามีเด็กเกิดใหม่ พ่อแม่ของทารกจะผัดข้าวใส่จานไม้นำไปแจกญาติมิตร เวลาเด็ก มีอายุครบหนึ่งขวบ แม่ของเด็กจะบิข้าวเกรียบให้เด็กกิน ด้วยถือเคล็ดว่า ข้าวเกรียบจะทำให้เด็กเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณความดีและมีอำนาจวาสนาสูง เวลาแต่งงานพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะทำขนมหวานจากข้าวแจกเป็นของชำร่วย และทำขนมบัวลอยไว้รับรองแขกเพราะถือเป็นเคล็ดว่าจะทำให้ชีวิตของคู่บ่าวสาวราบรื่น ในงานศพเจ้าภาพจะจัดข้าวและไข่เป็ดใส่จานพร้อมตะเกียบวางไว้ที่เท้าของผู้ตายเพื่อไม่ให้ผู้ตายอดอาหาร นอกจากนี้ ยังมีวัฒนธรรมความเชื่ออีกว่า ไม่ควรที่ใครจะเคาะจานเปล่าเพราะจะทำให้ผู้ตายนั้นตกระกำลำบากเหมือนขอทานที่ส่งเสียงร้องขออาหารจากคนที่เดินผ่านไปมา หรือเวลากินข้าวหากทำตะเกียบตกโต๊ะเคราะห์ร้ายจะมาเยือน และทุกคนควรกินข้าวให้หมดถ้วย เพราะคนที่กินข้าวเหลือจะเสี่ยงต่อการต้องแต่งงานกับคนที่ผิวหน้าขรุขระเหมือนดังถ้วยที่มีเมล็ดข้าวติดค้าง เป็นต้น

หลักฐานทางโบราณคดี เมื่อประมาณ 10,000 ปีมาแล้ว ในวัฒนธรรมลุงชาน ประเทศจีน และวัฒนธรรมฮัวบิเนียน ประเทศเวียดนาม พบหลักฐานว่า มนุษย์ค้นพบวิธีปลูกข้าวแบบทำไร่เลื่อนลอย ต่อมาเมื่อ 5,000-10,000 ปีมาแล้วในวัฒนธรรมยางเชาบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง วัฒนธรรมลุงชาน ประเทศจีน และในวัฒนธรรมฮัวบิเนียน ประเทศเวียดนามปรากฏหลักฐานว่า มนุษย์ค้นพบการทำนาหว่าน และในวัฒนธรรมบ้านเชียง ประเทศไทย เมื่อประมาณ 5,000 ปีมาแล้วพบหลักฐานว่า ภูมิปัญญาด้านการปลูกข้าวพัฒนาสู่การปักดำ

ในปี 2539 S. Toyama แห่งมหาวิทยาลัย Kogakukan ในประเทศญี่ปุ่น ได้พบเมล็ดข้าวโบราณอันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า จีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักทำนาปลูกข้าวตามบริเวณลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง คือ ในมณฑล Hunan และ Hubei เมื่อ 11,500 ปีมาแล้ว ต่อมาวัฒนธรรมข้าวได้แพร่สู่ดินแดนต่าง ๆ ของโลก เช่น ปากีสถานเมื่อ 4,200 ปีก่อน และอินเดียเมื่อ 3,200 ปีก่อน ส่วนคนญี่ปุ่นเริ่มรู้จักปลูกข้าวเมื่อ 4,000 ปีมาแล้ว และคนไทยก็รู้จักทำนาเมื่อประมาณ 5,000 ปี


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 21:33:51
ประวัติข้าวของโลก


ข้าวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก แบ่งออกได้เป็น 3 พวก คือ

ออไรซา ซาไทวา (oryza sativa) มีปลูกกันทั่วไป
ออไรซา แกลเบอร์ริมา (oryza glaberrima) มีปลูกเฉพาะใน แอฟริกา
ข้าวป่าซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในประเทศต่าง ๆ ที่ปลูกข้าว มีด้วยกันหลายชนิด (species) แต่ที่สำคัญและควรทราบ ได้แก่ ออไรซา สปอนทาเนีย (oryza spontanea) ออไรซา เพเรนนิส (oryza perennis) ออไรซา ออฟฟิซินาลิส (oryza officinalis) และออไรซา นิวารา (oryza nivara) โดยข้าวป่าพวกออไรซา เพเรนนิส เป็นตระกูลของข้าวที่เราปลูกบริโภคกันทุกวันนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในธรรมชาติ และได้ผ่านการคัดเลือกโดยมนุษย์จนกลายเป็นข้าวที่ปลูกกันทุกวันนี้
ข้าวพันธุ์ที่เพาะปลูกในปัจจุบันพัฒนามาจากข้าวป่าในตระกูลออไรซา กรามิเนียอิ (Oryza gramineae) สันนิษฐานว่า พืชสกุล ออไรซา (Oryza) มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นของทวีปกอนด์วานาแลนด์ (Gondwanaland) ก่อนผืนดินจะเคลื่อนตัวและเคลื่อนออกจากกันเป็นทวีปต่าง ๆ เมื่อ 230-600 ล้านปีมาแล้ว จากนั้นก็กระจายสู่เขตร้อนชื้นของแอฟริกา เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ออสเตรเลีย อเมริกากลางและใต้ ข้าวสามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ทั้งในที่ราบลุ่มจนถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล 2,500 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 53 องศาเหนือ ถึง 35 องศาใต้

ปัจจุบันมนุษย์ได้คัดเลือกข้าวป่าชนิดต่าง ๆ ตามความต้องการของตน เพื่อให้สอดคล้องกับระบบนิเวศน์ มีการผสมข้ามระหว่างข้าวที่ปลูกกับวัชพืชที่เกี่ยวข้อง เกิดข้าวพื้นเมืองมากมายหลายพันธุ์ ซึ่งสามารถให้ผลผลิตสูง ปลูกได้ตลอดปี ก่อให้เกิดพันธุ์ข้าวปลูกที่เรียกว่า ข้าวลูกผสมซึ่งมีประมาณ 120,000 พันธุ์ทั่วโลก ข้าวปลูกในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

ข้าวแอฟริกา (Oryza glaberrima) แพร่กระจายอยู่เฉพาะบริเวณเขตร้อนของแอฟริกาตะวันตกเท่านั้น สันนิษฐานว่าข้าวแอฟริกาอาจเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสต์ศักราชหรือหลังจากนั้น
ข้าวเอเชีย เป็นข้าวลูกผสม เกิดจาก ออไรซา ซาติวา(Oryza sativa) กับข้าวป่า มีถิ่นกำเนิดบริเวณประเทศอินเดีย บังคลาเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีปลูกกันอย่างแพร่หลายตั้งแต่อินเดีย ตอนเหนือของบังคลาเทศ บริเวณดินแดน สามเหลี่ยมระหว่างพม่า ไทย ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ แบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์ คือ
- ข้าวสายพันธุ์แรกเรียกว่าสายพันธุ์สานิกา(Sanica) หรือ จาโปนิกา(Japonica) ปลูกบริเวณแม่น้ำเหลืองของจีนแพร่ไปยังเกาหลี และญี่ปุ่น เมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นข้าวเมล็ดป้อม
- ข้าวสายพันธุ์ที่สอง เรียกว่า อินดิกา(Indica) เป็นข้าวเมล็ดยาว ปลูกในเขตร้อน แพร่สู่ตอนใต้ของอินเดีย ศรีลังกา แหลมมลายู หมู่เกาะต่าง ๆ และลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงของจีนประมาณคริสต์ศักราช. 200
ข้าวสายพันธุ์ที่สาม คือ ข้าวชวา (Javanica) ปลูกในอินโดนีเซีย ประมาณ 1,084 ปีก่อนคริสต์ศักราช จากนั้นแพร่ไปยังฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ข้าวเอเชียแพร่เข้าไปในยุโรปและแอฟริกา สู่อเมริกาใต้ อเมริกากลางเข้าสู่สหรัฐอเมริกาครั้งแรกประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยนำเมล็ดพันธุ์ไปจากหมู่เกาะมาดากัสก้าในเบื้องแรก


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 21:39:20
ประวัติของข้าวไทย

เมล็ดข้าวที่เก่าแก่ที่สุดที่พบมีลักษณะคล้ายข้าวปลูกของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,500-3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้แก่ รอยแกลบข้าวซึ่งเป็นส่วนผสมของดินที่ใช้ปั้นภาชนะดินเผาที่โนนนกทา ตำบลบ้านโคก อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นหลักฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเก่าแก่ที่สุดคือประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช หลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า สยามประเทศเป็นแหล่งปลูกข้าวมาแต่โบราณ ได้แก่ เมล็ดข้าวที่ขุดพบที่ถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แสดงว่ามีการปลูกข้าวในบริเวณนี้เมื่อ 3,500-3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือราว 5,400 ปีมาแล้ว แกลบข้าวที่พบที่ถ้ำปุงฮุง มีทั้งลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ดใหญ่ที่เจริญงอกงามอยู่ในที่สูงเป็นข้าวไร่และข้าวเจ้า แต่ไม่พบลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ดป้อม หรือข้าวพวก จาโปนิกา(Japonica) เลย และแหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีพบรอยแกลบข้าวผสมอยู่กับดินที่นำมาปั้นภาชนะดินเผากำหนดอายุได้ใกล้เคียงกับแกลบข้าว

หลักฐานการค้นพบเมล็ดข้าว เถ้าถ่านในดินและรอยแกลบบนเครื่องปั้นดินเผาที่โคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นถึงชุมชนปลูกข้าวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ชายฝั่งทะเล นอกจากนี้ยังพบหลักฐานคล้ายดอกข้าวป่าเมืองไทยที่ถ้ำเขาทะลุ จังหวัดกาญจนบุรี อายุประมาณ 2,800 ปี (อาจจะก่อนหน้าหรือหลังจากนั้นประมาณ 300 ปี) ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อยุคหินใหม่ตอนปลายกับยุคโลหะตอนต้น

หลักฐานภาพเขียนบนผนังถ้ำหรือผนังหินอายุไม่น้อยกว่า 2,000 ปี ที่ผาหมอนน้อย บ้านตากุ่ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี บันทึกการปลูกธัญพืชอย่างหนึ่ง มีลักษณะเหมือนข้าว และภาพแปลงของพืชคล้ายข้าว อาจตีความได้ว่า มนุษย์สมัยนั้นรู้จักข้าวหรือการเพาะปลูกข้าวแล้ว

ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี สรุปไว้เมื่อ ปี พ.ศ. 2535 ว่าประเทศไทยทำนาปลูกข้าวมาแล้วประมาณ 5,471 ปี (นับถึงปี พ.ศ. 2514) ผลของการขุดค้นพบรอยแกลบข้าวที่โนนนกทาสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าข้าวเริ่มปลูกในทวีปเอเชียอาคเนย์ในสมัยหินใหม่ จากนั้นแพร่ขึ้นไปที่ประเทศอินเดีย ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลี

ข้าวที่มีในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ มี 3 ชนิด คือ เมล็ดป้อม เมล็ดใหญ่ และเมล็ดเรียง โดยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์มีการปลูกข้าว ดังนี้

สมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) มีศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่บริเวณจังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี ปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อม และเมล็ดใหญ่
สมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-18) อาณาจักรมีความรุ่งเรืองอยู่ที่บริเวณภาคใต้ นิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อม และข้าวจ้าว
สมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 12-18) อาณาจักรมีความรุ่งเรืองอยู่ที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมปลูกข้าวจ้าว ข้าวเหนียวเมล็ดป้อมและเมล็ดใหญ่ ในภาคกลางนิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อมและข้าวจ้าว
สมัยเชียงแสนและล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 16-23) อาณาจักรมีความรุ่งเรืองอยู่ที่บริเวณภาคเหนือ นิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อมและเมล็ดยาว ปลูกข้าวจ้าวน้อยกว่าข้าวเหนียว
สมัยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 19-20) อาณาจักรมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย นิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อม ข้าวเหนียวเมล็ดยาวบ้าง และเริ่มปลูกข้าวจ้าวมากขึ้น
สมัยอยุธยา ระยะแรกปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อมมาก เริ่มปลูกข้าวจ้าวมากในช่วงปลายสมัยอยุธยา ซึ่งน่าจะเป็นข้าวเหนียวที่ปลูกสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปลูกข้าวจ้าวเมล็ดยาวอย่างที่ปลูกในปัจจุบัน ส่วนข้าวเมล็ดป้อมพบว่าปลูกกันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


 
 



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 21:45:38
พิธีกรรมความเชื่อ


ประเทศไทยมีลักษณะของผู้คนที่อยู่อย่างกระจายไม่หนาแน่น ความเชื่อที่พบในสังคมไทยจะไม่มีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พิธีกรรมและความเชื่อจึงขึ้นอยู่กับสภาพของสังคมในแต่ละท้องถิ่นที่ ผู้ปกครองบ้านเมืองจึงต้องสร้างและบูรณาการให้ผู้คนที่เต็มไปด้วยชนเผ่าต่าง ๆ ที่หลากหลายมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

จำเป็นต้องนำระบบความเชื่ออิทธิฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพสามารถที่จะเอาชนะหรือสร้างความเคารพยอมรับจากชนเผ่าต่าง ๆ ได้ ดังนั้น เมื่อสังคมพัฒนาเป็นบ้านเป็นเมืองลักษณะของพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวจึงเกิดการนำเอาพิธีพุทธซึ่งมีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวด ทำบุญทำทาน และพิธีพราหมณ์มาผสมผสานเข้ามาเพื่อสร้างเป็นพีธีกรรมที่ความอลังการ มีความศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเชื่อถือให้กับราชสำนัก และพิธีกรรมอันนี้เองที่ส่งผลอิทธิพล และสะท้อนกลับไปยังความเชื่อของชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวในปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องราวของความเชื่อที่ผสมผสานกันระหว่างความเชื่อในเรื่องของผี ความเชื่อท้องถิ่น ความเชื่อในเรื่องพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูด้วย เช่น พิธีจุดบั้งไฟ มีความเชื่อว่า “แถน” เป็นเทพดั้งเดิมของชนเผ่าไทเป็นผู้ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ทุกอย่าง มีอิทธิพลต่อการทำมาหากิน ความเป็นอยู่ของผู้คน ทำให้ผู้คนกลัวมาก เมื่อมีปัญหาอะไรต้องไปขอให้พระยาแถนช่วย พิธีกรรมนี้มีความสำคัญมากต่อการทำมาหากินและการปลูกข้าวของคนไทยหรือคนถิ่นไทยลาว เพื่อส่งสาส์นไปถึงพระยาแถน ขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พิธีกรรมในประเพณีจุดบั้งไฟนี้เป็นพิธีที่ไม่สามารถทำขึ้นโดยคนเพียงไม่กี่คน แต่เป็นเรื่องของคนทั้งชุมชนทั้งสังคมต้องให้ความร่วมมือร่วมใจกันที่จะแก้ปัญหาวิกฤตในสังคมตัวเอง บทบาทของพิธีกรรมไม่ใช่เพียงแต่จะบันดาลให้ฝนตกมาได้ตามความเชื่อของท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นพิธีกรรมที่ทำให้คนทั้งชุมชนมีความสามัคคีและร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมด้วย

“แม่โพสพ” เป็นความเชื่อนับแต่อดีตถึงปัจจุบันว่าเป็น เทพธิดาแห่งข้าว โดยมีที่มาของความเชื่อว่า แม่นั้นเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้ที่มีบทบาทสูงที่สุดในครอบครัวและสิ่งที่มีคุณประโยชน์ทั้งหลายในสังคมไทยนั้นมักจะใช้คำว่าแม่เป็นคำเรียกชื่อไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ แม่ธรณี ฯลฯ การใช้คำว่า “แม่” เรียกข้าวก็คือเป็นการให้การยกย่องมากที่สุด ข้าวมีความสำคัญก็เพราะว่าข้าวเป็นผู้ให้ชีวิตแก่มนุษย์ เพราะฉะนั้น หน้าที่ที่มนุษย์ต้องตอบแทนคือมนุษย์ต้องเลี้ยงดูฟูมฟักเลี้ยงดูข้าวด้วย ข้าวมีขวัญข้าว ซึ่งเหมือนกับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องมีขวัญ ขวัญนั้นสามารถที่จะกระทบกระเทือนเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่พึงพอใจได้ เพราะฉะนั้นถ้าต้องการให้อยู่ดีมีสุข ต้องเอาอกเอาใจขวัญของข้าว

นับแต่อดีตสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมคือการเพาะปลูก พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวจึงมีความสำคัญต่อชีวิตในการทำเกษตรกรรม เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ พิธีกรรมจึงมีจุดประสงค์หลักที่เกี่ยวกับข้าวแสดงให้เห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาของชาวบ้านที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านในการเผชิญกับปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องเรื่องความอยู่รอด พิธีกรรมข้าวมีความสำคัญต่อชาวบ้านมากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ดังนั้น พิธีกรรมข้าวจะมีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยช่วงที่สำคัญที่สุดจะอยู่ระหว่างหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตและก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่ พิธีกรรมข้าวมี 4 ขั้นตอน ดังนี้

พิธีกรรมก่อนการเพาะปลูก มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวง บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือบรรพบุรุษให้คุ้มครองป้องกันภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ให้มีความสวัสดิมงคล มีความอุดมสมบูรณ์ ขอโอกาสและความเชื่อมั่นในการดำรงชีวิตในรอบปีนั้น ๆ เช่น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีเลี้ยงขุนผีขุนด้ำ พิธีแห่นางแมว เทศน์พญาคันคาก สวดคาถาปลาช่อน พิธีปั้นเมฆ พิธีบุญบั้งไฟ พิธีบุญ ซำฮะ
 
พิธีช่วงเพาะปลูก มีเป้าหมายเพื่อบวงสรวงบนบาน บอกกล่าว ฝากฝังสิ่งที่เกี่ยวข้องกับข้าวหรือการเพาะปลูกแก่เทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้การเพาะปลูกข้าวดำเนินไปได้ด้วยดี ปราศจากอันตรายต่างๆ อาทิ พิธีแรกไถนา พิธีเลี้ยงผีตาแฮก ตกกล้า พิธีแรกดำนา พิธีปักข้าวตาแฮก พิธีปักกกตาแฮก
 
พิธีกรรมเพื่อการบำรุงรักษา เพื่อให้ข้าวงอกงาม ปลอดภัยจากสัตว์ต่างๆ หนอนเพลี้ย พิธีกรรมประเภทนี้ จัดขึ้นในช่วงระหว่างการเพาะปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว อาทิ พิธีไล่น้ำ พิธีปักตาเหลว พิธีสวดสังคหะ พิธีรับขวัญแม่โพสพ พิธีไล่หนู ไล่นก ไล่เพลี้ย ไล่แมลง และอื่นๆ โดยใช้น้ำมนต์ ผ้ายันต์ ภาวนาโดยหว่านทราย หรือเครื่องราง
 
พิธีกรรมเพื่อการเก็บเกี่ยว-ฉลองผลผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตมาก และเพื่อแสดงความอ่อนน้อมกตัญญูต่อข้าว ตลอดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้อง พิธีกรรมประเภทนี้ จัดขึ้นในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว อาทิ พิธีรวบข้าว พิธีแรกเกี่ยวข้าว พิธีเชิญข้าวขวัญ พิธีวางข้าวต๋างน้ำ พิธีปลงข้าว พิธีขนข้าวขึ้นยุ้ง พิธีตั้งลอมข้าว พิธีปิดยุ้ง พิธีเปิดยุ้ง
ปัจจุบันพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวที่มีความสำคัญคือพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีปฐมฤกษ์มีแหล่งกำเนิดมาจากศาสนาพราหมณ์ในการทำนาปลูกข้าวของแต่ละปี พิธีแรกนาขวัญนี้จะถูกกำหนดขึ้นโดยโหรหลวงประจำทุกปีในเดือนพฤษภาคม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมอบให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเกษตรเป็นพระยาแรกนาทำการไถและหว่านเมล็ดข้าว ณ ท้องสนามหลวง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถจะทรงเสด็จมาเป็นประธานและทรงแต่งตั้งพระยาแรกนาให้เป็นผู้นำในพิธีแทน ในพิธีมีการทำนายปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง โดยพระยาแรกนาจะเลือกผ้าสามผืน ที่มีความยาวต่างขนาดกัน ผืนที่ยาวที่สุดทายว่า ปริมาณฝนจะมีน้อย ผืนที่สั้นที่สุดทายว่าปริมาณน้ำฝนจะมาก และผืนที่มีความยาวปานกลาง ทายว่ามีปริมาณน้ำฝนพอประมาณ หลังจากสวมเสื้อผ้าเรียกว่า “ผ้านุ่ง” เรียบร้อยแล้ว พระยาแรกนาก็จะไถลงไปบนพื้นที่ท้องสนามหลวงด้วยพระนังคัลสีแดงและสีทองซึ่งลากโดยพระโคผู้สีขาว ตามขบวนด้วยเทพีทั้งสี่ผู้ซึ่งหาบกระเช้าทองและกระเช้าเงินที่บรรจุด้วยเมล็ดข้าวเปลือกพระราชทานและหว่านข้าวเปลือกลงไปบนพื้นดินที่ไถ มีคณะพราหมณ์เดินคู่ไปกับขบวนพร้อมทั้งสวดและเป่าสังข์ไปพร้อมกัน เมื่อเสร็จแล้วพระโคก็จะได้รับการป้อนพระกระยาหารและเครื่องดื่ม 7 ชนิด คือ เมล็ดข้าว ถั่ว ข้าวโพด หญ้า เมล็ดงา น้ำ และเหล้า เมื่อพระโคจะเลือกกินหรือดื่มสิ่งใด ทายว่าปีนี้จะอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งที่พระโคเลือก เมื่อเสร็จพิธีจบก็จะเปิดให้ประชาชนเก็บเมล็ดข้าวที่หว่านโดยพระยาแรกนาเก็บไปเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นสิริมงคลในการปลูกข้าวเพื่อให้พืชผลในปีที่จะมาถึงนี้อุดมสมบูรณ์ เพราะว่าเมล็ดข้าวนี้ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันจะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มีไว้ในครอบครอง



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 21:49:58
ประเภทของข้าว

การแบ่งประเภทของข้าวทำได้หลายแบบขึ้นอยู่กับสิ่งที่ใช้เป็นมาตรฐานในการแบ่ง เช่น
- แบ่งตามประเภทของเนื้อแข็งในเมล็ดข้าวสาร ก็จะได้เป็นข้าวเจ้าและข้าวเหนียวซึ่งมีต้นและลักษณะอย่างอื่นเหมือนกันทุกอย่าง แต่ต่างกันที่ประเภทของเนื้อแข็งในเมล็ด เมล็ดข้าวเจ้าประกอบด้วยแป้งอไมลาส ( amylase) ประมาณร้อยละ 15-30 ส่วนเมล็ดข้าวเหนียวประกอบด้วยแป้งอไมลาส (amylase) เป็นส่วนเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 5-7 เท่านั้น
 
- แบ่งตามสภาพพื้นที่ปลูก ก็จะได้เป็นข้าวไร่ ข้าวนาสวน และข้าวขึ้นน้ำ ข้าวไร่เป็นข้าวที่ปลูกได้ทั้งบนที่ราบและที่ลาดชัน ไม่ต้องทำคันนาเก็บกักน้ำ นิยมปลูกกันมากในบริเวณที่ราบสูงตามไหล่เขาทางภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ คิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูกประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั่วประเทศ ข้าวนาสวนหรือนาดำเป็นข้าวที่ปลูกในที่ลุ่มทั่วๆ ไป ในสภาพที่มีน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าวตั้งแต่ปลูกสามารถรักษาระดับน้ำได้และระดับน้ำต้องไม่สูงเกิน 1 เมตรก่อนเก็บเกี่ยว มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณร้อยละ 80 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั่วประเทศ ข้าวขึ้นน้ำหรือข้าวนาเมืองเป็นข้าวที่ปลูกในแหล่งที่ไม่สามารถรักษาระดับน้ำได้ บางครั้งระดับน้ำในบริเวณที่ปลูกอาจสูงกว่า 1 เมตร ต้องใช้ข้าวพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า ข้าวลอยหรือข้าวฟ่างลอย ส่วนมากปลูกแถบจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี พิจิตร อ่างทอง ชัยนาท และสิงห์บุรี คิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูกประมาณร้อยละ 10 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั่วประเทศ
 
- แบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว ก็จะได้ข้าวเบา ข้าวกลาง และข้าวหนัก ข้าวเบามีอายุการเก็บเกี่ยว 90 - 100 วัน ข้าวกลาง 100 - 120 วัน และข้าวหนัก ตั้งแต่ 120 วันขึ้นไป อายุการเก็บเกี่ยวนับแต่เพาะกล้าหรือหว่านข้าวในนาจนเก็บเกี่ยว
 
- แบ่งตามลักษณะความไวต่อแสง ก็จะได้ข้าวที่ไวและไม่ไวต่อแสง ข้าวที่ไวต่อแสงจะมีอายุการเก็บเกี่ยวที่ไม่แน่นอน เพราะจะออกดอกในช่วงเดือนที่มีความยาวของกลางวันสั้นกว่ากลางคืน ในประเทศไทยช่วงดังกล่าวเริ่มเดือนตุลาคม ฉะนั้น ข้าวพวกนี้ต้องปลูกในฤดูนาปี (ฤดูฝน) เท่านั้น ส่วนข้าวที่ไม่ไวต่อแสงจะสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล
 
- แบ่งตามรูปร่างของเมล็ดข้าวสาร ก็จะได้ข้าวเมล็ดสั้น ความยาวของเมล็ดไม่เกิน 5.50 มิลลิเมตร ข้าวเมล็ดยาวปานกลาง ความยาวของเมล็ดตั้งแต่ 5.51 - 6.60 มิลลิเมตร ข้าวเมล็ดยาว ความยาวของเมล็ดตั้งแต่ 6.61 - 7.50 มิลลิเมตร ข้าวเมล็ดยาวมาก ความยาวของเมล็ดตั้งแต่ 7.51 มิลลิเมตรขึ้นไป
 
- แบ่งตามฤดูปลูก ก็จะได้ข้าวนาปีและข้าวนาปรัง (ข้าวนาน้ำฝน) ข้าวนาปี หรือข้าวนาน้ำฝน คือข้าวที่ปลูกในฤดูการทำนาปกติ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมและจะเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นล่าสุดไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนข้าวนาปรังคือข้าวที่ปลูกนอกฤดูการทำนาปกติ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมในบางท้องที่ และจะเก็บเกี่ยวอย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือนเมษายน นิยมปลูกในท้องที่ที่มีการชลประทานดี


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 21:58:37
ลักษณะและส่วนประกอบของต้นข้าว

ลักษณะที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว ได้แก่ ราก ลำต้น และใบ


1. ราก เป็นส่วนที่อยู่ใต้ผิวดิน ใช้ยึดลำต้นกับดินเพื่อไม่ให้ต้นล้ม แต่บางครั้งก็มีรากพิเศษเกิดขึ้นที่ข้อซึ่งอยู่เหนือพื้นดินด้วย ต้นข้าวไม่มีรากแก้ว แต่มีรากฝอยแตกแขนงกระจายแตกแขนงอยู่ใต้ผิวดิน

2. ลำต้น  มีลักษณะเป็นโพรงตรงกลางและแบ่งออกเป็นปล้องๆ โดยมีข้อกั้นระหว่างปล้อง ความยาวของปล้องนั้นแตกต่างกัน 

3. ใบ   ต้นข้าวมีใบไว้สำหรับสังเคราะห์แสง เพื่อเปลี่ยนแร่ธาตุ อาหาร น้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นแป้ง เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและ สร้างเมล็ดของต้นข้าว ใบประกอบด้วย กาบใบและแผ่นใบ


 ลักษณะที่เกี่ยวกับการขยายพันธุ์


ต้นข้าวขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดซึ่งเกิดจากการผสมระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ลักษณะที่สำคัญเกี่ยวกับการ ขยายพันธุ์ ได้แก่ รวง ดอกข้าวและเมล็ดข้าว

1. รวงข้าว (panicle) หมายถึง ช่อดอกของข้าว (inflorescence) ซึ่งเกิดขึ้นที่ข้อของปล้องอันสุดท้ายของต้นข้าว ระยะระหว่างข้ออันบนของปล้องอันสุดท้ายกับข้อต่อของใบธง เรียกว่า คอรวง
 
2. ดอกข้าว หมายถึง ส่วนที่เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียสำหรับผสมพันธุ์ ดอกข้าวประกอบด้วยเปลือกนอกใหญ่สองแผ่นประสานกัน เพื่อห่อ หุ้มส่วนที่อยู่ภายในไว้ เปลือกนอกใหญ่แผ่นนอก เรียกว่า เลมมา (lemma) ส่วนเปลือกนอกใหญ่แผ่นใน เรียกว่า พาเลีย (palea) ทั้งสองเปลือกนี้ ภายนอกของมันอาจมีขนหรือไม่มีขนก็ได้

 3. เมล็ดข้าว หมายถึง ส่วนที่เป็นแป้งที่เรียกว่า เอ็นโดสเปิร์ม (endosperm) และส่วนที่เป็นคัพภะ ซึ่งห่อหุ้มไว้โดยเปลือกนอกใหญ่สองแผ่น เอ็นโดสเปิร์มเป็นแป้งที่เราบริโภค คัพภะเป็นส่วนที่มีชีวิตและงอกออกมาเป็นต้นข้าวเมื่อเอาไปเพาะ



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 22:04:34
องค์ประกอบภายในเมล็ดข้าว
 
        เนื่องจากภายในเมล็ดข้าวมีแป้งเป็นองค์ประกอบหลักอยู่ ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นโดยน้ำหนัก และมีโปรตีน ประมาณ 5-14 % (ข้าวส่วนใหญ่มีโปรตีน 6-8 % )  ทำให้ข้าวแต่ละพันธุ์มีคุณภาพข้าวสุกแตกต่างกัน แป้งข้าวมีส่วนประกอบย่อย 2 ส่วน คือ

-  อมิโลเปคติน  (amylopectin)  เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่เกิดจากการรวมตัวของกลูโคสเป็นโมเลกุลใหญ่มีโครงสร้างเชื่อมต่อกันแบบแยกเป็นกิ่งก้านสาขา (branched chain) อมิโลเปคติน เมื่อย้อมสีด้วยสารละลายไอโอดีน  จะเป็นสีน้ำตาลแดง และเป็นส่วนที่ทำให้   ข้าวสุกเหนียวติดกัน

-  อมิโลส  (amylose)   เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่เกิดจากการรวมตัวของกลูโคสจำนวนมาก เช่นกันแต่มีโครงสร้างต่อกันเป็นแนวยาว (Linear chain) เมื่อย้อมสีด้วยสารละลายไอโอดีน จะมีสีน้ำเงินและมีผลให้การเกาะตัวหรือความเหนียวของข้าวสุกลดลง เมื่ออมิโลสเพิ่มขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------
 
โครงสร้างของเมล็ดข้าว


 เมล็ดข้าว (rice fruit, rice grain, rice seed) เป็นผลชนิด caryopsis เนื่องจากส่วนที่เป็นเมล็ดเดี่ยว (single seed) ติดแน่นอยู่กับผนังของรังไข่หรือเยื่อหุ้มผล (pericarp)
 เมล็ดข้าวประกอบด้วยส่วนใหญ่ๆ 2 ส่วนคือ
1. ส่วนที่ห่อหุ้ม เรียกว่าแกลบ (hull หรือ husk)
2. ส่วนที่รับประทานได้ เรียกว่า ข้าวกล้อง (caryopsis หรือ brown rice)
  แกลบ  ประกอบด้วย เปลือกใหญ่ (lemma) เปลือกเล็ก (palea) หาง (awn) ขั้วเมล็ด (rachilla) และกลีบรองเมล็ด (sterile lemmas)
 ข้าวกล้อง หรือเมล็ดข้าวที่เอาเปลือกออกแล้ว ประกอบด้วย
ก. เยื่อหุ้มผล (pericarp) หรือ fruit coat ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้นด้วยกัน คือ epicarp, mesocarp และ endocarp, pericarp มีลักษณะเป็น fibrous ผนังเซลประกอบด้วย protein, cellulose และ hemicellulose
ข. เยื่อหุ้มเมล็ด (tegmen หรือ seed coat) อยู่ถัดจาก pericarp เข้าไป ประกอบด้วย เนื้อเยื่อสองชั้นเรียงกันเป็นแถวเป็นที่อยู่ของสารประเภทไขมัน (fatty material)
ค. เยื่ออาลูโรน (aleurone) อยู่ต่อจาก tegmen ห่อหุ้ม starchy endosperm (ข้าวสาร) และ embryo (คัพภะ) aleurone layer มี protein สูง นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วย oil, cellulose และ hemicellulose
ง. ส่วนที่เป็นแป้ง (starch endosperm) หรือส่วนที่เป็นข้าวสาร อยู่ชั้นในสุดของเมล็ดประกอบด้วยแป้งเป็นส่วนใหญ่และมีโปรตีนอยู่บ้าง แป้งในเมล็ดข้าวมี 2 ชนิด คือ 
  amylopectin ซึ่งเป็น polymer ของ D-glucose ที่ต่อกันเป็น branch chain
  amylose ซึ่งเป็น polymer ของ D-glucose ที่ต่อกันเป็น branch chain และ amylose ซึ่งเป็น polymer ของ D-glucose ที่ต่อกันเป็น linear chain
 
  ส่วนประกอบของแป้งทั้ง 2 ชนิด มีสัดส่วนแตกต่างกันไปตามชนิดข้าว ในข้าวเหนียวจะมี amylose อยู่ประมาณ 0-2 % ส่วนที่เหลือเป็น amylopectin ข้าวเจ้ามี amylose มากกว่าคือ ประมาณ 7-33% ของน้ำหนักข้าวสาร
จ. คัพภะ (embryo) อยู่ติดกับ endosperm ทางด้าน lemma เป็นส่วนที่จะเจริญเป็นต้นต่อไป embryo ประกอบด้วย ต้นอ่อน (plumule) รากอ่อน (radicle) เยื่อหุ้มต้นอ่อน (coleoptile) เยื่อหุ้มรากอ่อน (coleorhiza) ท่อน้ำท่ออาหาร (epiblast) และใบเลี้ยง (scutellum) embryo เป็นส่วนที่มี protein และ fat สูง

 
 การสร้างเมล็ดของข้าว (rice grain formation) เกิดขึ้นหลังจากการผสมเกสร (Pollination) และการผสมพันธุ์ (fertilization) การสร้างเมล็ดเป็นขบวนการที่ต่อเนื่อง เมล็ดจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนถึงสุกแก่เต็มที่ (fully matures) ซึ่งกินเวลาประมาณ 30 วัน

 การผสมเกสร คือ การที่ละอองเกสรตัวผู้ (pollen grain) ตกลงบนเกสรตัวเมีย (stigma) หลังจากการผสมเกสรเล็กน้อย ก็จะเกิดการผสมพันธุ์ที่เรียกว่า double fertilization คือละอองเกสรตัวผู้งอกลงไปในก้านของเกสรตัวเมีย นำนิวเคลียสจากละอองเกสรตัวผู้ลงไปผสมกับไข่ egg cell และ polar nuclei ในรังไข่นิวเครียสที่ได้ผสมกับไข่ จะเจริญเติบโตเป็น embryo ส่วนที่ผสมกับ polar nuclei จะเจริญเติบโตเป็น endosperm ระยะเวลาของ pollination และ fertilization ของข้าวกินเวลาประมาณ 12-24 ชั่วโมง ต่อจากนั้นก็เป็นการสร้างเมล็ดซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ 

1. ระยะน้ำนม (milk stage) หลังการผสมพันธุ์ระยะแรกๆ ส่วนที่เป็นข้าวกล้องมีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นน้ำนม ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 7 วัน หลังผสมเกสร
2. ระยะแป้ง (dough stage) เป็นระยะที่น้ำนมค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแป้งอ่อน (soft dough) และกลายเป็นแป้งแข็ง (hard dough) ตามลำดับ ระยะนี้อยู่ระหว่าง 14-21 วัน หลังผสมเกสร
3. ระยะสุกแก่ (maturation stage) ประมาณ 30 วัน หลังผสมเกสรเมล็ดจะสุกแก่เมื่อได้มีวิวัฒนาการเต็มที่ในเรื่องของขนาด (Size) ความแข็ง ความใส และปราศจากสีเขียวแล้ว ระยะสุกแก่หมายถึงระยะที่มากกว่า 90% ของเมล็ดในรวงสุกแก่แล้ว

 embryo ประกอบด้วย cell 2-3 cell ระหว่าง 24 ชั่วโมงแรกหลังการผสมเกสร การแบ่ง cell เพื่อการเจริญเติบโตของเยื่อหุ้มต้นอ่อน เยื่อหุ้มรากอ่อนและใบเลี้ยง (scutellum) เริ่มขึ้นในวันที่ 3 ต้นอ่อน (plumule) และส่วนอื่น ๆ ภายในเยื่อหุ้มรากอ่อน (radicle) เกิดขึ้นเมื่อเมล็ดมีอายุ 5 วัน ท่อน้ำท่ออาหาร (vascular system) ปรากฎให้เห็นเมื่อเมล็ดอายุ 6 วัน การเจริญเติบโตของ embryo จะสมบูรณ์กินเวลาอย่างน้อย 13 วัน และไม่เกิน 20 วัน หลังดอกบาน หลังจากดอกบานแล้ว 7 วัน embryo ก็สามารถงอกเป็นต้นอ่อนได้เช่นกัน
 


 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 22:13:14
การทำนาโดยวิธีต่าง ๆ  


เราสามารถทำนาได้หลายวิธีตามความเหมาะสมแต่ละพื้นที่และความถนัดของชาวนาที่เราพบเห็นในปัจจุบันได้แก่

-  นาหว่าน
-  นาดำ
-  นาหยอด
-  นาโยน



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 22:20:01
การทำนาหว่าน

            เป็นการปลูกข้าวโดยการหว่านเมล็ดลงไปในนาที่เตรียมพื้นที่ไว้แล้วโดยตรง เป็นวิธีการที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากประหยัดแรงงานและเวลา

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0010.jpg)

การทำนาหว่าน แบ่งเป็น 2 วิธี คือ

1. นาหว่านข้าวแห้ง เป็นการหว่านเมล็ดข้าวเพื่อคอยฝน และมีชื่อเรียกปลีกย่อยไปตามวิธีปฏิบัติ คือ

- การหว่านสำรวย เป็นการหว่านในสภาพดินแห้ง เนื่องจากฝนยังไม่ตก โดยหลังจากการไถแปรครั้งสุดท้ายแล้วหว่านเมล็ดข้าวลงไปโดยไม่ต้องคราดกลบ เมล็ดจะตกลงไปอยู่ในระหว่างก้อนดิน เมื่อฝนตดลงมาเมล็ดข้าวจะงอกขึ้นมาเป็นต้น

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0011.jpg)

- การหว่านหลังขี้ไถ เป็นการหว่านในสภาพที่มีฝนตกลงมา และน้ำเริ่มจะขังในกระทงนา เมื่อไถแปรแล้วก็หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวตามหลัง แล้วคราดกลบทันที

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0012.jpg)

2. นาหว่านข้าวงอก หว่านน้ำตมหรือหว่านเพาะเลย โดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกเพาะให้งอก มีขนาดตุ่มตา (มีรากงอกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร) แล้วจึงหว่านลงในกระทงนา ซึ่งมีการเตรียมดินจนเป็นเทือก แยกเป็น

        - การหว่านหนีน้ำ ทำในนาน้ำฝน เนื่องจากการหว่านข้าวแห้งหรือทำการตกกล้าไม่ทัน เมื่อฝนมามาก หลังจากเตรียมดินเป็นเทือกดีแล้ว ก็หว่านข้าวที่เพาะจนงอก ลงไปในกระทงนาที่มีน้ำขังอยู่มากจึงเรียกว่า นาหว่านน้ำตม

        - นาชลประทาน หรือนาในเขตที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ การทำนาในสภาพนี้มักจะให้ผลผลิตสูง หลังจากเตรียมดินเป็นเทือกดีแล้วระบายน้ำออกหรือให้เหลือน้ำขังบนผืนนาน้อยที่สุด นำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่งอกขนาด “ตุ่มตา” หวานลงไป แล้วคอยดูแลควบคุมการให้น้ำ มักจะเรียกการทำนาแบบนี้ว่า “การทำนาน้ำตมแผนใหม่”

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0013.jpg)

การทำนาหว่านน้ำตม
         การทำนาหว่านน้ำตมที่จะให้ได้ผลดีนั้น จะต้องปรับพื้นที่นาให้สม่ำเสมอ มีคันนาล้อมรอบและสามารถควบคุมน้ำได้ การเตรียมดินก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการเตรียมดินในนาดำ หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ควรปล่อยให้เมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นในนามีเวลางอกเป็นต้นข้าว เพื่อลดปัญหาข้าวเรื้อ หรือข้าววัชพืชในนา แล้วจึงไถดะ แล้วปล่อยน้ำเข้าพอให้ดินชุ่มอยู่เสมอ ประมาณ 5-10 วัน เพื่อให้เมล็ดวัชพืช งอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อนเสียก่อนจึงปล่อยน้ำเข้านา แล้วทำการไถแปรและคราด หรือใช้ลูกทุบตี จะช่วยทำลายวัชพืชได้ หากทำเช่นนี้ 1-2 ครั้ง หรือมากกว่านั้น โดยทิ้งระยะห่างกันประมาณ 4-5 วัน หลังจากไถดะไถแปร และคราดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขังน้ำไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกหญ้าที่เป็นวัชพืชน้ำ เช่น ผักตบ ขาเขียด ทรงกระเทียม ผักปอดและพวกกกเล็ก เป็นต้น งอกเสียก่อน จึงคราดให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ลูกหญ้าจะหลุดลอยไปติดคันนาใต้ทางลม ก็จะสามารถช้อนออกได้หมด เป็นการทำลายวัชพืชวิธีหนึ่ง เมื่อคราดแล้วจึงระบายน้ำออกและปรับเทือกให้สม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่ใช้ลูกทุบหรืออีขลุก ย่ำฟางข้าวให้จมลงไปในดินแทนการไถ หลังจากย่ำแล้วควรเอาน้ำแช่ไว้ ให้ฟางเน่าเปื่อยจนหมดความร้อนเสียก่อน อย่างน้อย 3 อาทิตย์ แล้วจึงย่ำใหม่ เพราะแก๊สที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของฟางจะเป็นอันตรายต่อต้นข้าว จะทำให้รากข้าวดำไม่สามารถหาอาหารได้ หลังจากนั้นจึงระบายน้ำออกเพื่อปรับเทือก

         การปรับพื้นที่นาหรือการปรับเทือกให้สม่ำเสมอ จะทำให้ควบคุมน้ำได้สะดวก การงอกของข้าวดีเติบโตสม่ำเสมอ เพราะเมล็ดข้าวมักจะตายถ้าตกลงไปในแอ่งหรือหลุมที่มีน้ำขัง เว้นแต่กรณีดินเป็นกรดจัดละอองดินตกตะกอนเร็วเท่านั้นที่ต้นข้าวสามารถขึ้นได้ แต่ถ้าแปลงใหญ่เกินไปจะทำให้น้ำเกิดคลื่น ทำให้ข้าวหลุดลอยง่าย และข้าวรวมกันเป็นกระจุก ไม่สม่ำเสมอ นอกจากนั้นการปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ ยังช่วยควบคุมการงอกของเมล็ดวัชพืช ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการทำนาหว่านน้ำตมอีกด้วย การปรับพื้นที่ทำเทือก ควรทำก่อนหว่านข้าวหนึ่งวัน เพื่อให้ตะกอนตกดีเสียก่อน แล้วแบ่งกระทงนาออกเป็นแปลงย่อยๆ ขนาดกว้าง 3-5 เมตร ยาวตามความยาวของกระทงนา ทั้งนี้แล้วแต่ความสามารถของคนหว่าน ถ้าคนหว่านมีความชำนาญอาจแบ่งให้กว้าง การแบ่งอาจใช้วิธีแหวกร่อง หรือใช้ไหกระเทียมผูกเชือกลากให้เป็นร่องก็ได้ เพื่อให้น้ำตกลงจากแปลงให้หมด และร่องนี้ยังใช้เป็นทางเดินระหว่างหว่านข้าว หว่านปุ๋ย และพ่นสารเคมีได้ตลอดแปลง โดยไม่ต้องเข้าไปในแปลงย่อยได้อีกด้วย

การเตรียมเมล็ดพันธุ์

- ตรวจความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ พิจารณาว่ามีเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นหรือเมล็ดวัชพืชปนหรือไม่ ไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย รูปร่างเมล็ดมีความสม่ำเสมอ ถ้าพบว่ามีเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นหรือเมล็ดวัชพืชปน หรือมีโรค แมลงทำลายก็ไม่ควรนำมาใช้ทำพันธุ์

- การทดสอบความงอก โดยการนำเมล็ดข้าว จำนวน 100 เมล็ด มาเพาะเพื่อดูเปอร์เซ็นต์ ความงอก อาจทำ 3-4 ซ้ำเพื่อความแน่นอน เมื่อรู้ว่าเมล็ดงอกกี่เปอร์เซ็นต์จะได้กะปริมาณพันธุ์ข้าวที่ใช้ได้ถูกต้อง

- คัดเมล็ดพันธุ์ให้ได้เมล็ดที่แข็งแรง มีน้ำหนักเมล็ดดีที่เรียกว่าข้าวเต็มเมล็ด จะได้ต้นข้าวที่เจริญเติบโตแข็งแรง

อัตราเมล็ดพันธุ์
        อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในการทำนาหว่านน้ำตม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ กล่าวคือ
ถ้ามีการเตรียมดินไว้ดี มีเทือกอ่อนนุ่ม พื้นดินปรับได้ระดับ เมล็ดที่ใช้เพียง 7-8 กิโลกรัมหรือ 1 ถังต่อไร่ ก็เพียงพอที่จะทำให้ได้ผลผลิตสูง แต่ถ้าพื้นที่ปรับได้ไม่ดี การระบายน้ำทำได้ยาก รวมถึงอาจมีการทำลายของนก หนู หลังจากหว่าน เมล็ดที่ใช้หว่านควรมากขึ้น เพื่อชดเชยการสูญเสีย ดังนั้นเมล็ดที่ใช้ควรเป็นไร่ละ 15-20 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันนิยมหว่านมากกว่านี้

การหว่าน
        ควรหว่านให้สม่ำเสมอทั่วแปลง ข้าวจะได้รับธาตุอาหาร แสงแดด และเจริญเติบโตสม่ำเสมอกัน ทำให้ได้ผลผลิตสูง โดยเดินหว่านในร่องแคบๆ ที่ทำไว้ เมล็ดพันธุ์ที่ใช้หว่านแต่ละแปลงย่อย ควรแบ่งออกเป็นส่วนๆ ตามขนาดและจำนวนแปลงย่อย เพื่อเมล็ดข้าวที่หว่านลงไปจะได้สม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง ในนาที่เป็นดินทรายมีตะกอนน้อยหลังจากทำเทือกแล้วควรหว่านทันที กักน้ำไว้หนึ่งคืนแล้วจึงระบายออก จะทำให้ข้าวงอกและจับดินดียิ่งขึ้น

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0014.jpg)

การหว่าน

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0015.jpg)

การกระจายของเมล็ดข้าวหลังหว่าน

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0016.jpg)

สภาพการงอกและเจริญเติบโตหลังหว่าน


การดูแลรักษา
        การทำนาหว่านน้ำตม จะต้องมีการดูแลให้ต้นข้าวงอกดีโดยพิจารณาถึง

        1. พันธุ์ข้าว การใช้พันธุ์ข้าวนาปีซึ่งมีลำต้นสูง ควรจะทำการหว่านข้าวให้ล่า ให้อายุข้าวจากหว่านถึงออกดอกประมาณ 70-80 วัน เนื่องจากความยาวแสงจะลดลง จะทำให้ต้นข้าวเตี้ยลง เนื่องจากถูกจำกัดเวลาในการเจริญเติบโตทางต้นและทางใบ ทำให้ต้นข้าวแข็งขึ้นและไม่ล้มง่าย สำหรับข้าวที่ไม่ไวแสงหรือข้าวนาปรังไม่มีปัญหา เพียงแต่กะระยะให้เก็บเกี่ยวในระยะฝนทิ้งช่วง หรือหมดฝน หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้าวบางพันธุ์ เช่น ปทุมธานี 1 ออกดอกในฤดูหนาวเป็นต้น

        2. ระดับน้ำ การจะผลผลิตข้าวให้ได้ผลผลิตสูงการควบคุมระดับน้ำเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะตั้งแต่เริ่มหว่านจนข้าวแตกกอ ระดับน้ำไม่ควรเกิน 5 เซนติเมตร เมื่อข้าวแตกกอเต็มที่ ระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องสูบน้ำบ่อยๆ แต่ไม่ควรเกิน 10 เซนติเมตร เพราะถ้าระดับน้ำสูงจะทำให้ต้นข้าวที่แตกกอเต็มที่แล้ว เพิ่มความสูงของต้น และความยาวของใบ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นเหตุให้ต้นข้าวล้ม เกิดการทำลายของโรคและแมลงได้ง่าย

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0017.jpg)

3. การใส่ปุ๋ย ต้องใส่ปุ๋ยให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่ข้าวต้องการ จำนวนที่พอเหมาะ จึงจะให้ผลคุ้มค่า (ดูรายละเอียดเรื่องการใส่ปุ๋ย)

        4. การใช้สารกำจัดวัชพืช วัชพืชเป็นปัญหาใหญ่ในการทำนาหว่าน้ำตม การปรับระดับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอและการควบคุมระดับน้ำจะช่วยลดประชากรวัชพืชได้ส่วนหนึ่ง ถ้ายังมีวัชพืชในปริมาณสูงจำเป็นต้องใช้สารเคมี (ดูรายละเอียดเรื่องวัชพืช)

        5. การป้องกันกำจักโรคแมลง ปฏิบัติเหมือนการทำนาดำ (ดูรายละเอียดเรื่องโรคแมลงศัตรูข้าว)







 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 22:30:16
การทำนาดำ

           เป็นวิธีการทำนาที่มีการนำเมล็ดข้าวไปเพาะในแปลงที่เตรียมไว้ (แปลงกล้า)ให้งอกเป็นต้นกล้า แล้วถอนนำต้นกล้าไปปักลงในกระทงนาที่เตรียมเอาไว้ และมีการดูแลรักษาจนให้ผลผลิต การทำนาดำนิยมในพื้นที่ที่มีแรงงานเพียงพอ  แต่ปัจจุบันการทำนาดำสามารถทำโดยใช้เครื่องจักรโดยการเพาะกล้าในถาดและใช้รถดำนาซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในปัจจุบัน

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0001.jpg)

1. การไถดะ และไถแปร คือ การพลิกหน้าดิน ตากดินให้แห้ง ตลอดจนเป็นการคลุกเคล้าฟาง วัชพืช ฯลฯ ลงไปในดิน เครื่องมือที่ใช้ อาจเป็น รถไถเดินตามจนถึง รถแทรกเตอร์

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0002.jpg)

2. การคราดหรือใช้ลูกทุบ คือการกำจัดวัชพืช ตลอดจนการทำให้ดินแตกตัว และเป็นเทือกพร้อมที่จะปักดำได้ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ทำต่อจากขั้นตอนที่ 1 และขังน้ำไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้มีสภาพดินที่เหมาะสมในการคราดหรือการใช้ลูกทุบ ในบางพื้นที่อาจมีการใช้ โรตารี

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0003.jpg)


การเตรียมดินในพื้นที่ที่อยู่ในสภาพภูมิประเทศต่างๆ


(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0004.jpg)
นาที่สูง (ข้าวไร่)

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0005.jpg)
นาดอน (นาน้ำฝน)

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0006.jpg)
นาลุ่ม (นาชลประทาน)

ข้อควรระวังในการเตรียมดิน

        1. ควรปล่อยให้ดินนามีโอกาสแห้งสนิท เป็นระยะเวลานานพอสมควร และถ้าสามารถไถพลิกดินล่างขึ้นมาตากให้แห้งได้ก็จะดียิ่งขึ้น ถ้าดินเปียกน้ำติดต่อกันโดยไม่มีโอกาสแห้ง จะเกิดการสะสมของสารพิษ เช่นแก๊สไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) เป็นต้น ซึ่งถ้าแก๊สนี้มีปริมาณมากก็จะเป็นอันตรายต่อต้นข้าวได้

        2. ควรจะมีการปล่อยน้ำขังนาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้กระบวนการหมักและสลายตัวของอินทรียวัตถุเสร็จสิ้นเสียก่อน ดินจะปรับตัวอยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของข้าว และจะปลดปล่อยธาตุอาหารที่จำเป็นออกมาให้แก่ต้นข้าว

        3. ดินกรดจัดหรือดินเปรี้ยวจัด หรือดินกรดกำมะถัน เป็นดินที่มีสารที่จะก่อให้เกิดความเป็นกรด (pH ต่ำ) แก่ดินได้มากเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ ดินพวกนี้จึงจำเป็นต้องขังน้ำไว้ตลอด เพื่อไม่ให้สารดังกล่าวได้สัมผัสกับออกซิเจน จึงควรที่จะขังน้ำไว้อย่างน้อย 1 เดือน ก่อนปักดำข้าว เพื่อให้ปฏิกิริยาต่างๆ ตลอดจนความเป็นกรดของดินลดลงสู่สภาวะปกติ และค่อนข้างเป็นกลางเสียก่อน ดินกลุ่มนี้ถ้ามีการขังน้ำตลอดปี หรือมีการทำนาปีละ 2 ครั้ง ก็จะเป็นการลดสภาวะความเป็นกรดของดิน และการเกิดสารพิษลงได้ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตของข้าวสูงขึ้น


การตกกล้า

        การเตรียมต้นกล้าให้ได้ต้นที่แข็งแรง เมื่อนำไปปักดำก็จะได้ข้าวที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว และมีโอกาสให้ผลผลิตสูง ต้นกล้าที่แข็งแรงดีต้องมีการเจริญเติบโตและความสูงสม่ำเสมอกันทั้งแปลง มีกาบใบสั้น มีรากมากและรากขนาดใหญ่ ไม่มีโรคและแมลงทำลาย

        - การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ที่ใช้ตกกล้าต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธ์ ปราศจากสิ่งเจือปน มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง (ไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์) ปราศจากการทำลายของโรคและแมลง

        - การแช่และหุ้มเมล็ดพันธุ์ นำเมล็ดข้าวที่ได้เตรียมไว้บรรจุในภาชนะ นำไปแช่ในน้ำสะอาด นานประมาณ 12-24 ชั่วโมง จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาวางบนพื้นที่น้ำไม่ขัง และมีการถ่ายเทของอากาศดี นำกระสอบป่านชุบน้ำจนชุ่มมาหุ้มเมล็ดพันธุ์โดยรอบ รดน้ำทุกเช้าและเย็น เพื่อรักษาความชุ่มชื้น หุ้มเมล็ดพันธุ์ไว้นานประมาณ 30-48 ชั่วโมง เมล็ดข้าวจะงอกขนาด “ตุ่มตา” (มียอดและรากเล็กน้อยโดยรากจะยาวกว่ายอด) พร้อมที่จะนำไปหว่านได้

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0007.jpg)

เมล็ดข้าวหลังจากแช่และหุ้มแล้วพร้อมที่จะนำไปหว่าน

        ในการหุ้มเมล็ดพันธุ์นั้น ควรวางเมล็ดพันธุ์ไว้ในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดดโดยตรง และขนาดของกองเมล็ดพันธุ์ต้องไม่โตมากเกินไป หรือบรรจุถุงขนาดใหญ่เกินไป เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนสูงในกองข้าว เพราะถ้าอุณหภูมิสูงมากเกินไปเมล็ดพันธุ์ข้าวจะตาย ถ้าอุณหภูมิพอเหมาะข้าวจะงอกเร็ว และสม่ำเสมอกันตลอดทั้งกอง

        - การตกกล้า การตกกล้ามีหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์ เช่นการตกกล้าบนดินเปียก (ทำเทือก) การตกกล้าบนดินแห้ง และการตกกล้าใช้กับเครื่องปักดำข้าว

        การตกกล้าในสภาพเปียก หรือการตกกล้าเทือก เป็นวิธีที่ชาวนาคุ้นเคยกันดี การตกกล้าแบบนี้จะต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ การดูแลรักษาไม่ยุ่งยากและความสูญเสียจากการทำลายของศัตรูข้าวมีน้อย มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

        - การเตรียมดิน ปฏิบัติเช่นเดียวกับแปลงปักดำ แต่เพิ่มความพิถีพิถันมากขั้น ในการเก็บกำจัดวัชพืช และปรับระดับเทือกให้ราบเรียบสม่ำเสมอ

        - การเพาะเมล็ดพันธุ์ ปฏิบัติตามขั้นตอนของการเตรียมเมล็ดพันธุ์ การแช่และหุ้มเมล็ดพันธุ์ โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 50-60 กรัมต่อตารางเมตร หรือประมาณ 80-90 กิโลกรัมต่อไร่ จะได้กล้าสำหรับปักดำได้ประมาณ 15-20 ไร่

        - การหว่านเมล็ดพันธุ์ ปล่อยน้ำแปลงกล้าให้แห้ง ทำเทือกให้ราบเรียบสม่ำเสมอ นำเมล็ดพันธุ์ที่เพาะงอกดีแล้วมาหว่านให้กระจายสม่ำเสมอตลอดแปลง ควรหว่านเมล็ดพันธุ์ตอนบ่ายหรือตอนเย็น เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดตอนเที่ยงซึ่งมีความร้อนแรงมาก อาจทำให้เมล็ดข้าวตายได้

        - การให้น้ำ ถ้าตกกล้าไม่มากนัก หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์แล้วหนึ่งวัน สาดน้ำรดให้กระจายทั่วแปลง ประมาณ 3-5 วัน กล้าจะสูงพอที่ไขน้ำเข้าท่วมแปลงได้ แต่ถ้าตกกล้ามาก ไม่สามารถที่จะสาดน้ำรดได้ ให้ปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงระหว่างแปลงย่อย ประมาณ 3-5 วัน เมื่อต้นกล้าสูงจึงไขน้ำเข้าท่วมแปลง และค่อยเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ตามความสูงของต้นกล้าจนน้ำท่วมผิวดินตลอด ให้หล่อเลี้ยงไว้ในระดับลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร จนกว่าจะถอนกล้าไปปักดำ

        - การใส่ปุ๋ยเคมี ถ้าดินแปลงกล้ามีความอุดมสมบูรณ์สูง กล้างามดีก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย เพราะจะงามเกินไป ใบจะยาว ต้นอ่อน ทำให้ถอนแล้วต้นขาดง่ายและตั้งตัวได้ช้าเมื่อนำไปปักดำ แต่ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ใส่ปุ๋ยเคมีแอมโมเนียมฟอสเฟต (16-20-0) อัตราประมาณ 25-40 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่หลังหว่านเมล็ดพันธุ์แล้วประมาณ 7 วัน หรือเมื่อสามารถไขน้ำเข้าท่วมแปลงได้แล้ว (ดูรายละเอียดในเรื่องการใส่ปุ๋ยแปลงกล้า)

        - การดูแลรักษา ใช้สารป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวตามความจำเป็น

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0008.jpg)

แปลงกล้าในสภาพเปียก

การตกกล้าในสภาพดินแห้ง การตกกล้าโดยวิธีนี้ ควรกระทำเมื่อฝนไม่ตกตามปกติ และไม่มีน้ำเพียงพอที่จะทำเทือกเพื่อตกกล้าได้ แต่มีน้ำพอที่จะใช้รดแปลงกล้าได้ มีวิธีการปฏิบัติดังนี้

        - การเตรียมดิน เลือกแปลงที่ดอนน้ำไม่ท่วม มีการระบายน้ำดี อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่จะนำมารดแปลง ทำการไถดะตากดินให้แห้ง แล้วไถแปร คราดดินให้แตกละเอียด เก็บวัชพืชออก ปรับระดับดินให้ราบเรียบ

        - การตกกล้า ทำได้ 2 แบบคือ

1. การหว่านข้าวแห้ง หว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงโดยตรง โดยไม่ต้องเพาะเมล็ดให้งอกก่อน ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์เช่นเดียวกับการตกกล้าเทือก คือประมาณ 80-90 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วคราดกลบเมล็ดพันธุ์ให้จมดินพอประมาณ อย่าให้จมมาก เพราะจะทำให้เมล็ดงอกช้าและโคนกล้าอยู่ลึกทำให้ถอนยาก

2. การหว่านข้าวงอก เพาะเมล็ดให้งอกขนาดตุ่มตา (วิธีการเพาะเช่นเดียวกับการตกกล้าเทือก) อัตราเมล็ดพันธุ์เช่นเดียวกับการหว่านข้าวแห้ง ควรหว่านตอนบ่ายหรือเย็น หว่านแล้วคราดกลบและรดน้ำให้ชุ่มทันทีหลังการหว่าน
        การให้น้ำ แบบวิธีการหว่านข้าวแห้ง อาจหว่านทิ้งไว้คอยฝนได้ 7-10 วัน แต่ถ้ายังไม่มีฝนตกก็ให้รดน้ำให้ชุ่ม และต้องรดติดต่อกันทุกๆวัน โดยรดวันละ 3 ครั้ง เช่นเดียวกับวิธีหว่านข้าวแห้ง ทั้งแบบหว่านข้าวแห้ง และหว่านข้าวงอกเมื่อข้าวงอกโผล่พ้นดินประมาณ 1 เซนติเมตร หากมีน้ำพอก็ปล่อยน้ำเข้าหล่อร่องทางเดินให้เต็มร่อง เพื่อให้แปลงกล้าชุ่มทั่วกันแปลง จะได้ไม่ต้องรดน้ำทุกวัน ถ้ามีน้ำเพียงพอ ก็ไขน้ำเข้าท่วมแปลงแบบวิธีตกกล้าเทือกก็ได้ แต่หากไม่มีน้ำเพียงพอก็ต้องใช้วิธีรดน้ำให้ดินชุ่ม และอาศัยน้ำฝนจนกว่าจะถอนกล้าไปปักดำได้
         การใสปุ๋ยเคมีและการดูแลรักษาปฏิบัติเช่นเดียวกับการตกกล้าเทือก

        การตกกล้าใช้กับเครื่องปักดำข้าว เนื่องจากเครื่องปักดำข้าวมีหลากหลายยี่ห้อ และมีกรรมวิธีรายละเอียดแตกต่างกัน การตกกล้าเพื่อใช้กับเครื่องเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะมีคำแนะนำบอกมาพร้อมเครื่อง


การปักดำ

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0009_1.jpg)

  การปักดำควรทำเป็นแถวเป็นแนวซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการกำจัดวัชพืช การใส่ปุ๋ย การพ่นยากำจัดโรคแมลง และยังทำให้ข้าวแต่ละกอมีโอกาสไดรับอาหารและแสงแดดอย่างสม่ำเสมอกัน สำหรับระยะปักดำนั้นขึ้นกับชนิดและพันธุ์ข้าว ดังนี้


- พันธุ์ข้าวไม่ไวแสงหรือข้าวนาปรัง เช่นพันธุ์ สุพรรณบุรี1 ชัยนาท1 พิษณุโลก2 ควรใช้ระยะปักดำระหว่างแถวและระหว่างกอ 20x20 เซนติเมตร หรือ 20x25 เซนติเมตร

- พันธุ์ข้าวไวแสงหรือข้าวนาปี เช่น เหลืองประทิว123 ขาวดอกมะลิ105 กข15 กข6 ปทุมธานี60 ควรใช้ระยะปักดำ 25x25 เซนติเมตร


        ปักดำจับละ 3-5 ต้น ปักดำลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร จะทำให้ข้าวแตกกอใหม่ได้เต็มที่

        การปักดำลึกจะทำให้ข้าวตั้งตัวได้ช้าและแตกกอได้น้อย

        ไม่ควรตัดใบกล้าเพราะการตัดใบกล้าจะทำให้เกิดแผลที่ใบ จะทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย ควรตัดใบกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่น ใช้กล้าอายุมาก มีใบยาว ต้นสูง หรือมีลมแรง เมื่อปักดำแล้วจะทำให้ต้นข้าวล้ม

        อายุกล้า การใช้กล้าอายุที่เหมาะสม จะทำให้ข้าวตั้งตัวเร็ว แตกกอได้มาก และให้ผลผลิตสูง อายุกล้าที่เหมาะสมสำหรับปักดำ ขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ข้าวดังนี้

- พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงหรือข้าวนาปรัง เช่นพันธุ์ สุพรรณบุรี1 ชัยนาท1 พิษณุโลก2 ควรใช้กล้าที่มีอายุประมาณ 20-25 วัน

- พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสงหรือข้าวนาปี เช่น เหลืองประทิว123 ขาวดอกมะลิ105 กข15 กข6 ปทุมธานี60 ควรใช้กล้าที่มีอายุประมาณ 25-30 วัน

        ระดับน้ำในการปักดำ ควรมีระดับน้ำในนาน้อยที่สุด เพียงแค่คลุมผิวดิน เพื่อป้องกันวัชพืชและประคองต้นข้าวไว้ไม่ให้ล้ม การควบคุมระดับน้ำหลังปักดำก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะระดับน้ำลึกจะทำให้ต้นข้าวแตกกอน้อย ซึ่งจะทำให้ผลผลิตต่ำ ควรควบคุมให้อยู่ในระดับลึกประมาณ 1 ฝ่ามือ (20 เซนติเมตร)

การดูแลรักษา

การใส่ปุ๋ย
การกำจัดวัชพืช
การกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว







หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 22:34:06
การทำนาหยอด

       เป็นวิธีการปลูกข้าวที่อาศัยน้ำฝน หยอดเมล็ดข้าวแห้ง ลงไปในดินเป็นหลุมๆ หรือโรยเป็นแถวแล้วกลบฝังเมล็ดข้าว เมื่อฝนตกลงมาดินมีความชื้นพอเหมาะ เมล็ดก็จะงอกเป็นต้น นิยมทำในพื้นที่ข้าวไร่ หรือนาในเขตที่การกระจายของฝนไม่แน่นอน แบ่งเป็น 2 สภาพ ได้แก่

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0018.jpg)

 - นาหยอดในสภาพข้าวไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่มักเป็นที่ลาดชัน เช่น ที่เชิงเขาเป็นต้น ปริมาณน้ำฝนไม่แน่นอน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเตรียมดินได้ จึงจำเป็นต้องหยอดข้าวเป็นหลุม

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/pic_tamnaa/0019.jpg)
- นาหยอดในสภาพที่ราบสูง เช่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขาหรือหุบเขา การหยอดอาจหยอดเป็นหลุมหรือใช้เครื่องมือหยอด หรือโรยเป็นแถวแล้วคราดกลบ นาหยอดในสภาพนี้ให้ผลผลิตสูงกว่านาหยอดในสภาพไร่มาก



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 22:42:52
การปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า (parachute)

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_12.jpg)

การพัฒนาการทำนา โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมได้อย่างเหมาะสม ทำให้การทำนาในเขตชลประทานได้ผลผลิตสูงกว่าในเขตนาน้ำฝนของประเทศ และสามารถผลิตข้าวได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโดยวิธีการหว่านน้ำตม ใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุสั้น เก็บเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องเกี่ยวนวด ดยเฉพาะพื้นที่นาชลประทานในภาคกลาง ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์สูง ซึ่งปัจจุบันราคาเมล็ดพันธุ์กิโลกรัมละ 20-23 บาท และเมล็ดพันธุ์ดีก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้การทำนาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น 2 ปี 5 ครั้ง หรือ ปีละ 3 ครั้ง ย่อมส่งผลกระทบถึงสภาพแวดล้อม เช่น ปัจจุบันการทำนาในภาคกลางประสบกับ ปัญหาข้าววัชพืช ระบาดอย่างรุนแรง เกษตรกรที่ทำนาแบบหว่านน้ำตม ส่วนหนึ่งเปลี่ยนวิธีการทำนาเป็นการปักดำด้วยเครื่องปักดำเพื่อควบคุมปริมาณข้าววัชพืช ปัญหาที่ตามมาก็คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเตรียมดินให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องปักดำได้ และอัตราค่าปักดำค่อนข้างสูงคือ ไร่ละ 1,100-1,200 บาท (รวมเมล็ดพันธุ์ข้าว) วิธีการปลูกข้าวแบบโยนกล้า เป็นการทำนาแบบใหม่ที่สามารถนำมาใช้แทนการปักดำด้วยเครื่องได้

แนะนำให้เป็นทางเลือกในพื้นที่
    1. พื้นที่ปัญหาข้าววัชพืชมาก
    2. ผลิตในศูนย์ข้าวชุมชนหรือไว้ใช้เองได้
    3. ผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อควบคุมข้าววัชพืช
    4. ประหยัดเมล็ดพันธุ์

         เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าแต่ได้ผลผลิตไม่ตกต่างจากการปักดำด้วยเครื่องหรือการหว่านน้ำตม แต่สามารถควบคุมวัชพืช โดยเฉพาะข้าววัชพืช ที่กำลังระบาดอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ในภาคกลาง

การตกกล้า
      ตกกล้าในกระบะเพาะกล้าที่มีลักษณะเป็นหลุม ตามลำดับดังนี้

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_8.jpg)
1. ใส่ดินในหลุมประมาณ ครึ่งหนึ่งของหลุม

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_9.jpg)
2. หว่านเมล็ดข้างงอกลงในหลุมโดยใช้อัตรา 3-4 กก./ 60-70 ถาด/ไร่

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_10.jpg)
3. ใส่ดินปิดเมล็ดพันธุ์ข้าว ระวังอย่าให้ดินล้นออกมานอกหลุม
เพราะจะทำให้รากข้าวที่งอกออกมาพันกัน เวลาหว่านต้นข้าวจะไม่กระจายตัว

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_1.jpg)
4. หาวัสดุ เช่นกระสอบป่าน คลุมถาดเพาะ เพื่อเวลารดน้ำจะได้ไม่กระเด็น
รดน้ำเช้า เย็น ประมาณ 3-4 วัน ต้นข้าวจะงอกทะลุกระสอบป่าน ให้เอากระสอบป่านออก แล้วรดน้ำต่อไป จนกล้าอายุ 15 วัน

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_2.jpg)
5. นำกล้าที่ได้ไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้ ให้สม่ำเสมอ การตกกล้า 1 คน สามารถตกได้ 2 ไร่ (140 กระบะ) /วัน

การเตรียมแปลง
        ไถดะครั้งที่ 1 หลังเก็บเกี่ยวข้าวปล่อยแปลงให้แห้งประมาณ 15-30 วัน แล้วปล่อยน้ำเข้าพอให้ดินชุ่มประมาณ 5-10 วัน เพื่อให้วัชพืชและเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นในดินงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อนเสียก่อนจึงไถดะครั้งที่

        ไถแปร หลังจากการไถดะครั้งที่ 1 แล้ว ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 วันโดยรักษาระดับน้ำเพียงแค่ดินชุ่ม เพื่อให้เมล็ดวัชพืชและเมล็ดข้าวที่หลงเหลืออยู่งอกขึ้นมาอีกแล้วจึงไถแปร

        คราดหรือทุบ หลังจากการไถแปรครั้งที่ 2 แล้ว ปล่อยทิ้งไว้ 10-15 วันโดยรักษาระดับน้ำเพียงแค่ดินชุ่ม เพื่อให้เมล็ดวัชพืชและเมล็ดข้าวที่หลงเหลืออยู่งอกขึ้นมาอีกแล้วคราดหรือทุบจะช่วยทำลายวัชพืชได้มาก หรือหลังจากไถดะ ไถแปรและคราดเสร็จแล้วเอาน้ำขังแช่ไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกหญ้าที่เป็นวัชพืชน้ำ เช่น ผักตบ ขาเขียด ทรงกระเทียม ผักปอดและพวกกกเล็ก เป็นต้น งอกขึ้นเสียก่อน เพราะเมล็ดวัชพืชปกติจะงอกภายใน 5-7 วันหลังจากน้ำนิ่งโดยเฉพาะนาที่น้ำใส เมื่อลูกหญ้าขึ้นแล้วจึงคราดให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ลูกหญ้าก็จะหลุดลอยไปติดคันนาทางใต้ลม ก็จะสามารถช้อนออกได้หมด เป็นการทำลายวัชพืชวิธีหนึ่ง

        สำหรับผู้ที่ใช้ลูกทุบหรืออีขลุก ย่ำฟางข้าวให้จมลงในดินแทนการไถ หลังจากย่ำแล้วควรจะเอาน้ำแช่ไว้ให้ฟางเน่าเปื่อยจนหมดความร้อนเสียก่อนอย่างน้อย 3 สัปดาห์แล้วจึงย่ำใหม่ เพราะแก๊สที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของฟางจะเป็นอันตรายต่อต้นข้าวจะทำให้รากข้าวดำไม่สามารถจะหาอาหารได้

        ระบายน้ำออกเพื่อปรับเทือก ปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ เมื่อคราดแล้วจึงระบายน้ำออกและปรับเทือกให้สม่ำเสมอ กระทำได้ด้วยการใช้น้ำในนาเป็นเครื่องวัด โดยให้น้ำในนามีระดับเพียงตื้นๆ ขนาดเพียงท่วมหลังปูก็จะเห็นว่าพื้นที่นาราบเรียบเพียงใดอย่างชัดเจน เมื่อเห็นว่าส่วนใดยังไม่สม่ำเสมอก็ควรจะปรับเสียใหม่ การปรับพื้นที่นาหรือปรับเทือกให้สม่ำเสมอจะทำให้ควบคุมน้ำได้สะดวก

        การโยนกล้า ให้มีน้ำในแปลงประมาณ 1 ซม. นำกระบะกล้าข้าวที่มีอายุ 15 วัน ไปวางรายในแปลงที่เตรียมไว้ให้กระจายสม่ำเสมอ อัตรา 60-70 กระบะต่อไร่ จากนั้นคนที่จะโยนกล้าจะหยิบกระบะกล้ามาวางพาดบนแขน แล้วใช้มือหยิบกล้าข้าวหว่านหรือโยนในแปลง โดยโยนให้สูงกว่าศรีษะ ต้นกล้าจะพุ่งลงโดยใช้ส่วนรากที่มีดินติดอยู่ลงดินก่อน การหว่านกล้า 1 คน สามารถหว่านได้วันละ 4- 5 ไร่

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_3.jpg)
จับต้นกล้า 5 - 15 หลุม

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_4.jpg)
โยนตวัดมือขี้นหนือศีรษะ ต้นกล้าจะพุ่งดิ่งลง

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_11.jpg)
เกษตรกรช่วยกันโยนกล้า/หว่านต้นกล้า

การดูแลรักษาระดับน้ำ วันหว่านกล้าให้มีน้ำในแปลงประมาณ 1 ซม. (ท่วมหลังปู) หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน ต้นข้าวตั้งตัวได้แล้ว สามารถเพิ่มระดับน้ำให้อยู่ที่ระดับครึ่งหนึ่งของต้นข้าว หรือประมาณ 5 ซม. เพื่อการควบคุมวัชพืช

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_5.jpg)
ต้นกล้าหลังหว่าน 7 วัน

(http://kkn-rsc.ricethailand.go.th/rice/plant/parachute_/parachute_6.jpg)
การแตกกอของข้าวที่ปลูกด้วยวิธีการโยนกล้า

การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวข้าวที่ระยะที่เหมาะสม คือหลังจากข้าวออกดอก (75 %) แล้ว 28-30 วัน จะมีความชื้นประมาณ 22 %  กรณีไม่ถูกฝนช่วงเก็บเกี่ยว  ซึ่งจะเกิดความสูญเสียทั้งด้านปริมาณและคุณภาพน้อยที่สุด  จะทำให้ได้ข้าวที่มีน้ำหนักดีที่สุด มีการร่วงหล่นและสูญเสียขณะเก็บเกี่ยวน้อยที่สุด ผลผลิตมีคุณภาพดี ข้าวที่เก็บไว้สีเป็นข้าวมีคุณภาพการสีสูง  ข้าวที่เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานอย่างน้อย 7-9 เดือน เสื่อมความงอกช้า


ข้อได้เปรียบของวิธีการโยนกล้าเปรียบเทียบกับการปักดำและหว่านน้ำตม
       1. แปลงที่มีลักษณะหล่มก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อการหว่านต้นกล้าได้ แต่ไม่สามารถปลูกโดยวิธีการปักดำด้วยเครื่องปักดำได้ เนื่องจากเครื่องจะติดหล่ม
       2. ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์น้อยกว่าการหว่านน้ำตมและการปักดำ
       3. สามารถควบคุมและลดปริมาณวัชพืชและข้าววัชพืชได้ดีกว่าการทำนาหว่านน้ำตม
       4. ลดการสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเมื่อเทียบกับการหว่านน้ำตม





หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 22:53:16
พักก่อนครับวันนี้..พรุ่งนี้มาต่อ เรื่อง ดิน เรื่องปุ๋ยครับ


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: Jimmylin04 ที่ วันที่ 05 มกราคม 2013, 23:14:35
ตามมาอ่านค้าบ ม่ะเคยทำนา แต่อยากทำ :D


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:08:16
โรคข้าว

โรคข้าวหมายถึงความผิดปกติที่พืชแสดงออก สาเหตุของโรคอาจจะเกิดจากสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต อาจจะเกิดขึ้นเดี่ยว ๆ หรือเกิดร่วมกันก็ได้ สิ่งมีชีวิตทำให้เกิดโรคเรียกว่าเชื้อโรค  เชื้อสาเหตุของโรคข้าวอาจเกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ไฟโตพลาสมา และไส้เดือนฝอย จุลินทรีย์เหล่านี้สามารถทำให้ข้าวแสดงอาการผิดปกติได้ชัดเจนที่ใบ  ลำต้น กาบไบ รวงหรือเมล็ด



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:09:00
ชื่อโรค: โรคกาบใบเน่า 
ชื่อภาษาอังกฤษ: Sheath Rot Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): โรคแท้ง   
เชื้อสาเหตุ: เชื้อรา Sarocladium oryzae 
ลักษณะ/อาการของโรค:       ลักษณะอาการในระยะแรกจะพบแผลสีน้ำตาลบนกาบใบธง กลางแผลมีสีอ่อน ขนาดแผลกว้างประมาณ 2-7 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4-18 มิลลิเมตร แผลจะขยายลุกลามติดต่อกันทำให้กาบใบธงมีสีน้ำตาลดำ รวงข้าวที่เป็นโรคมักจะโผล่ไม่พ้นกาบใบธงหรือโผล่เพียงบางส่วน เมล็ดข้าวลีบและด่างดำ การระบาดของเชื้อราจะพบในที่ปลูกข้าวต้นเตี้ย และใส่ปุ๋ยในอัตราสูง การระบาดของเชื้ออาจเกิดจากสปอร์ที่ปลิวมากับอากาศ หรือติดมากับเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้ “ไรขาว” ซึ่งดูดกินน้ำเลี้ยงที่บริเวณกาบใบด้านในยังเป็นพาหะในการแพร่กระจายเชื้อราไปยังต้นข้าวอื่นๆในแปลงนาได้ เช่นกัน
 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะออกรวง, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: เก็บทำลายกาบใบข้าวที่มีไรขาวอาศัยอยู่
ใช้น้ำสกัดสมุนไพรที่มีรสฝาดแก้เชื้อรา เช่น เปลือกแค เปลือกมังคุด เปลือกสีเสียด ใบฝรั่ง ใบทับทิม และขมิ้น เป็นต้น
 



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:12:26
ชื่อโรค: โรคขอบใบแห้ง 
ชื่อภาษาอังกฤษ: Bacterial Leaf Blight Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): -   
เชื้อสาเหตุ: เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Ishiyama) Swings et al 
ลักษณะ/อาการของโรค:       เริ่มแรกจะมีลักษณะช้ำเป็นทางยาวที่ขอบใบของใบล่าง จากนั้น 7-10 วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว จากใบสีเขียวจางลงเป็นสีเทา อาการในระยะการปักดำ จะแสดงอาการหลังปักดำแล้วหนึ่งเดือนถึงเดือนครึ่ง ใบที่เป็นโรคมีรอยขีดช้ำจนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ที่แผลจะมีหยดน้ำสีเหลืองคล้ายยางสนกลมๆขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด จากนั้นจะกลายเป็นสีน้ำตาลและหลุดไปตามลมหรือน้ำ ซึ่งจะทำให้โรคระบาดได้ โดยแผลจะขยายไปตามความยาวของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก เมื่อนานไปจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรคขอบใบจะแห้งและม้วนตามความยาว ในกรณีที่เชื้อมีปริมาณสูงเข้าทำลายทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวทั้งต้นจะเหี่ยวเฉาและตายโดยรวดเร็วเรียกอาการของโรคนี้ว่า “ครีเสก” โรคนี้พบมากในนาน้ำฝน นาชลประทาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า, ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง   
การป้องกัน/กำจัด: ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากในดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว
ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น
ใช้น้ำสกัดสมุนไพรที่มีรสขมกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด สะเดา หญ้าใต้ใบและโทงเทง เป็นต้น
 



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:14:01
ชื่อโรค: โรคถอดฝักดาบ  
ชื่อภาษาอังกฤษ: Bakanae Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): โรคหลาว หรือโรคข้าวตัวผู้   
เชื้อสาเหตุ: รา Fusarium fujikuroi Nirenberg (Fusarium moniliforme J.Sheld.) 
ลักษณะ/อาการของโรค:       โรคนี้เกิดจากการทำลายของเชื้อราซึ่งติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าวหรืออยู่ในดิน ส่วนมากจะพบอาการในต้นข้าวที่มีอายุมากกว่า 15 วัน ต้นข้าวที่เป็นโรคจะมีลักษณะผอมสูงเด่นกว่ากล้าข้าวโดยทั่ว ๆ ไป ต้นข้าวผอมมีสีซีดมากกว่าปกติแสดงอาการย่างปล้องมีรากเกิดขึ้นที่ข้อต่อของลำต้น ถ้าเป็นรุนแรงกล้าข้าวจะตาย หากไม่รุนแรงอาการจะแสดงหลังจากย้ายไปปักดำได้15-45 วัน โดยต้นข้าวที่เป็นโรคแสดงอาการสูงผิดปกติอย่างชัดเจน ใบมีสีเขียวซีดและแห้งตายในที่สุด หากไม่แห้งต้นข้าวที่เป็นโรคจะไม่ออกรวง โรคนี้พบมากในนาน้ำฝน ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า   
การป้องกัน/กำจัด: เลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่ไม่เป็นโรค
ควรกำจัดต้นข้าวที่เป็นโรคโดยการถอนและเผาทิ้ง
ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด
เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วควรไขน้ำเข้าที่นาและไถพรวน ปล่อยน้ำเข้าที่นาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเชื้อราสาเหตุโรคที่ตกค้างในดิน
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:15:45
ชื่อโรค: โรคใบขีดสีน้ำตาล 
ชื่อภาษาอังกฤษ: Narrow Brown Spot Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): -   
เชื้อสาเหตุ: เชื้อรา Cercospora oryzae I.Miyake 
ลักษณะ/อาการของโรค:       พบแผลบนใบมีสีน้ำตาลเป็นขีดๆ ขนานไปกับเส้นใบของข้าว ต่อมาจะค่อยๆขยายติดต่อกัน แผลจะมีมากที่ใบล่างและบริเวณปลายใบ ใบที่เป็นโรคจะแห้งตายจากปลายใบ ต้นข้าวที่เป็นโรครุนแรงแผลอาจลุกลามเกิดแผลสีน้ำตาลที่ข้อต่อของใบได้ พบโรคนี้ได้ ทั้งนาน้ำฝน และ นาชลประทาน ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: กำจัดวัชพืชและทำความสะอาดแปลงนาสามารถลดความรุนแรงของโรคนี้ได้
ถอนต้นข้าวที่เป็นโรคและนำมาเผาทิ้ง
การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงนา


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:17:22
ชื่อโรค: โรคใบจุดสีน้ำตาล 
ชื่อภาษาอังกฤษ: Brown Spot Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): -   
เชื้อสาเหตุ: เชื้อรา Bipolaris oryzae (Helminthosporium oryzae Breda de Haan.) 
ลักษณะ/อาการของโรค:       พบแผลที่ใบข้าวเป็นจุดสีน้ำตาลกลมหรือรูปไข่ ขอบนอกสุดของแผลมีสีเหลือง เชื้อรานี้สามารถเข้าทำลายที่เมล็ดด้วย ทำให้เมล็ดข้าวมีจุดสีน้ำตาลปนดำประปรายหรือทั้งเมล็ด ทำให้เมล็ดข้าวคุณภาพไม่ดี มีน้ำหนักเบา เมื่อนำไปสีข้าวสารจะหักง่าย โรคนี้พบมากทั้งนาน้ำฝน และ นาชลประทาน ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า, ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของโรคนี้ เช่น หญ้าชันกาด หญ้าไซ เป็นต้น
ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด
ควรปรับปรุงดินด้วยการไถกลบฟาง หรือทำการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชที่ใช้เป็นปุ๋ยสด หรือทำการปลูกพืชหมุนเวียนจะช่วยลดความรุนแรงของโรค
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:19:21
ชื่อโรค: โรคใบหงิก 
ชื่อภาษาอังกฤษ: Ragged Stunt Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): โรคจู๋   
เชื้อสาเหตุ: เชื้อไวรัส Rice Ragged Stunt Virus (RRSV) 
ลักษณะ/อาการของโรค:       โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงพาหะ ซึ่งลักษณะอาการของข้าวที่เป็นโรค สังเกตง่ายคือ ข้าวต้นเตี้ย ไม่สูงเท่าที่ควร ใบมีสีเขียวเข้ม แคบและสั้น ใบใหม่แตกช้ากว่าปกติ ถ้าแตกขึ้นมาใหม่ก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ ปลายใบบิดเป็นเกลียวซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ นอกจากนี้ยังสังเกตเห็นขอบใบแหว่งวิ่นและเส้นใบบวมโป่งเป็นแนวยาวทั้งที่ใบและกาบใบ ข้าวที่เป็นโรคจะออกรวงช้าและให้รวงไม่สมบูรณ์ รวงให้เมล็ดข้าวลีบ เมล็ดด่างเสียคุณภาพเป็นส่วนมาก ต้นข้าวที่เป็นโรคใบหงิกอย่างรุนแรงเกษตรกรจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โรคนี้พบมากในนาชลประทานภาคกลาง 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า, ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: ควบคุมระดับน้ำในแปลงนา หลังจากที่ปักดำหรือหว่านแล้ว 2-3 สัปดาห์ จนถึงระยะตั้งท้อง โดยให้น้ำในแปลงพอดีดินเปียกหรือมีน้ำเรี่ยผิวดินประมาณ 7-10 วัน แล้วปล่อยขังไว้ให้แห้งเองสลับกัน เพื่อลดการระบาดของเพลี้ยที่เป็นแมลงพาหะได้
ใช้กับดักแสงไฟเพื่อจับตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาทำลายในระยะข้าวเริ่มสุกแก่ ทั้งนี้เพื่อสกัดกั้นไม่ให้อพยพไประบาดในแหล่งอื่น
ปลูกพืชหมุนเวียนในนาหลังการเก็บเกี่ยวข้าว เช่น ถั่วเขียว ข้าวโพด และพืชอื่นๆ เพื่อตัดชีพจรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแมลงพาหะและเชื้อไวรัส
ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด น้อยหน่า สะเดา และสาบเสือ
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: adrenaline85 ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:22:35
เยอะมากสงสัยต้องอ่านวันล่ะกระทู้


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:31:54
ชื่อโรค: โรคเมล็ดด่าง 
ชื่อภาษาอังกฤษ: Dirty Panicle Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): -   
เชื้อสาเหตุ: เชื้อรา Curvularia lunata (Wakk) Boed. / Cercospora oryzae I.Miyake / Helminthosporium oryzae Breda de Haan. / Fusarium semitectum Berk & Rav. / Trichoconis padwickii Ganguly / Sarocladium oryzae 
ลักษณะ/อาการของโรค:       รวงข้าวที่เป็นโรค จะมีทั้งเมล็ดเต็ม และเมล็ดลีบ พบแผลเป็นจุดสีน้ำตาล หรือดำที่เมล็ดรวงข้าว บางส่วนก็มีลายสีน้ำตาลดำ และบางพวกมีสีเทา ปนชมพู ทั้งนี้เพราะมีเชื้อราหลายชนิด ที่สามารถเข้าทำลาย และทำให้เกิดอาการต่างกันไป การเข้าทำลายของเชื้อรา มักจะเกิดในช่วงดอกข้าว เริ่มโผล่จากกาบหุ้มรวง จนถึงระยะเมล็ดข้าว เริ่มเป็นน้ำนม และอาการเมล็ดด่าง จะปรากฏเด่นชัด ในระยะใกล้เก็บเกี่ยว โรคนี้พบมากในนาชลประทาน ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะออกรวง   
การป้องกัน/กำจัด: เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูกควรคัดเลือก จากแปลงที่ไม่เป็นโรค
ถ้ามีฝนตกชุก ในระยะที่ต้นข้าวกำลังออก หรือเป็นเมล็ดแล้ว ควรหาวิธีป้องกันโดยการพ่นสาร ด้วยน้ำหมักที่ทำจากสมุนไพร
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:33:51
ชื่อโรค: โรคเมาตอซัง 
ชื่อภาษาอังกฤษ: Akiochi Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): -   
เชื้อสาเหตุ: เกิดจากความเป็นพิษของสภาพดินและน้ำ 
ลักษณะ/อาการของโรค:       เริ่มพบอาการเมื่อข้าวอายุประมาณ 1 เดือน หรือ ระยะแตกกอ ต้นข้าวจะแคระแกร็น ใบซีดเหลืองจากใบล่างๆ มีอาการของโรคใบจุดสีน้ำตาล จะพบในขณะที่ขบวนการเน่าสลายของเศษซากพืชในนายังไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดสารพิษไปทำลายรากข้าวเกิดอาการรากเน่าดำ ทำให้ไม่สามารถดูดสารอาหารจากดินได้ ต้นข้าวแสดงอาการขาดธาตุอาหาร ในขณะเดียวกันมักจะพบต้นข้าวสร้างรากใหม่ในระดับเหนือผิวดิน ซึ่งต้นเหตุของปัญหาเกิดจากเกษตรกรทำนาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการพักนาและเกิดการหมักของตอซังระหว่างข้าวแตกกอ โรคนี้พบมากในนาน้ำฝนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ   
การป้องกัน/กำจัด: ควรระบายน้ำเสียในแปลงออก ทิ้งให้ดินแห้งประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้รากข้าวได้รับอากาศ หลังจากนั้นจึงนำน้ำใหม่เข้าและหว่านปุ๋ย
หลังเก็บเกี่ยวข้าว ควรทิ้งระยะพักดินประมาณ 1 เดือน ไถพรวนแล้วควรทิ้งระยะให้ตอซังเกิดการหมักสลายตัวสมบูรณ์อย่างน้อย 2 สัปดาห์


 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:36:33
ชื่อโรค: โรคไหม้  
ชื่อภาษาอังกฤษ: Rice Blast Disease 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): -   
เชื้อสาเหตุ: เชื้อรา Pyricularia grisea Sacc. 
ลักษณะ/อาการของโรค:       ลักษณะอาการของโรค หากพบในระยะกล้าใบมีแผลจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตาและมีสีเทาตรงกลางแผล หากมีอาการรุนแรงต้นกล้ามีอาการคล้ายกับถูกไฟไหม้และแห้งตาย แต่หากเกิดโรคในช่วงที่ข้าวแตกกอจะเกิดอาการได้ที่ใบ ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดแผลใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และมักหลุดจากกาบในที่สุด กรณีที่โรคเกิดในช่วงข้าวกำลังออกรวงเมล็ดข้าวจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะมีรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวง ทำให้เปราะหักง่ายและทำให้รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายเป็นจำนวนมาก โรคนี้พบมากในนาน้ำฝน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า, ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด
ไม่ควรตกกล้าหนาจนเกินไป ความยาวของแปลงให้ขนานไปกับทิศทางลม เพื่อลดความชื้นภายในแปลง และอย่าให้กล้าขาดน้ำ
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:38:43
ชื่อโรค: โรคไส้เดือนฝอยรากปม 
ชื่อภาษาอังกฤษ: Root Knot Nematode 
ชื่อท้องถิ่น (ถ้ามี): -   
เชื้อสาเหตุ: ไส้เดือนฝอยรากปม Meloidogyne graminicola 
ลักษณะ/อาการของโรค:       เมื่อไส้เดือนฝอยตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวที่ปลายรากอ่อน ของต้นข้าวแล้ว จะปล่อยสารออกมา กระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณผิวหนังนั้นแบ่งตัวเร็วและมากกว่าปกติ ทำให้รากต้นข้าวเกิดการพองขึ้นเป็นปม ซึ่งเมื่อปลายรากเกิดปมขึ้นแล้วรากนั้นก็จะไม่สามารถเจริญต่อไปได้อีก จึงทำให้ ต้นข้าวแคระแกร็น ใบสีเหลืองซีด แตกกอน้อย แต่ถ้ามีปมน้อยอาการจะไม่ปรากฏที่ใบ โรคนี้มักพบมากในนาน้ำฝนที่ดอน ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า, ระยะแตกกอ   
การป้องกัน/กำจัด: ไม่ควรปล่อยให้แปลงนาในระยะกล้าขาดน้ำ และหากพบการทำลายของไส้เดือนฝอยควรไขน้ำให้ท่วมแปลงนาระยะหนึ่งเพื่อจำกัดไส้เดือนฝอย หรือไถตากดินให้แห้ง
ปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่พืชหมุนเวียน เช่น ดาวเรือง ตะไคร้ เพื่อลดจำนวนไส้เดือนฝอยในดิน
ควรฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์และน้ำสกัดสมุนไพร เช่น บอระเพ็ด ระหุง และสะเดา เป็นต้น


 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:46:44
แมลงศัตรข้าว

โดยปกติในนาข้าวจะมีศัตรูธรรมชาติ จำพวกแมลงต่าง ๆ   ซึ่งโดยปกติเราสามารถป้องกันหรือกำจัดใช้สารเคมี  สารสกัดธรรมชาติสมุนไพร หรือปล่อยให้แมลงในธรรมชาติควบคุมกันเองอย่างตัวห้ำตัวเบียนได้  เรามาดูกันว่าแมลงในธรรมชาติตัวไหนบ้างที่เป็นแมลงศัตรูข้าว


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:48:11
ชื่อสามัญ: ด้วงดำ (Scarab Beetle)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: ด้วงซัดดำ ตัวซัดดำ 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Heteronychus lioderes / Alissonotum cribratellum 
ชื่อวงศ์: Scarabaeidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       เป็นแมลงจำพวกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง บินได้ มีขนาดใหญ่ สีดำ มักจะชอบบินมาเล่นไฟในตอนกลางคืน ไข่มีลักษณะกลมสีขาวขุ่นขนาดเท่าเม็ดสาคูขนาดเล็ก 5-6 ฟอง 
 
ลักษณะการทำลาย: โดยการกัดกินต้นข้าวอ่อนที่มีอายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ บริเวณส่วนอ่อนที่เป็นสีขาว ที่อยู่ใต้ดินเหนือรากข้าว ทำให้ต้นข้าวมีอาการเหลือง เหี่ยวและแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้ด้วงดำจะเคลื่อนย้ายทำลายข้าวต้นอื่นๆ โดยการมุดลงดินทำให้เห็นรอยขุดดินเป็นแนว มักพบตัวเต็มวัยของด้วงดำชนิดนี้ 1 ตัวต่อข้าว 1 ต้น ด้วงดำพบมากในข้าวไร่และนาน้ำฝน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ   
การป้องกัน/กำจัด: ควรหว่านข้าวตามฤดูกาลเพื่อหลีกเลี่ยงตัวเต็มวัย ของด้วงดำที่ฟักออกจากดักแด้ ในดินหลังฝนแรกของฤดู
ล่อและทำลายตัวเต็มวัยของด้วงดำ โดยใช้หลอดไฟชนิดแบล็กไลท์ที่เกษตรกร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมใช้ล่อแมลงดานา
 



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:49:54
ชื่อสามัญ: เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown Planthopper)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Nilaparvata lugens (Stal) 
ชื่อวงศ์: Delphacidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:      เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงจำพวกปากดูด มีทั้งชนิดปีกสั้นและปีกยาว ลักษณะของตัวเต็มวัย มีลำตัวสีน้ำตาลอ่อน จนถึงน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลดำ มักจะชอบอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นข้าว เหนือระดับน้ำเล็กน้อย และอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่ที่กาบใบข้าว หรือเส้นกาบใบ โดยวางไข่เป็นกลุ่ม เรียงแถวตามแนวตั้งฉากกับกาบใบข้าว บริเวณที่วางไข่ จะมีรอยช้ำเป็นสีน้ำตาล ไข่มีลักษณะรูปกระสวยโค้ง คล้ายกล้วยหอม มีสีขาวขุ่น หากเป็นตัวอ่อนมีสีขาวแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จากนั้นก็จะกลายเป็นตัวเต็มวัยต่อไป 
 
ลักษณะการทำลาย: เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก แห้งตายเป็นหย่อมๆ เรียกว่า “อาการไหม้ (hopper burn)” นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสสาเหตุของโรค “ใบหงิก” มาสู่ต้นข้าวทำให้ต้นข้าวแคระแกร็น ต้นเตี้ย ใบสีเขียว แคบและสั้น ใบแก่ช้ากว่าปรกติ ปลายใบบิด เป็นเกลียว ขอบใบแหว่ง ซึ่งหากระบาดมากจะทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้เลย   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: ระบายน้ำออกจากแปลงนาเพื่อลดความชุ่มชื้น บริเวณโคนข้าว ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแมลง
ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด น้อยหน่า สะเดา ตะไคร้หอม หรือ สาบเสือ
ใช้แสงไฟล่อแมลงให้มาเล่นไฟแล้วจับทำลาย หรือ ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติที่มีอยู่ในแปลงนาทำลายและควบคุม เช่น แมงมุม แตนเบียน ด้วงดิน แมงปอบ้าน เป็นต้น
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:51:47
ชื่อสามัญ: เพลี้ยจักจั่นสีเขียว (Green Rice Leafhopper)    
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Nephotettix virescens (Distant) 
ชื่อวงศ์: Cicadellidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       เพลี้ยจักจั่นสีเขียว เป็นแมลงจำพวกปากดูด มีรูปร่างคล้ายกับจักจั่น มีสีเขียวอ่อนอาจมีแต้มดำบนหัวหรือปีก มีขา 6 ขา ปีก 2 คู่ (ปีกนอก 1 คู่ ปีกใน 1 คู่) ชอบบินมาเล่นไฟตอนกลางคืนโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน เพศเมียวางไข่ในกาบใบข้าว โดยวางไข่เป็นกลุ่ม ไข่มีสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ต่อมากลายเป็นสีน้ำตาลและมีจุดสีแดง ตัวอ่อนมีสีเขียวหรือสีเหลืองอ่อน พบได้ทั่วไปในแปลงนาทุกภาคของประเทศ โดยพบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
 
ลักษณะการทำลาย: ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ทำลายต้นข้าวโดยการใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและลำต้นข้าว ทำให้ข้าวชะงักการเจริญเติบโตและอาจแห้งตายได้หากมีปริมาณมาก นอกจากนี้เพลี้ยจักจั่นสีเขียวยังเป็นแมลงพาหะนำโรค “ใบสีส้ม” มาสู่ข้าวด้วย ทำให้ต้นข้าวแคระแกร็น ใบเหลือง ข้าวออกรวงไม่สม่ำเสมอ เมล็ดลีบ โดย พบการระบาดของเพลี้ยจักจั่นสีเขียวในฤดูข้าวนาปีมากกว่าฤดูข้าวนาปรัง   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด น้อยหน่า สะเดา หรือสาบเสือ
ใช้แสงไฟล่อแมลงให้มาเล่นไฟแล้วจับทำลาย หรือ ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติที่มีอยู่ในแปลงนาทำลายและควบคุม เช่น แมงมุม แตนเบียน ด้วงดิน มวนจิงโจ้น้ำ ด้วงเต่า เป็นต้น
ปลูกข้าวพร้อมๆกัน และปล่อยพื้นนาว่างไว้ระยะหนึ่ง เพื่อตัดวงจรชีวิตของแมลง


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:57:01
ชื่อสามัญ: เพลี้ยไฟ (Rice Thrips)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Stenchaetohrips biformis (Bagnall) 
ชื่อวงศ์: Thripidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       เพลี้ยไฟ เป็นแมลงจำพวกปากดูด ขนาดเล็ก ลำตัวยาว มีทั้งชนิดมีปีกและไม่มีปีก ตัวเต็มวัยมีสีดำ ตัวอ่อนสีเหลืองอ่อน ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เดี่ยวๆ สีครีมในเนื้อเยื่อของใบข้าว ไข่ฟักตัวเป็นตัวอ่อนที่มีสีเหลืองนวล จากนั้นตัวอ่อนจะเข้าดักแด้บนต้นข้าวเดิมที่ฟักจากไข่ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมีปากแบบเขี่ยดูดในการทำลายต้นข้าว 
 
ลักษณะการทำลาย: เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ทำลายต้นข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนของต้นข้าว โดยอาศัยอยู่ตามซอกใบ ระบาดในระยะกล้า เมื่อใบข้าวโตขึ้นใบที่ถูกทำลาย ปลายใบจะเหี่ยวขอบใบม้วนเข้าหากลางใบ พบการทำลายข้าวในระยะกล้าหรือหลังปักดำ 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะในอากาศร้อนแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนาน หรือสภาพนาข้าวที่ขาดน้ำ ถ้าระบาดมากๆทำให้ต้นข้าวแห้งตายได้ทั้งแปลง   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากสะเดา สาบเสือ น้อยหน่า หรือบอระเพ็ด
สุมไฟด้วยฟางข้าวไว้ด้านเหนือของแปลงนา แล้วโรยผงกำมะถันลงบนกองไฟนั้น อากาศที่เกิดจากกองไฟจะเป็นพิษทำลายเพลี้ยไฟข้าวได้
ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติทำลายและควบคุม เช่น แมลงปอบ้าน แมลงปอเข็ม มวนจิงโจ้น้ำ เป็นต้น
ควรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในสภาพอากาศแห้งแล้ง หรือถ้าพบว่ามีเพลี้ยไฟระบาดในระยะเริ่มแรกให้ไขน้ำเข้าท่วมแปลงนา ทิ้งไว้ 1-2 วัน
 
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 09:59:06
ชื่อสามัญ: มวนเขียวข้าว (Green Stink Bug)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Nezara viridula (Linnaeus) 
ชื่อวงศ์: Pentatomidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       ตัวอ่อน มีรูปร่างคล้ายตัวเต็มวัยแตกต่างกันที่ขนาด สีและไม่มีปีก ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ มีสีส้มอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และกระจายออกไปหลังจากลอกคราบครั้งที่ 1 และ 2 สีของตัวอ่อนแตกต่างกันไปตามวัย มีจุดสีขาวกระจายอยู่บนหลัง ลอกคราบ 5 ครั้ง ตัวอ่อนวัยสุดท้ายมีสีเขียวเข้มและมีส่วนปีกงอกออกมาจากส่วนอก ส่วนตัวเต็มวัย มีลักษณะคล้ายโล่ ลำตัวมีสีเขียว หนวดปล้องที่ 3 ถึง 5 มีสีน้ำตาลตรงโคนสีเขียว 
 
ลักษณะการทำลาย: มวนเขียวข้าวทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายต้นข้าวด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก และเมล็ด ซึ่งจะทำให้เมล็ดข้าวลีบ และร่วงหล่นในที่สุด   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะออกรวง   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากน้อยหน่า
ควรหมั่นตรวจแปลงนาอยู่เสมอเมื่อพบกลุ่มไข่หรือตัวอ่อนให้จับไปทำลาย
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:03:40
ชื่อสามัญ: มวนง่าม (Stink Bug)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: Tetroda denticulifera (Berg) 
ชื่อวิทยาศาสตร์: มวนสามง่ามหรือแมงแครง 
ชื่อวงศ์: Pentatomidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       มวนง่ามทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ทำลายข้าวโดยใช้ Stylet เจาะลงไปในใบและลำต้นข้าว แล้วดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของต้นข้าว ทำให้ลำต้นและใบเหี่ยวเฉา นอกจากนี้ตัวเต็มวัยซึ่งมีขนาดใหญ่ เมื่อไปเกาะตามลำต้นและใบเป็นจำนวนมาก สามารถทำให้ลำต้นและใบในระยะกล้าหักพับ ทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก พบการระบาดทำลายในฤดูนาปรังรุนแรงกว่าในฤดูนาปี และพบมากในระยะกล้าและหลังปักดำใหม่ 
 
ลักษณะการทำลาย:   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากน้อยหน่า
ควรหมั่นตรวจแปลงนาอยู่เสมอเมื่อพบไข่ให้เก็บไปทำลายทิ้ง
ใช้สวิงทำการจับตัวอ่อนและตัวเต็มวัยแล้วนำไปทำลาย
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:05:41
ชื่อสามัญ: แมลงดำหนาม (Rice Hispa)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Dicladispa armigera (Olivier) 
ชื่อวงศ์: Chrysomelidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       แมลงดำหนาม เป็นด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่งมีหนามแหลมแข็งปกคลุม ตัวเต็มวัยมีสีดำ ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆใกล้ปลายใบอ่อน ตัวหนอนมีลักษณะลำตัวแบนสีขาว เจริญเติบโตและเข้าดักแด้อยู่ภายในใบข้าว ดักแด้มีสีน้ำตาล 
 
ลักษณะการทำลาย: แมลงดำหนามที่เป็นตัวหนอนกัดกินเนื้อเยื่อส่วนสีเขียวภายในใบข้าว คล้ายกับการทำลายของหนอนห่อใบ ส่วนตัวเต็มวัยกัดกินผิวใบข้าวด้านบนทำให้เห็นเป็นรอยขูดเป็นทางสีขาวยาวขนานกับเส้นกลางใบ นาข้าวที่ถูกทำลายรุนแรงใบข้าวจะแห้งและกลายเป็นสีน้ำตาลเหมือนถูกไฟไหม้ พบการระบาดเป็นครั้งคราวเท่านั้น   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากพริกไทย หรือดาวเรือง
เก็บใบข้าวที่ถูกแมลงทำลาย แล้วนำมาทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้ขยายพันธุ์ต่อไป
กำจัดวัชพืชพวกหญ้าทั้งในนาและข้างแปลงนาเพื่อกำจัดพืชอาศัย
ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติทำลายและควบคุม เช่น แตนเบียนหนอน เป็นต้น
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:07:30
ชื่อสามัญ: แมลงบั่ว (Rice Gall Midge)    
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Orseolia oryzae (Wood-Mason) 
ชื่อวงศ์: Cecidomyiidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       แมลงบั่ว เป็นจำพวกแมลงมีปีกบินได้ มีความว่องไวสูงชอบบินมาเล่นไฟในเวลากลางคืน ตัวเต็มวัยจะคล้ายกับยุงแต่ลำตัวมีสีส้ม ส่วนท้องจะมีสีส้มค่อนข้างป่องอ้วนใหญ่กว่าส่วนอื่น หนวดและขามีสีน้ำตาลอมดำ มีหนวด 1 คู่ ขา 6 ขา ปีกค่อนข้างใสขาว ชอบเกาะอยู่ตามกอข้าวที่หนาแน่นและร่มเงามาก ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ใต้ใบข้าวในตอนกลางคืน โดยวางเป็นฟองเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่ม ไข่มีลักษณะคล้าย กล้วยหอม 
 
ลักษณะการทำลาย: แมลงบั่วตัวเต็มวัยจะเข้าแปลงนาตั้งแต่ระยะกล้า เพื่อไปวางไข่ที่กาบใบ จากนั้นก็ฟักเป็นตัวหนอนแล้วตัวหนอนคืบคลานเข้าไปที่ใบยอดและกาบใบข้าว เพื่อเข้าทำลายยอดอ่อนของต้นข้าวที่กำลังเจริญเติบโตทำให้เกิดเป็นหลอดลักษณะคล้ายหลอดหอม ต้นข้าวและกอข้าวที่ถูกทำลายจะมีอาการแคระแกร็น เตี้ย ลำต้นกลม มีสีเขียวเข้ม ยอดที่ถูกทำลายไม่สามารถออกรวงได้ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงมาก ระยะข้าวแตกกอจะเป็นระยะที่หนอนบั่วเข้าทำลายมาก แต่เมื่อข้าวเกิดช่อดอกแล้วจะไม่ถูกหนอนบั่วทำลาย แมลงบั่วพบมากในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า   
การป้องกัน/กำจัด: ควบคุมและกำจัดวัชพืชรอบแปลงนา เช่น ข้าวป่า หญ้าข้าวนก หญ้าไซ หญ้าแดง หญ้าชันกาด และหญ้านกสีชมพู ก่อนตกกล้าหรือหว่านข้าวเพื่อทำลายพืชอาศัยของแมลงบั่ว
ไม่ควรหว่านข้าวหนาๆ เพราจะทำให้เกิดร่ม ซึ่งจะเป็นแหล่งที่อยู่และอาหารของแมลงบั่วได้ง่าย
ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากหนอนตายหยาก
ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติทำลายและควบคุม เช่น ด้วงดิน แมงปอ แมงมุม ด้วงดิน ด้วงเต่า มวนเขียวดูดไข่ เป็นต้น
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:09:36
ชื่อสามัญ: แมลงสิง (Rice Bug or Stink Bug)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: แมลงฉง 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Leptocorisa acuta (Thunberg), Leptocorisa oratorius (Fabricius) 
ชื่อวงศ์: Alydidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       แมลงสิง เป็นมวนชนิดหนึ่ง และเป็นจำพวกปากดูดแทง ตัวเต็มวัยมีรูปร่างเพรียวยาว หนวดยาวใกล้เคียงกับลำตัว ลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาล ลำตัวด้านล่างมีสีเขียว อกด้านหลังมีลักษณะเป็นรูปตัววี มีหนวด 1 คู่ ใช้สำหรับดมกลิ่น แมลงสิงมีกลิ่นเหม็นฉุนคล้ายกับแมลงกระแท้ บางท้องถิ่น จึงให้ชื่อว่า “แมลงฉง” มีความหมายว่า เหม็นฉุน ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ได้หลายร้อยฟอง โดยวางไข่เรียงกันเป็นแถวบนใบข้าวขนานกับเส้นกลางใบ ไข่มีสีน้ำตาลแดงเข้ม รูปร่างคล้ายจาน ตัวอ่อนมีสีเขียวแกมน้ำตาลอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและดูดกินน้ำเลี้ยงจากกาบใบข้าว 
 
ลักษณะการทำลาย: แมลงสิงทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ทำลายต้นข้าวด้วยการใช้ปากแทงดูดกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดข้าว ระยะเป็นน้ำนม แต่ก็สามารถดูดกินเมล็ดข้าวทั้งเมล็ดอ่อนและเมล็ดแข็ง ทำให้เมล็ดลีบและไม่สมบูรณ์ การดูดกินของแมลงสิงไม่ทำให้เป็นรูบนเปลือกของเมล็ดข้าวเหมือนมวนชนิดอื่น ความเสียหายที่เกิดจากการทำลายของแมลงทำให้ข้าวเสียคุณภาพมากกว่าทำให้น้ำหนักของเมล็ดข้าวลดลง โดยเมล็ดข้าวที่นำไปสีจะแตกหักง่าย ถ้านำไปหุงจะทำให้ข้าวมีกลิ่นเหม็นเขียว นอกจากนี้แมลงสิงยังชอบดูดกินน้ำเลี้ยงจากคอรวงข้าว และที่ยอดอ่อนของข้าวเช่นกัน ข้อสังเกต ถ้ามีแมลงสิงระบาดในแปลงนาจะได้กลิ่นเหม็นฉุน แมลงสิงพบมากในข้าวไร่และข้าวนาน้ำฝน   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะออกรวง   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด สะเดา หรือสาบเสือ 
ตัวเต็มวัยชอบกินเนื้อเน่า ให้นำเนื้อเน่าแขวนล่อไว้ตามนาข้าวและจับมาทำลาย
ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติทำลายและควบคุม เช่น แมงมุมหลังเงิน แตนเบียน เป็นต้น
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:11:00
ชื่อสามัญ: แมลงหล่า (Rice Black Bug or Malayan Black Bug)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: เพลี้ยหล่า กือซือฆูรอ กูฆอ อีบู 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Scotinophara coarctata (Fabricius) 
ชื่อวงศ์: Pentatomidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       แมลงหล่า เป็นมวนชนิดหนึ่ง มีลักษณะค่อนข้างกลม คล้ายโล่ห์ ด้านหัว และอกเป็นรูปสามเหลี่ยม ลำตัวมีสีน้ำตาล หรือดำเป็นมันวาว เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย ชอบอาศัยรวมกลุ่มที่โคนต้นข้าว เหนือระดับน้ำในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืน จะเคลื่อนย้ายขึ้นบนต้นข้าว ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ เป็นกลุ่มที่ใบข้าวบริเวณโคนต้นข้าวใกล้ระดับผิวน้ำ ไข่มีสีชมพูแกมเขียว ตัวอ่อนมีสีน้ำตาล และสีเหลืองกับจุดสีดำ ชอบหลบซ่อนอยู่ที่โคนต้นข้าว หรือตามรอยแตกของพื้นดิน เหมือนตัวเต็มวัย 
 
ลักษณะการทำลาย: แมลงหล่าทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ทำลายต้นข้าวด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยง จากกาบใบข้าวบริเวณโคนต้นข้าว ทำให้บริเวณที่ถูกทำลาย เป็นสีน้ำตาลแดงหรือเหลือง ขอบใบข้าวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ คล้ายข้าวเป็นโรคไหม้ การทำลายในระยะข้าวแตกกอ ทำให้ต้นข้าวที่อยู่กลางๆ กอข้าวมีอาการแคระแกร็น มีสีเหลืองหรือเหลืองแกมน้ำตาล และการแตกกอลดลง ถ้าทำลายหลังระยะข้าวตั้งท้อง ทำให้รวงข้าวแกร็น ออกรวงไม่สม่ำเสมอ และรวงข้าวมีเมล็ดลีบ ต้นข้าวอาจเหี่ยวตายได้ ถ้ามีแมลงจำนวนมาก ทำให้ต้นข้าวแห้งไหม้ คล้ายกับถูกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลาย มักพบการระบาดมาก ในข้าวนาสวน นาชลประทาน   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า, ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง, ระยะเก็บเกี่ยว, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: กำจัดวัชพืชที่ขึ้นหนาแน่นในนาข้าว เพื่อให้นาข้าวโปร่ง แสงแดดส่องถึงโคนต้นข้าว ทำให้สภาพในนาข้าว ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย ของแมลงหล่า
ให้ระบายน้ำออกจากแปลงนา เพื่อเป็นการลดปริมาณในการวางไข่ และกำจัดวัชพืชเพื่อให้แสงแดดส่งถึงโคนต้น
ใช้แสงไฟล่อแมลงและทำลาย ในช่วงที่มีการระบาดรุนแรง
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:12:18
ชื่อสามัญ: หนอนกระทู้กล้า (Rice Armyworm or Rice Swarming Caterpillar)    
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Spodoptera mauritia (Boisduval) 
ชื่อวงศ์: Noctuidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       หนอนกระทู้กล้า เป็นผีเสื้อกลางคืน ผีเสื้อตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้กล้ามีสีน้ำตาลเข้ม ปีกคู่หน้าสีเทาปนน้ำตาล มีจุดสีน้ำตาลแก่และเหลืองแก่ มีเส้นสีเทาลักษณะเป็นคลื่น 1 เส้น ปีกคู่หลังสีขาว เพศเมียวางไข่เป็นกลุ่มบริเวณยอดอ่อนของข้าว ตัวอ่อนมีสีเทาถึงเขียวแกมดำ ด้านหลังมีลายตามความยาวของลำตัวจากหัวจรดท้าย แต่ละปล้องมีจุดสีดำ จากนั้นจะเป็นดักแด้และเติบโตเป็นผีเสื้อต่อไป 
 
ลักษณะการทำลาย: โดยเริ่มแรกตัวอ่อนจะกัดกินเฉพาะในส่วนของใบข้าวก่อน จากนั้นเมื่อตัวโตขึ้นจะเข้ากัดกินทั้งใบเหลือไว้แต่ก้านใบ ตัวหนอนจะกัดกินต้นกล้าระดับผิวดิน นาข้าวจะถูกทำลายเป็นหย่อมๆ ดังนั้นหากต้นกล้าถูกทำลายมากจะทำให้ไม่มีใบเหลืออยู่เลย ทำให้มองเห็นข้าวที่อยู่ในแปลงนาแหว่งเป็นหย่อมๆ คล้ายกับถูกควายกิน ซึ่งเรียกว่า “หนอนกระทู้ควายพระอินทร์” พบการระบาดของหนอนกระทู้กล้ามากในช่วงฤดูฝน   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากเลี่ยน หรือสาบเสือ
ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติทำลายและควบคุม เช่น ด้วงดิน แตนเบียน ด้วงก้นกระดก ด้วงเต่า มวนเพชฌฆาต เป็นต้น
ปล่อยน้ำให้แห้ง เพื่อกระตุ้นให้ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น และช่วยให้ต้นข้าวแตกใบใหม่ ทดแทนใบข้าวที่ถูกทำลาย
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:14:15
ชื่อสามัญ: หนอนกอข้าว (Rice Stem Borers)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Scirpophaga incertulas (Walker), Chilo suppressalis (Walker), Chilo polychrysus (Meyrick), Sessamia 
ชื่อวงศ์: Pyralidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว: หนอนกอข้าวพบได้ ชนิด คือ
หนอนกอสีครีม ตัวเมียปีกคู่หน้ามีสีเหลืองคล้ายฟางข้าว ตรงกลางปีกมีจุดสีดำข้างละจุด ปลายส่วนท้องมีขนเป็นพู่สีน้ำตาลปกคลุม ตัวผู้ปีกคู่หน้าสีน้ำตาลคล้ำ กลางปีกมีจุดดำข้างละจุดแต่มีขนาดเล็กกว่า จุดดำบนปีกของเพศเมีย ขอบปีกมีจุดดำเล็กๆเรียงเป็นแถวระหว่างจุดตรงกลางปีกและจุดเล็กๆ ตรงขอบปีก มีแถบสีน้ำตาลพาดจากขอบปีกด้านบนลงมา ปีกคู่หลังสีน้ำตาลอ่อน
หนอนกอแถบลาย ปีกคู่หน้าสีน้ำตาลคล้ายรำข้าว ที่ปีกมีลักษณะคล้ายฝุ่นดำเกาะอยู่ประปรายปีกคู่หลังสีน้ำตาลอ่อน ส่วนหัวมองจากข้างบนเห็นยื่นแหลมออกไปคล้ายหนาม ตัวเมียวางไข่บริเวณโคนใบข้าว ไข่มีลักษณะเป็นเกล็ดวางซ้อนกันเป็นกลุ่มๆมีสีขาวขุ่นไม่มีขนปกคลุม ส่วนใหญ่พบอยู่ใต้ใบข้าว หนอนมีแถบสีน้ำตาล 5 แถบพาดตามยาวของลำตัวหัวและแผ่นอกปล้องแรกสีน้ำตาลอ่อน
หนอนกอแถบลายสีม่วง ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กคล้ายกับหนอนกอแถบลาย ต่างกันที่ตรงกลางและขอบปีกมีลวดลายสีสนิมเหล็ก คล้ายมีรูปตัว Y อยู่ตรงกลางปีก ปีกคู่หลังสีขาวตัวหนอนมีแถบสีม่วง 5 แถบพาดตามยาวของลำตัว หัวมีสีดำหรือน้ำตาลเข้มเกือบดำ
หนอนกอสีชมพู ตัวเต็มวัยลำตัวอ้วนสั้นมีสีชมพูม่วงหัวและลำตัวมีขนปกคลุม ปีกคู่หน้าสีน้ำตาลแกมแดง ปีกคู่หลังสีขาว ตัวเมียวางไข่เรียงเป็นแถวระหว่างกาบใบและลำต้น ไข่มีลักษณะกลมสีขาวครีม ตัวหนอนระยะแรกมีสีเหลืองอ่อนหรือสีครีม 
 
ลักษณะการทำลาย: หนอนกอทั้ง 4 ชนิด ทำลายข้าวลักษณะเดียวกัน โดยหลังจากที่ตัวหนอนฟักจากไข่จะเจาะเข้าทำลายกาบใบก่อน ทำให้กาบใบมีสีเหลืองหรือน้ำตาล ซึ่งจะเห็นเป็นอาการช้ำๆ เมื่อหนอนโตขึ้นจะเข้ากัดกินส่วนของลำต้น ทำให้เกิดอาการใบเหี่ยวในระยะแรก ใบและยอดที่ถูกทำลายจะเหลืองในระยะต่อมา ซึ่งการทำลายในระยะข้าวแตกกอนี้ทำให้เกิดอาการ “ยอดเหี่ยว” ถ้าหนอนเข้าทำลายในระยะข้าวตั้งท้องหรือหลังจากข้าวออกรวงจะทำให้เมล็ดข้าวลีบทั้งรวง รวงข้าวมีสีขาวเรียกอาการนี้ว่า“ข้าวหัวหงอก”   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า, ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: ไถตอซังหลังการเก็บเกี่ยว ไขน้ำท่วมและไถดินเพื่อทำลายหนอนและดักแด้ของหนอนกอข้าวที่อยู่ตามตอซัง หรือ ตากฟางข้าวให้แห้งหลังจากนวด
ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด หรือสะเดา
ใช้ศัตรูธรรมชาติทำลายและควบคุม เช่น แตนเบียนไข่ ตั๊กแตนหนวดยาว เป็นต้น
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:15:54
ชื่อสามัญ: หนอนปลอกข้าว (Rice Caseworm)  
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: หนอนขยอก  
ชื่อวิทยาศาสตร์: Nymphula depunctalis Guenee  
ชื่อวงศ์: Pyralidae  
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       ตัวเต็มวัยของหนอนปลอกข้าว เป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกสีขาวมีแถบสีน้ำตาลอ่อนถึงดำ 2-3 แถบตามขอบปีกลำตัวค่อนข้างบอบบาง ชอบเล่นไฟตอนกลางคืน เพศเมียวางไข่ตอนกลางคืน โดยวางไข่ติดกันบนผิวใต้ใบข้าว จากนั้นก็จะฟักเป็นตัวหนอนมีสีครีมหัวสีเหลือง แล้วลอกคราบกลายเป็นดักแด้และเป็นผีเสื้อต่อไป  
 
ลักษณะการทำลาย: ตัวอ่อนเริ่มกัดกินผิวใบอ่อนของต้นข้าว จากนั้นก็จะเข้าไปกินส่วนบนของยอดใบ และขอบใบด้านหนึ่งจนขาด ทั้งแกนกลางใบและใบจะห่อเข้าหากันจนเป็นปลอก แล้วตัวหนอนก็จะเข้าไปอาศัยอยู่เพื่อกัดกินเนื้อเยื่อของใบข้าว ใบข้าวที่ถูกกัดกินจะขาดเป็นช่วงๆ สลับกันคล้ายบันได หนอนจะอาศัยปลอกลอยไปตามน้ำแล้วขึ้นไปทำลายต้นใหม่ต่อไป หากมีการระบาดมากจะทำให้ต้นข้าวหยุดการเติบโต แคระแกร็น และแห้งตายเป็นหย่อมๆ พบการระบาดในนาชลประทานและนาน้ำฝน  
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ  
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากบอระเพ็ด สะเดา หรือสาบเสือ
ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติทำลายและควบคุม เช่น แตนเบียน มวนเพชฌฆาต แมงมุม ด้วงกระดก เป็นต้น
ระบายน้ำออกจากแปลงนาสามารถลดการทำลายและการแพร่ระบาดของหนอนปลอกในนาข้าวได้
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:19:01
ชื่อสามัญ: หนอนแมลงวันเจาะยอดข้าว (Rice Whorl Maggot)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Hydrellia spp. 
ชื่อวงศ์: Ephydridae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       หนอนแมลงวันเจาะยอดข้าว ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันชนิดหนึ่งลำตัวยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ตัวมีสีเทาอ่อน แมลงตัวเมียจะวางไข่เดี่ยวๆบนผิวใบข้าว ไข่มีลักษณะเรียวยาว สีขาว ตัวหนอนหลังจากฟักใหม่ๆ มีลักษณะใสหรือสีครีมอ่อน เมื่อโตขึ้นมีสีเหลือง ไม่มีขา ตัวเต็มวัยมีความว่องไวในตอนกลางวัน 
 
ลักษณะการทำลาย: ตัวหนอนกัดกินภายในใบข้าวที่ยังอ่อนและใบม้วนอยู่ ใบที่ถูกทำลายเมื่อเจริญต่อมาจะเป็นรอยฉีกขาดคล้ายถูกกัด ขอบใบข้าวที่ถูกทำลายมีสีขาวซีด สภาพที่ถูกทำลายรุนแรง ต้นข้าวจะแคระแกร็น แตกกอน้อย   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะกล้า   
การป้องกัน/กำจัด: ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากโหระพา
ระบายน้ำออกจากแปลงนา ช่วงที่มีการระบาดเพื่อลดปริมาณในการวางไข่
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:21:35
ชื่อสามัญ: หนอนห่อใบข้าว (Rice Leaffolder)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: หนอนม้วนใบข้าว หนอนกินใบข้าว 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Cnaphalocrocis medinalis (Guenee) 
ชื่อวงศ์: Pyralidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกสีน้ำตาลเหลืองมีแถบสีดำพาดที่ปลายปีก ตรงกลางปีกมีแถบสีน้ำตาลพาดขวาง 2-3 แถบ ขณะเกาะใบข้าวปีกจะหุบเห็นรูปสามเหลี่ยม มักเกาะอยู่ในที่ร่มใต้ใบข้าว เพศเมียวางไข่บนใบข้าว ขนานตามแนวเส้นใบและสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ไข่มีสีขาวขุ่นค่อนข้างแบนเป็นกลุ่ม หนอนที่ฟักมีสีขาวใส หัวมีสีน้ำตาลอ่อน เมื่อหนอนโตเต็มที่มีสีเขียวแถบเหลือง หัวสีน้ำตาลเข้ม จากนั้นก็จะกลายเป็นดักแด้และเป็นผีเสื้อต่อไป 
 
ลักษณะการทำลาย: ผีเสื้อหนอนห่อใบข้าวจะเข้าสู่แปลงนา ตั้งแต่ข้าวยังเล็กและวางไข่ที่ใบอ่อน เมื่อหนอนฟักออกมาจะเข้ากัดกินใบข้าวส่วนที่เป็นสีเขียว ทำให้เห็นเป็นแถบยาวสีขาว บริเวณที่ถูกทำลายจะเป็นทางขาวยาวขนานกับเส้นกลางใบ มีผลให้สังเคราะห์แสงลดลง หนอนจะใช้ใยเหนียวดึงขอบใบข้าวทั้งสองด้านเข้าหากันเพื่อห่อหุ้มตัวไว้ หนอนจะทำลายข้าวในทุกระยะการเจริญเติบโต หากเข้าทำลายในระยะข้าวออกรวงหนอนจะทำลายใบธงซึ่งมีผลต่อผลผลิตเพราะทำให้ข้าวมีเมล็ดลีบ น้ำหนักลดลง พบการระบาดมากในเขตนาชลประทาน   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ระยะแตกกอ, ระยะออกรวง, ระยะข้าวตั้งท้อง   
การป้องกัน/กำจัด: กำจัดพืชอาศัย เช่น หญ้าข้าวนก หญ้านกสีชมพู หญ้าปล้อง หญ้าไซ หญ้าชันกาด และข้าวป่า
ฉีดพ่นด้วยน้ำเอนไซม์หรือน้ำสกัดสมุนไพรจากสาบเสือ สะเดา หรือตะไคร้หอม
ปล่อยให้ศัตรูธรรมชาติทำลายและควบคุม เช่น ด้วงดิน แมงปอ แมงมุมเขี้ยวยาว ด้วงเต่า เป็นต้น
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:23:08
ชื่อสามัญ: ด้วงงวงข้าว (Rice Weevil)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: มอดข้าวสาร 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Sitophilus oryzae (Linnaeus) 
ชื่อวงศ์: Curculionidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       ด้วงงวงข้าวตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลดำ ส่วนหัวจะมีลักษณะยื่นออกมาเป็นงวง มีรอยบุ๋มเป็นจุดกลมๆ ที่หัวและที่ปีก หนวดมี 8 ปล้อง ด้านข้างของปีกตอนบนและตอนล่างจะมีจุดสีเหลืองรวมอยู่ 4 จุด โดยเพศเมียจะวางไข่ที่เมล็ดข้าวขณะเริ่มแก่ โดยเจาะเข้าไปวางไข่ภายในเมล็ดข้าว เมล็ดละ 4-6 ฟอง จากนั้นขับเมือกออกมาปิดปากรูไว้ เมื่อฟักเป็นตัวอ่อนมีสีขาวลำตัวป้อมโค้งเหมือนตัว “c” แล้วอาศัยอยู่ในเมล็ดข้าวจนเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจึงเจาะเมล็ดข้าวออกมาทำให้เมล็ดข้าวเป็นรู 
 
ลักษณะการทำลาย: ด้วงงวงข้าวตัวเต็มวัยมักปรากฏอยู่บนหรือภายในเมล็ดข้าว เนื้อเมล็ดจะถูกตัวอ่อนกัดกินอยู่ภายใน จนเป็นตัวเต็มวัยก็จะเจาะเมล็ดข้าวออกมาทำให้เมล็ดข้าวเป็นรู ถ้ามีการทำลายรุนแรงเมล็ดข้าวจะเหลือแต่เปลือกไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ข้าวเปลือก   
การป้องกัน/กำจัด: เก็บรักษาเมล็ดข้าวเปลือกในโรงเก็บหรือภาชนะที่ปิดมิดชิด และทำความสะอาดโรงเก็บก่อนนำเมล็ดข้าวเข้าไปเก็บรักษา
ทำการฉีดพ่นด้วยน้ำสกัดสมุนไพรจาก ดีปลี สารภี เลี่ยน หรือขมิ้นชัน
คลุกเมล็ดข้าวกับผงแห้ง เช่น ขี้เถ้า พริกไทย หรือน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหาร เป็นต้น
ควบคุมอุณหภูมิของโรงเก็บให้มีความร้อนหรือเย็นจัดจะช่วยในการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลงได้
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:24:21
ชื่อสามัญ: ผีเสื้อข้าวเปลือก (Angoumois Grain Moth)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Sitotroga cerealella (Olivier) 
ชื่อวงศ์: Gelechiidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       ผีเสื้อข้าวเปลือก ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อสีน้ำตาลอ่อนที่มีขนาดเล็ก ปีกคู่หลังมีสีเทาตามปีกมีขนยาวเป็นแผง ปลายปีกจะโค้งแหลมยื่นออกไป เพศเมียจะวางไข่สีขาวเป็นฟองเล็กๆ บนเมล็ดข้าว จากนั้นก็จะกลายเป็นตัวหนอน ดักแด้ และเติบโตเป็นตัวเต็มวัย 
 
ลักษณะการทำลาย: ผีเสื้อข้าวเปลือกทำลายข้าว โดยการที่ผีเสื้อตัวเมียวางไข่บนเมล็ดข้าวเปลือกขณะยังอยู่ที่แปลงนาจนเมื่อนำมาเก็บไว้ในยุ้งฉางไข่ก็จะกลายเป็นตัวอ่อนซึ่งจะอาศัยกัดกินภายในเมล็ดข้าวจนเหลือแต่เปลือกเท่านั้น   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ข้าวเปลือก   
การป้องกัน/กำจัด: เก็บรักษาเมล็ดข้าวเปลือกในโรงเก็บหรือภาชนะที่ปิดมิดชิด และทำความสะอาดโรงเก็บก่อนนำเมล็ดข้าวเข้าไปเก็บรักษา
ทำการฉีดพ่นด้วยน้ำสกัดสมุนไพรจากดีปลี
คลุกเมล็ดข้าวกับผงแห้ง เช่น ขี้เถ้า พริกไทย หรือน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหาร เป็นต้น
ควบคุมอุณหภูมิของโรงเก็บให้มีความร้อนหรือเย็นจัดจะช่วยในการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลงได้
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:25:52
ชื่อสามัญ: ผีเสื้อข้าวสาร (Rice Moth)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Corcyra cephalonica (Stainton) 
ชื่อวงศ์: Galleriidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       ผีเสื้อข้าวสาร ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลอ่อนขนาดกลาง ที่หัวมีขนลงมาตามลำตัว ปีกคู่หน้ามีเส้นปีกสีค่อนข้างดำ ปีกหลังมีสีครีม ปีกหน้าจะสั้นกว่าปีกหลัง เวลาเกาะส่วนหัวจะชูขึ้นสูงจากระดับพื้น ปากแหลมยื่นออกมาเห็นได้ชัดและปีกจะหุบขนานกับลำตัว ตัวอ่อนเป็นหนอนสีขาวหรือขาวปนเทา จากนั้นตัวอ่อนก็จะสร้างใยปกคลุมตัวเองไว้แล้วเข้าดักแด้ในปลอกที่สร้างขึ้นภายหลังจนกลายเป็นตัวเต็มวัย 
 
ลักษณะการทำลาย: ข้าวเปลือกจะถูกทำลายด้วยตัวอ่อน หรือหนอนของผีเสื้อด้วยการเข้าไปชักใยที่เมล็ดข้าวสารให้ติดกันเป็นกลุ่มก้อน ตัวอ่อนจะอาศัยอยู่และกัดแทะเมล็ดข้าวสารอยู่ภายในใยนั้น นอกจากนั้นตัวอ่อนยังขับถ่ายของเสียออกเป็นเม็ดเล็กๆ กระจายอยู่เต็มกองข้าวอีกด้วย ส่วนตัวเต็มวัยของผีเสื้อจะไม่ทำลายข้าว แต่จะเกาะเฉยๆ ตามกระสอบหรือยุ้งฉางข้าวเท่านั้น   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ข้าวเปลือก   
การป้องกัน/กำจัด: เก็บรักษาเมล็ดข้าวเปลือกในโรงเก็บหรือภาชนะที่ปิดมิดชิด และทำความสะอาดโรงเก็บก่อนนำเมล็ดข้าวเข้าไปเก็บรักษา
ทำการฉีดพ่นด้วยน้ำสกัดสมุนไพรจากดีปลี พริกขี้หนู หรือหนอนตายหยาก
คลุกเมล็ดข้าวกับผงแห้ง เช่น ขี้เถ้า พริกไทย หรือน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหาร เป็นต้น
ควบคุมอุณหภูมิของโรงเก็บให้มีความร้อนหรือเย็นจัดจะช่วยในการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลงได้
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:27:35
ชื่อสามัญ: มอดข้าวเปลือก (Lesser Grain Borrer)    
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: มอดหัวป้อมหรือมอดหัวไม้ขีด 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Rhyzopertha dominica (Fabricius) 
ชื่อวงศ์: Bostrychidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       มอดข้าวเปลือกตัวเต็มวัย มีรูปร่างทรงกระบอกสีน้ำตาลแก่ ส่วนหัวสั้นโดยซ่อนอยู่ใต้อกปล้องแรก มีหลุมอยู่ทั่วๆไปบนปีกคู่หน้าโดยเรียงเป็นแถวอย่างมีระเบียบ เพศเมียวางไข่เป็นกลุ่มตามรอยแตกหรือรอยกะเทาะของเมล็ดหรือตามเศษผงในกองข้าว ตัวอ่อนเป็นหนอนสีขาว มีลักษณะโค้งตัวอ้วนสั้น เมื่อตัวอ่อนโตเต็มที่จะเข้าดักแด้ภายในเมล็ด แล้วเจาะเมล็ดออกมาเมื่อเป็นตัวเต็มวัย 
 
ลักษณะการทำลาย: มอดข้าวเปลือกสามารถทำลายเมล็ดข้าวได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย หากเป็นตัวเต็มวัย จะกัดแทะเมล็ดข้าวให้เป็นรู หรือรอยแล้วก็ขับถ่ายของเสียออกมา เมื่อนำข้าวสารไปทำอาหารจะทำให้มีกลิ่นเหม็น แต่ถ้าเป็นตัวอ่อนจะอาศัยและกัดกินอยู่ภายในเมล็ดข้าวจนเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจึงเจาะรูออกมาจากเมล็ด ซึ่งจะทำให้เมล็ดเหลือเฉพาะเปลือกเท่านั้น   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ข้าวเปลือก   
การป้องกัน/กำจัด: เก็บรักษาเมล็ดข้าวเปลือกในโรงเก็บหรือภาชนะที่ปิดมิดชิด และทำความสะอาดโรงเก็บก่อนนำเมล็ดข้าวเข้าไปเก็บรักษา
ทำการฉีดพ่นด้วยน้ำสกัดสมุนไพรจากดีปลี หรือขมิ้นชัน
คลุกเมล็ดข้าวกับผงแห้ง เช่น ขี้เถ้า พริกไทย หรือน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหาร เป็นต้น
ควบคุมอุณหภูมิของโรงเก็บให้มีความร้อนหรือเย็นจัดจะช่วยในการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลงได้
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:30:45
ชื่อสามัญ: มอดแป้ง (Red Flour Beetle)   
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Tribolium castaneum (Herbst) 
ชื่อวงศ์: Tenebrionidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       มอดแป้งตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลแดง หัวมีหนวดค่อนข้างสั้น ด้านบนของหัวมีสันเหนือตาทั้งสองข้าง ส่วนตัวทางด้านหัวกว้างกว่าด้านท้าย รูปร่างเกือบเป็นสี่เหลี่ยมและมีสีเข้มกว่าส่วนปีก เพศเมียวางไข่บนถุงอาหาร ตามร่องพื้น ยุ้งฉางหรือบนข้าวในสภาพที่เหมาะสม ไข่มีขนาดเล็กสีขาว แต่มียางเหนียว ตัวอ่อนเป็นหนอนมีสีขาวปนน้ำตาลมีขนทั่วตัว จากนั้นจะกลายเป็นดักแด้และเติบโตเป็นตัวเต็มวัยต่อไป 
 
ลักษณะการทำลาย: มอดแป้งสามารถทำลายข้าวได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย โดยเข้าไปกัดกินภายในของเมล็ดข้าวที่แตกและกินแป้งที่เกิดจากการทำลายของแมลงชนิดอื่น มอดแป้งไม่สามารถทำลายเมล็ดข้าวเปลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ได้ กรณีที่แป้งถูกทำลายจะเปลี่ยนสีและมีกลิ่นเหม็นสาเหตุมาจากการขับของเสียออกมาของตัวเต็มวัย ถึงแม้ว่าจะนำเอาไปทำอาหารกลิ่นเหม็นก็จะยังคงติดอยู่เช่นเดิม   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ข้าวเปลือก   
การป้องกัน/กำจัด: เก็บรักษาเมล็ดข้าวเปลือกในโรงเก็บหรือภาชนะที่ปิดมิดชิด และทำความสะอาดโรงเก็บก่อนนำเมล็ดข้าวเข้าไปเก็บรักษา
ทำการฉีดพ่นด้วยน้ำสกัดสมุนไพรจากดีปลี หรือขมิ้นชัน
คลุกเมล็ดข้าวกับผงแห้ง เช่น ขี้เถ้า พริกไทย หรือน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหาร เป็นต้น
ควบคุมอุณหภูมิของโรงเก็บให้มีความร้อนหรือเย็นจัดจะช่วยในการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลงได้
 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:31:55
ชื่อสามัญ: มอดสยาม (Siamese Grain Beetle)    
ชื่อท้องถิ่น หรือชื่อเรียกอื่นๆ: - 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Lophocateres pusillus (Klug) 
ชื่อวงศ์: Trogositidae   
ลักษณะของแมลงศัตรูข้าว:       มอดสยาม ตัวเต็มวัยเป็นมอดมีสีน้ำตาลแดง ขนาดเล็ก ลำตัวแบนกว้าง หนวดสั้น หนวดจะหดอยู่ในซองหากถูกกระทบกระเทือน ที่อกและที่ปีกมีขอบซึ่งแบนเรียบประกอบด้วยร่องหนวดยาวนูนเรียงอย่างมีระเบียบ ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่แบบไข่เดี่ยว หรือวางเป็นกลุ่มในลักษณะเป็นรูปพัด โดยจะวางไข่ตามร่องไม้ พื้นยุ้งหรือบนอาหารที่มันกัดกินอยู่ 
 
ลักษณะการทำลาย: มอดสยามเป็นแมลงที่ไม่สามารถกัดกินเมล็ดที่สมบูรณ์ได้ แต่จะกินเมล็ดข้าวเปลือกที่เหลือจากการทำลายของแมลงชนิดอื่นหรือข้าวเปลือกเมล็ดที่แตก แมลงชนิดนี้ชอบทำลายส่วนที่เป็นแป้งและส่วนที่เป็นจุดงอกของเมล็ดมากกว่าส่วนอื่น ลักษณะของเมล็ดที่ถูกทำลายมีลักษณะถูกกินไปเป็นแถบๆ   
ช่วงระยะเวลาทำลายต้นข้าว: ข้าวเปลือก   
การป้องกัน/กำจัด: เก็บรักษาเมล็ดข้าวเปลือกในโรงเก็บหรือภาชนะที่ปิดมิดชิด และทำความสะอาดโรงเก็บก่อนนำเมล็ดข้าวเข้าไปเก็บรักษา
ทำการฉีดพ่นด้วยน้ำสกัดสมุนไพรจากดีปลี หรือขมิ้นชัน
คลุกเมล็ดข้าวกับผงแห้ง เช่น ขี้เถ้า พริกไทย หรือน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหาร เป็นต้น
ควบคุมอุณหภูมิของโรงเก็บให้มีความร้อนหรือเย็นจัดจะช่วยในการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลงได้


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:42:00
ดิน

ดิน..เกิดขึ้นมาได้อย่างไร  
 
โลกของเรามีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี..
นับจากที่โลกเริ่มก่อตัวขึ้นและเย็นตัวลง มีพื้นผิวภายนอกเป็นหินแข็งแต่ภายในเป็นของเหลวร้อนจัด มีบรรยากาศซึ่งประกอบด้วยก๊าซหลายชนิดห่อหุ้มโลกอยู่โดยรอบอย่างเบาบาง ต่อมาจึงมีวิวัฒนาการมากขึ้น จนเกิดมีน้ำและสิ่งมีชิวิตขึ้นบนโลก
 
    
  พืชบกรุ่นแรกสุดเกิดขึ้นมาบนโลก เมื่อประมาณ 590 ล้านปีมาแล้ว..
พืชบกรุ่นแรกนี้มีแต่ลำต้น ไม่มีใบ ไม่มีราก อาศัยเกิดและเกาะติดอยู่บนสาหร่ายทะเลที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาค้างอยู่บนหินและเติบโตอยู่บนนั้น
    
  เชื่อกันว่าวิวัฒนาการของพืชบกรุ่นแรกนี้เองที่เป็นสาเหตุทำให้ก้อนหินเกิดการผุพัง แตกแยกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และเกิดพัฒนาการต่อจนกลายเป็นดินในที่สุด
ทั้งนี้เพราะการที่พืชมีวิวัฒนาการมากขึ้นจนมีส่วนประกอบของราก ลำต้น ใบ กิจกรรมของรากของพืชที่ชอนไชไปตามร่องรอยแตกของหินและชั้นของหินผุเพื่อหาุอาหารไปเลี้ยงลำต้นและใบ รวมทั้งเกาะยึดกับสิ่งต่างๆ เพื่อค้ำจุนลำต้นนั้น ก็จะช่วยเร่งให้หิน แร่ เกิดการสลายตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากการผุกร่อนตามธรรมชาติ ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน น้ำค้าง หรือหิมะ ในช่วงเวลาต่างๆ

ในขณะเดียวกับที่พืชเจริญเติบโตขึ้นก็ย่อมมีส่วนของ ราก ลำต้น ใบ ที่หลุดร่วงตายลงและทับถมกันอยู่ทั้งบนดินและใต้ดิน นอกจากนี้ยังมีมูลสัตว์และเศษซากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อวัสดุเหล่านี้เกิดการเน่าเปื่อยโดยการย่อยสลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน จนกลายเป็นสารสีดำที่มีเนื้อละเอียดนุ่ม เรียกว่า ฮิวมัส และต่อมาเมื่อฮิวมัสได้ผสมคลุกเคล้าเข้ากับชิ้นส่วนของหิน แร่ ที่ผุพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จึงกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ดิน” สืบมาจนทุกวันนี้

กว่าที่จะเกิดเป็นดินขึ้นมาได้นั้น.. ต้องใช้ระยะเวลานานมาก          

ประมาณกันว่า ต้องใช้เวลาถึง 500 ปี ในการที่หินจะผุพังย่อยสลาย เกิดการทับถมของซากพืชและสัตว์ และ้เกิดกระบวนการต่างๆ ในดิน จนเกิดเป็นดินที่มีความหนาเพียง 1 นิ้วและอาจต้องใช้เวลานาน 3,000 ถึง 12,000 ปี ที่ดินจะมีความลึกพอสำหรับเกษตรกรรม

 


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:46:29
ดิน..คืออะไร 

“ดิน” คือ วัตถุตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากผลของการผุพังสลายตัวของหินและแร่ ต่างๆ ผสมคลุกเคล้ารวมกับอินทรียวัตถุหรืออินทรียสารที่ได้มาจากการสลายตัวของเศษซากพืชและสัตว์จนเป็นเนื้อเดียวกัน มีลักษณะร่วนไม่เกาะกันแข็งเป็นหิน เกิดขึ้นปกคลุมพื้นผิวโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวในการเจริญเติบโตของพืช 
 
   
    คนทั่วไปมักมองดินแตกต่างกันไปตามการใช้ประโยชน์ที่ตนเองเกี่ยวข้อง ถ้าเป็นเกษตรกรจะมองดินในรูปของความอุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกพืชได้ดี ส่วนวิศวกรจะมองในรูปของวัสดุที่ใช้ในการสร้างถนนหนทาง เป็นต้น 
 
    มนุษย์เริ่มสนใจและศึกษาดินโดยคิดว่า ดินเป็นแหล่งของธาตุอาหารซึ่งเกี่ยวข้องกับเจริญเติบโตของพืชกันมาเป็นเวลานานแล้ว เริ่มจากในทวีปยุโรป ตั้งแต่สมัยอริสโตเติล เมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาภายหลังจึงเกิดแนวความคิดในการมองดินเป็นวัสดุตามธรรมชาติที่แตกต่างไปจากวัสดุชนิดอื่นๆ และได้มีการศึกษาดินกันอย่างจริงจังในเชิงวิทยาศาสตร์
เราเรียกผู้ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับดินว่า   "นักวิทยาศาสตร์ทางดิน" (soil scientist) หรือ "นักปฐพีวิทยา" 
 
   การศึกษาเกี่ยวกับดิน โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร มีการแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ
 
 
 1. ปฐพีวิทยาธรรมชาติ (pedology) 
   
     มุ่งเน้นการศึกษาดินในสภาพที่เป็นวัตถุที่มีอยู่ตามสภาพธรรมชาติ เพื่อเรียนรู้สมบัติต่างๆ ของดินทั้งสมบัติภายนอกและภายใน โดยการศึกษาจะเน้นหนักไปทางด้านการเกิดดิน ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดการสร้างตัวของดิน และการแจกแจงชนิดของดิน เพื่อนำมาจัดหมวดหมู่ในระดับต่างๆ ตามระบบการจำแนกดินที่ใช้ รวมถึงการจัดทำแผนที่แสดงขอบเขตดินของดินชนิดต่างๆ ในทางภูมิศาสตร์ด้วย
    ผู้ที่ทำการศึกษาดินในลักษณะนี้เราเรียกว่า “นักสำรวจดิน” (soil surveyor)ู่
 
2. ปฐพีสัมพันธ์ (edaphology)
   
       เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างดินกับสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะพืช เน้นหนักในด้านสมบัติต่างๆ ของดินที่มีผลต่อการให้ผลผลิตของพืช ได้แก่ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและความสามารถของดินที่จะให้ธาตุอาหารแก่พืช รวมถึงเคมีฟิสิกส์ แร่วิทยา และกิจกรรมของจุลินทรีย์ต่างๆ ในดินที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพืชอีกด้วย

     หลักทั่วไปในการคึกษาด้านนี้คือ การหาวิธีเพิ่มผลผลิตพืชจากดินและที่ดิน ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย และการตอบสนองต่อธาตุอาหารในดิน และการตอบสนองต่อปุ๋ยที่ใส่ลงในดิน เพื่อให้ดินสามารถเพิ่มผลผลิตของพืชได้มากขึ้น
 
ความสำคัญของ..ดิน  
 
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องอาศัยดินในการยังชีพและเจริญเติบโต สำหรับมนุษย์แล้วดินเป็นแหล่งที่มาของปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพ เพราะเราได้อาศัยดินสำหรับปลูกพืชที่เป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
 
 หน้าที่และความสำคัญของดินที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเกษตรกรรม สรุปได้ดังนี้

ดินทำหน้าที่เป็นที่ให้รากพืชได้เกาะยึดเหนี่ยวเพื่อให้ลำต้นของพืชยืนต้นได้อย่างมั่นคง แข็งแรง ขณะที่พืชเจริญเติบโต
รากของพืชจะเติบโตชอนไชหยั่งลึกแพร่กระจายลงไปในดินอย่างกว้างขวางทั้งแนวลึกและแนวราบ ดินที่ร่วนซุยและมีชั้นดินลึก รากพืชจะเจริญเติบโตแข็งแรง สามารถเกาะยึดดิน ต้านทานต่อลมพายุไม่ทำให้ต้นพืชล้มหรือถอนโคนได้ 
   
 ดินเป็นแหล่งให้ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช 
ทั้งนี้เนื่องจากธาตุอาหารพืชจะถูกปลดปล่อยออกจากอินทรียวัตถุ และแร่ต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของดิน ให้อยู่ในรูปที่รากพืชสามารถดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย 
   
 ดินเป็นแหล่งที่เก็บกักน้ำหรือความชื้นในดิน
ให้อยู่ในรูปที่รากพืชสามารถดึงดูดได้ง่าย เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงลำต้นและสร้างการเจริญเติบโต น้ำในดินจะต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะสมเท่านั้น ที่รากพืชสามารถดึงดูดขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ การรดน้ำพืชจนขังแฉะรากพืชไม่สามารถดึงดูดน้ำขึ้นไปใช้ประโยชน์ได้ จะทำให้พืชเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด 
   
 ดินเป็นแหล่งที่ให้อากาศในดิน ที่รากพืชใช้เพื่อการหายใจ 
รากพืชประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต ต้องการออกซิเจนสำหรับการหายใจทำให้เกิดพลังงานเพื่อการดึงดูดน้ำ ธาตุอาหารและการเจริญเติบโต ดินที่มีการถ่ายเทอากาศดี รากพืชจะเจริญเติบโตแข็งแรง ดูดน้ำและ ธาตุอาหารได้มาก ทำให้ต้นพืชเจริญเติบโตแข็งแรงและให้ผลิตผลสูง



หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:51:36
องค์ประกอบของดิน

ดิน ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ

1. อนินทรียวัตถุ 
   
     อนินทรียวัตถุ หรือ แร่ธาตุ เป็นส่วนประกอบที่มีปริมาณมากที่สุดในดินทั่วไป ได้มาจากการผุพังสลายตัวของหินและแร่ 
   
     อนินทรียวัตถุ อยู่ในดินในลักษณะของชิ้นส่วนที่เรียกว่า อนุภาคดิน ซึ่งมีหลายรูปทรงและมีขนาดแตกต่างกันไป แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
    1. กลุ่มอนุภาคขนาดทราย (เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.00-0.05 ม.ม.)
    2. กลุ่มอนุภาคขนาดทรายแป้ง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.05-0.002 ม.ม.)
    3.กลุ่มอนุภาคขนาดดินเหนียว (เส้นผ่าศูนย์กลาง < 0.002 ม.ม)
   
      อนินทรียวัตถุ หรือ แร่ธาตุในดินนี้ เป็นส่วนที่สำคัญในการควบคุมลักษณะของเนื้อดิน เป็นแหล่งกำเนิดของธาตุอาหารพืช และเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ดิน นอกจากนี้อนุภาคที่อยู่ในกลุ่มขนาดดินเหนียวยังเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการเกิดกระบวนการทางเคมีต่างๆ ในดินด้วย

 
2. อินทรียวัตถุ 
   
     อินทรียวัตถุในดิน ในที่นี้มีความหมายครอบคลุมตั้งแต่ส่วนของซากพืชซากสัตว์ที่กำลังสลายตัว เซลล์จุลินทรีย์ ทั้งที่มีชีวิตอยู่และในส่วนที่ตายแล้ว ตลอดจนสารอินทรีย์ที่ได้จากการย่อยสลาย หรือส่วนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ แต่ไม่รวมถึงรากพืช หรือเซษซากพืช หรือสัตว์ที่ยังไม่มีการย่อยสลาย
   
      อินทรียวัตถุในดินนี้ เป็นแหล่งสำคัญของธาตุอาหารพืช และป็นแหล่งอาหารและพลังงานของจุลินทรีย์ดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และกำมะถัน อีกทั้งยังเป็นส่วนที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อสมบัติต่างๆ ของดินทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ เช่น โครงสร้างดิน ความร่วนซุย การระบายน้ำ การถ่ายเทอากาศ การดูดซับน้ำและธาตุอาหารของดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความสามารถในการให้ผลผลิตของดินอีกด้วย

 
3. น้ำในดิน
 
   น้ำในดิน หมายถึง ส่วนของน้ำที่พบอยู่ในช่องว่างระหว่างอนุภาคดินหรือเม็ดดิน มีความสำคัญมากต่อการปลูก และการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากเป็นตัวช่วยในการละลายธาตุอาหารต่างๆ ในดิน และเป็นส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายอาหารพืชจากรากไปสู่ส่วนต่างๆของพืช
 
4. อากาศในดิน
 
   หมายถึง ส่วนของก๊าซต่างๆ ที่แทรกอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดินในส่วนที่ไม่มีน้ำอยู่ ก๊าซที่พบโดยทั่วไปในดิน คือ ก๊าซไนโตรเจน (N2) ออกซิเจน (O2) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งรากพืชและจุลินทรีย์ดินใช้ในการหายใจ และสร้างพลังงานในการดำรงชีวิต
   
ดิน..ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก

 พืชส่วนใหญ่มักจะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความร่วนซุย มีปริมาณน้ำ อากาศ และธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างเพียงพอ

       ดังนั้นดินที่เหมาะสำหรับการปลูกพืชโดยทั่วไปจึงควรมีสัดส่วนขององค์ประกอบที่เป็นของแข็ง หรืออนินทรีย์วัตถุซึ่งได้มาจากการสลายตัวของหินและแร่ อันเป็นแหล่งที่มาของธาตุอาหารพืช และอินทรียวัตถุที่ได้มาจากการสลายตัวของเศษซากสิ่งมีชีวิต อยู่รวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาตรทั้งหมด

      สำหรับส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งนั้นควรจะเป็นที่อยู่ของน้ำและอากาศ ซึ่งจะแทรกอยู่ตามช่องว่างเล็กๆ ในดิน โดยช่องว่างเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากการเรียงตัวเกาะยึดกันของอนุภาคขนาดต่างๆ ในดิน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำและอากาศในดินจะมีอยู่ได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของช่องว่างที่มีอยู่ในดินนั้นนั่นเอง
อย่างไรก็ตามในสภาพของดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชนั้น จำเป็นต้องมีน้ำและอากาศในดินในปริมาณที่สมดุลกัน เพราะถ้าช่องว่างในดินมีอากาศอยู่มากก็จะมีที่ให้น้ำเข้ามาแทรกอยู่ได้น้อย พืชที่ปลูกก็จะเหี่ยวเฉาเพราะขาดน้ำ แต่ถ้าในช่องว่างมีน้ำมากเกินไป รากพืชก็จะขาดอากาศหายใจ ทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงักได้

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ...ดินที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกนั้น
ในดินทั้งหมด 100 ส่วน ควรจะมีส่วนที่เป็นของแข็ง 50 ส่วน แบ่งเป็น อนินทรียวัตถุประมาณ 45 ส่วน อินทรียวัตถุ 5 ส่วน และส่วนของช่องว่าง 50 ส่วน ซึ่งประกอบด้วยน้ำ 25 ส่วน และอากาศอีก 25 ส่วน หรือ มีสัดส่วนของ อนินทรียวัตถุ : อินทรียวัตถุ : น้ำ : อากาศ เท่ากับ 45 : 5 : 25 : 25




หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 10:55:17
สมบัติของดิน

ถ้าลองสังเกตดูให้ดี...
ในเวลาที่เราได้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เช่น ภูเขา น้ำตก ชายทะเล ท้องนา ท้องไร่ สวนผลไม้ ฯลฯ จะพบว่า ดินที่เราเหยียบย่ำอยู่ในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกันออกไป สิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น สีของดิน ซึ่งมีทั้ง สีดำ สีน้ำตาล สีแดง หรือสีเหลือง เป็นต้น หรือลักษณะของเนื้อดินที่มีความหยาบ-ละเอียด แข็ง-นุ่ม แตกต่างกัน ซึ่งความต่างเหล่านี้เป็นผลมาจากปัจจัยและกระบวนการเกิดดินที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อลักษณะหน้าตาของดิน ชนิดของพืชพรรณธรรมชาติที่ขึ้นปกคลุม และความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดินที่แตกต่างกันไปอีกด้วย
 
  สมบัติที่สำคัญของดินแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1) สมบัติทางกายภาพ 2) สมบัติทางเคมี 3) สมบัติทางชีวภาพ และ 4) สมบัติด้านธาตุอาหารพืช 


สมบัติทางกายภาพ

เป็นลักษณะภายนอกของดินที่สามารถมองเห็นและจับต้องหรือสัมผัสได้ เช่น
ิื หน้าตัดดินและชั้นดิน
 สีดิน
 เนื้อดิน
 โครงสร้างของดิน

สมบัติทางเคมี
 เป็นลักษณะภายในของดินที่เราไม่สามารถจะมองเห็นหรือสัมผัสได้โดยตรง ได้แก่
 ความเป็นกรดเป็นด่าง 
 ความสามารถในการการดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุบวก

สมบัติทางชีวภาพ
  พืช
 สัตว์
 จุลินทรีย์ดิน
 
สมบัติด้านธาตุอาหารพืช
 ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
 ธาตุอาหารหลัก
 ธาตุอาหารรอง
 ธาตุอาหารเสริม 
 
   


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 11:00:18
ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช

ในจำนวนธาตุอาหารที่พืชจำเป็นต้องใช้เพื่อการเจริญเติบโตออกดอก ออกผล ซึ่งมีอยู่ 16 ธาตุนั้น มี 3 ธาตุ ที่พืชได้มาจากอากาศและน้ำ คือ คาร์บอน ( C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ส่วนอีก 13 ธาตุนั้น พืชต้องดูดดึงขึ้นมาจากดิน ซึ่งธาตุเหล่านี้ได้มาจากการผุพงสลายตัวของส่วนที่เป็นอนินทรียวัตถุและอินทรียวัตถุหรือฮิวมัสในดิน สามารถแบ่งตามปริมาณที่พืชต้องการใช้ได้ เป็น 2 กลุ่มคือ มหธาตุ และจุลธาตุ 
   
1. มหธาตุ (macronutrients)    
    มหธาตุหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณมาก ที่ได้มาจากดินมีอยู่ 6 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม 
   
 ธาตุอาหารหลัก หรือ ธาตุปุ๋ย ได้แ่ก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) เนื่องจากสามธาตุนี้พืชต้องการใช้ในปริมาณมาก แต่มักจะได้รับจากดินไม่ค่อยเพียงพอกับความต้องการ ต้องช่วยเหลือโดยใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ
   
 ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) เป็นกลุ่มที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า และไม่ค่อยมีปัญหาขาดแคลนในดินทั่วๆ ไปเหมือนสามธาตุแรก 
   
 
2. จุลธาตุ หรือ ธาตุอาหารเสริม (micronutrients)    
     จุลธาตุหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อย มีอยู่ 7 ธาตุ ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) และคลอรีน (Cl)
 
     อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นธาตุอาหารในกลุ่มมหธาตุหรือจุลธาตุ ต่างก็มีความสำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะความจริงแล้วธาตุทุกธาตุมีความสำคัญต่อการดำรงชีพของพืชเท่าๆ กัน จะต่างกันแต่เพียงปริมาณที่พืชต้องการเท่านั้น ดังนั้นพืชจึงขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้ หากพืชขาดธาตุอาหารแม้แต่เพียงธาตุเดียวพืชจะหยุดการเจริญเติบโต แคระแกร็น ไม่ให้ผลผลิตและตายในที่สุด
 
 
   
หน้าที่ของธาตุอาหารพืช    
       ธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชแตกต่างกันไป และถ้าพืชได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็จะแสดงอาการที่แตกต่างกันตามแต่ชนิดของธาตุอาหารที่ขาดแคลนนั้น
 
   
 ไนโตรเจน มีหน้าที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ช่วยให้พืชมีสีเขียว เร่งการเจริญเติบโตทางใบ หากพืชขาดธาตุนี้จะแสดงอาการใบเหลือง ใบมีขนาดเล็กลง ลำต้นแคระแกร็นและให้ผลผลิตต่ำ
   
 ฟอสฟอรัส มีหน้าที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของราก ควบคุมการออกดอก ออกผล และการสร้างเมล็ด ถ้าพืชขาดธาตุนี้ระบบรากจะไม่เจริญเติบโต ใบแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงแล้วกลายเป็นสีน้ำตาลและหลุดร่วง ลำต้นแกร็นไม่ผลิดอกออกผล
   
 โพแทสเซียม เป็นธาตุที่ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาล แป้ง และโปรตีน ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบไปสู่ผล ช่วยให้ผลเติบโตเร็วและมีคุณภาพดี ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลงบางชนิด ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะไม่แข็งแรง ลำต้นอ่อนแอ ผลผลิตไม่เติบโต มีคุณภาพต่ำ สีไม่สวย รสชาติไม่ดี
   
 แคลเซียม เป็นองค์ประกอบที่ช่วยในการแบ่งเซลล์ การผสมเกสร การงอกของเมล็ด พืชขาดธาตุนี้ใบที่เจริญใหม่จะหงิกงอ ตายอดไม่เจริญ อาจมีจุดดำที่เส้นใบ รากสั้น ผลแตก และมีคุณภาพไม่ดี
   
 แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ช่วยสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน และน้ำตาล ทำให้สภาพกรดด่างในเซลล์พอเหมาะและช่วยในการงอกของเมล็ด ถ้าขาดธาตุนี้ใบแก่จะเหลือง ยกเว้นเส้นใบ และใบจะร่วงหล่นเร็ว
   
  กำมะถัน เป็นองค์ประกอบสำคัญของกรดอะมิโน โปรตีน และวิตามิน ถ้าขาดธาตุนี้ทั้งใบบนและใบล่างจะมีสีเหลืองซีด และต้นอ่อนแอ
   
 โบรอน ช่วยในการออกดอกและการผสมเกสร มีบทบาทสำคัญในการติดผลและการเคลื่อนย้ายน้ำตาลมาสู่ผล การเคลื่อนย้ายของฮอร์โมน การใช้ประโยชน์จากไนโตรเจนและการแบ่งเซลล์ ถ้าพืชขาดธาตุนี้ ตายอดจะตายแล้วเริ่มมีตาข้าง แต่ตาข้างก็จะตายอีก ลำต้นไม่ค่อยยืดตัว กิ่งและใบจึงชิดกัน ใบเล็ก หนา โค้งและเปราะ
 
   
 ทองแดง ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ การหายใจ การใช้โปรตีนและแป้ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางชนิด ถ้าพืชขาดธาตุนี้ ตายอดจะชะงักการเจริญเติบโตและกลายเป็นสีดำ ใบอ่อนเหลือง และพืชทั้งต้นจะชะงักการเจริญเติบโต
   
  คลอรีน มีบทบาทบางประการเกี่ยวกับฮอร์โมนในพืช ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะเหี่ยวง่าย ใบสีซีด และบางส่วนแห้งตาย
   
  เหล็ก ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสงและหายใจ ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีขาวซีดในขณะที่ใบแก่ยังเขียวสด
   
 แมงกานีส ช่วยในการสังเคราะห์แสงและการทำงานของเอนไซม์บางชนิด ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีเหลืองในขณะที่เส้นใบยังเขียว ต่อมาใบที่มีอาการดังกล่าวจะเหี่ยวแล้วร่วงหล่น
   
  โมลิบดินัม ช่วยให้พืชใช้ไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะมีอาการคล้ายขาดไนโตรเจน ใบมีลักษณะโค้งคล้ายถ้วย ปรากฏจุดเหลืองๆ ตามแผ่นใบ
   
 สังกะสี ช่วยในการสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน คลอโรฟิลล์ และแป้ง ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวๆ ประปรายตามแผ่นใบ โดยเส้นใบยังเขียว รากสั้นไม่เจริญตามปกติ
 
   
       เมื่อมีการปลูกพืชลงบนดิน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของธาตุอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในดิน เนื่องจากในขณะที่พืชมีการเจริญเติบโต พืชจะดูดดึงธาตุอาหารในดินไปใช้และเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ได้แก่ ใบ ลำต้น ดอก ผล จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตและนำออกไปจากพื้นที่ ธาตุอาหารที่สะสมอยู่เหล่านั้นย่อมถูกนำออกไปจากพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ธาตุอาหารบางส่วนยังเกิดการสูญหายไปในรูปก๊าซ ถูกดินหรือสารประกอบในดินจับยึดไว้ บางส่วนถูกชะล้างออกไปจากบริเวณรากพืช หรือสูญเสียไปกับการชะล้างพังทลายของดิน

       ดังนั้นการเพาะปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีการเติมธาตุอาหารลงไปในดิน ย่อมทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง และในที่สุดดินจะกลายเป็นดินเลวปลูกพืชไม่เจริญเติบโตอีกต่อไป ในการปลูกพืชจึงต้องมีการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน ช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืชและคงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้อยู่เสมอ
 
 


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 11:08:19
ปุ๋ย

ปุ๋ย คือ วัสดุที่มีธาตุอาหารพืชเป็นองค์ประกอบ หรือสิ่งมีชีวิตที่ก่อให้เกิดธาตุอาหารพืช เมื่อใส่ลงไปในดินแล้วจะปลดปล่อย หรือสังเคราะห์ธาตุอาหารที่จำเป็นให้แก่พืช โดยทั่วไปปุ๋ยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

 ปุ๋ยเคมี
 ปุ๋ยอินทรีย์ 
 ปุ๋ยชีวภาพ
 ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 11:11:55
1. ปุ๋ยเคมี      

 ปุ๋ยเคมี คือสารประกอบอนินทรีย์ที่ให้ธาตุอาหารพืช เป็นสารประกอบที่ผ่านกระบวนการผลิตทางเคมี เมื่อใส่ลงไปในดินที่มีความชื้นที่เหมาะสม ปุ๋ยเคมีจะละลายให้พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว มีอยู่ 2 ประเภท คือ   
   
   ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย 
   
  ได้แก่ ปุ๋ยพวกแอมโมเนียมซัลเฟต โพแทสเซียมคลอไรด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมี มีธาตุอาหาร ปุ๋ยคือ N หรือ P หรือ K เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยหนึ่งหรือสองธาตุแล้วแต่ชนิดของสารประกอบที่เป็นแม่ปุ๋ยนั้น ๆ มีปริมาณของธาตุอาหาร ปุ๋ยที่คงที่ เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต มีไนโตรเจน 20% N ส่วนโปรแทสเซียมไนเทรต มีไนโตรเจน 13% N และโพแทสเซียม 46% K(,2)O อยู่ร่วมกันสองธาตุ 
   
 ปุ๋ยผสม
   
  ปุ๋ยผสม ได้แก่ ปุ๋ยที่มีการนำเอาแม่ปุ๋ยหลาย ๆ ชนิดมาผสมรวมกัน เพื่อให้ปุ๋ยที่ผสมได้มีปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร N P และ K ตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ปุ๋ยที่มีสูตรหรือเกรดปุ๋ยเหมาะที่จะใช้กับพืชและดินที่แตกต่างกัน ปุ๋ยผสมนี้จะมีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปเพราะนิยมใช้กันมาก ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำปุ๋ยผสมได้พัฒนาไปไกลมาก สามารถผลิตปุ๋ยผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ มีการปั้นเป็นเม็ดขนาดสม่ำเสมอสะดวกในการใส่ลงไปในไร่นา ปุ๋ยพวกนี้เก็บไว้นานๆ จะไม่จับกันเป็นก้อนแข็ง สะดวกแก่การใช้เป็นอย่างยิ่ง 
 


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 11:18:12
2. ปุ๋ยอินทรีย์      
 
 ปุ๋ยอินทรีย์ คือสารประกอบที่ได้จากสิ่งที่มีชีวิต ได้แก่ พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ ผ่านกระบวนการผลิตทางธรรมชาติ ปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่ใช้ในการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี รากพืชจึงชอนไชไปหาธาตุอาหารได้ง่ายขึ้น

ปุ๋ยอินทรีย์ มีปริมาณธาตุอาหารอยู่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี และธาตุอาหารพืชส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสารประกอบอินทรีย์ เช่น ไนโตรเจนอยู่ในสารประกอบจำพวกโปรตีน เมื่อใส่ลงไปในดินพืชจะไม่สามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในดิน แล้วปลดปล่อยธาตุอาหารเหล่านั้นออกมาในรูปสารประกอบอินทรีย์ เช่นเดียวกันกับปุ๋ยเคมี จากนั้นพืชจึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้

ปุ๋ยอินทรีย์มี 3 ประเภทคือ 1) ปุ๋ยหมัก 2) ปุ๋ยคอก และ 3) ปุ๋ยพืชสด
 
    
   ปุ๋ยคอก  
    
  ปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาจากสิ่งขับถ่ายของสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ และห่าน ฯลฯ โดยอาจจะใช้ในรูปปุ๋ยคอกแบบสด แบบแห้ง หรือ นำไปหมักให้เกิดการย่อยสลายก่อนแล้วค่อยนำไปใช้ก็ได้ ซึ่งต้องคำนึงถึงชนิดของดินและพืชที่ปลูกด้วย โดยเฉพาะการใช้แบบสดอาจทำให้เกิดความร้อน และมีการดึงธาตุอาหารบางตัวไปใช้ในการย่อยสลายมูลสัตว์ ซึ่งอาจจะทำให้พืชเหี่ยวตายได้

การใช้ปุ๋ยคอกนั้น นอกจากจะมีประโยชน์ในการช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืชในดินแล้ว ยังช่วยทำให้ดินโปร่งและร่วนซุย ทำให้การเตรียมดินง่าย การตั้งตัวของต้นกล้าเร็วทำให้มีโอกาสรอดได้มากด้วย
 
    
 ปุ๋ยหมัก
    
  ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งได้จากการนำชิ้นส่วนของพืช วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น หญ้าแห้ง ใบไม้ ฟางข้าว ซังข้าวโพด กากอ้อยจากโรงงานน้ำตาล และแกลบจากโรงสีข้าว ขี้เลื่อยจากโรงงานแปรรูปไม้ เป็นต้น มาหมักในรูปของการกองซ้อนกันบนพื้นดิน หรืออยู่ในหลุม เพื่อให้ผ่านกระบวนการย่อยสลายให้เน่าเปื่อยเสียก่อน โดยอาศัยกิจกรรมของจุลินทรีย์จนกระทั่งได้สารอินทรียวัตถุที่มีความคงทน ไม่มีกลิ่น มีสีน้ำตาลปนดำ  
  

  เราสามารถทำปุ๋ยหมักเองได้ โดยนำวัสดุต่างๆ มากองสุมให้สูงขึ้นจากพื้นดิน 30-40 ซม. แล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม ต่อเศษพืชหนัก 1,000 กิโลกรัม เสร็จแล้วก็กองเศษพืชซ้อนทับลงไปอีกแล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมี ทำเช่นนี้เรื่อยไปเป็นชั้นๆ จนสูงประมาณ 1.5 เมตรควรมีการรดน้ำแต่ละชั้นเพื่อให้มีความชุ่มชื้น และเป็นการทำให้มีการเน่าเปื่อยได้เร็วขึ้น กองปุ๋ยหมักนี้ทิ้งไว้ 3-4 สัปดาห์ ก็ทำการกลับกองปุ๋ยครั้งหนึ่ง
 
    
 ปุ๋ยพืชสด  
    
  ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการปลูกพืชบำรุงดินซึ่งได้แก่พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ แล้วทำการไถกลบเมื่อพืชเจริญเติบโตมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังออกดอก พืชตระกูลถั่วที่ควรใช้เป็นปุ๋ยพืชสดควรมีอายุสั้น มีระบบรากลึก ทนแล้ง ทนโรคและแมลงได้ดี เป็นพืชที่ปลูกง่าย และมีเมล็ดมาก ตัวอย่างพืชเหล่านี้ก็ได้แก่ ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว ถั่วลาย ปอเทือง ถั่วขอ ถั่วแปบ และโสน เป็นต้น
ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยพวกนี้เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการผลิต หรือสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรมจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ได้ตามธรรมชาติ หรือเป็นผลพลอยได้ของโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด  
 


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 11:23:59
3. ปุ๋ยชีวภาพ    
 
  ปุ๋ยชีวภาพ คือปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สารประกอบธาตุอาหารพืชได้เอง หรือสามารถเปลี่ยนธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชให้มาอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ กรมวิชาการเกษตรนับเป็นหน่วยงานแรกของประเทศไทยที่ได้ศึกษาวิจัยปุ๋ยชีวภาพมามากกว่า 30 ปี และผลิตปุ๋ยชีวภาพจำหน่ายให้แก่เกษตรกรด้วย
ปุ๋ยชีวภาพแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 
   
   กลุ่มจุลินทรีย์ที่สามารถสังเคราะห์สารประกอบอาหารพืชไนโตรเจนได้เอง 
   
  ได้แก่ ไรโซเบียมที่อยู่ในปมรากพืชตระกูลถั่ว แฟรงเคียที่อยู่ในปมของรากสนทะเล สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่อยู่ในโพรงใบของแหนแดง และยังมีจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินอย่างอิสระอีกมากที่สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศให้แก่พืชได้เช่นกัน
   
 กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยทำให้ธาตุอาหารพืชในดินละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น
   
  เช่น ไมคอร์ไรซาที่ช่วยให้ฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงอยู่ในดินละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้
 


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 11:28:40
4. ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ     
 
  ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ใช้อุณหภูมิสูงถึงระดับที่สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งที่เป็นโรคพืช โรคสัตว์ และโรคมนุษย์ รวมทั้งจุลินทรีย์ทั่วๆ ไปด้วย จากนั้นนำจุลินทรีย์ที่มีสมบัติเป็นปุ๋ยชีวภาพที่เลี้ยงไว้ในสภาพปลดปล่อยเชื้อมาผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าว และทำการหมักต่อไปจนกระทั่งจุลินทรีย์ที่ใส่ลงไปในปุ๋ยหมักมีปริมาณคงที่ จุลินทรีย์เหล่านี้นอกจากจะช่วยตรึงไนโตรเจนให้แก่พืชแล้ว ยังช่วยผลิตสารฮอร์โมนพืชเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากพืช และจุลินทรีย์บางชนิดยังสามารถควบคุมโรคพืชในดินและกระตุ้นให้พืชสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้อีกด้วย


หัวข้อ: Re: {{{{{{{{{{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}}}}}}}}}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 11:34:46
เยอะมากสงสัยต้องอ่านวันล่ะกระทู้

ตามมาอ่านค้าบ ม่ะเคยทำนา แต่อยากทำ :D

ขอบคุณท่านที่ให้ความสนใจ.. จะพยายามน้ำข้อมูลดี ๆ มาลงให้ครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: HARLEY DAVIDSON ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 12:00:41
ขอบคุณสำหรับข้อมูลการเกษตรที่ดี ๆ  ;D ;D


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 13:04:22
พูดถึงโรคและแมลงศัตรูข้าวอาจทำให้หลายคนกังวลว่าทำไมมันมากมายขนาดนี้ แต่ในทางธรรมชาติแล้วเราสามารถใช้เทคนิคการดูแลต้นข้าวได้หลายวิธี ยกตัวอย่างการควบคุมแมลงศัตรูข้าวโดยชีววิธี โดยการใช้ตัวห้ำ ตัวเบียน ในการควบคุมสามารถใช้ สมุนไพรขับไล่แมลงควบคู่กันไปด้วยเพราะตัวห้ำตัวเบียนไม่ได้กินใบ หรือรบกวนต้นข้าวเพียงใช้เป็นแหล่งหาอาหารหรือที่อยู่อาศัยเท่านั้น

แมลงตัวห้ำตัวเบียน

แม้ว่าแมลงจะมีการสืบพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถแพร่พันธุ์เพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว แต่แมลงก็มีศัตรูธรรมชาติมากมายที่คอยควบคุมประชากรของแมลงให้อยู่ในสมดุล ศัตรูธรรมชาติของแมลงได้แก่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันตรายต่อแมลง และอีกอย่างได้แก่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่เป็นศัตรูของแมลง ที่สำคัญก็คือแมลงด้วยกันเอง แมลงหลายชนิดที่กินหรืออยู่ภายในหรือภายนอกตัวของแมลงชนิดอื่น แมลง
เหล่านี้เราเรียกว่าตัวห้ำและตัวเบียนซึ่งปกติแล้วจะมีอยู่จำนวนมากพอที่จะควบคุมจำนวนประชากรของแมลงชนิดหนึ่ง ๆ ให้อยู่ในสมดุลคือ ไม่ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่มาถึงปัจจุบันมนุษย์ได้ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ไปเสียมาก ทั้งที่ฆ่ามันโดยตรงและที่ไปรบกวนเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งกระทบกระเทือนต่อวงจรชีวิตของมัน จนทำให้แมลงตัวห้ำและตัวเบียนน้อยลงเรื่อย ๆ จนไม่เพียงพอจะกำจัดแมลงศัตรูพืช ปัจจุบันได้มีการช่วยเพิ่มปริมาณแมลงตัวห้ำและตัวเบียนเช่น การผลิตแมลงเหล่านี้แล้วนำไปปล่อยในธรรมชาติ
เรียกวิธีการนี้ว่า การป้องกันกำจัดแมลงแบบชีววิธี ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

แมลงตัวห้ำ
แมลงตัวห้ำหมายถึง แมลงที่กินแมลงเป็นอาหาร แมลงตัวห้ำ
จะมีลักษณะที่สำคัญต่างจากแมลงตัวเบียนคือ

1. ส่วนมากมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าเหยื่อที่ใช้เป็นอาหาร
2. ส่วนมากกินเหยื่อโดยการกัดกินตัวเหยื่อ ทำให้เหยื่อตายทันที
3. ตัวห้ำจะกินเหยื่อหนึ่งตัวหรือมากกว่าในแต่ละมื้ออาหาร ดังนั้นจึงกินเหยื่อได้หลายตัวตลอดช่วงชีวิตการเจริญเติบโตของมัน
4. ตัวห้ำจะอาศัยอยู่คนละที่กับแมลงที่เป็นเหยื่อ และออกหาอาหารในที่ต่าง ๆ กันในแต่ละมื้อ

แมลงตัวห้ำมีมากมายหลายชนิดและมีอยู่ในเกือบทุกกลุ่มของแมลง เช่น ตั๊กแตนตำข้าว ด้วงบางชนิด แมลงวันบางชนิด ต่อแตนและมวนบางชนิด ส่วนแมลงปอ และแมลงช้างนั้นเกือบทุกชนิดเป็นแมลงตัวห้ำที่สำคัญทางการเกษตร แมลงตัวห้ำแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ พวกที่มีความว่องไว กระตือรือล้นในการออกหาเหยื่อ พวกนี้มักจะมีอวัยวะที่ดัดแปลงไปเพื่อช่วยในการจับเหยื่อ เช่น มีขายื่นยาวสำหรับจับเหยื่อ เช่น ตั๊กแตนตำข้าว บ้างก็มีตาใหญ่เพื่อจะได้เห็นเหยื่อได้ชัดเจน เช่น แมลงปอ เป็นต้น อีกพวกได้แก่ พวกที่กินเหยื่ออยู่กับที่ เช่น ด้วงเต่าลายกินเพลี้ยอ่อน ซึ่งไม่มีอวัยวะดัดแปลงเป็นพิเศษแต่อย่างใด แมลงตัวห้ำที่มีปากแบบกัดกินจะกัดเหยื่อเป็นชิ้น ๆ แล้วเคี้ยวกินเป็นอาหารเช่น ตั๊กแตนตำข้าว แมลงปอ เป็นต้น ส่วนตัวห้ำที่มีปากแบบแทงดูดจะแทงปากเข้าไปดูดกินของเหลวต่าง ๆ ในตัวแมลงจนแห้งเหลือแต่ซากแล้วทิ้งไป เช่น มวนเพชฌฆาต แมลงบางชนิดเป็นแมลงตัวห้ำทั้งในระยะที่เป็นตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เช่น แมลงปอ ด้วงดิน แต่แมลงบางชนิดเป็นตัวห้ำเฉพาะตอนเป็นตัวอ่อนเมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะกินน้ำหวานหรือเกสรดอกไม้แทน เช่น แมลงวันดอกไม้ และบางชนิดก็เป็นตัวห้ำตอนเป็นตัวเต็มวัยในขณะที่เป็นตัวอ่อนจะกินซากพืชซากสัตว์เป็นอาหาร เช่นแมลงวันหัวบุบ เป็นต้น

ได้มีการนำแมลงตัวห้ำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูทางการเกษตรประสบผลสำเร็จมาแล้วหลายตัวอย่าง ในต่างประเทศได้ใช้ด้วงเต่าลายทำลายเพลี้ยแป้งในสวนส้มด้วงเต่ายังสามารถกำจัดเพลี้ยอ่อนได้เป็นอย่างดีจนกระทั่งมีการผลิตด้วงพวกนี้จำนวนมากเป็นการค้า เกษตรกรสามารถหาซื้อแล้วนำมาปล่อยในสวนของตนเพื่อช่วยกำจัดเพลี้ยอ่อนได้ แมลงช้างปีกใสก็เช่นกันมีการผลิตออกมาขายในลักษณะเป็นไข่ที่สามารถนำไปวางในสวนเพื่อช่วยกำจัดเพลี้ยอ่อนและมด เป็นต้น



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 13:09:26
แมลงตัวเบียน
แมลงตัวเบียนเป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญทางเศรษฐกิจของแมลงศัตรูพืชหลายชนิด แมลงตัวเบียนจะกินแมลงชนิดอื่นเป็นอาหารในลักษณะที่แตกต่างจากแมลงตัวห้ำ คือ

1. อาศัยกินอยู่ตัวเหหยื่อภายนอกหรือภายใน และอาศัยกินอยู่ในลักษณะนี้เป็นเวลานานตลอดวงจรชีวิต หรืออย่างน้อยก็ระยะหนึ่งของวงจรชีวิต
2. ตัวเบียนมีขนาดเล็กกว่าเหยื่อมาก ส่วนใหญ่เหยื่อหนึ่งตัวจะมีตัวเบียนอาศัยอยู่จำนวนมากมาย
3. ตัวเบียนจะค่อย ๆ ดูดกินอาหารจากเหยื่ออย่างช้า ๆ และทำให้เหยื่อตายเมื่อตัวเบียนเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
4. ใช้เหยื่อเพียงตัวเดียวตลอดระยะการเจริญเติบโตของตัวเบียน


แมลงตัวเบียนของแมลงด้วยกันเองแตกต่างจากแมลงตัวเบียนสัตว์ชนิดอื่น คือทำให้แมลงที่เป็นเหยื่อตายในที่สุด แต่แมลงตัวเบียนสัตว์ชนิดอื่น เช่น หมัด ไรไก่ หรือเหา จะแค่ดูดเลือดและแร่ธาตุอาหารก่อให้เกิดอันตรายบ้างแต่ไม่ถึงกับตาย ความสัมพันธ์ระหว่างแมลงตัวเบียนและแมลงศัตรูพืชนั้นค่อนข้างเฉพาะเจาะจง บางชนิดจะทำลายแมลงเพียงชนิดเดียวเท่านั้น เฉพาะแมลงในกลุ่มพวกต่อแตนและแมลงวันบางชนิดเท่านั้นที่เป็นแมลงตัวเบียน (ตารางที่ 3) แมลงตัวเบียนจะทำลายเหยื่อในระยะต่าง ๆ กัน บางชนิดทำลายไข่ของเหยื่อบางชนิดทำลายตัวอ่อนหรือดักแด้ โดยปกติจะไม่ทำลายตัวเต็มวัยของแมลง แมลงส่วนมากเป็นตัวเบียนตอนเป็นตัวอ่อน เมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะหากินเป็นอิสระ ตัวเบียนบางชนิดอาศัยในตัวแมลง และเจริญเติบโตโดยใช้น้ำเลี้ยงในตัวแมลงเป็นอาหารแต่บางชนิดก็อาศัยอยู่ภายนอกและทำแผลขึ้นที่ผิวหนังของเหยื่อเพื่อดูดกินน้ำเลี้ยงจากภายใน

วงจรชีวิตของแมลงตัวเบียนเริ่มต้นจากตัวเบียนมาวางไข่ โดยใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปวางไข่ในตัวเหยื่อหรือบนตัวเหยื่อ ส่วนมากจะวางไข่หลายฟองแล้วจากไปหาเหยื่อตัวอื่น เพื่อวางไข่ต่อไป โดยมิได้ดูแลตัวอ่อนที่จะฟักออกมา แต่ตัวเบียนบางตัวจะปล่อยสารพิษออกมาก่อนเพื่อจะให้เหยื่อเป็นอัมพาตจะได้วางไข่ได้ง่ายขึ้น และอาจนำเหยื่อที่มันวางไข่บนตัวแล้วมาใส่ไว้ในรังที่มันสร้างขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าตัวอ่อนที่ฟักออกมาจะมีทั้งอาหารและที่อยู่อาศัย ปลอดภัยจากศัตรูตัวอ่อนของแมลงตัวเบียนเมื่อฟักออกจากไข่แล้วจะกินแร่ธาตุอาหารจากตัวเหยื่อ โดยเหยื่อก็จะยังคงมีชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมกับตัวเบียนก็เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อแมลงตัวเบียนเติบโตเต็มที่แล้วจะเข้าดักแด้อาจเข้าดักแด้ภายในหรือภายนอกตัวแมลงซึ่งถึงขณะนี้แมลงที่เป็นเหยื่อ
จะถูกดูดกินไปหมดแล้ว อาจเหลือเพียงเปลือกผนังลำต้นเท่านั้น จากนั้นตัวเบียนก็จะเจริญเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งมีชีวิตอยู่เป็นอิสระกินน้ำหวานดอกไม้เป็นอาหาร

ในธรรมชาติมีแมลงตัวเบียนหลายชนิดช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว แต่มนุษย์เราก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น มีการผลิตแตนเบียนหลายชนิด แล้วนำไข่ไปปล่อยในแปลงปลูกพืช เช่นแตนเบียนฝอยไตรโคแกรมม่า ซึ่งเป็นแตนเบียนไข่ของหนอนผีเสื้อหลายชนิด ในประเทศไทย ได้มีการผลิตแตนเบียนชนิดนี้ในไข่ของผีเสื้อข้าวสาร แล้วนำไปปล่อยในแปลงอ้อย เพื่อใช้กำจัดหนอนกอทำลายอ้อย นอกจากนี้มีการนำแตนเบียนจากที่หนึ่งไปปราบแมลงซึ่งกำลังระบาดอีกที่หนึ่ง ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายและจำหน่ายแตนเบียนที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตรหลายชนิดด้วย






หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 13:17:25
กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทางการเกษตร

จุลินทรีย์ คือ สิ่งมีชีวิตเล็กๆที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นจนกว่ามันจะเกาะกลุ่มกัน จุลินทรีย์มีอยู่ในธรรมชาติ ทั้งในน้ำ ในอากาศและในดิน มีทั้งที่เป็นอันตรายต่อการทำให้เกิดโรคกับพืช มนุษย์ สัตว์และที่เป็นประโยชน์ในการสร้างสารปฏิชีวนะทางการแพทย์


1. จุลินทรีย์ที่ตรึงไนโตรเจน (Nitrogen Fixing Microorganisms) ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มแบคทีเรีย เพราะทำงานเร็วและมีจำนวนอยู่มาก โดยครึ่งหนึ่งของมวลจุลินทรีย์ทั้งหมดในโลกคือ แบคทีเรีย แบคทีเรียที่ตรึงไนโตรเจนได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ต้องอยู่ร่วมกับตัวอื่นถึงจะตรึงไนโตรเจนได้แบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน (Symbiosis) เช่น ไรโซเบียม (Rhizobium sp.) ในปมรากพืชตระกูลถั่ว และอีกกลุ่มหนึ่งที่ตรึงไนโตรเจนได้อย่างอิสระ (Non-Symbiosis)


2. จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ หรือเซลลูโลส (Cellulolytic Microorganisms หรือ Cellulolytic Decomposers) เป็นพวกที่ย่อยสลายเซลลูโลส หรือซากพืช ซากสัตว์ ประกอบไปด้วย แบคทีเรีย รา แอคติโนมัยซิท และโปรโตซัว จุลินทรีย์พวกนี้พบได้ทั่วไประหว่างการสลายตัวของเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรต่างๆ ซากพืช ซษกสัตว์ ใบไม้ กิ่งไม้ เศษหญ้า และขยะอินทรีย์ชนิดต่างๆ ทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ขึ้นมาได้เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ น้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น

ในปุ๋ยหมักที่มีกิจกรรมจุลินทรีย์ค่อนข้างดีพบว่าในทุก 1 กรัมของปุ๋ยหมักจะต้องมีแบคทีเรีย 150-300 ไมโครกรัมและมีแบคทีเรียที่มีกิจกรรมสูง (Active) อยู่ 15-30 ไมโครกรัม มีเชื้อรา 150-200 ไมโครกรัมและมีเชื้อราที่มีกิจกรรมสูง 2-10 ไมโครกรัม มีพวกโปรโตซัว ซึ่งจะย่อยสลายเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง ต้องมีถึงประมาณ 10,000 ตัวต่อ 1 กรัมของปุ๋ยหมัก และมีพวกไส้เดือนฝอยชนิดที่เป็นประโยชน์ 50-100 ตัว


3. จุลินทรีย์ที่ละลายฟอสเฟตและธาตุอาหารพืชอื่นๆ (Phosphate and Other Nutrient Elements Solubilizing Microorganisms) จุลินทรีย์พวกนี้สามารถทำให้ธาตุอาหารพืชหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี ทองแดง และแมงกานีส ที่มักอยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ ให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ช่วยส่งเสริมให้รากพืชดูดกินธาตุอาหารพืชได้ดีขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารบางชนิดได้ หรือดูดกินได้น้อย

       จุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการแปรสภาพฟอสฟอรัสจะมีทั้งกลุ่มที่ทำหน้าที่เปลี่ยนอินทรีย์ฟอสฟอรัสและอนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ในกรณีของสารอินทรีย์ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชจะอยู่ในรูปของไฟทิน และกรดฟอสฟอรัส จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะสร้างเอนไซม์ Phytase, Phosphatase, Nucleotidases และ Glecerophosphatase เพื่อแปรสภาพอินทรีย์ฟอสฟอรัสให้อยู่ในรูปของอนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่เรียกว่า ออโธฟอสเฟต (Orthophosphate) ซึ่งเป็นพวกโมโน (Mono) และ ไดไฮโดรเจนฟอสเฟต (Dihydrogen Phosphate) จุลินทรีย์ดังกล่าวได้แก่ แบคทีเรียในสกุล Bacillus sp. และราในสกุล Aspergillus sp., Thiobacillus, Penicillium sp. และ Rhizopus sp. เป็นต้น นอกจากนี้สารประกอบอนินทรีย์ฟอสฟอรัสบางชนิดในรูปของหินฟอสเฟตซึ่งพืชยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้จุลินทรีย์บางชนิดในสกุล Bacillus sp. และ Aspergillus sp. จะสร้างกรดอินทรีย์ละลายฟอสฟอรัสออกมาให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ นอกจากนี้เชื้อราไมคอร์ไรซา (Mycorrhizal Fungi) ยังมีบทบาทในการละลายและส่งเสริมการดูดใช้ธาตุฟอสฟอรัส


4. จุลินทรีย์ที่ผลิตสารป้องกันและทำลายโรคพืช  จุลินทรีย์กลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและยับยั้งการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรียพวกที่ก่อโรคบางชนิด เช่น กลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติก (Lactic Acids Bacteria) ได้แก่ Lactobacillus spp. บนใบพืชที่สมบูรณ์และมีสุขภาพดีแจะพบแบคทีเรียกลุ่มผลิตกรดแลคติกมาก จุลินทรีย์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องการออกซิเจน (Anaerobic Microorganisms) และมีประโยชน์อย่างมากในการเกษตร เช่น เปลี่ยนสภาพดินจากดินไม่ดีหรือดินที่สะสมโรคให้กลายเป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชให้มีจำนวนน้อยลง มีประโยชน์ทั้งกับพืชและสัตว์ นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการสร้างสารปฏิชีวนะออกมาทำลาลเชื้อโรคพืชบางชนิด เช่น เชื้อรา Aspergillus sp., Trichoderma sp. และเชื้อแอคติโนมัยซิทพวก Streptomyces sp.


5. จุลินทรีย์ที่ผลิตฮอร์โมนพืช แบคทีเรียหลายสายพันธุ์ เช่น Bacillus sp. สามารถสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช เช่น ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโตไคนิน เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 13:52:35
วัชพืชในนาข้าว  


1. วัชพืชในนาชลประทาน
  • ชนิดวัชพืชที่สำคัญ
- หญ้าข้าวนก - ขาเขียด
- หญ้านกสีชมพู - กกขนาก
- หญ้าแดง - กกทราย
- หญ้าดอกขาว - หนวดปลาดุก
- ผักปอดนา - ผักแว่น
 
 
2. วัชพืชในนาน้ำฝน
  • ชนิดวัชพืชที่สำคัญ
- หญ้าข้าวนก - หญ้าปากควาย
- หญ้านกสีชมพู - หญ้าตีนนก
- หญ้าแดง - หญ้าแพรก
- หญ้าดอกขาว - หญ้าชะกาดน้ำเค็ม
- ผักปอดนา - หญ้าตีนกา
- ขาเขียด - หญ้าชันกาศ
- กกขนาก - หญ้ารังนก
- กกทราย - หญ้ากุศลา
- ผักแว่น - ผักเบี้ยหิน
- ผักบุ้ง - ปอวัชพืช  
- เซ่งใบมน - สะอึก
- ผักปราบนา - ผักโขมไร้หนาม
- เทียนนา - โสนหางไก่
- หนวดปลาดุก - ผักงวงช้าง
-  โสนคางคก - กะเม็ง
- หญ้าหางหมาจิ้งจอก - ถั่วลิสงนา

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่เนื่องจากเนื้อหาติดลิขสิทธิ์ครับ  http://www.brrd.in.th/rkb/weed/index.php.htm (http://www.brrd.in.th/rkb/weed/index.php.htm)  


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 20:50:45
“เดชา ศิริภัทร” ปราชญ์ชาวนา “ทำนาผิดวิธี” อนาคต “สิ้นนา สิ้นชาติ”

แม้ว่า “มูลนิธิข้าวขวัญ” จะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิในปี 2541 แต่ อาจารย์ “เดชา ศิริภัทร” เริ่มต้นการทำงานอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาชาวนาตั้งแต่จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคมในปี 2532

อาจารย์เดชาเล่าว่า การทำงานพัฒนาหรืองานช่วยท้องถิ่นจะเริ่มต้นที่ “ปัญหา” เป็นตัวตั้ง ซึ่งเมื่อกลับมาก็เห็นปัญหาของสุพรรณคือ “ชาวนา” ที่มีจำนวนมาก และปัญหาของชาวนาคือทำงานไม่ถูกวิธี ซึ่งเมื่อนำเทคนิคที่เราถนัดมาจับ พบว่าเทคนิคของชาวนาผิดหมดเลย

การทำนาในปัจจุบันกับทำนาในสมัยโบราณต่างกันมาก อาจารย์เดชาเล่าว่า ก่อนจะไปเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่นปี 2508 ตอนนั้นการทำนายังเป็นสมัยโบราณ ใช้พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน คือ ปลูกปีละหน ใช้ควายไถนา วิธีการก็หว่านให้มันขึ้นเอง พอน้ำท่วมก็ปล่อยให้จมไป พอน้ำลดก็เกี่ยว วิธีการแบบนี้ทำมาเป็นพันปีไม่เป็นไร เพราะไม่ใช้ปัจจัยอะไรเลย เกี่ยวข้าวได้เท่าไรก็เท่านั้น แม้จะได้กำไรน้อยมาก แต่ได้เท่าไรก็เป็นกำไรหมด

แต่พอเรียนจบมหาวิทยาลัยปี 2512 อาจารย์เดชาเล่าว่า มีข้าวพันธุ์ใหม่มา คือ ข้าว กข.1 เป็นข้าวนาปรัง ปลูกได้ทั้งปี แต่ถ้าน้ำท่วมจะปลูกไม่ได้เพราะมันไม่จมน้ำ ก็กลายเป็นว่า แทนที่จะปลูกหน้าฝนถึงหน้าน้ำ ก็เปลี่ยนมาปลูกหน้าแล้งตลอด พอหน้าน้ำจะมาก็เลิกปลูก ดังนั้น แทนที่จะปลูกข้าวปีละครั้ง ก็ปลูกปีละ 2 ครั้ง โดยปลูกในช่วงหน้าแล้ง 8 เดือน ได้ 2 ครั้ง ยิ่งพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมและมีชลประทานมาถึงจะปลูกได้ทั้งปีหรือปีละ 3-4 ครั้ง แต่พันธ์ข้าวพื้นบ้านปลูก 4 เดือนได้ครั้งเดียว

“พันธุ์ข้าวใหม่พวกนี้นำการเปลี่ยนแปลงมาเนื่องจากปลูกได้ปีละหลายๆ หนและผลผลิตสูง แต่ผลผลิตสูงก็ต้องการปัจจัยเยอะ ปุ๋ยเคมีก็เข้ามา ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฮอร์โมนต่างๆ ก็มา และ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ก็เข้ามา”

ช่วงจังหวะเวลาดังกล่าว สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คือ ประเทศไทยเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก ปี 2504 – 2509 กับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 ตั้งแต่ปี 2510-2514

อาจารย์เดชาสรุปให้ฟังสั้นๆ ว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับแรก เป็นการวางแผนเตรียมคน เตรียมเขื่อน เตรียมพันธุ์ข้าว พอมาถึงแผนฯ ฉบับที่ 2 ก็เริ่มส่งเสริม ตั้งกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้ง ธ.ก.ส. มีพันธุ์ข้าวใหม่มาส่งเสริมให้ชาวนาทำ มีการตั้งเกษตรตำบล และเขตไหนมีชลประทานไปถึง ทางการก็เอาพันธุ์ข้าวใหม่มาแลกเอาพันธุ์ข้าวเก่าไปเก็บเพื่อให้ชาวนาปลูกพันธุ์ข้าวใหม่แทน ทำให้ชาวนาทิ้งพันธุ์ข้าวเก่า ตอนนี้ชาวนาไม่ปลูกพันธุ์พื้นบ้านกันแล้ว แต่การทำนาสมัยใหม่ทำให้เกิดปัญหาคือ

1. ชาวนามีปัญหาหนี้สินเยอะ

2. ทำนาแล้วมีแต่ขายนา

3. ทำนาแล้วลูกหลานหนีหมด

“ปัญหาดังกล่าวทำให้แทนที่ชาวนาจะเป็นกระดูกสันหลังก็กลับกลายเป็นรากหญ้า แบบนี้เขาเรียกว่า ‘ดูถูก’ และชาวนาก็ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องไปขอให้คนอื่นเขาช่วย เข้าโครงการจำนำข้าวทีก็เอาเงินมาปลดหนี้ที แบบนี้ทั้งตัวเองไม่รอดและเดือดร้อนคนอื่นด้วย”

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว เพราะเห็นว่าเป็นการสร้างเดือนร้อนคนอื่น รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีจากคนอื่นมาซื้อข้าวในโครงการรับจำนำมาเก็บไว้ แต่ละปีต้องใช้เงิน 300,000 ล้านบาทขึ้นไป นั่นคือเงินภาษีต้องไปกองไว้ปีละ 300,000 ล้านบาทขึ้นไปเพื่อช่วยชาวนา พอรับจำนำเสร็จแล้วก็ต้องนำไปขาย ซึ่งแต่ละปีรัฐบาลต้องขาดทุนอีกปีละ 100,000 กว่าล้านบาทเป็นอย่างน้อย

แสดงว่าแต่ละปีต้องเสียเงินฟรีๆ ให้ชาวนาเป็น 100,000 ล้านบาท แล้วชาวนาทำอะไรให้บ้าง ชาวนากลายเป็นภาระของสังคมและเบียดเบียนคนอื่น

เพราะฉะนั้น ชาวนาต้องทำนาให้ถูกวิธี คือ ต้องมีต้นทุนต่ำ ไม่ใช่ต้นทุนสูงแบบนี้ และทำงานเสร็จแล้วต้องมีเงินเหลือโดยไม่ต้องไปทำอาชีพอื่น แต่ปัจจุบันชาวนาทำนาได้กำไรนิดเดียว ถ้าขาดทุนจะขาดทุนเยอะ ทำให้มีหนี้สินเป็นล้านบาท

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญระบุว่า ชาวนาแถวสุพรรณบุรี ถ้าทำนาปรัง 3 ครั้ง มีหนี้เป็นล้าน แต่ทำนา 2 ครั้ง มีหนี้เป็นแสน ถ้าทำครั้งเดียวมีหนี้เป็นหมื่น เรียกว่า “ยิ่งทำหนี้ยิ่งเยอะ” เพราะยิ่งทำก็ได้เครดิตหรือสินเชื่อเพิ่มขึ้น ยิ่งกู้ก็ยิ่งมีหนี้มาก แต่มีรายได้ไม่เพียงพอ เพราะตัวเองขาดทุนอยู่แล้วจากการทำนาแบบต้นทุนสูง และมีความเสี่ยงเกิดโรคแมลงสูง เนื่องจากใช้วิธีเคมี ไม่ใช้ธรรมชาติ ทำให้โรคแมลงดื้อง่าย

ดังนั้น ปัญหาของชาวนาคือ มีต้นทุนสูง มีความเสี่ยงสูง และข้าวคุณภาพไม่ดี ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ ขณะเดียวกันชาวนาไม่กินข้าวที่ตัวเองปลูก เพราะอันตราย ไม่อร่อย ต้องซื้อข้าวกิน ต้องพึ่งตลาด และตัวเองยังได้รับสารเคมีจากการทำนา มีโอกาสเป็นมะเร็ง เป็นเบาหวาน และเป็นโรคสารพัดเต็มไปหมดยิ่งกว่าคนเมืองเสียอีก

“ชาวนามีแต่ของเสียเต็มไปหมด และกระจายไปทั่วประเทศด้วย เพราะเวลาทำนาของเสียต่างๆ ไปกับน้ำ กับลม กับอากาศ คนซื้อข้าวกินก็กินข้าวที่ชาวนาไม่กิน จะเห็นว่าเป็นผลเสียทั้งประเทศ และไปเบียดบังภาษีที่คนอื่นต้องจ่าย แบบนี้ไม่มีอะไร ดีอย่างเดียวคือพวกนี้ประชานิยมง่าย รัฐบาลไหนสัญญาว่าจะให้ ชาวนาก็ไปลงคะแนนเลือกเขาหมด เพราะอ่อนแอ ต้องพึ่งรัฐบาล”

ที่เขาเรียกว่า ‘สิ้นนา สิ้นชาติ’ ก็แบบนี้แหละ” อาจารย์เดชากล่าวและบอกว่า ถ้าจะช่วยชาวนาต้องช่วยที่ต้นตอ คือการปลูกข้าวที่ถูกวิธี และต้องถูกทั้งทางโลกทางธรรม

ทางโลก คือ ต้นทุนต่ำ ใช้แรงงานน้อย ไม่เสี่ยงต่อการเสียหาย คุณภาพดี ไม่ทำลายธรรมชาติ และชาวนาสามารถมีรายได้พอกับการครองชีพ ไม่ต้องไปทำอาชีพอื่น ส่วนทางธรรม คือ ทำนาแบบไม่โลภ ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ต้องไปฆ่าสัตว์ ไม่ต้องไปทำร้ายผู้บริโภค ไม่ไปเอาของมีพิษให้คนอื่นกิน และตัวเองก็ไม่ทำบาป

“เราคิดแบบพุทธ คือ กำไรหรือขาดทุนอยู่ที่ปัจจัย ถ้าเราขายได้ถูกกว่าต้นทุนก็ขาดทุน ทั้งนี้ราคาข้าวเรากำหนดไม่ได้ เป็นปัจจัยภายนอกที่ขึ้นอยู่กับตลาด แต่ต้นทุนเรากำหนดได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเน้นที่ต้นทุนหรือสิ่งที่เรากำหนดได้ ถ้าปัจจัยข้างนอกดีเราก็ดีมากขึ้น ถ้าปัจจัยข้างนอกไม่ดีเราก็อยู่ได้เพราะต้นทุนต่ำ แต่ถ้าไม่ลดต้นทุนเลย รอให้ราคาข้าวแพงอย่างเดียวเมื่อไรจะได้ และถึงราคาข้าวจะแพง ถ้าเกิดโรคระบาดก็ไม่มีผลผลิตไปขาย แล้วจะมีรายได้อย่างไร เสียสองต่อเลย”

อาจารย์เดชาเล่าต่อว่า ทำนาวิธีใหม่ไม่มีการสอน ทุกอย่างเราต้องพัฒนาขึ้นมา แล้วเอาไปสอนชาวบ้าน ก่อนจะสอนต้องทำให้ได้ก่อน มีแปลงทดลอง ต้องทดลองจนรู้ได้ผลจริง เมื่อทดลองได้ผลจริงแล้วก็ไปหาชาวนาที่เขาต้องการลองจริงๆ ไปหาสัก 1-2 คน แล้วรับประกันให้เลยว่าถ้าไม่ได้ผลจะจ่ายชดเชยให้ ถ้าชาวนาคนนั้นผ่านได้ผลจริง ก็เอาไปสอนชาวบ้าน เพราะได้ผ่านการพิสูจน์จากชาวนาจริง ไม่ใช่เรา เพราะชาวนาเขามีปัจจัยบางอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าเราควบคุมได้ ถ้าผ่านชาวนาไปแล้วปรับให้เข้ากับชาวนาส่วนใหญ่ก็ทำได้เลย

ชาวนาที่ทำนาตามวิธีใหม่แล้วประสบความสำเร็จคือ “คุณชัยพร พรหมพันธุ์” ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้เป็นเกษตรดีเด่นสาขาทำนา เมื่อปี 2538

“เราทำงานปี ’32 ลูกศิษย์เราได้รางวัลเกษตรกรดีเด่นดีเด่นระดับชาติ ในวันพืชมงคลเมื่อปี 38 เมื่อคุณชัยพรทำได้แล้วเราก็สังเกตดูว่าเป็นแกอย่างไร ตอนนั้นแกเริ่มจากมีที่นา 25 ไร่ ตอนนี้มี 108 ไร่ เขาซื้อเพิ่มเพราะว่ารวยขึ้น ได้กำไรปีละเป็นล้านบาท”

อาจารย์เดชาเล่าต่อว่า ตอนแรกคุณชัยพรมีที่นา 25 ไร่ แต่ถ้ามีที่น้อยกำไรก็น้อย จึงเช่าเขาเพิ่มเป็น 90 ไร่ เมื่อได้ที่ทำนา 90 ไร่ มีกำไรปีละเป็นล้าน ก็ไปซื้อนาเพิ่มขึ้นๆ จนมีนาเป็นของตัวเอง 108 ไร่ แบบนี้แสดงว่าได้ผลแน่ เราก็เอาตัวอย่างนี้ไปสอนต่อ ปรากฏว่าไม่มีใครทำเลย

“อยู่นี่มาตั้งแต่ปี ’32 เพื่อนบ้านเราเป็นสิบรายไม่มีสักคนทำตามเลย เขาใช้เคมีหมดเลย มีคนหนึ่งอยู่แถวนี้ มีหนี้อยู่ล้านสาม (1,300,000 บาท) ต้องเอานามาขายเรา เราก็ต้องซื้อไว้ ไม่นั้นจะโดนยึดนา แต่เหลือนาเท่าไรเขาก็ทำนาใช้เคมีเหมือนเดิม นี่ขนาดจะโดนยึดนายังไม่เข็ด”

ทั้งนี้ วิธีทำนาของมูลนิธิข้าวขวัญไม่ใช้เคมี ผลผลิตจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ และแมลง แต่อาจารย์เดชายืนยันว่า ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยมากกว่าใช้วิธีเคมีแน่นอน เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่าเขา 2-3 เท่า คือต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อตัน คือ ทำนาได้ข้าว 1 ตันข้าวเปลือกมีต้นทุน 2,000 บาท ขณะที่ชาวนาทั่วไปต้นทุนอย่างน้อย 6,000 บาทขึ้นไป

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณชัยพรขายข้าวได้ 2,000 บาทต่อตัน ก็เสมอตัว ถ้าขายได้ 4,000 บาทต่อตัน จะกำไร 100% และถ้าขายได้ 6,000 บาท ก็กำไร 200% ดังนั้นที่รัฐบาลรับจำนำข้าว 15,000 บาทต่อตัน ก็กำไรเกิน 10,000 บาท หรือขายได้ 13,000 บาท แต่ต้นทุน 2,000 บาท ก็กำไรตันละ 11,000 บาท

เหมือนเมื่อปี 2551 ตอนนั้นข้าวขึ้นไปราคา 13,000 บาท คุณชัยพรได้กำไรทั้งหมด 2 ล้านบาท ปีนั้นไม่มีโครงการจำนำข้าวแต่ข้าวแพงขึ้นเอง และเมื่อปี 2554 น้ำท่วม นาที่สุพรรณ ส่วนใหญ่ปรกติจะท่วมปลายเดือนกันยายน แต่ปีก่อนแค่วันที่ 10 กันยายน น้ำก็มาแล้ว คุณชัยพรต้องเกี่ยวข้าววันที่ 10 กันยายน เกี่ยวหลังจากนี้ไม่ได้ ทำให้ได้ข้าวเขียวมาก ขายได้ราคาไม่ดีเพียง 4,000 บาท จากราคาข้าวในตอนนั้น 8,000 บาท

อย่างไรก็ตาม แม้คุณชัยพรจะขายได้ 4,000 บาท แต่ก็ได้กำไร 2,000 บาท เนื่องจากมีต้นทุนเพียง 2,000 บาท แต่คนอื่นขาดทุนเพราะต้นทุนสูงกว่า

จากความสำเร็จของคุณชัยพร ซึ่งทำนาตามวิธีของมูลนิธิข้าวขวัญ ทำให้อาจารย์เดชามั่นใจว่า โมเดลการทำนาแบบคุณชัยพรจะทำให้ชาวนาไทยอยู่รอด และสามารถแข่งขันสู้ต่างประเทศได้หากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากต้นทุนต่ำ แต่ปัญหาคือ ชาวนาคนอื่นๆ ไม่ทำตามโมเดลคุณชัยพร แม้แต่ชาวนารอบบ้านคุณชัยพรก็ไม่ทำตาม ทั้งที่เห็นชัดเจนว่าทำแบบคุณชัยพรแล้วกำไรดี ต้นทุนต่ำ ใช้แรงงานน้อย ไม่เป็นโรคแมลง

“ทุกอย่างดีหมด แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่ทำหรอก เพราะทำแบบนี้ต้องเลิกใช้ปุ๋ยใช้ยา เขาเลิกไม่ได้ เขาบอกทำใจไม่ได้ นอนไม่หลับ ที่ทำใจไม่ได้ เพราะมีโฆษณาทุกวัน คนเมื่อถูกใส่โปรแกรมที่เขาเรียกว่า ‘ย้ำคิดย้ำทำ’ คุณต้องทำแบบนี้ดี ก็ลังเลว่าถ้าเราไม่ทำแบบนี้ก็ไม่ดีสิ โฆษณาแบบนี้ชาวนาไม่รอดหรอก เพราะคนเราไม่ได้อยู่ที่เหตุผล แต่อยู่ที่การให้ข้อมูล ผมพยายามส่งเสริมมาหลายปีแล้ว จะได้ผลก็เฉพาะกับคนที่ฉลาดจริงๆ เห็นโฆษณาแล้วไม่เชื่อ แต่คนส่วนใหญ่ 99.99% ไม่ฉลาดแบบนี้”

ทั้งนี้ อาจารย์เดชาบอกว่า ทำงานที่สุพรรณมากว่า 20 ปี แต่เครือข่ายลูกศิษย์ของมูลนิธิข้าวขวัญยังมีน้อยมาก หรือมีจำนวนเป็นเพียงหลักพันคนเท่านั้น แต่ชาวนามีตั้ง 18 ล้านคน

มีลูกศิษย์ที่มารับแนวคิดของมูลนิธิข้าวขวัญจากทั่วสารทิศ มีทั้งชาวนาแท้และไม่แท้ ชาวนาแท้ก็คือคนที่ทำนาเป็นอาชีพ ส่วนชาวนาไม่แท้คือคนทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานกรุงเทพฯ ดูรายการ “ฉันอยากเป็นชาวนา” ของอุ้ม (สิริยากร พุกกะเวส) ก็อยากมาเรียนที่นี่ ซึ่งโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ ได้เปิดหลักสูตรสำหรับคนกลุ่มนี้ 2 วัน 2 คืน เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์

“มาตั้งแต่เย็นวันศุกร์ สอนแค่ 2 วันก็ทำนาได้แล้ว และพาไปเยี่ยมชมนาคุณชัยพรครึ่งวันด้วยซ้ำ กลับเย็นวันอาทิตย์ไปทำนาเป็นแล้ว คนกลุ่มนี้ไม่มีที่นาก็ให้เราหาซื้อที่นาให้ เราก็ไปหาซื้อที่นาชาวบ้านให้ กลุ่มนี้จะเยอะขึ้น เพราะเขาอยากอิสระจากงานประจำ”

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญกล่าวว่า เรามีทางเลือกที่ถูกต้องให้แล้ว แต่ชาวนาไม่เลือกเพราะถูกล้างสมอง เชื่อว่าถ้าไม่ถูกล้างสมองและโฆษณาได้เช่นกันในเวลาที่เท่าๆ กันชาวนาก็คงเลือก ถ้าไม่ให้โฆษณาก็ไม่เหมือนกัน แต่เราไม่มีเงินเหมือนบริษัทขายปุ๋ยขายยาฆ่าแมลง แบบนี้จึงเหมือนถูกมัดมือชก เขามีเงินทุนโฆษณาได้ทั้งวันทั้งคืน

“จริงๆ โครงการจำนำข้าวไม่ควรจะมีอยู่ เพราะทำให้ชาวนาไปหวังผิดๆ รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ห้ามไม่ให้โฆษณาก็ช่วยได้มากแล้ว จากนั้นชาวนาจะไปดูกันเองว่าทำนาแบบไหนที่ไหนดีก็ทำตามเขา ง่ายนิดเดียว ไม่เช่นนั้นจะแข่งกับเวียดนามกับพม่าได้อย่างไร ถ้าจะแข่งขันได้รัฐบาลต้องปล่อยให้คนของเราสู้กับเขาได้จริง ไม่ใช่อุ้ม ถ้าอุ้มจะเอาเงินที่ไหนมามากมาย เพราะไม่ได้ช่วยแต่ชาวนาอย่างเดียว”

ปัญหาของชาวนานั้น นอกจากเรื่องต้นทุนสูง มีความเสี่ยงโรคแมลง และคุณภาพข้าวแย่ จนทำให้ชาวนาเป็นหนี้สินล้นพ้น ต้องขายที่นาและลูกหลานทิ้งแล้ว ปัญหาเรื่องการที่ชาวนาไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่เขาทำนา ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องแก้ไข เพราะทำให้ชาวนามีต้นทุนเพิ่มขึ้น และไม่มีความมั่นคงในอาชีพ แต่อาจารย์เดชามองว่า ปัญหาเช่าที่นาเป็นเรื่องหลัง เพราะดูอย่างคุณชัยพรก็เช่าที่นา แล้วทำไมสามารถซื้อที่นาเป็นของตัวเองได้ตั้ง 108 ไร่ เพราะเขามีกำไร

ดังนั้น ถ้าชาวนามีกำไรก็สามารถซื้อที่นาเป็นของตัวเองได้เช่นกัน แต่ตอนนี้ยิ่งเช่ายิ่งขาดทุนก็ยิ่งไปใหญ่ เรื่องปัญหาเช่าที่นาก็ต้องทำ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแบบที่ว่า ทำนาแบบผิดๆ เรื่องนี้ต้องเร่งแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก

“การทำนาแบบผิดๆ เป็นปัญหาเร่งด่วน แต่รัฐบาลกลับไม่ช่วยอะไรเลย มัวแต่จะไปช่วยที่ไม่ได้ผล คือไปช่วยอะไรที่ถ้าบริษัทปุ๋ยและบริษัทยาฆ่าแมลงไม่ว่าก็ช่วย อย่างโครงการจำนำข้าว บริษัทไม่ว่าและยิ่งชอบ แต่ถ้าห้ามโฆษณา บริษัทไม่ชอบ เพราะขายของไม่ได้ กลายเป็นว่าขึ้นอยู่กับบริษัท ถ้ารัฐบาลจะช่วยชาวนา ก็ควรห้ามโฆษณา ไม่ต้องสนใจบริษัทว่าจะมีกำไรหรือขาดทุน”

เพราะฉะนั้น หากยังปล่อยให้ชาวนาถูกล้างสมองแบบนี้ไปเรื่อยๆ และรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาเช่นนี้ อาจารย์เดชาฟังธงว่าคงต้องให้ชาวนา “ล่มสลาย” ไปก่อน เพราะสุดท้ายคือตัวชาวนาเองต้องช่วยตัวเอง ถ้าชาวนาไม่ช่วยตัวเองก็ไม่มีใครช่วยได้ จะรอให้รัฐบาลหรือใครมาช่วยคงไม่มีทาง

ดังนั้นชาวนาต้องช่วยตัวเองถึงจะรอด แล้วคนส่วนใหญ่ก็จะรอด และจะเป็นคนนอกวงการที่ต้องการอิสระที่จะมาแทนชาวนาแท้ ซึ่งปริมาณอาจจะน้อยลง แต่คุณภาพจะเพิ่มขึ้น

yoZ6CabWU20&feature



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 20:55:24
ชาวนาเงินล้าน  ชัยพร พรหมพันธุ์

B-l0g1lFGkE

1SMRYQcVfRQ&feature

นายชัยพร  พรหมพันธุ์

ประวัติ   อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

การศึกษา  จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อำเภอบางปลาม้า สมรสกับคุณวิมล พรหมพันธุ์ บุตรมี 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน

ผลงานดีเด่น          

      เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว นายชัยพร พรหมพันธุ์ ได้ออกมาช่วยบิดามารดาทำนา จนแต่งงาน จึงแยกครอบครัวไปประกอบอาชีพของตนเอง โดยมีการทำนาเป็นอาชีพหลัก และหล่อเสาปูนซิเมนต์เป็นอาชีพเสริม เริ่มทำนาจากที่ดินมรดก 40 ไร่ ซื้อที่ดินทำนาขยายเพิ่มขึ้นจนมีถึง 100 กว่าไร่ในปัจจุบัน ทำนาด้วยวิธีหว่านนาตม นายชัยพรเป็นผู้สนใจศึกษาหาความรู้ในการทำนาสมัยใหม่จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่น จากเพื่อนบ้าน ร้านขายเคมีเกษตร และเจ้าหน้าที่เกษตร นำมาทดลองปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ ทั้งด้านการเตรียมพื้นที่ การใช้พันธุ์ดี การใส่ปุ๋ย การป้องกันกำจัดศัตรูพืช มีการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง จนทำให้ได้ผลผลิตข้าวสูงกว่าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน
 
              ต่อมานายชัยพรได้ริเริ่มทำการเกษตร โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เช่น สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี ฯลฯ และใช้สารอินทรีย์วัตถุแทน ซึ่งการเตรียมพื้นที่และการบำรุงดิน นายชัยพรจะใช้ฟางที่เหลือจากการนวดข้าว หมักและไถผสมลงไปในแปลงนา เน้นการปรับพื้นที่นาให้เรียบเพื่อสะดวกต่อการควบคุมน้ำ การควบคุมวัชพืช และหว่านปุ๋ย ซึ่งสามารถใช้ปุ๋ยในปริมาณที่ต่ำกว่าชาวนาทั่วๆ ไป สำหรับพันธุ์ข้าวที่ใช้ได้นำเมล็ดข้าวพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรมาปลูกใหม่เสมอ รวมทั้งมีการคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ ให้ผลผลิตสูง ใช้ปุ๋ยน้อย และต้านทานต่อศัตรูพืช ซึ่งก่อนที่จะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปปลูกจะทำการแยกเมล็ดวัชพืชที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าวออก โดยใช้ตาข่ายไนล่อนกรองแยกชั้นหนึ่ง หลังจากนั้นจึงนำไปแช่น้ำ ช้อนเมล็ดวัชพืชซึ่งลอยน้ำ เนื่องจากมีน้ำหนักเบาทิ้ง ซึ่งการควบคุมวัชพืชด้วยวิธีดังกล่าว ทำให้ไม่ต้องใช้ยาปราบวัชพืชเลย นอกจากนี้ยังริเริ่มปรับปรุงเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ดัดแปลงเครื่องยนต์รถไถติดเทอร์โบเพื่อเพิ่มกำลังในการไถและบรรทุก ปรับแต่งองศาของผานไถใหม่ ให้ไถดินได้มากกว่าเดิม ทำให้การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้น
             ในปี พ.ศ. 2532 ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคมร่วมกับชาวนา ทดลองใช้สารสกัดจากพืช ควบคุมโรคแมลงในนาข้าวแทนสารเคมี และเนื่องจากบิดาของ นายชัยพร ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 เคยแพ้ยาฆ่าแมลง จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลมาแล้ว จึงได้เข้าร่วมโครงการด้วย โดยทดลองใช้สารสกัดจากสะเดา ข่าแก่ และตะไคร้หอม ควบคุมแมลงในนาข้าว และมอบหมายให้นายชัยพรช่วยจัดการฉีดพ่นสารสกัดจากพืชแทน ผลที่ได้ปรากฏว่า สารสกัดจากพืชสามารถป้องกันโรคแมลงของข้าวได้จริง โดยเฉพาะในช่วงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดครั้งใหญ่ ปี 2533 - 2534 ทำให้นาข้าวส่วนใหญ่เสียหายสิ้นเชิง แต่แปลงที่ใช้สารสกัดจากพืชยังได้ผลผลิต ทำให้นายชัยพรมีแรงจูงใจในการใช้สารสกัดจากพืช ในการกำจัดแมลงศัตรูข้าว และเนื่องจากความเป็นคนสนใจและช่างสังเกตนายชัยพรจึงพบว่า สารสกัดจากพืชจะกำจัดแมลงศัตรูข้าวเท่านั้น แต่ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูข้าวยังคงอยู่ และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อช่วยในการกำจัดแมลงศัตรูข้าวอีกทางหนึ่ง แม้จะหยุดใช้สารสกัดจากพืชเป็นบางครั้งแมลงศัตรูข้าวก็ไม่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้นายชัยพรยังใช้วิธีการอื่น ๆ ในการควบคุมศัตรูพืช เช่น การใช้ข้าวพันธุ์ต้านทาน ปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ในแปลงเดียวกัน หลีกเลี่ยงการใช้พันธุ์ข้าวที่ซ้ำ ๆ กันในพื้นที่เดิมติดต่อกันหลาย ๆ ปี ไม่หว่านข้าวหนา เพื่อให้แสงแดดสามารถส่องลงถึงพื้นดินได้ เป็นการป้องกันไม่ให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอาศัยอยู่ตามโคนต้นข้าว เป็นต้น การใช้วิธีดังกล่าว ทำให้นายชัยพรเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างสิ้นเชิงในปี 2534 ผลผลิตข้าวจากแปลงนาของนายชัยพรจึงปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งนายชัยพร ได้ประสานงานกับศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคมจัดจำหน่ายข้าวปลอดภัยจากสารพิษ โดยบรรจุถุงวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า และร้านค้าทั่วไปทั้งในและนอกเขตจังหวัดสุพรรณบุรี

นายชัยพรได้เผยแพร่ความรู้ที่ตนเองมีในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งรับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นแหล่งความรู้ทางวิชาการฝึกปฏิบัติดูงานแก่นิสิต นักศึกษา นักเรียน เกษตรกร และบุคคลทั่วไปทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ รวมทั้งให้พักอาศัยและอำนวยความสะดวกจนได้รับหนังสือขอบคุณยกย่องเสมอมา รวมถึงการออกข่าวเผยแพร่ทางสื่อมวลชนทางเอกสารสิ่งพิมพ์ เช่น วารสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เอกสารศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา หนังสือพิมพ์ ผลงานทางสถานีโทรทัศน์ เช่น รายการผู้หญิงยาตรา โลกสวยด้วยมือเรา พฤหัสสัญจร แม่บ้านสีเขียว ฯลฯ ผลงานที่เด่นชัดของนายชัยพร ทำให้เป็นหนึ่งในชาวนาไทยที่ได้รับคัดเลือกให้ไปดูงานที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2537

นายชัยพร เป็นคนหนุ่มที่ยังมีความคิดก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง แผนการดำเนินงานขั้นต่อไปได้ตั้งความหวังว่า จะผลิตข้าวที่เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณผลผลิต ปลอดภัยจากสารพิษ และมีต้นทุนการผลิตต่ำ จากความวิริยะ อุตสาหะ ความตั้งใจ และผลงานที่ปรากฏ นายชัยพรจึงได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2538


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 21:16:32
นาอินทรีย์นิเวศน์ของคุณชัยพร  พรหมพันธุ์
Ecology Agriculture in Paddy Field  By Chaiyaporn Pormpun

เรียบเรียงโดย  สมหวัง   วิทยาปัญญานนท์

 มูลเหตุจูงใจดูงาน
ได้มีโอกาสไปดูงานทำนา ของคุณชัยพร พรหมพันธ์  เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2538 (081-174-2813) บ้านเลขที่ 31 หมู่ 1 ต.บางใหญ่ อ.บางปลาม้า จ. สุพรรณบุรี 72450 ห่างจาก อ. บางปลาม้าประมาณ  5 กิโลเมตร ภรรยาชื่อวิมล แม่ยายชื่อ ทองโปรย  ยิ้มประเสริฐ

           มูลเหตุจูงใจที่ไปดูงาน เพราะไปค้นหาในอินเตอร์เน็ต ทำนาเกษตรอินทรีย์ แล้วเห็นคำว่า ซุปเปอร์ชาวนา ชัยพร พรหมพันธุ์  ทำนาอินทรีย์ 105 ไร่ ประเด็นที่น่าสนใจจากบทความคือ ทำนา 105 ไร่   2 คน  สามีภรรยาโดยไม่ต้องจ้าง ประดิษฐ์รถควักดินเอง ทำให้ต้นทุนต่ำ ประมาณการณ์จากบทความ น่าจะเป็นนาที่มีต้นทุนต่ำที่สุด คือประมาณ 2000 บาท/ไร่ ไม่รวมค่าเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย แต่กำไรไร่ละหมื่นบาท

ปุ๋ยสมุนไพรไล่แมลงใช้กับสวนผลไม้ได้
 เพื่อนของแม่ยาย อดีตเป็นเจ้าของโรงเลื่อยไม้ที่ปทุมธานี  มีที่ดินอยู่ที่เชียงราย ก็ยังเอาน้ำสมุนไพรไล่แมลงจากคุณชัยพร ไปฉีดไล่แมลงในสวนผลไม้ ทดแทนยาฆ่าแมลงเคมี เดิม ทีแรก คนสวนที่ไม่ค่อยเชื่อว่าจะได้ผล พอได้ผล ก็ติดใจอยากได้อีก เพราะปลอดภัย และเล่าให้ฟังว่า เคยเข้าโรงพยาบาล หลังฉีดยาฆ่าแมลง เพื่อนแม่ยาย เล่าให้ฟังว่า ที่นาเดิมที มีต้นไมยราบยักษ์ระบาดมาก  ต้องค่อยๆ ทำ ขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ โดยการทำทีละน้อย ตัด ฟัน เผาแล้วใช้ไกรโคเฟต และหมาแดง ฉีดพ่นอีกที การทำทีละน้อย เพื่อทะยอยจ่ายเงินจะได้ไม่ดูเป็นเรื่องใหญ่ ที่สวนก็มี  กระท้อน ลิ้นจี้ ลำไย หากเป็นลำใยก็สามารถขายที่เชียงรายได้ เพราะมีคนซื้อกิน  แต่หากเป็นกระท้อน ไม่มีคนกิน หากจะเอามาขายที่กรุงเทพผลผลิต 4 ตัน ก็ต้องเสียเงินค่าเก็บและค่าขนส่งมากรุงเทพแพงมาก จึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จึงจะมีรายได้จากกระท้อน ทดลองใช้อีเอ็นแค่เดือนเดียว ก็จะมีไส้เดือนในดิน แนะนำว่า คนทางเหนือ ชอบปลาช้อนและปลาหมึกแห้ง หากคิดไม่ออกว่าจะซื้ออะไรไปฝากคนทางเหนือ

ต้นทุนทำนาถูกสุดสุดทำได้อย่างไร

การลดต้นทุนทำนาของคุณชัยพร พรหมพันธ์ มีดังนี้

-         ต้นทุนแรงงาน ทำเอง ให้คนอื่นทำ เหยียบข้าวล้มหมด จึงต้องเอาไม้แหวกต้นข้าวไว้เดิน หากตัวเองทำตะแคงฝ่าเท้าเดินอย่างสบายๆ เอายาฆ่าหญ้าลูบข้าวดีด ก็ไม่ไปถูกข้าวดี เหมือนจ้างเขา คนอื่นทำเสียเงิน 600 บาท ทำเองแค่  3 ชั่วโมงก็เสร็จก็จะได้ประหยัดไปแล้ว 600 บาท

-         ต้นทุนค่าเช่านา ไม่มี เพราะซื้อเป็นเจ้าของเอง แรกๆ อาจเช่า พอมีเงินก็ซื้อเลย

-         ต้นทุนค่าปุ๋ย ใช้ปุ๋ยขี้หมู มาหมักอีเอ็มใส่ขี้หมู 4-5 กระสอบ/ไร่ กระสอบละ 20 กก. ซื้อมาใส่รถกระบะปิกอัพของตัวเอง เที่ยวละ 50 ลูก ต้นทุนแค่ 1,000 บาท ใส่ได้ 10 ไร่ ตกต้นทุนปุ๋ย 100 บาท/ไร่ ใส่ปุ๋ยขี้หมูแห้งก่อนทำเทือก หรือ พร้อมๆ กับทำเทือก โดยวิธีใส่กระบุ้งลงบนรถอีโกร่ง ปาดนาให้เรียบพร้อมๆกับหว่านปุ๋ยแห้งลงไปด้วย

-         ต้นทุนปุ๋ยน้ำหมักและฮอร์โมน  ก็ทำปุ๋ยน้ำหมักเอง ทำหัวเชื้ออีเอ็มเอง เอามาจากป่าห้วยขาแข็ง นอกจากนี้ยังทำฮอร์โมนไข่  และฮอร์โมนนมสดใช้งานเองด้วย

-         ต้นทุนยาสมุนไพรไล่แมลง ทำเองที่บ้าน ก็ปลูกต้นบอระเพ็ดด้วย ให้ขึ้นตามต้นมะม่วง ไม่ต้องดูแลมาก

-         ต้นทุนปลูกข้าว ใช้วิธีแช่น้ำข้าวเปลือกพันธุ์ 1 คืน พองอก ผสมไตรโคเดอร์ม่า แล้วเอาไปทิ้งเป็นจุดๆ เตรียมหว่านโดยวิธีพ่นกระจายทั้งนา หากทำเองไม่ทัน ต้นข้าวก็ไม่เป็นรากเน่า

-         ต้นทุนพันธุ์ข้าว ให้พันธุ์ข้าวสุพรรณ 60 เมล็ดพันธ์ก็เลือกเกี่ยว เอาต้นที่มีรวงเมล็ดมากๆ ไว้ทำพันธ์ เอามาผึ่งแดดลมให้แห้ง โดยใส่กระสอบปุ๋ยโป่งๆ ให้ล้มระบายได้อย่างน้อยๆ  45 วัน จึงจะปลูกได้ ตอนใช้งานช่วยแช่น้ำไตรโดเคอม่า  จะปาดเอาข้าวลีบเบาลอยน้ำออกไปขาย ไม่เอาทำพันธุ์

-         ต้นทุนไถนา ซื้ออีโกร่ง มาใช้งานเอง ช่วงวิ่งบนถนนก็ เอายางนอกรถยนต์หุ้มไว้เวลาลงนาก็ถอดออก การไถนาจะทำทีเดียว ถึงทำเทือกเลย ไม่มีไถดะก่อน

 

การทำนาหมักปุ๋ยขี้หมู เลี้ยงต้นกล้าข้าวอ่อน  18 วัน
สูตรการทำนี้หมักจุลินทรีย์ขี้หมู

                   ขี้หมูแห้ง                           1        ส่วน   (20 กก.)

                   น้ำธรรมดา                         10      ส่วน   (180 ลิตร)

                   ใส่อีเอ็มห้วยขาแข็ง              0.5     ส่วน   (1 ลิตร)

                   แช่น้ำ                                         2-3     คืน     (200 ลิตร)

                   ไม่ต้องใส่น้ำตาล

สูตรการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ขี้หมู
                   น้ำหมัก                                       1        ลิตร   

                   น้ำธรรมดา                         20      ลิตร

                   ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เมื่อข้าวอายุได้ประมาณ 18 วัน

 

การทำฮอร์โมนนมเลี้ยงต้นอ่อน 18 วัน
สูตรการทำหมักฮอร์โมนนม

บีทาเก็นหรือยาคูลน์ (นมเปรี้ยวจุลินทรีย์)   1 ขวด

              นมจืด                                             1 กระป๋อง

               แป้งข้าวหมาก                                  1  ลูก

หมัก  3 วัน จนมีกลิ่นหอม

สูตรการใช้

     นำน้ำสมุนไพรไล่แมลงผสมน้ำหมักฮอร์โมนนม  ฉีดบำรุงต้นข้าว และไล่แมลงไปพร้อมๆ กันจนได้ไม่เปลืองแรงงาน

 

เร่งดอกออกรวงด้วยฮอร์โมนไข่ (ข้าว 45 วัน)
          สูตรการทำ ฮอร์โมนไข่

          - ไข่ไก่หรือรกวัวแทน           5  กก. (ไข่ประมาณ  100 ฟอง)

          - กากน้ำตาล                      5  กก.

          - ลูกแป้งข้าวหมาก              1  ลูก

- ยาคูลน์ หรือบีทาเก็น หรือนมเปรี้ยว  1 ขวด

 วิธีการทำ

นำไข่ไก่ทั้งฟอง ปั่นให้ละเอียดแล้ว แล้วนำไปใส่ภาชนะ ผสมการน้ำตาลคลุกเคล้าให้เข้ากัน ต่อจากนั้นบดแป้งข้างหมากให้ละเอียดแล้วผสมกับยาคูลน์และนมเปรี้ยว แล้วนำไปบรรจุใส่ถังพลาสติก แล้วคนให้เข้ากัน แล้วปิดฝาหมักทิ้งไว้ 14 วัน โดยจะต้องเปิดคนทุกวัน จึงนำไปใช้ได้ ถ้าหมักนานเกินไป จะทำให้แห้งจะต้องเติมน้ำมะพร้าวอ่อน ที่มีเนื้อเป็นวุ้น  2 ลูก

สูตรการใช้งาน
             เมื่อข้าวอายุ 45 วัน จะเริ่มตั้งท้อง  100 ไร่ ใช้ฮอร์โมนประมาณ  5 กก. โดยใช้  30 ซซ. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น

          หลังออกรวงแล้ว จะฉีดฮอร์โมนไข่ อีกครั้งก็ได้ การฉีดพ่น  10-15 วันต่อครั้ง และควรฉีดพ่นขณะแดดอ่อน หรือในช่วงเช้า เพราะกลัวว่าจุลินทรีย์จะตายจากความร้อน

 การทำเทือก
ลูบเพื่อกดให้ระดับเรียบ นามีน้ำ ให้ไล่ดินก่อนแล้วลาก ตั้งระดับได้ มีกระดานลูบหลังเสมอเลย  หากท้องนาเสมอเรียบ จะใช้น้ำเข้านาน้อย ไม่เปลืองน้ำค่าสูบน้ำ คุมน้ำคุมหญ้าได้ง่าย และป้องกันน้ำแห้งเป็นจุดๆ ในที่ดอน

น้ำเข้านาวันที่ 7-25   ของวันปลูกข้าว  หลังจากวันที่ 25  แล้ว  ปล่อยให้น้ำในนาแห้งเอง

 

การหว่านข้าว
เอาข้าวเปลือกแช่ลงไปในน้ำในปลอกบ่อที่เตรียมไว้ใส่น้ำ  70% ที่ใส่เชื้อไตรโคเดอร์ม่าไว้แล้ว เอาข้าวเปลือกลอยๆ ออกทันที เพราะเป็นข้าวเบาข้าวล้ม ไม่มีน้ำหนักแช่ไว้  1 คืน แล้วตักใส่กระสอบปุ๋ย เอาไปค้างที่นาได้เลย วางกระสอบไว้เป็นจุดๆ ทั่วแปลง

     การหว่านใช้วิธีหว่านเครื่อง เป็นเครื่องพ่นหว่านโดยถอดลิ้นให้ล้มลง เอาตัวกันน้ำออก

          เครื่องหว่านเหมือนกัน 2  เครื่อง เอาไว้หว่านปุ๋ยแห้งปุ๋ยเม็ด และเอาไว้หว่านข้าว  1 เครื่อง อีกเครื่องลิ้นปิด ก็จะพ่นปุ๋ยน้ำ พ่นน้ำหมัก พ่นน้ำสมุนไพร น้ำฮอร์โมนได้พ่นเครื่องหนึ่งๆ  ห่างจากตัวผู้พ่นประมาณ  7 เมตร อัตราการใช้ข้าวเปลือก  2.5  ถัง/ไร่

หว่านไม่หมดก็ไม่เป็นไร หากไม่แช่เชื้อไตรโคเดอร์ม่า ข้าวเปลือกจะขึ้นรา  ข้าวที่แช่แล้ว  1 คืน วางทิ้งไว้ในกระสอบชื้น จะเกิดตุ่มตา หากความชื้นหมด ตาจะหด จะใช้อีกก็จะนำกระสอบข้าวเปลือกแช่น้ำอีก เรียกตุ่มตาใหม่ก่อนเอาไปใช้งาน

 จำไว้ข้าวล้มให้เอาออกเลย เอาไว้ไม่ดีเพราะอาหารน้อยมีแค่ครึ่งเมล็ด เติบโตไม่ดีแล้ว เมล็ดลีบก็จะออกลูกเป็นเมล็ดลีบเช่นกัน

     การแช่น้ำ แค่น้ำเปล่าก็พอ ไม่ต้องใช้น้ำเกลือเพราะแค่น้ำเปล่าก็คัดเมล็ดนั้นออกไปมากแล้ว ต้องรีบตักข้าวลอยน้ำออก เพราะทิ้งไว้นาน ๆ ข้าวจะจมลงเพราะอุ้มน้ำเต็มที


แก้ปัญหาเพลี้ยไฟในนาข้าว

 ใช้สมุนไพรไล่แมลง ก็จะเหลือตัวหำตัวเบียน คอยกินเพลี้ย

อีกเทคนิคหนึ่งคือ อย่าหว่านข้าวหนาไป  จากเดิม  4-5 ถัง/ไร่ หนาไป ลดเหลือ  2.5 ถัง/ไร่ ก็พอดี หากต้นข้าวหนา แดดจะร่ม มีร่มเงามาก เพลี้ยชอบความชื้นและร่มเงา หากหว่านให้บาง  เพลี้ยจะหมดไป

          เป็นชาวนาต้องหมั่นเป็นนักสังเกตุ เคยทำนา  3 แปลง ทำแปลงต้นน้ำก่อน แล้วไล่น้ำลงมาแปลงสองและไปแปลงสาม

บังเอิญข้าวงอกครึ่งเดียว ทั้งๆ ที่หว่านหนาคิดว่าจะรื้อนา หว่านใหม่ แต่ทำใจไหนๆ ก็ไหนๆ ก็เลยปล่อยไปแบบข้าวนาดำ แรกๆ ดูข้าวบางๆ ไม่เต็มนา รู้สึกเบาๆ ไม่มั่นใจ ว่าข้าวต้องได้น้อยแน่ แต่ตรงกันข้ามหว่านไว้หนา กลับได้ข้าวถัง/ไร่ น้อยกว่าหว่านบางอีก ก็เลยหันมาหว่านแบบบางๆ  ตั้งแต่นั้นมา

 ต้นทุนทำนา
 เดิมทีมีแค่  30 ไร่  พอต้นทุนต่ำก็มีกำไรมาก ก็ขยายนา ซื้อไปเรื่อยๆ จนได้ 107 ไร่

ต้นทุนปี 2550 ประมาณ 2,000 บาท/ไร่  ปี 2551 ประมาณ 2,500 บาท/ไร่ เพราะราคาน้ำมันขึ้น   ต้นทุนนี้ไม่รวมค่ารถเกี่ยวข้าว (รถอุ้ม) กำไรไร่ละ 10,000 บาท หากปีไหนได้ผลผลิตมากกว่า 100 ถัง/ไร่ จะซื้อเครื่องประดับให้กำลังใจตัวเอง ในส่วนที่เกิด 100 ถัง/ไร่

ทำนา  10 ไร่ เท่ากับเงินเดือน 5,000-10,000 บาท/เดือน ทำ 2 รอบ/ปี ที่สุพรรณบุรี ดังนี้

          รอบแรก         ธันวาคม-เมษายน

          รอบสอง        พฤษภาคม-กันยายน

          พักให้น้ำท่วม  ตุลาคม-พฤศจิกายน

 

การรักษาดินนา
ให้ตรวจดินดูโดยการเดินย่ำนา หากนุ่มเท้าดินจะดี เพราะประกอบด้วยฟางจุลินทรีย์มากมาย   หากเป็นดินแย่ จะแข็งกระด้าง เดินไม่สบายเท้า มักเกิดจากการเผานาแบบรุนแรง คือ เผาขณะลมนิ่ง

          ยามจำเป็นต้องเผาฟาง  จะใช้เทคนิคการเผาฟางแบบลอกผ่าน โดยเลือกช่วงลมแรงๆ ไฟจะเผาฟางแบบผ่านๆ เผาไม่หมด


การทำเทือกโดยวิธีควักดิน
รถควัก ทำงาน  10 ไร่/วัน ดินนิ่มและยกเท้าเปื้อน ข้าวอายุ 45 วัน  เปิดน้ำทิ้งก่อนปลายข้าวเหลืองให้แห้งก่อน 

รถทำเทือกแบบที่ขายกัน จะตัดดินจนเละ  ดินข้างใต้ถูกตัดเสมอกันหมด  และพื้นแข็ง    สู้ควักเป็นจุด จะดีกว่า

ใส่ปุ๋ยขี้หมูช่วงข้าวอายุ 45 วัน
 ช่วง 45 วัน หากข้าวออกรวงช้า ให้เอาขี้หมูแห้งใส่กระสอบวางขวางน้ำเข้านา ให้น้ำชะล้าง ละลายออกไป ใช้ประมาณขี้หมู  1  กระสอบ/ไร่

หนที่ 2 อายุข้าว 50-55 วัน ใส่ปุ๋ยอีก

หากเมล็ดข้าวเล็กไป ให้บำรุงเมล็ดข้าวโดยฉีดฮอร์โมน

                   - ฉีดพ่นฮอร์โมนก่อนข้าวออกรวง     1 ครั้ง

                    - หลังออกรวงแล้ว ฉีดพ่นฮอร์โมน    1 ครั้ง

เกสรตัวเมียข้าวจะเปิดปากช่วง  9 โมงเช้าถึงบ่าย  2 ช่วงนี้  ห้ามฉีดพ่นฮอร์โมนหรือปุ๋ยใดๆ เพราะเมล็ดข้าวจะอมสารเข้มข้นเข้าไป เมล็ดจะแตก 

ทำนาข้าวไร้สารเคมีฉีดแล้วเทียวต่อได้
ทำนาข้าวไร้สารเคมี ไร้พิษภัยอันตรายฉีดเสร็จก็ไปช่วยงานสังคมได้ต่อเลย

ปราบหอยเชอรี่ด้วยนก
หอยเชอรี่ไม่มี เพราะนกกินหมด หลังจากทำเทือกแล้ว ปล่อยน้ำแห้ง นกจะลงมากินหอยในนา นกกินหลังทำเทือกเลย  กิน 1- 2 วัน หอยก็หมด แล้วนกจะไม่มาลงนาอีก เพราะอาหารหมด หากในนามีหอยอยู่ มีต้นกล้าอ้วน นกจะเดินย่ำกล้าอ่อน ทำให้ต้นกล้าตายได้ พอนกกินหอยหมด ก็จะไม่มาลงนาอีก เพราะรู้ว่าอาหารหมดแล้ว จากนั้นก็ค่อยหว่านข้าวลงนา

          การแหวกร่องน้ำ บางคนนิยมสวยงามดี ใช้แหวกเป็นเส้นคู่ขนานไปเลย ในทางประหยัดแรงงาน  ก็ไปดูว่าน้ำขังอยู่ตรงไหน ก็ลากแหวกเฉพาะตรงนั้นให้น้ำระบายออกไป ไม่เน้นความสวยงาม เน้นหน้าที่ร่องน้ำ ปลูกข้าวขึ้นหมดก็จะปกคลุมบังมิด ไม่เห็นร่องน้ำแล้ว


ทำอย่างไรให้ข้าวกินอร่อย
ช่วงข้าวออกรวงต้องปล่อยให้น้ำแห้ง ข้าวจะหอมคล้ายๆ วิธีเดียวกันกับผลส้ม หน้าแล้งรสเฉียบกว่าฤดูฝน

ข้อมูลนี้พบโดยบังเอิญ หว่านข้าว  3  เดือนครึ่ง หวิดน้ำไปอีกแปลงด้านท้าย  15 ไร่ น้ำไม่พอ ปรากฏว่าข้าวหอม ไม่ได้ทำอะไรเลย สรุปว่า ข้าวจะหอมต้องอดน้ำ ข้าวหอมปทุม หอมเพราะอดน้ำข้าวหอมมะลิ มีบางคนเอาหอมปทุมไปปน  หอมปทุมเป็นนาปรัง  100  ถัง/ไร่ แต่หอมมะลิเป็นนาปี  60  ถัง/ไร่

ดูแลแมลงศัตรูข้าว

มีแมลงมีหนอน ช่วงแรก หนอนจะห่อใบข้าว และมีเพลี้ยกระโดด ในนาข้าวอินทรีย์มีแมลงบ้าง แต่ไม่เสียหายใบหักไปบ้างไม่เป็นไร อย่ามากินรวงข้าว ก็แล้วกัน เพราะเราทำนาเองรวงข้าวเมล็ดข้าว  ไม่ใช่เอาใบข้าว

หนอนกินใบลงนามากๆ นกจะรู้ แล้วลงมาหาหนอน  กินแล้วนกจะเหยียบรวงข้าวหัก

ต้องฉีดสมุนไพร ได้ผลแน่นอนอยู่ที่ใจว่ามั่นใจในสมุนไพรไล่แมลง สมุนไพรต้องเก็บสะสม   ที่ใช้บ่อยๆ ก็มี บอระเพ็ด ผักคูณ สะเดา ยาสูบ (ยาฉุน) หางไหล (โลตั๋น)

 

การจัดการข้าวพันธ์
การเก็บข้าวพันธุ์จากการทำนาของตัวเอง เป็นพันธุ์สุพรรณ 60 ดูที่รวงแก่หน่อย เมล็ดสุขเหลืองทั้งรวง  ไม่มีต้นหญ้าอยู่ใกล้ๆ เกรงว่าจะเอาเมล็ดหญ้าปนมาด้วย เกี่ยวเสร็จ ก็เอามาตากแดด  1-2 วัน ขึ้นอยู่กับแสงแดดอ่อนแก่   จัดเก็บใส่ถุงปุ๋ยไว้

          การใช้ข้าวพันธุ์ไปปลูก ต้องเก็บอย่างน้อย 3  สัปดาห์ (21) วัน  จึงเอาไปใช้ได้เลยช่วง  30-45 วัน    % การงอกของเมล็ดข้าวจะสูงสุด

การเก็บข้าวพันธุ์เอง ช่วยทำให้ประหยัด ค่าพันธุ์ไม้ไว้ และสามารถปรับปรุงพันธุ์ข้าวเองได้

ในท้องตลาด  หากเราขายข้าวเปลือกเพื่อกิน  110 บาท/ถัง แต่หากเราไปซื้อพันธุ์ข้าวมา ราคาจะเป็น  250  บาท/ถัง หรือแพงอีกเท่าตัว  และอาจควบคุมความเก่าใหม่ของเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ หรือมีข้าวอื่นปลอมปน หรือมีข้าวดีข้าวเสียปนมามาก หรือข้าวอายุเกิน ไม่ได้ อาจได้ข้าว  4  เดือน แทนข้าว  3  เดือน คนอื่นเก็บเกี่ยวหมดแล้ว ตัวเองยังไม่ออกรวงเลย จะช้ำใจ เพราะถูกเพื่อนชาวนาแปลงข้างๆ ถามเอา

ข้าว  4   เดือน มี ข้าวหอมปทุม  35  ข้าวปทุม 1 ข้าวพิษณุโลก  ข้าว 3 เดือน ก็มี ข้าวรวงทอง  ข้าวราชินี ข้าวพวงทอง แต่คุณชัยพร เลือก ข้าวสุพรรณ   60

          ข้าวสุพรรณ  60  นั้น  อายุตามฤดูกาลที่ปลูก

          ฤดูแรก          อายุ    90      วัน

          ฤดูสอง                   อายุ    107    วัน

ข้าวเปลือกแบ่งเป็น 3  ส่วน คือ ข้าวเปลือกขายโรงสี ข้าวเปลือกเก็บไว้สีกินเอง และ ข้าวเปลือกทำพันธุ์

ข้าวเปลือกที่เก็บไว้กิน 1   ถัง จะสีเป็นข้าวสารได้ 0.6  ถัง ให้คำนวณ ให้เพียงพอในการกินทั้งปี อาจเผื่อแจกจ่ายญาติด้วยก็ได้

 

จงทำใจเมื่อทำนาอินทรีย์
คนเริ่มทำนาอินทีรย์ใหม่ๆ จะมีปัญหามาก มีชาวนาอยุธยา จะโทรมาถามถึงคุณชัยพรบ่อยๆ   พอติดปัญหาก็โทรมาถาม แล้วก็เอาไปปฏิบัติ ได้ผลเกินคาดจริงๆ

ทำนาอินทรีย์ ต้องทำใจให้ได้ หากต้นข้าวไม่งามใบไม่เขียว ปุ๋ยเคมีพอช่วยได้บ้างในช่วงแรกๆ แต่อย่ามาก เพราะชาวนาจะชินต่อการทำให้ใบข้าวเขียว แต่สารเคมีฆ่าแมลงให้ห้ามเด็ดขาด

ข้าวใบงามเกินไป เมล็ดลีบ  ให้สังเกตุดู เขาเรียกว่าบ้าใบ หรือวัวพันธุ์เนื้อตัวใหญ่แต่น้ำนมน้อย  แต่วัวพันธุ์นม ตัวจะเล็กกว่า แต่ให้น้ำนมมากกว่า ข้าวใบรวงสั้น เมล็ดจะแกร่ง เมล็ดจะเต็มเปลือกใบข้าวนาอินทรีย์ใบจะคมบาดขาลายไปหมด
 
แนวคิดจูงใจตัวเองให้ทำเองดีกว่าจ้าง
ทำนาทั้งปี  2   ครั้ง ช่วง  3  ว่าง 3  เดือน รอน้ำท่วม นับวันแต่ละรอบทำนา วันทำงานจริง 30 วัน  นั้นคือ ทำงานทั้งปี แค่ 60 วัน/ปี วันว่างมีมาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงแต่ขี้เกียจทำ ไปจ้างเขาหมด ลองทำเองบ้าง

ไปจ้างเขาฉีดพ่นปุ๋ยใบ  10 ไร่ เขามา 2 คน ทำแค่ 2  คน หมดไป 500 บาท ลองมาทำเองเสียเวลาแค่  3   ชั่วโมง ครึ่งวัน ประหยัดได้  500  บาท

เราทำเองอาจเร็วกว่า เพราะเราทำไปคิดไปว่าจะลดขั้นตอนงานให้น้อยลงอย่างไร สำรวจแปลงนาไปด้วย ประสิทธิภาพมากกว่า ระมัดระวังมากกว่า เพราะเป็นเจ้าของเอง การเดินก็ไม่เหยียบต้นกล้า จนเสียหาย คนอื่นเขาระวังน้อยกว่า

          การบนไว้กับตัวเองและภรรยา ว่าหากเกิน 100  ถัง/ไร่ (1 เกวียน/ไร่) จะขอส่วนเกินไปซื้อเครื่องประดับทองคำมาแต่งตัวแล้ว หากทำไม่ถึงก็อด ท้าท้ายตัวเอง หากจ้างคนอื่น ไม่มีทางทำได้มาก ต้องทำเอง จึงเกิดพลังใจในการทำงาน  มากกว่าจ้าง

ชาวบ้านเพื่อนบ้านไม่เชื่อว่า ทำนาได้มากกว่า  100  ถัง/ไร่ ต้องเก็บกากตั๋วขายข้าวมาให้ดู

          แนวคิดเรื่องปุ๋ยเคมี  มีพนักงานขายมากระตุ้นให้ชาวนาซื้อมากๆ แล้วมีชิงรางวัลเลี้ยงโต๊ะจีนพาไปดูงานต่างประเทศ  อย่าใจอ่อน ให้ทำเองใช้เกษตรอินทรีย์ อยากเที่ยว ก็ให้เก็บเงินไปเที่ยวเอง เขาต้องกำไรมากๆ มิเช่นนั้นเขาจะเอาโต๊ะจีนมาเลี้ยงได้อย่างไร ต้องคิดว่าเขาฟันเรา จะได้มีฤทธิ์สู้ ไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ ซึ่งต้องตอบโต้  โดยการต่อสู้  ทำปุ๋ยใช้เอง  ไม่ยอมซื้อเด็ดขาด
 
แรงดลใจให้เป็นชาวนาอินทรีย์
 ตอนนี้เป็นชาวนาเกษตรอินทรีย์ไปแล้ว รับนักศึกษาเกษตรมาฝึกงาน โดยไม่คิดเงินเลย เลี้ยงอยู่เสร็จ มาจากมหาวิทยาลัยเกษตรบางแสน และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แรงดลใจ  มีดังนี้

-         มีอาจารย์ด้านเกษตรมาช่วยสอนเรื่องทำนาให้
-         คนโบราณยังไม่เห็นใช้ยาเคมีเลย ยังทำนาได้
-         นาปรังบอกว่าทำนาไม่พอกิน ลองไม่ทำอะไรเลย ก็เห็นได้ผลผลิตออกมาพออยู่ได้
-         ข้าวนาเพลี้ยลง บางคนถึงกับถอดใจ เอาน้ำออกจนนาแห้ง  ปรากฏว่าข้าวรอด เพราะเพลี้ยอยู่ไม่ได้ เพราะร้อนและขาดความชื้น
-         ลองฉีดสมุนไพรดู ปรากฏว่าข้าวเต็มเมล็ดดี
-         ทำใจได้ อยากลองดู เพราะเป็นคนช่างคิดช่างสังเกตุ มีนิสัยเป็นนักทดลองอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว

ลองทำนาอินทรีย์ดู
ทำนาอินทรีย์มาแล้ว ประมาณ  25 ปีมาแล้ว แรกๆ ก็ทดลองน้อยๆ ก่อน  8  ไร่เป็นนาอินทรีย์ ที่เหลือ 14 ไร่ เป็นนาเคมี ปรากฏกว่านาเคมีมีเพลี้ยมาก นาเคมีกับนาอินทรีย์เป็นคนละเลนกัน ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง จุลินทรีย์ในนาอินทรีย์ พอกับมาที่นาเคมี จุลินทรีย์ถูกสารเคมีก็ตายหมดเชื่อราที่ใช้  ก็มี

-         เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (ราเขียว) ใช้ตรวจเมล็ดพันธุ์ และฉีดพ่นฆ่าเชื้อราสนิมใบข้าว
-         เชื้อจุลินทรีย์ห้วยขาแข้ง (อีเอ็ม)  เพาะหัวเชื้อจุลินทรีย์เอง โดยไปเอาจากป่าห้วยขาแข้ง อุทัยธานี ลักษณะนุ่มเป็นแผ่น หอมคล้ายเห็ด  อีเอ็มนี้มาทำเป็นอีเอ็มผงก่อน เก็บเอาไว้ โดยใช้ไปขอบบ่อเอาฟางคลุม เอาฝาปิดอีกที แล้วเอาไปใช้เป็นอีเอ็มน้ำ ใช้มาหลายปีแล้ว ยังไม่หมดเลย  ใครมาขอก็ยกให้ฟรีๆ อีเอ็มเราหมักไว้ย่อยฟางข้าวในนา และหมักขี้หมู และสมุนไพรไล่แมลง

 การทำอีเอ็มจากห้วยขาแข้ง เอาเชื้อราจากห้วงขาแข้ง ในลักษณะดินโป่ง ใช้วัสดุฟางข้าว ใบไผ่ ลำ แกลบ กากน้ำตาล น้ำธรรมดา ผสมกันแล้วราดให้ชุ่ม คลุกเคล้าให้ทั่วขณะราดน้ำ เอากระสอบป่านคลุมความชื้นไว้ จนเริ่มออกใยขาว แสดงว่าเชื้อเกิดแล้ว ปล่อยให้อยู่ในดินจนแห้ง โดยเก็บใส่ขอบบ่อที่อยู่ในร่มไม้ เอาฟางแห้งคลุม  เอาฝาปิดกระสอบป่าน อย่าให้ถูกแสงแดดและอย่าให้ร้อน 

เอาเชื้อแห้งผงใส่ถุงตาข่าย ไปใส่ในถังน้ำเปล่า ที่ใส่กากน้ำตาล แช่ถุงตาข่ายไว้ 4-5 วัน เชื้ออีเอ็มก็จะขยายลงในอยู่ในน้ำแทน โดยใส่ถังเขียนปิดฝาไว้  100  ลิตร

การทำแผนนาอินทรีย์
แรกๆ เราใช้ปุ๋ยเคมีอยู่ เราใส่ปุ๋ยอะไรบ้าง มีไร่แล้วค่อยๆลดลง

การทำนาอินทรีย์มี  2  วิธี คือ
-         ทำนาอินทรีย์บางส่วนสัก 5-10% ของพื้นที่ที่เหลือเป็นนาเคมี แล้วค่อยๆ  ขยาย พื้นที่นาอินทรีย์จนเต็มแปลงภายในกี่ปี ตามที่แผนเรากำหนดไว้
-         ทำนาอินทรีย์ทั้งหมดทั่วพื้นที่ โดยกระบวนการ ลดเคมีฆ่าแมลงก่อน แล้วมาใช้สมุนไพรแทน จากนั้นก็ค่อยๆ ลงปริมาณปุ๋ยเคมีลง โดยทดแทนตัวปุ๋ยอินทรีย์และจุลินทรีย์ชีวภาพ ให้มาก

พื้นที่ทำนาเคมีเสียและเสื่อมโทรมมากๆ ก็จะฟื้นยากหน่อย จะปรับตัวไม่เท่ากัน อีกอย่างนี้เคมีจากแปลงอื่นใกล้เคียงก็ไหลเข้ามา เพราะมีการถ่ายน้ำนาจากแปลงโน่นไปใส่แปลงนี้ หรือใช้คลองห้วยร่วมกัน ให้ลองเอาดินและน้ำไปตรวจดูสารปนเปื้อนโลหะหนักมีพิษ  เคมีฆ่าแมลง
ให้เลิกใช้เคมียูเรียเลย เพราะมีแต่ใบและเป็นโรคง่าย ให้ใช้สูตรเคมี 16-20-0 ไปก่อนแล้วค่อยๆ ลดลง
 

สมุนไพรฆ่าแมลงตัวเก่ง

 เมล็ดมันแกว   :- ฤทธิ์แรงฆ่าแมลงได้เร็ว ฆ่าหนอน บดแล้วให้สุนัขกิน อาจตาย  ได้
กลอย            :- จะมีฤทธิ์เมา ฆ่าแมลงและหอยได้

ชาวนาต้องเก่งเครื่องจักรจึงจะลดต้นทุนได้
 เคยมีอาชีพหล่อเสาปูนขาย มีรถบรรทุกสิบล้อวิ่งข้าว เคยเป็นช่างอู่ จึงมีความรู้เรื่องช่าง

หากทำเองมีพื้นที่มาก ทำไม่ทันฤดูกาลและเวลาที่ให้ จะจ้างก็แพง ปกติทำนาเขาจะจุดไฟตอซังก่อนแล้วไถ  เห็นว่าไม่ดีก็เปลี่ยนวิธีใหม่

          เริ่มจากการทำแบบไถกลบฟาง  เห็นข้าวงามดี เพราะมีปุ๋ยจากฟาง ก็เลยประดิษฐ์รถควัก วิ่ง  3  ที ก็เสร็จแล้ว ทุ่นแรงเครื่องมือทำแรง

วิธีการทำเทือกที่รวดเร็วลดงาน
1.     หลักการ
-         จุดเลี้ยวพื้นจะไม่เสมอ เนื่องจากล้อบิดเป็นแอ่งลึก หากเลี้ยวเป็นวงแคบ ดังนั้นการเลี้ยวต้องเป็นวงกลม

-         ใช้คลื่นน้ำ กระแทกดินที่เป็นเลนพอดีๆ เรียบเอง ใช้หลักธรรมชาติช่วยทำงานให้

2.     วิธีการทำ

-         เริ่มจากแบ่งพื้นที่เป็น 2 ซีก
-         วิ่งผ่ากลางแปลง จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ใช้แนวตรง
-         เมื่อชนสุด ให้เลี้ยวขวา (ด้านขวาแปลง) ตั้งฉากไปจนสุดแปลงนาแล้ววิ่งกลับมาใช้เส้นเดิม
-         พอเจอเส้นกลางก็ทำเทือกทางขวาของเส้นกลาง
-         วิ่งมาสุดอีกด้านของเส้นผ่ากลาง ก็เลี้ยวไปทางขวา (ด้านซ้ายแปลง)
-         วิ่งสุดก็วิ่งกลับมาจนเส้นกลาง
-         แล้วทำเทือกด้านซ้ายเส้นกลาง
-         แล้วทำซ้ำๆ ในลักษณะตัวเอส-ฉาก
-         เส้นกลางก็จะเป็นพื้นที่ขยายไปซ้ายขาวเรื่อยๆ
-         ดินเทือกก็จะถูกกระแทกไปเรื่อยๆ จนเรียบ
-         สุดท้ายให้ทำเทือกเรียบโดยวิ่งตามกรอบ รอบแปลงนา

 



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 21:19:48
สูตรน้ำสกัดสมุนไพรป้องกันและกำจัดแมลงและศัตรูข้าว
สมุนไพรจำเป็นแต่ละชนิดอย่างละ  5   กก. ดังนี้

ยาสูบหัวกลอย หนอนตายอยาก บอระเพ็ด หางไหลแดง เปลือกมังคุด เมล็ดมันแกว ขมิ้นชัน ไพล เปลือกสะเดา สมุนไพรเหล่านี้ สามารถปลูกเองได้รอบๆบ้าน จะได้ไม่ต้องซื้อหา

สมุนไพร (หากมี) แต่ละชนิดอย่างละ 5 กก. ดังนี้

ตะไคร้หอม  ว่านน้ำ ลูกมะกรูด เถามะระขี้นก ฝักคูณแก่

ใช้กากน้ำตาล  10  กก. หัวเชื้ออีเอ็ม 1 ลิตร หากกากน้ำตาลต้องซื้อ ก็ปลูกอ้อยสัก  1 งาน ก็สามารถใช้แทนกากน้ำตาลได้

วิธีทำ  สับส่วนประกอบทั้งหมดให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้ละเอียด (ยกเว้นกากน้ำตาลและหัวเชื้ออีเอ็ม) นำไปบรรจุในถังพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด ใส่กากน้ำตาล อีเอ็มและน้ำ  โดยให้ท่วมส่วนผสมขึ้นมาประมาณ 15  ซม. คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิทแล้วเปิดคนกวนทุกวัน เป็นเวลา 14 วัน จึงจะนำไปใช้ได้

          การใช้ อัตรา 100-150   ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร การฉีดพ่น ควรทำในช่วงเช้า จึงจะมีประสิทธิภาพสูง ส่วนกากที่เหลือ จากการคั่นน้ำหมดแล้ว ให้นำไปเทลาดเวลาสูบน้ำเข้านา

 

การผลิตเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ชนิดสด
เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า มาใช้ตอนแช่ข้าวพันธุ์ก่อนปลูก และรักษาโรคเพลี้ย  โรครากเน่าได้ ตลอดจนเพิ่มฟอสเฟตในดินได้

          การเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อ มีดังนี้

-         หุงปลายข้าวด้วยหม้ออุ่นข้าวไฟฟ้า ไม่นิ่มไม่แข็ง พอข้าวสุก ก็ใช้ทัพพีซุบขณะร้อน

-         ตักปลายข้าวสุกขณะร้อน ระวังเชื้ออื่นเข้าใส่ในถุงพลาสติกทนร้อน 8X12 นิ้ว หรือ 250  กรัม/ถุง

-         กดข้าวให้แบนพับปากถุง รอจนข้าวอุ่นเกือบเย็น

การใส่หัวเชื้อไตรโคเดอร์ม่า

-         ใช้เหยาะหัวเชื้อลงในถุงข้าวในที่ลมสงบ 2-3  ครั้ง หรือประมาณ 1 กรัม/ถุง

-         รัดยางตรงปากถุงให้แน่น เขย่าหรือบีบเบาๆ ให้เชื้อกระจายทั่วถุง

-         สวมถุงให้ปากถุงพองอากาศ แล้วใช้เข็มแหลมแทงบริเวณรอบๆ ปากถุงที่ยางรัดไว้

การบ่มเชื้อราไตรโคเดอร์มา
-         กดข้าวในถุงให้แน่น ห้ามวางถุงซ้อนทับกัน ดึงกลางถุงให้พองออก ไม่ให้ถุงติดข้าว ให้อากาศเข้าได้
-         บ่ม 2 วัน โดยวางถุงในห้องที่ปราศจากมด ไร และ สัตว์อื่น ๆ อากาศไม่ร้อน ไม่ถูกแสงแดด แต่มีแสงสว่าง  6-10 ชั่วโมง/วัน หากแสงไม่พอใช้หลอดนีออนช่วยแทน
-         ครบ  2  วัน บีบเขย่าข้าวที่มีเส้นใยให้แตก วางถุงในที่เดิม ดึงถุงให้อากาศเข้าอีกเหมือนเดิม
-         บ่มต่ออีก  4-5 วัน บีบดึงถุงอีก
-         ครบ 15 วัน จึงนำไปใช้
 

ปัญหาที่พบ
-         เชื้อขึ้นขาวแต่ไม่เขียว ข้างแฉะไป ต้องลดน้ำหุ้งข้าว
-         ปากถุงราเขียวก้นถุงราขาว อากาศไม่พอแสงไม่พอ ให้เจาะรูเพิ่มให้ใช้ไฟนีออนช่วย 
-         เกิดหยดน้ำในถุง วางถุงข้าวในที่ร้อน ให้วางในที่เย็น
-         เชื้อดำเสียในถุงข้าว มีจุลินทรีย์ปนเปื้อน ต้องทิ้งถุงข้าวโดยไม่ต้องแกะ
-         เชื้อเขียวแล้วกลายเป็นเชื้อขาว เชื้ออายุเกิน 7 วัน ให้บ่มเชื้อครบ 7 วัน แล้วเก็บถุงเชื้อในตู้เย็น
-         เกิดการปนเปื้อน เชื้อราไตรโคเคอร์ม่ากลายพันธุ์

วิธีการดูว่าเป็นนาอิทรีย์แล้ว
1.     สัมภาษณ์ แนวคิดชาวนา
-         มีความรู้เรื่องจุลินทรีย์ ทำนาอินทรีย์
-         ตอบปัญหาได้ในมุมของเกษตรอินทรีย์ จุลินทรีย์ชีวภาพได้ ในเรื่องลดต้นทุนปุ๋ย ยาฆ่าแมลง วัชพืช เนื้อดิน
-         สามารถบอกเวลาข้าวปิดเปิดเกสรตัวเมียได้
-         ค้นหาวิธีการลดงานลงโดยวิธีการตัดหรือรวมขั้นตอนการทำนา
-         วิธีการทำนาในแต่ละขั้นตอนสอดคล้อง
-         ผลงาน ผลผลิต

2.     เยี่ยมบ้านชาวนา
-         พบตุ่ม ไห ถังหมักจุลินทรีย์ ถุงปุ๋ยอินทรีย์
-         มีการปลูกพืชสมุนไพรใกล้บ้าน
-         มีการทำน้ำฮอร์โมนพืช
-         มีการทำปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมัก ใช้เอง หรือเลือกซื้อได้
-         มีถังข้าวแช่น้ำจุลินทรีย์
-         มีรถไถนาขนาดเล็ก, และอุปกรณ์ทำนา เชิงระบบนิเวศน์
-         มีอุปกรณ์ตรวจสอบต่างๆ เช่น ทดสอบดินและน้ำ

3.     ตรวจนาอินทรีย์ภาพสนาม สถานที่ทั่วไป

-         มีเสียงกบเขียดร้อง
-         พบตัวห้ำตัวเบียน  มวลเพชรฆาต  แมงมุม ตามระยะเวลาการปลูกข้าว
-         ดินนาร่วนซุ่ย เดินแล้วนิ่ม ไม่แข็งกระด้าง ดินมีกลิ่นหอม ไม่เหม็น มีแก๊สบริสุทธิ์ ไม่มีแก๊สมีเทน หรือแก๊สไข่เน่า
-         น้ำสะอาดใส่ ไม่เน่าดำ เอาน้ำไปวิเคราะห์ไม่พบโลหะหนัก หรือมีน้อยมาก
-         มีซากอินทรีย์ ตอซังข้าว ที่มีลักษณะเป็นฮิวมัสแล้ว
-         เอาดินจากนา มาลอยเพาะเชื้อจุลินทรีย์ดู โดยการทดสอบกับน้ำผสมน้ำตาล จะมีแก๊สหอมชื้น
-         พบวิธีการทำนา เช่น การวางกระสอบปุ๋ยคอกวางขวางทางน้ำ
-         พบวิธีการ ฆ่าแมลงทางกล และชีวภาพ
-         มีเทคนิคการทำนาที่ใช้ในเชิงระบบนิเวศน์ เช่นการปลูกห่างและใบโปร่ง เพื่อกำจัดเพลี้ยและราสนิม โดยวิธีสร้างบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวย
-         ตรวจดูรวงข้าว เมล็ดเต็ม ไม่ลีบ จำนวนเมล็ดมาก จำนวนกอมีกี่ต้น ต้นละกี่รวง รวงละกี่เมล็ด
-         การกระจายความหนาแน่นต้นข้าวและรวงข้าว ในแต่ละไร่ ของแปลงนาว่าสม่ำเสมอ หรือแตกต่าง  สามารถอธิบายสาเหตุและผลได้
-         อธิบายธรรมชาติของนกกินหอย และแมลงศัตรูพืชได้ ในแง่โทษและประโยชน์พฤติกรรม นิสัย ที่สอดคล้องกับการควบคุมป้องกัน จำนวนประชากรแมลงไม่ให้มากถึงขั้นเสียหาย

บทส่งท้าย
 คุณชัยพร พรหมพันธุ์ เป็นชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์มามากกว่า 20 ปี มาแล้ว อาศัยที่ตัวเองเป็นช่างเทคนิค เป็นคนชอบสังเกตุ ชอบคิดใหม่ทำใหม่ คิดปรับปรุงงานให้ทำงานน้อยลง ตัดงานบางอย่าง อย่างไรโดยการรวมงาน การประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องทุนแรง มาช่วยลดแรงคน การดัดแปลงเครื่องมือที่มีอยู่แล้ว มาทำหน้าที่หว่านเมล็ดข้าวและปุ๋ยเม็ดได้ การทำอุปกรณ์สูบข้าวดีดอย่างง่ายๆ ราคาถูก การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำเอง ใช้จ่ายประหยัด ใช้สารสมุนไพรไล่แมลงแทนเคมีฆ่าแมลง รู้จักธรรมชาติของนกในการลงนา การที่มีอุปนิสัยดี ที่ชอบสอนด้วย และมีแนวคิดกุศโลบายในการจูงใจตนเอง ให้ทำงานอย่างไร โดยไม่พึ่งคนอื่นมากนัก  การเป็นนักลดต้นทุนอยู่เป็นนิสัยรากฐาน  หากซื้อก็ซื้อน้อยที่สุด หากเป็นเครื่องจักรราคาแพงก็จะซื้อรถเก่า เช่น รถเกี่ยวข้าว รถใหม่ราคา 2  ล้านบาท ก็จะรอหาที่คนร้อนเงิน ขายรถเก่า ราคา 5 แสนบาท  1  ปี ก็ถอนทุนแล้ว เพราะไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วย  การลดเวลาป้ายข้าวดีด โดยการเอาถังน้ำยาสะพายติดหลัง  คนเดียวกันทำได้  ไม่ต้องใช้ 2 คน แบบคนอื่น และไม่ต้องเดินย้อนไปมา  เดินเที่ยวเดียวไปทั่วไป งานจึงเสร็จเร็วและไม่เหนื่อย


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 21:26:42
คนค้นคน  ตอน ปริญญาทำนา
ชัยพล ยิ้มไทร

kSrDQpxl-dE

จากตัวหนังสือไม่กี่หน้า ในนิตยสาร ค ฅน ฉบับที่ 48 เดือนตุลาคม 2552 ที่ตีพิมพ์เรื่องราวของ ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาเงินล้าน ได้ทำให้เด็กหนุ่มดีกรีนิติศาสตร์บัณฑิตคนหนึ่งที่ไม่ชอบเป็นเจ้านาย หรือเป็นลูกน้องใคร ไม่คิดจะเดินอยู่บนเส้นทางสายนักกฏหมายเหมือนเพื่อน ๆ ที่จบมาด้วยกัน เขานั่งคิด นอนคิดว่า อาชีพอะไรที่เหมาะกับคนรักอิสระเช่นเขา และเขาก็ค้นพบว่า อาชีพ "ชาวนา" นี่แหละ คือสิ่งที่เขาปรารถนา

          รายการ คนค้นฅน ได้นำเสนอเรื่องราวของหนุ่มผิวคล้ำร่างใหญ่ ชัยพล ยิ้มไทร ชาวจังหวัดนนทบุรี วัย 27 ปี...เขาคือหนุ่มรักอิสระที่ดั้นด้นเดินทางไปหา ชัยพร พรหมพันธุ์ เพื่อขอคำแนะนำการทำเกษตรกรรม และชัยพรก็คือคนที่ทำให้เขาพบแสงสว่างของการเป็นชาวนา เมื่อได้รับคำแนะนำกลับมา หนุ่มคนนี้ก็ได้เช่าพื้นที่รกร้างในอำเภอเชียงราก จังหวัดปทุมธานี เพื่อเดินตามความฝันของตัวเองทันที



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 06 มกราคม 2013, 21:37:39
คนค้นคน  ตอน แหลม อรหันต์ชาวนา

9H_KmdwyJAw

คำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นสิ่งที่คุ้นหูกันดีอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถนำกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจังและสมบูรณ์แบบ เฉกเช่น "อรหันต์ชาวนา" หรือกลุ่มชาวบ้านแห่งบ้านโนนยาง อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ที่มีแหลม พูนศักดิ์ สมบูรณ์ เป็นผู้ริเริ่ม

          แหลม หรือ พูนศักดิ์ สมบูรณ์ เป็นลูกชาวนาธรรมดาๆ คนหนึ่งแห่งบ้านโนนยาง อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เมื่อเรียนจบชั้น ป.6 แล้ว  "แหลม" ก็ได้เดินตามกระแสสังคม ก้าวเดินออกจากบ้านเข้ามาหางานทำในเมือง และประกอบอาชีพ "ช่างซ่อม" ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามองว่า ดูดี และทำเงินได้อย่างรวดเร็ว เขาได้เป็นช่างซ่อมประจำร้านในเมือง ก่อนจะเปิดร้านรับซ่อมเองที่บ้าน มีกำไรพอสมควร

จนเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง "แหลม" กลับมองว่า การเป็นลูกจ้างคนอื่น ไม่ใช่หนทางที่เขาอยากจะเลือกเป็น และเริ่มคิดว่า เขากำลังตกเป็นทาสของระบบทุนนิยม ตกอยู่ในวังวนของการเอารัดเอาเปรียบจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาไม่สบายใจ และนั่นทำให้ "แหลม" เริ่มมองหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า

          หลังจากสับสนในชีวิตอยู่พักใหญ่ "แหลม" ก็ได้ไปดูงานของ "พ่อใหญ่เชียง น้อยไท" ชาวนาอาวุโสแห่งจังหวัดสุรินทร์ และเห็นแปลงเกษตรที่มีทั้งปลูกพืช สมุนไพร หลากหลายอย่าง ความประทับใจในครั้งนั้นทำให้ "แหลม" เริ่มมองเห็นความจุดมุ่งหมายของตัวเอง

 "การเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน" คือคำตอบสุดท้ายของ "แหลม" ทั้งที่เขาไม่เคยมีความคิดว่า จะทำนาเหมือนดังเช่นพ่อแม่ของเขามาก่อนเลย นั่นทำให้เขาเริ่มปรับเปลี่ยนชีวิตของตัวเองอีกครั้ง เขาตัดสินใจหันหลังให้กับการทำงานในเมือง ที่ใครๆ ต่างพากันยื้อแย่งเพื่อที่จะก้าวไปสู่ดินแดนศิวิไลซ์เช่นที่ "แหลม" มีโอกาส แต่สำหรับ "แหลม" เขามองว่า การพึ่งตัวเองได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

          "แหลม" ตัดสินใจกลับบ้านมาใช้วิถีชีวิตดังเช่นชาวนาชาวสวน ทำนาโดยใช้ควาย แทนที่จะใช้เครื่องจักร เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา และปลูกสมุนไพรไปในคราวเดียวกัน

"ชาวนาที่ดูถูกควาย ผมไม่คิดว่าเค้าเป็นชาวนา ชาวนาจริงๆ จะคิดว่า ควายคือเพื่อนที่มีบุญคุณ สำหรับผมกลับยกย่องว่า ควายเป็นครู ผมต่างหากที่คิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของควาย" แหลมบอก

          แม้จะไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดของเขา และพากันเรียกเขาว่า "ผีบ้า" แต่ด้วยกำลังใจจาก "เรณู" ผู้เป็นภรรยา และลูกชายทั้งสองคน ก็ทำให้ "แหลม" ลุกขึ้นสู้ และฝ่าฟันจิตใจที่อยากจะกลับไปเป็นช่างซ่อมอีกครั้ง จนผ่านไปได้ด้วยดี

          "คนในหมู่บ้านมองว่าผมเป็นผีบ้า เพราะกลางคืนเดือนแจ้ง ผมจะลงไปขุดดินทำหลุมปลูกผัก บางวันก็ทำงานไม่หยุด เพราะต้องการที่จะให้มันเกิดผลเร็วๆ ให้พื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นสีเขียวให้ได้ แล้วที่สำคัญผมต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านที่เขาปรามาสไว้ว่า ไม่มีทางเป็นจริงได้ แต่ผมจะทำให้ได้..."


 สิ่งที่ "แหลม" ทำสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงของแหลม คือเขาไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ ก็สามารถหาได้จากไร่นาของเขา และความหลากหลายของการทำเกษตรก็ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ เพราะสามารถเก็บผลผลิตไว้ทานเอง ให้เพื่อนบ้าน หรือจะนำไปขายก็ได้

          "การทำอย่างนี้มันเหมือนกับเราฉีกสังคม แต่สังคมที่เราฉีกไปหาก็คือบรรพบุรุษของเรา มันคือรากเหง้าของเราเอง ถ้าทำเกษตรอินทรีย์แบบจริงๆ จังๆ นะ เราจะหลุดพ้นจากระบบนายทุนอย่างเต็มตัวเลย ทำนาง่ายนิดเดียว ลงแรงก็จริง เหนื่อยก็จริง แต่ก็แค่เดือนครึ่ง พอข้าวเต็มยุ้งฉาง เวลาที่เหลือจะนั่งเล่น นอนเล่นก็ได้"


 นอกจาก "แหลม" จะยึดแนวคิดพอเพียงมาใช้กับครอบครัวของตัวเองแล้ว เขาเล็งเห็นว่า สิ่งดีๆ เหล่านี้ควรจะถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย "แหลม" จึงเริ่มถ่ายทอดประสบการณ์การทำนาของตัวเองผ่าน "โรงเรียนอรหันต์ชาวนา" ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้การเกษตรแบบผสมผสาน โดยเริ่มให้ความรู้จากคนในหมู่บ้านก่อน จนเมื่อแนวคิดของเขาได้บอกต่อปากต่อปากไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ทำให้มีหลายคนหันมาสนใจการเกษตรแบบพอเพียงมากขึ้น โดยสิ่งที่ "แหลม" เน้นย้ำก็คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่จะทำให้คนอยู่รอดได้

"ความรู้ในวิชาชีพอื่นๆ นั้นถูกเผยแพร่เยอะแล้ว แต่ชาวนามีโอกาสน้อยมากที่จะได้ขึ้นเวทีพูดให้คนอื่นฟัง ผมอยากให้คนอื่นได้รู้กรรมวิธีของชาวนา ให้รู้ว่าเป็นชาวนาแล้วไม่อดตาย" แหลมกล่าวอย่างมุ่งมั่นและภาคภูมิใจในอาชีพของตัวเขา

          ปัจจุบัน "แหลม พูนศักดิ์" เป็นหนึ่งในความภูมิใจของชาวยโสธร จนชาวบ้านขนานนามเขาว่า "แหลม ยโสธร" และนี่ก็คือชีวิตที่เรียบง่าย แต่สร้างความสุขได้บนพื้นฐานการดำเนินชีวิตในแบบของ "เศรษฐกิจพอเพียง" และสมดังคำว่า "อรหันต์ชาวนา" ที่เปรียบประดุจชาวนาผู้รู้ ผู้ตื่นแล้ว จนสามารถหลุดพ้นจากวัฎสงสารของระบบนายทุน หลุดพ้นจากวังวนแห่งการใช้สารเคมี และการหลุดพ้นจากความจน อันเป็นผลพลอยได้ที่ตามมานั่นเอง


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: กระเจียว ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 09:17:21


  ติตตามอยู่ครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 14:12:43
ธาตุอาหารพืชในธรรมชาติ

ไนโตรเจน
ในพืช :
- ส่วนสีเขียวเข้มแก่จัดของพืชทุกชนิด. ต้นถั่วทุกชนิด. พืชตระกูลถั่ว (ก้ามปู. พุทรา. มะขามเทศ. มัยราบ. ทองหลาง. กระถินทุกชนิด. โสนทุกชนิด). สาหร่ายน้ำจืดทุกชนิด.
ในสัตว์ :
- เมือก-คาว-เลือด-เนื้อ สดๆ จากปลายังมีชีวิต.
ในน้ำ :
- น้ำฝน. น้ำค้าง. น้ำในแหล่งธรรมชาติ.

ฟอสฟอรัส
ในพืช :
- รากสดแก่จัด. เมล็ดในสดแก่จัด. ใบแก่ชะอม-ขจร-ถั่วพู-กระถิน-มะระ-บัวบก-ผักบุ้งจีน-สะระแหน่-หน่อไม้ฝรั่ง. งาดำ. ถั่วดำ. ถั่วลิสง. ถั่วเหลือง. เมล็ดบัว. ลูกเดือย. ดอกตูมและเกสร. สาหร่ายทะเล
- เนื้อผลไม้รสหวานสนิทแก่จัดสุกงอมจนออกกลิ่นฉุน เช่น กล้วย. เงาะ. มะละกอ. ทุเรียน. ละมุด. ฝรั่ง. น้อยหน่า. แก้วมังกร. มะปรางหวาน. มะยงชิด. ลองกอง. ลางสาด. มะขามหวาน. แตงโม. แคนตาลูป.
ในสัตว์ :
- เกร็ด-ก้าง-กระดูกปลาทะเล สด/แห้ง-เก่า/ใหม่
ในอาหารคน :
- มัสตาส. นมผงขาดมันเนย. เนยแข็ง. ลูกชิ้นกุ้ง. กะปิเคย

โปแตสเซียม
ในพืช :
- เปลือกและเนื้อของผลไม้รสหวานสนิทแก่จัดสุกงอมจนออกกลิ่นฉุนเหมือนฟอสฟอรัส
- ผลดิบแก่จัด เช่น ฟักทอง. แตงทุกชนิด. กระเจี๊ยบ. พริกสด. มะเขือพวง.
- ผักสด เช่น บล็อกโคลี่. ผักกาดขาว. ผักกาดหอม. ป๊วยเหล็ง.
- เปลือกแห้ง/สด/ใหม่ของผลไม้รสหวาน เช่น ทุเรียน. กล้วย. มะละกอ (ยกเว้น มังคุดและเงาะ)
ในสัตว์ :
- เนื้อสดสัตว์น้ำจืด/ทะเล. เครื่องในสัตว์บก/ทะเล

แคลเซียม
ในพืช :
- ผักผลสดแก่จัด เช่น ถั่วลันเตา. กระเจี๊ยบ. แตงดิบทุกชนิด. มะขามเทศมัน. กระถิน. มะระ. มะเขือเทศดิบ. บวบเหลี่ยม. งาดำ
- ผักใบสดแก่จัด เช่น คะน้า. โขม. กะเฉด. บล็อกโคลี่. ยอดปอ. ใบแก่ฟักทอง
- ผลดิบสดแก่จัดรสฝาดยังไม่สุก เช่น ฝรั่ง. อะโวคาโด. ผล/เมล็ดแตงแก่สดทุกชนิด. เมล็ดถั่วเขียว. มะขามเทศฝาด. มะขามป้อม. ขุยมะพร้าว.
ในสัตว์ :
- เกร็ด-ก้าง-กระดูกของปลาสดมีชีวิต. เปลือกไข่. เปลือกหอยสด/แห้ง/เก่า/ใหม่. นมสดสัตว์รีดใหม่. กุ้งฝอยสด/แห้ง. หอยจูน. หอยทราย
ในอาหารคน :
- นมพร่องมันเนย. เนยแข็ง. ผงกะหรี่. ไข่สด
ในธรรมชาติ :
- ยิบซั่มธรรมชาติ. ปูนหินเผา. ปูนเปลือกหอมเผา.  ปูนมาร์ล.  โดโลไมท์.

แม็กเนเซียม
ในพืช :
- เปลือก-ใบ-ตา-ต้นสีเขียวเข้มแก่จัด. เมล็ดในสดแก่จัด. เนื้อ/เปลือกผลไม้สดแก่จัดสุกงอมรสหวานอมเปรี้ยว เช่น สับปะรด. สตรอเบอรี่. มะเฟือง. ระกำ. สละ. เชอรี่. มะเขือเทศดิบ
ในสัตว์ :
- เกร็ด-ก้าง-กระดูกสัตว์สด/แห้ง-ใหม่/เก่า.  ปลาทะเล.
ในธรรมชาติ :
- ปูนมาร์ล. โดโลไมท์.
             
กำมะถัน
ในพืช :
- พืชสด/แห้งแก่จัดที่มีกลิ่นฉุน เช่น หอมแดง. หอมหัวใหญ่. กระเทียม. ขึ้นฉ่าย. ผักชี. สะตอ. พริกสด/แห้ง
ในสัตว์ :
- เมือก-เลือด-เนื้อสดใหม่จากปลาทะเลมีชีวิต
ในอาหารคน :
- ไข่สด
ในธรรมชาติ :
- ยางติดเปลือกมังคุด. กำมะถันผง

เหล็ก
ในพืช :
- ตาที่กำลังอั้นเต็มที่. ยอดอ่อน. เนื้อ/ใบสดแก่จัดของฟักทอง-ฟักเขียว-เผือก-กะเฉด-ผลพริกสด-ยอดปอ. มะเขือพวง. เมล็ดถั่วแขกแห้ง. เมล็ดบัว. เมล็ดกระถิน. ถั่วลิสง. ลูกเดือย. ยอดขี้เหล็ก. ผักดูด. เห็ดหูหนู. มัสตาด. จมูกข้าว.
ในสัตว์ :
- เมือก-เลือด-เครื่องในสดจากปลาทะเลมีชีวิต. เลือดวัว/ควาย/ไก่/แพะ. นมสดสัตว์รีดใหม่.
ในอาหารคน :
- มัสตาด. นมกล่องจืด/เปรี้ยว. ไข่สด.

ทองแดง
ในพืช :
- ส่วนสีเขียวสดแก่จัด. เมล็ดในสดแก่จัด. พืชตระกูลถั่ว.
ในสัตว์ :
- เครื่องในสดจากปลาทะเลมีชีวิต

สังกะสี
ในพืช :
- หัวสดแก่จัดเป็นเสี้ยนจนกินไม่ได้ เช่น ไชเท้า. แครอท. มันเทศ. มันแกว
- เหง้าหรือไหลสดแก่จัด เช่น ผักปอด. พุทธรักษา. กล้วย. เตย. ตำลึง.
- เมล็ดสดแก่จัด เช่น ฟักทอง. บวบ. แตง. ถั่วเขียว.
ในสัตว์ :
- หอยทะเล.  ปลาทะเล.

แมงกานิส
ในพืช :
- มะเขือเทศสุก. ผลตำลึงสุก. ผลวัชพืชสุก.
ในสัตว์ :
- เครื่องในสดปลาทะเล.
ในพืช :
- เมล็ดอ่อน. ส่วนที่เป็นน้ำหรือเยื่อเจริญของพืช.

โมลิบดินั่ม
ในพืช :
- เยื่อเจริญ                 

โบรอน
ในพืช :
- ผลอ่อน-ยอดอ่อน-ใบอ่อน-รากอ่อน ลักษณะกรอบ เปราะ เด็ดได้ด้วยมือ เช่น ผล/ยอดแตง-กะเฉด-ตำลึง-ผักบุ้ง-ยอดอ่อนของพืชเลื้อยทุกชนิด-เปลือกสดเขียว ส่วนปลายกิ่งที่กำลังมีผลอ่อน.  ทะลายปล์ม.
ในสารสังเคราะห์ :
- น้ำประสานทอง. โบรอนพืช (เกรด 10 โมเลกุลน้ำ).

ซิลิก้า
ในพืช :
- แกลบดิบ. หญ้าคา. หญ้าขน. กากน้ำตาล.
ในธรรมชาติ :
- หินภูเขาไฟ

โซเดียม
ในสัตว์ :
- เครื่องในสดใหม่ปลาทะเลมีชีวิต. มูลควาย.
ในธรรมชาติ :
- เกลือสมุทร. คาร์บอน
.ในสารธรรมชาติ :
- แกลบดำ. ถ่าน. ขี้เถ้า. ควันไฟ.

จิ๊บเบอเรลลิน
ในพืช :
- เมล็ดเริ่มงอก. น้ำมะพร้าวอ่อน. ผลอ่อนของผลไม้ที่มีลักษณะยาว. ยอดอ่อนพืชเด็ดได้ด้วยมือ. เถาบอระเพ็ดสดแก่จัดช่วงความสูง 1 ม.แรกจากพื้น. เปลือกสดปลายกิ่งส่วนที่เป็นสีเขียวขณะมีผลแก่.
ในสัตว์ :
- น้ำล้างเขียงทำปลา.

ไซโตคินนิน
ในพืช :
- หัวไชเท้า. ผักปรัง. ข้าวโพดหวาน. ข้าวระยะน้ำนม. โสมไทย. หน่อไม้ฝรั่ง. หน่อไม้ไผ่ตง.   น้ำมะพร้าวแก่.  แป้งในพืชหัวระยะกำลังเจริญเติบโต.  สาหร่ายทะเล.
ในสัตว์ :
- สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น กุ้ง. เคย. ปู. หนอน. แมลง. กิ้งกือ. ไส้เดือน. กระดองเต่า/ตะพาบ. ปลิงทะเล/น้ำจืด. ลิ้นทะเล. รกสัตว์. ไข่อ่อน. ไข่ขาว.  น้ำหอยเผา.   

อะมิโน
ในพืช :
- น้ำเต้าหู้พร้อมดื่ม.   
ในสัตว์ :
- ปลาทะเล. เยื่อหุ้มเมล็ดเลือด.
ในอาหารคน :
- ซุปไก่สกัด.  น้ำก้นหม้อนึ่งปลา.  น้ำเนื้อตุ๋น. ผงชูรส.

โอเมก้า
ในสัตว์ :
- เครื่องในสัตว์ทะเลสดมีชีวิต. หนอน. เนื้อปลาทะเลสด.
ในอาหารคน :
- ไข่สด. นมสด.

เอ็นเอเอ.
ในพืช :
- หัวกวาวเครือขาวสดแก่จัด

พาโคลบิวทาโซล
ในพืช :
- เหง้าตำลึงสดแก่จัดเป็นเสี้ยน ใบข่อยสดแก่จัด ผักปรังต้นแก่จัด ผักเสี้ยนต้นแก่จัด. หัวสดแก่จัดจนเนื้อเป็นเสี้ยนกินไม่ได้ เช่น หัวไชเท้า. มันเทศ. มันแกว.

วิตามิน บี.
ในพืช :
- เมล็ดทานตะวัน. น้ำมันพืช.
ในอาหารคน :
- ไข่สด
ในสัตว์ :
- หนังปลาสดใหม่

วิตามิน อี.
ในสัตว์ : 
- ไข่แดง.  หนังปลา.
ในพืช :
- แตงกวา

โปรตีน.
ในพืช :
- ถั่วเหลือง.
ในสัตว์ : 
- เนื้อสัตว์สดใหม่
ในอาหารคน : 
- เนื้อสัตว์ทุกชนิด (ในปลามากที่สุด).  นม.  ไข่.  น้ำเต้าหู้.  น้ำต้มตุ๋น. 

เอสโตรเจน.
ในพืช :
น้ำมะพร้าวแก่.
ในสัตว์ : 
- น้ำเชื้อ.
ในอาหารคน : 
- ยาเม็ดคุมกำเนิดแถวบำรุง.   ไวอากร้า.  เอสไพริน.

      หมายเหตุ :
   - เกษตรกรสหรัฐอเมริการู้จักการทำและใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพมานานกว่า 50 ปีแล้ว โดยปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ใช้ทำจากวัสดุส่วนผสมแบบเลือกสรรพิเศษพบว่ามีธาตุอาหาร พืชกลุ่ม “อะมิโน โปรตีน”  เป็นหลัก และวันนี้ เกษตรกรเกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ก็ได้มีการใช้กันอย่างกว้างขวางและจริงจัง
    - ผู้ค้นพบปุ๋ยหมักครั้งแรก คือ นักวิชาการเกษตรอินเดียได้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว ถึงวันนี้ก็ยังได้รับความนิยมและความเชื่อถือจากเกษตรไทยน้อยมาก
    - ปัจจุบันเกษตรกรเยอรมันที่มีเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์การเกษตรสูงมาก ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางทำการเกษตรแบบเคมีวิทยาศาสตร์ล้วนๆ มาสู่รูปแบบ “อินทรีย์ชีวภาพนำ-เคมีวิทยาศาสตร์เสริม” อย่างกว้างขวาง โดยมีหลักวิชาการเข้ามาประกอบการใช้ ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด อนาคตการทำอาชีพเกษตรกรรมดีขึ้น     

         แนวความคิดในการทำธาตุอาหารพืช
1. รู้......พืชต้องการธาตุอาหารตัวใด ?
2. รู้......ธาตุอาหารที่พืชต้องการนั้นมีอยู่ในวัสดุใด ?
3. รู้......วิธีแปรสภาพวัสดุนั้นให้เป็นธาตุอาหารสำหรับพืชได้อย่างไร ?
4. รู้......วัสดุที่แปรสภาพแล้วนั้นได้ธาตุอาหารพืชตัวใด ?
5. รู้......วิธีให้ธาตุอาหารที่แปรรูปแล้วแก่พืชอย่างไร ?
6. รู้......ธาตุอาหารแต่ละตัวที่แปรสภาพแล้วบำรุงพืชเพื่ออะไร ?



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 14:15:26
ข้าวอินทรีย์
ข้าวอินทรีย์ เป็นข้าวจากการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี สารสังเคราะห์โดยมนุษย์ ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารคุมและฆ่าวัชพืชทางเคมี สารเคมีป้องกันโรค สารเคมีฆ่าแมลง  สารเคมีฆ่าสัตว์ศัตรูพืชทุกชนิด สารเคมีฮอร์โมน แต่จะใช้วัสดุธรรมชาติและสารสกัดจากพืช สัตว์ ที่ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์มาใช้ทดแทน ตลอดจนไม่มีสารพิษตกค้างในข้าว หรือตกค้างในนา ในน้ำ จนทำลายสิ่งแวดล้อม

          การผลิตข้าวอินทรีย์เน้นความยั่งยืน โดยการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูดิน สร้างสมดุลระบบนิเวศน์ การปรับปรุงบำรุงดิน โดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์ การใช้จุลินทรีย์ ชีวภาพ การคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรค รักษาความสมดุลของศัตรูธรรมชาติทางโรคและแมลง การจัดการพืชต้นข้าว น้ำ อากาศ ตามจังหวะที่ต้นข้าวต้องการ ตั้งแต่ต้นกล้า วัยรุ่น ออกดอก ออกรวง การจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ให้โรคระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะความโปร่งแสง ความชื้น  อากาศ น้ำขัง หรือน้ำแห้ง จนทำให้พืชต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี ได้ผลิตสูง

          การผลิตข้าวอินทรีย์ จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ปราศจากสารเคมี หลังการเก็บเกี่ยวด้วย มีการขนส่ง การเก็บ การสีข้าว การบรรจุหีบห่อ จนถึงมือผู้บริโภคให้ปราศจากสารเคมี หรือสารพิษต่างๆ

          การปรับปรุงบำรุงดิน ต้องมีเทคนิคการไถกลบตอซัง ย่อยสลายตอซัง การใช้จุลินทรีย์ ตามภารกิจหน้าที่ ไม่ว่าเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์  ปุ๋ยน้ำฮอร์โมน จุลินทรีย์ป้องกันโรคเน่า  จุลินทรีย์สกัดสมุนไพร เกิดธาตุอาหาร NPK ในซากพืช ซากสัตว์ในดิน สลายออกมาให้พืชต้นข้าว สามารถกินได้ เลิกเผาตอซังในนาข้าว เพื่อรักษาชีวิตจุลินทรีย์  แมลงและสัตว์ที่เป็นประโยชน์ให้อยู่ในภาวะสมดุลต่อไป

ขั้นตอนการปลูกข้าวอินทรีย์มีดังนี้

1) การสำรวจพื้นที่แปลงนา

-         สภาพน้ำ (น้ำใช้ น้ำฝน สถิติน้ำฝน คุณภาพน้ำ แหล่งน้ำ)
-         สภาพดิน (ความสมบูรณ์ของดิน  pH , N-P-K จุลินทรีย์ในดิน สารเคมีตกค้างในดิน
-         สภาพความเป็นอยู่ของโรคพืช แมลง และศัตรูพืช (โรคเน่า หนอนแมลง หอยเชอรี่ โรคระบาด โรคประจำถิ่น)
-         สภาพลม (หน้าหนาว ทิศทางลม)
-         สภาพวัชพืช (ข้าววัชพืช โสน กก หญ้าขาว)
-         สภาพสัตว์ (กบ เขียด ปูนา แมงดา อึ่ง หนู งู)
-         สภาพเกษตรรอบๆ (การปลูกข้าวรอบๆ การเลี้ยงเป็ด วัว เลี้ยงปศุสัตว์ การปลูกอ้อยข้างๆ)

2) การเลือกพืชพื้นที่ปลูก

          พื้นที่เหมาะสมการปลูกมี
-         แปลงใหญ่
-         ความสมบูรณ์ดินสูง
-         อยู่ไกลจากพื้นที่เกษตรเคมีที่ใช้มากๆ มาอย่างยาวนาน
-         สารเคมีตกค้างในดินต่ำ

3) การดูแลความสมบูรณ์ของดิน

          สร้างความสมบูรณ์ของดินโดย

-         ไม่เผาตอซัง เพราะทำให้จุลินทรีย์ตาย และดินแข็งแน่น ตลอดจนไล่คาร์บอนในดินสู่บรรยากาศ
-         นำอินทรีย์วัตถุจากแปลงนาและแหล่งใกล้เคียงมาลงสู่แปลงนา อยู่เป็นระยะๆ
-         ปลูกพืชตระกูลถั่ว โสน แล้วไถกลบ เพิ่มไนโตรเจนในดิน
-         ปลูกพืชคลุมดินช่วงที่ไม่ได้ปลูกข้าว เพื่อคลุมหน้าดินดี ไม่ให้ถูกชะล้างออกไป
-         ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี เช่นมูลสัตว์ ซากพืช
-         ราดพ่นน้ำจุลินทรีย์หมักย่อยสลายตอซังข้าวแล้วไถกลบ
-         ใช้อนินทรีย์วัตถุและอินทรีย์วัตถุ ราดแทนปุ๋ยเคมี เช่น

N: แหนแดง สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว กากเมล็ดสะเดา เลือดสัตว์แห้ง กระดูกป่น
P:  หินฟอสเฟต กระดูกป่น มูลไก่ มูลค้างคาว กากเมล็ดพืช ขี้เถ้าไม้ สาหร่ายทะเล
K:  ขี้เถ้า หินปูน หินดินดาน
Ca:          ปูนขาว โคโลไมต์ เปลือกหอยป่น กระดูกป่น

-         ปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกถั่วสลับปลูกข้าว

4) การคัดเลือกพันธุ์ข้าว

-         เหมาะสำหรับพื้นที่นั้น คืออยู่ในที่ดินสมบูรณ์ต่ำได้  ต้านทานโรค ทนแมลง ตรงตามต้องการตลาด
-         พันธุ์ข้าว และลักษณะเด่น ของแต่ชนิดพันธุ์ข้าว เลือกใช้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ทนแล้ง ทนดินเปรี้ยว ทนดินเค็ม ต้านทานไส้เดือนฝอย ทนโรคไหม้ โรคใบสีส้ม โรคขอบใบแห้ง โรคจู๋ ทนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทนเพลี้ยจักจั๋นสีเขียว  ทนหนอนกอ ทนแมลงบั่ว  นวดง่าย กลิ่นหอม หุ้งต้มง่าย แตกกอดี ฟางแข็งไม่ล้มง่าย ทนน้ำท่วม ทนโรคกาบใบเน่า คอรวงยาว  เกี่ยวง่าย จำนวนเมล็ดต่อรวงมาก ทนโรคใบหงิก ทนโรคเขียวเตี้ย
-         ควรเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวจากแปลงเกษตรอินทรีย์ เอามาปลูก ปราศจากโรคแมลง
-         ทดสอบ% การงอกและความแข็งแรง
-         ปราศจากเมล็ดวัชพืช
-         อาจป้องกันโรคติดต่อมากับเมล็ดพันธุ์ โดยการแช่ในน้ำจุนสี (0.1%) นาน 20 ชั่วโมง แล้วล้างน้ำสะอาดก่อนนำไปปลูก
-         ปราศจากการปนเปื้อนสารเคมีในขั้นตอนต่างๆ ทั้งหมดหากมีให้แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50-55  ํซ นาน 10-30 นาที

5) การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนปลูก

          - เป็นพันธุ์ข้าวมาตรฐาน
          - ผลิตจากแปลงเมล็ดพันธุ์ข้าว
          - %  ความงอกสูง
          - ปราศจากโรคแมลง
          - ปราศจากเมล็ดวัชพืช
          - แช่ข้าวเปลือกในน้ำจุลินทรีย์  1% นาน 20 ชั่วโมง ก่อนนำไปหว่านปลูก

6) การเตรียมดินในแปลงนา

     วัตถุประสงค์เตรียมดินเพื่อ

-         สร้างสภาพเหมาะสะดวกในการปลูก
-         ทำให้ข้าวเจริญเติบโตดี
-         ช่วยควบคุมวัชพืชโรคและแมลง
     การเตรียมดินโดยการไถ
-         ไถดะ เพื่อทำลายวัชพืช พลิกกลับหน้าดิน กลบให้วัชพืชตาย ไถกลบตอซังให้ย่อยสลาย ไถกลบแล้วทิ้งไว้ 1 สัปดาห์
-         ไถแปร เพื่อตัดรอยไถดะ ทำให้รอยไถดะแตกออกเป็นก้อนเล้กๆ จนวัชพืชหลุดออกจากดิน อาจไถมากกว่า 1 ครั้ง ก็ได้ ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในนา ชนิด และปริมาณวัชพืช
-         ไถคราด  เพื่อคราดเอาวัชพืชออกจากผืนนาและปรับที่นาให้ราบเสมอกัน เพื่อให้ข้าวได้รับน้ำเสมอกันทั่วแปลง และสะดวกในการไขน้ำในนาออก

วิธีปักดำ
                 โดยการตกกล้า แล้วนำไปปักดำในนา ซึ่งได้ในการเตรียมดิน โดยการไถดะ 

     ตากดิน ปล่อยน้ำท่วมแปลง ไถแปร ไถคราดแล้ว

-         ตกกล้าคือ การเอาเมล็ดพันธ์ข้าวไปหว่านให้งอก 100 กรัม/ตรม. ในดินเปียก หรือในดินแห้ง คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ในน้ำเกลือ 1.7 กก. ต่อน้ำ  10 ลิตร คัดเอาเมล็ดลอยออกไป เมล็ดใส่ถุงไปแช่น้ำธรรมดา 12-24 ชม. แล้วเอาไปวางบนแผ่นกระดานให้ระบายอากาศดี แล้วเอาผ้าเปียกหรือกระสอบเปียกคลุมไว้นาน 36-48 ชั่วโมง พอเมล็ดงอกก็เอาไปหว่านลงแปลง

-         วิธีตกกล้าดินเปียก โดยหว่านเมล็ดงอกลงบนดินที่สูงกว่าระดับน้ำโดยรอบ 3 ซม. ทำเป็นร่องกว้าง 50  ซม.  เว้นคนเดิน  30 ซม. แนวยาวตามลม

-         วิธีตกกล้าดินแห้งโดยการเปิดร่องเล็กๆ ขนาดยาว 1 ม. หลายแถว ห่างกัน 10 ซม. หว่านเมล็ดในร่อง ใช้อัตรา 7-10 กรัม/ม. แล้วกลบดิน กันนกหนูรบกวน รดน้ำด้วยฝักบัว วันละ 2-3 ครั้ง

-         การดูแลแปลงกล้า ในกล้าดินแบบเปียก รักษาระดับน้ำ 2-3 ซม.   15 วัน แล้วระบายน้ำออก 2 วัน จากนั้นเอาน้ำแข็งแช่ 3-5 ซม. จนอายุกล้า 25 วัน ปล่อยกล้าขาดน้ำอีก 2-3 วัน จนอายุกล้า 28 วัน  ก็เอาน้ำเข้าอีก พอครบ 30 วัน ก็ถอนไปปักดำ ลักษณะต้นกล้าที่จะไปปักดำสีเขียวอมเหลืองหากพบเพลี้ยไฟ ให้ไขน้ำท่วมมิดต้นข้าว 6-12 ชั่วโมง สลับ 3-4 วัน

-         การถอนกล้า อายุ 25-30 วัน ล้างรากจับแยกรากที่โคนต้นสลัดในน้ำ มัดเป็นกำ ตบกล้าให้รากเสมอกัน กำละ 800-1,000 ต้น  ปักดำ 100 กำต่อไร ย้ายไปแปลงดำ  วางเรียงกระจายทั่วแปลงนา ให้รากแช่น้ำตลอดเวลา

-         วิธีปักดำ กล้าอายุ 30 วัน ถอดมัดเป็นกำๆ ตัดปลายทิ้ง ยกเว้นกล้าเล็ก ล้างเอาดินที่รากออก เอาไปปักดำในนาที่มีน้ำท่วม 5-10 ซม. ใช้กล้าประมาณ 7 กกต่อไร่ ดำระยะ 20 X
20 ซม. จำนวน 3-5 ต้น/กอ ระดับน้ำน้อยกล้าจะล้มง่าย ระดับน้ำสูงกล้าจะแข่งยึดต้น จะแตกกอน้อย

วิธีหว่านข้าวแห้ง
          หว่านเมล็ดพันธุ์ลงในนาที่ไถเตรียมไว้ หลังจากไถดะและไถแปรแล้ว  เหมาะสำหรับพื้นที่ฝนตกน้อย วัชพืชน้อย นาลุ่ม เมล็ดข้าวจะตกอยู่ตามซอกดิน รอยไถ พอฝนตกความชื้นถึงก็จะงอก  และดินจะลงไปกลบ อัตราการหว่าน 20-25 กก. /ไร่

วิธีหว่านน้ำตม
เตรียมดินเหมือนนาดำ มีไถดะ ไถแปร ไถคราด เก็บวัชพืช ปรับระดับพื้นที่นา ทิ้งให้ดินตกตะกอนจนน้ำใส ให้หว่านลงในนา นี้มีระดับน้ำไม่มากกว่า  2 ซม.  ใช้ 15-20 กก/ไร่ พอข้าวงอกก็จะโตพ้นน้ำขึ้นมา  วิธีนี้เหมาะสมสำหรับในพื้นที่เขดน้ำชลประทาน

การควบคุมวัชพืช
วัชพืชในนาข้าว

-         นาหว่านมีวัชพืชมากกว่านาดำ เพราะนาดำมีการเตรียมดินเก็บวัชพืชออกไปจากแปลงนาก่อนปักดำ

-         วัชพืชมี 5 ประเภท ดังนี้

1.     วัชพืชใบกว้าง เช่น แพงพวยน้ำ เทียนนา สาหร่ายหางกระรอก ผักปราบนา ผักปอด ผักตับเต่า
2.     วัชพืชใบแคบ เช่น หญ้าขาวนก หญ้านกเขา หญ้าแดง หญ้ากระดูกไก่ หญ้าก้านธูป หญ้าชันอากาศ
3.     กกมีลำต้นเป็นเหลี่ยมสามแฉก เช่น แห้วหมูนา
กก  แห้วทรงกระเทียม หนวดปลาดุก หนวดแมว
4.     สาหร่าย เช่น สาหร่ายไฟ สาหร่ายเส้นด้าย
5.     เฟิร์น เช่น ผักแว่น ผักกูดนา ผักกูดน้ำ

การควบคุมวัชพืช และศัตรูพืชในนา
-         หว่านถั่วเขียว คุมหญ้า หว่านพร้อมเมล็ดข้าว
-         ใช้แรงคนถอน
-         คุมระดับน้ำในแปลงนา ในระยะ 1-2 เดือน หลังปักดำ
-         ปลูกพืชหมุนเวียน เช่นปลูกถั่วเขียวก่อนข้าว
-         เลือกพันธุ์ข้าวต้านทานทนทาน

โรคในนาข้าว
  -   โรคไหม้ เกิดจากเชื้อรา ไพริดูลาเลีย ออไรซี ปลิวมากับลม ถูกใบจะเป็นแผล
       เป็น สีน้ำตาลรูปตาคน ทำให้เกิดใบแห้งตาก ทำให้คอรวงข้าวเน่า
       ทำให้เมล็ดลีบ  โรคจะรุนแรง หากข้าวไม่ทน และดินมี N สูง
       แก้โดยฉีดน้ำสมุนไพรบอระเพ็ด

-         โรคถอดฝักดาบ เกิดจากรา ยิบเบอเรลลา ฟูจิคูรอย เส้นใยสีชมพู ทำให้ข้าวแตกกอน้อย ใบเหลืองชัด และต้นสูง แพร่เชื้อราหางเมล็ด แก้ไขโดยวิธีถอนมาเผาทิ้ง เลือกพันธุ์ข้าวทนโรค ฉีดสมุนไพรบอระเพ็ด

-         โรคใบจุดสีน้ำตาล เกิดจากรา เฮลมินโทสพอเรียบออไรซี ทำให้เมล็ดข้าวมีรอยด่างเทา ทำลายแป้งในเมล็ด น้ำหนักเบา ให้ฉีดสมุนไพรบอระเพ็ด

-         โรคขอบใบแห้ง เกิดจากบัคเตรี  แซนโทโมนัส ออไรซี มักเกิดในที่น้ำขังนาน ทำลายต้นข้าวที่ใบและราก แก้โดยให้ฉีดสมุนไพร และงด N  ทุกชนิด

-         โรคใบสีส้ม เกิดจากเชื้อไวรัส เยลโล โอเรนจ์ลีฟ แพร่โดยจักจั่นสีเขียว เกิดรอยด่าง แตกกอน้อย รากเดินไม่ดี รวงข้าวมีเมล็ดน้อย เมล็ดเปลี่ยนเป็นสีดำ น้ำหนักเบา ใช้กำจัดแมลงพาหะโรค และฉีดสมุนไพรบอระเพ็ด

-         โรครากปมจากไส้เดือนฝอย ที่ชื่อ เมลอยโคไกเนเกรมินิโคลา ทำให้รากระยะแตกกอมีปมเล็กๆ จำนวนมาก ใบเหลืองชัด แคระแกร็น แก้โดยอย่าปล่อยในนาขาดน้ำ ให้น้ำท่วมนา เพื่อทำลายไส้เดือนฝอย ใช้ฉีดสมุนไพร บอระเพ็ด ระหุ่ง สะเดา

แมลงในนาข้าว

-  เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากแหงดูดกินน้ำเลี้ยงต้นกล้า ตรงที่เป็นสีเขียว พืชจะใบเหลือง ต้นแคระแกร็น ใบม้วนตามความยาว แก้โดยอย่าให้ข้าวขาดน้ำ จมข้าวมิดยอดทิ้งไว้ 1-2 วัน ฉีดพ่นด้วยสมุนไพร สะเดา สาบเสือ น้อยหน้า บอระเพ็ด

-  หนอนม้วนใบ ทำให้ข้าวม้วนเข้าหากัน หุ้มตัวไว้ และกัดกินใบ พบช่วง ข้าวกำลังแตกกอ แก้โดยจุดไฟล่อตัวแก่ให้มาเล่นไฟ แล้วจับทำลาย ฉีดพ่นสารสกัดสะเดา

-  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงปากแหงดูดน้ำเลี้ยงกาบใบ ทำให้ใบเหี่ยวแห้ง และพบราสีดำเกาะติดต้นข้าวด้วย ทำให้เมล็ดไม่สมบูรณ์ น้ำหนักเบา ล้มง่าย แก้โดยจุดไฟล่อให้มาเล่นไฟ เว้นระยะการปลูกข้าวหากระบาดหนัก ระบายน้ำทิ้งเพื่อลดความชุ่มชื้น ฉีดพ่นสมุนไพร บอระเพ็ด น้อยหน่า สะเดา สาบเสือ

- เพลี้ยจักจั่นสีเขียว แมลงปากแหงดูดทำลายข้าวทุกระยะ ทำให้ใบแห้งเหี่ยวมีสีเหลือง ต้นข้าวอาจตายได้ แก้โดยจุดไฟล่อให้บินมาเล่นไฟ ฉีดพ่นน้ำสมุนไพรน้อยหน่า และสะเดา

- แมลงสิง  ดูดกินน้ำนมจากเมล็ดข้าว หลังจากออกดอก 1-2 สัปดาห์ ทำให้เมล็ดลีบ บางครั้งดูดน้ำเลี้ยงที่คอรวงและยอดต้นอ่อน ให้ฉีดพ่น บอระเพ็ด สะเดา และสาบเสือ

- แมลงบั่ว ตัวคล้ายยุง ลำตัวสีชมพู วางไข่ฝักเป็นตัวหนอนเข้าไปในลำต้นข้าว ทำให้ใบเปลี่ยนเป็นหลอด คล้ายธูป ไม่ออกรวง แคระแกร็น แตกกอมากมีรวงน้อย แก้โดยฉีดพ่นสมุนไพร

- หนอนกอ มีสีครีม สีชมพู ทำลานต้นข้าวในระยะที่เป็นตัวหนอน เจาะเข้าทำลายต้นข้าว กัดกินใบ จนใบอ่อนแห้งตาย ทำให้คอรวงขาด ให้จุดไฟล่อแมลงและฉีดพ่น สารสมุนไพร บอระเพ็ด สะเดา และสาบเสือ

สัตว์และหอยศัตรูข้าว
- ปูนา กัดกินต้นข้าวที่ปักดำใหม่ๆ ทำคันนาเป็นรู  แก้โดยไขน้ำให้นาแห้ง 10-15 วัน ให้ดินร้อน เอาปลาร้าใส่ลงในปีบ ฝังไว้ในนา ปากเสมอพื้น ปูลงไปกินแล้วขึ้นไม่ได้

-  หนู กัดกินต้นข้าวระยะแตกกอ ระยะตั้งท้องมีหนูพุกเล็ก หนูนา หนูสวน หนูจิ๊ด หนูขยะ หนูหริ่ง แก้ไขโดย ใช้กับดับ ทำความสะอาดคันนา ยุ้งฉาง

- หอยเชอรี่ กัดข้าวระยะต้นอ่อน แก้โดยใช้ต้นกล้า อายุ 35-45 วัน ปลูก ดักหอยที่น้ำไหล ใช้มะละกอล่อ  เลี้ยงเป็ดในนาข้าว ฉีดพ่นน้ำเอ็นไซด์จากหอยเชอรี่และมะละกอ

หลักการป้องกันโรคแมลงสัตว์ศัตรูข้าว
                   - ไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด
                   - ใช้ข้าวพันธุ์ต้านทานโรคและแมลง
                   -  เตรียมแปลง ปลูกพืชหมุนเวียน ตัดวงจร ทำสมดุล ธาตุอาหาร จัดการระดับน้ำ
                   - จัดสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาด
                   - รักษาความสมดุลทางธรรมชาติ สร้างแมลง มีประโยชน์ พวกตัวห้ำตัวเบียน
                   - ปลูกพืชขับไล่แมลงตามคันนา เช่น ตะไคร้หอม
                   - ใช้สารสกัดจากพืชไล่แมลง เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ใบแคฝรั่ง
                   - ใช้ไฟล่อ กับดัก ยางเหนียว

แมลงที่เป็นประโยชน์ในนาข้าว
          ควรอนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติมีดังนี้

-         ด้วงดิน เป็นตัวหำที่แข็งแรงว่องไว จะกินหนอนห่อใบข้าว กินเพลี้ยกระโดด
-         ด้วงเต่า มีด้วงเตาลายจุด ด้วงเต่าลายขวาง ด้วงเต่าแดง ด้วงเต่าจะกิน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยกระโดด เพลี้ยหอย แมลงวี่ขาว และไร้ กินหนอนตัวเล็กๆ และไข่แมลง
-         มวนเพชฌฆาต เป็นตัวห้ำ มีสีน้ำตาลมีหนามแหลม 3 อันที่หลัง กินหนอนผีเสื้อ
-         จิ้งหรีดหางดาบ มีสีดำ ตัวอ่อนมีสีน้ำตาล จะกินไข่แมลงศัตรูข้าว ไข่หนอนผีเสื้อ หนอนกอ หนอนห่อใบ หนอกระทู้ ไข่แมลงวัน เจาะยอดข้าวตัวอ่อนเพลี้ยกระโดด  เพลี้ยจักจั่น
-         มวนจิงโจ้น้ำเล็ก มีขนาดเล็ก เคลื่อนที่เร็ว มีทั้งมีปีกและไม่มีปีก จะกินตัวอ่อนเพลี้ยกระโดดที่ตกลงไปในน้ำ
-         แมลงหางหนีบ มีหางคล้ายคีมยื่นออกมาคู่หนึ่งไว้ใช้ป้องกันตัว จะกินและตัวหนอนผีเสื้อ
-         แมลงปอเข็ม ปีกแคบ บินไม่เก่ง มีสีเขียว แกมเหลือง ท้องยาวเรียง จะกินตัวอ่อนเพลี้ยกระโดด  เพลี้ยจักจั่น

 การจัดการน้ำ
          น้ำทำให้ข้าวเจริญเติบโต การให้ผลผลิต หากระดับน้ำสูง จะทำให้ต้นข้าวสูงหนีน้ำ จะทำให้ต้นอ่อนล้มง่ายหากน้ำขาดก็จะทำให้วัชพืชรกเติบโตแข่งกับข้าวตลอดฤดูกาลปลูก  เลี้ยงน้ำไว้ที่ระดับ 5-15 ซม. และก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน ให้ระบายน้ำออกเพื่อให้ข้าวสุกพร้อมกัน และพื้นนาแห้งเหมาะสำหรับการเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยว
          หลังข้าวออกดอก 30 วัน เมล็ดในรวงข้าวจะเปลี่ยนเป็นสีฟาง เรียกว่า ข้าวพลับพลึง
          ขณะเก็บเกี่ยวข้าวมีความชื้น 18-24% ต้องลดให้เหลือ 14% หรือต่ำกว่า เพื่อให้เหมาะสำหรับการเก็บรักษา
          การตากข้าวในลานตากหลังเก็บเกี่ยว เกลี่ยให้หนา5 ซม. ตากแดดจัด 1-2 วัน พลิกข้าววันละ 3-4 ครั้ง
          การตากข้าวในกระสอบถุงปุ๋ย ขนาด 40-60 กก. วางกระสอบตากแดด 5-9 วัน พลิกกระสอบวันละ 2 ครั้ง
          การตากฟ่อนข้าวแบบสุ่มซังในนา แขวนไว้ 2-3 แดด อย่าให้ข้าวเปียกน้ำหรือเปื้อนโคลน

สนใจอ่านเพิ่มเติม       ปลูกข้าวอินทรีย์ เปลี่ยนวิถีชาวนาไทย
                                        ดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์







หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 14:18:59
ชีวิตชาวนายุคโลกาภิวัฒน์สู่ชาวนานักปราชญ์
โดยลุง ลุงทองเหมาะ   แจ่มแจ้ง  ปราชญ์ชาวนา  อำเภอศรีประจัน  จังหวัดสุพรรรณบุรี 

ชาวนาขาดความรู้เรื่องทำนา
       ชาวนาไม่รู้ว่าจุลินทรีย์มีประโยชน์ในการทำนา  จุลินทรีย์อยู่ในดินเหมือนแม่พระธรณี พอ ถึงยุคเคมีเข้ามาในวงการเกษตรในปี  2512  มีทั้งปุ๋ยและยา   ดินเริ่มตาย  พันธุ์ข้าวโบราณที่ชินต่อการปลูกแบบไร้สารเคมีเริ่มเปลี่ยนไป  เป็นข้าวที่ปรับปรุงพันธุ์ที่ตอบสนองกับปุ๋ยเคมี  ข้าวนาปีเริ่มหายไป  มีข้าวนาปรังเข้ามาแทนที่   เอาข้าวนาปรังไปปลูกข้าวนาปี พอหน้าน้ำท่วม  ข้าวนาปรังไม่ชอบน้ำออกไม่ได้  ข้าวออกรวงไม่สุดเพราะหนาวได้ข้าวแค่ปลายรวง

ข้าวเขียวมากออกรวงสั้น
        ทำนาต้นข้าวเหลืองกี่ครั้ง  ตั้งแต่ปลูกเป็นเมล็ดจนเป็นต้นกล้าเล็กๆ  จนต้นยาวใหญ่จนเกี่ยวได้ชาวนาไม่รู้  พอเห็นข้าวเหลืองก็คิดว่าเป็นเพลี้ย ก็เอาสารเคมีมาใส่  ข้าวก็กลับมาเขียวใหม่  ชาวนารู้หรือเปล่าว่า  ในช่วง  40-60  วัน ใบข้าวจะเหลืองกี่ครั้ง  ข้าวใบเหลืองกี่ใบใบที่  1-4  แต่ใบที่  5-6  และใบหาอาหารให้ใบที่  1,2  กิน  ใบที่  5  จะต้องปลดใบที่  1  ทิ้ง  แล้วมาสร้างรังไข่รวงใหญ่ยาว  พอเอาปุ๋ยไปใส่ใบที่  1,2  เขียว  ใบที่  5-6  ก็หาอาหารมาให้ใบที่  1,2  กิน  รังไข่ก็เลยเล็กสั้นรวงสั้นทั้งประเทศ  ทั้งประเทศผลผลิตลดลงไม่รู้เท่าไร
       ข้าวก็เหลือแต่รวงละ  110  เมล็ด  แทนที่จะเป็น  230  เมล็ดให้ใบเขียว  ใบข้าวนั้นก็เหลืองเป็นธรรมชาติของเขา
       หากรวงข้าวสั้นลง ผลผลิตก็จะลดลง  110  เมล็ด  40-50  ถัง/ไร่  หากเต็มก็จะประมาณ  100-200  ถัง/ไร่  ที่เมืองจีน  กัมพูชา  ได้ถึง  200  ถัง/ไร่  เมืองไทยอย่างเก่งแค่ 70-120  ถัง/ไร่
       ข้าวถังหนึ่งมีประมาณ  378,000  เมล็ด  ชาวนาหว่าน  ข้าว  3  ถัง/ไร่  หรือประมาณ  1.1   ล้านเมล็ด  ชาวนาไม่รู้หรอกว่า มีกี่ต้นข้าวต่อตารางวา  แล้วต้องใช้ปุ๋ยไปเท่าไร  น้ำยาเท่าไร  ใส่ปุ๋ยเคมีเข้าไปราคาแสนแพง

ลัทธิเคมี  40  ปี  แห่งความหลัง
       ลัทธิเคมีเข้ามาตั้งแต่ปี  2512  สอนมาว่า  ต่อไปเราจะผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลกไม่ทัน  หากไม่ใช้สารเคมี เป็นความคิดที่ผิด  เพราะเขาหลอกเรา  ทำให้จุลินทรีย์  (แม่พระธรณี)ของ เราตาย  และเสียเงินให้  ฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ก็ทำให้แม่พระพายก็ตาย  (เราหายใจไม่ได้  มีแต่อากาศเป็นพิษ)  เคมีทำลายหมดทุกอย่าง  ทำลายจุลินทรีย์  ทำลายสุขภาพคนด้วย

เกษตรอินทรีย์ต้องมีจุลินทรีย์ด้วย
        หากหันมาทำเกษตรอินทรีย์ต้องมาใช้จุลินทรีย์ที่เดิมเคยมีอยู่  ก็ใส่เข้าไปช่วยย่อยอาหารอินทรีย์วัตถุกลับไปเป็นอาหารของพืชต่อไป  การเอาอินทรีย์วัตถุไปใส่นาทั้งพืชทั้งสัตว์โดยไม่มีจุลินทรีย์ชีวภาพ  พืชก็กินไม่ได้ เกิดน้ำเน่าแทน  ดินไม่มีชีวิตแล้ว  ไม่มีจุลินทรีย์ เพราะสารเคมีลงไปทำลายฆ่าจุลินทรีย์ตายหมดแล้ว

ผลกระทบโลกร้อนต่อข้าว
        ปุ๋ยอินทรีย์เป็นเม็ดก็มีค่าแค่ขี้วัวกระสอบเดียว มีแต่เน่า หากไม่มีจุลินทรีย์  พอเอาปุ๋ยอินทรีย์ไปใส่นา ไม่มีจุลินทรีย์ย่อยสลาย  น้ำในนาก็จะเน่า เวลาเดินย้ำนา  น้ำเน่าจะกัดเท้า  คันไปหมด  เกิดเป็นแก๊สมีเทน ระเหยขึ้นในอากาศ เป็นฝ้าเรือนกระจก เป็นเหตุให้โลกร้อน  ข้าวจะผสมพันธุ์เองยาก  ข้าวผสมพันธุ์โดยไม่อาศัยแมลง จะผสมพันธุ์เอง  เกสรตัวผู้แห้ง  6  ตัว  ร่วงหล่นไปโดนเกสรตัวเมีย  2  อัน  ข้างล่าง  พอรับเกสรตัวผู้ได้ เป็นโรคปากหุบไม่ลง เป็นโรคปากอ้า  หากเกสรตัวผู้ถูกภาวะโลกร้อน ก็ไม่มีคุณภาพ  พอหล่นใส่เกสรตัวเมียก็ไม่ติดเมล็ด  ชาวนาจึงจนเพราะภาวะโลกร้อนด้วย

มาทำหัวเชื้อจุลินทรีย์กันเองเถอะ
        การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องใส่เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปทำงานย่อยสลายด้วย  พืชจึงจะกินได้เป็นจุลินทรีย์มีชีวิต เป็นจุลินทรีย์กู้ชาติ  ไปหาได้จากธรรมชาติป่าดงดิบในป่าใหญ่  เช่นแถบเขาใหญ่ แล้วเอามาขยายหัวเชื้อ ได้ดินจากป่าลึก ก็จะมีชีวิตมีจุลินทรีย์หลายสายพันธุ์ สามารถเอาไปขยายทำหัวเชื้อได้  เอาไปทำปุ๋ย  เอาไปบำบัดน้ำเสีย  มูลสัตว์หมู  เป็ด  ไก่  วัว  ควาย  ให้หายเหม็นได้  เอาดินจากป่าใหญ่แค่  0.5-1.0  กิโลกรัม  (ไม่ต้องเอามาก)  ก็เอามาขยายได้  โดยใช้รำ แกลบ  1  ปี๊บ  ใบไผ่แห้ง  1  ปี๊บ   และน้ำเปล่า  1  บัวรดน้ำ  เข้าสู่กระบวนขยายหัวเชื้อ  ในขั้นตอน

การทำ  ดังนี้
       1.  นำแกลบสดและใบไม้แห้ง  มาผสมคลุกเค้า ให้เข้ากันกับดินป่าลึก แล้วรดน้ำให้ชุ่ม  50% 
       2.  นำรำข้าวมาคลุกให้เข้ากันเพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์  ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ  15  วัน
       3.  เมื่อครบ  15  วัน  นำส่วนผสมที่ได้ใส่ลงถุงตาข่ายขนาด  8x12  นิ้ว
       4.  เตรียมถังน้ำ  200  ลิตร  เติมน้ำเปล่าปริมาณ  175  ลิตร  ผสมกับกากน้ำตาล  15  ลิตร  แล้วคนให้เข้ากัน
       5.  นำถุงตาข่ายที่เตรียมไว้ลงแช่ในถังน้ำแล้วปิดฝาให้สนิท  ทิ้งไว้  15  วัน  ก็จะได้  “หัวเชื้อจุลินทรีย์”

ทำเพื่อให้ธรรมชาติทำงานต่อ
        เมื่อมีจุลินทรีย์เหมือนมีแก้วสารพัดนึก แต่ปลูกข้าวแบบเคมี เหมือนทำเพราะมีหน้าที่ต้องทำ  ปลูกอีกก็ต้องเอาเคมีมาใส่และเพิ่มขึ้นทุกๆ  ปี  การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปีแรกๆ  ใส่  100  กก/ไร่  พร้อมฉีดน้ำจุลินทรีย์  ปีต่อไปใส่ปุ๋ยอินทรีย์แค่  50  กก/ไร่  ปีต่อไปลดเหลือ  30  กก/ไร่  ใส่ต่ออีก  2-3  ปี  ปีละ  30  กก/ไร่  จากนั้นก็ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์เลย  ฉีดแต่น้ำจุลินทรีย์อย่างเดียว  อย่างนี้เป็นการทำเพื่อจะไม่ต้องทำ  พอเข้าที่ ก็ปล่อยให้ธรรมชาติทำงานทั้งดินอากาศ  จุลินทรีย์ปีต่อๆ  ไปก็ปลูกข้าวโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเลย  เป็นไปได้  เป็นการคืนชีวิตให้กับแผ่นดิน  การปลูกพืชแบบเคมีเหมือนปลูกพืชแบบเลี้ยงสัตว์  เลี้ยงหมูถึงเวลาไม่ให้อาหารหมูโจมร้องอิ๊ตๆ  เลี้ยงวัวไม่เปิดคอกให้ไปกิน  วัวก็จะร้องมอๆ  เวลาเอาอาหารให้หมูกิน  หมูหยุดร้อง  แต่เวลาปลูกพืช  เราเอาเคมีไปใส่  ต้นพืชร้องไม่ได้  แต่จะแสดงออกมาเป็นใบเหลือง

ข้าวติดสารเคมีแบบยาเสพติด
        ถ้าทำด้วยอินทรีย์ชีวภาพ  รากพืชจะมีสีขาว  หากเป็นสารเคมีปลายรากจะดำ  ให้ลองถอนต้นข้าวมาดูราก  เพราะปุ๋ยเคมีจะมีปูนผสมไปอุดทางเดินน้ำที่จะลำเลียงในลำต้น  ต้นพืชจะกินปุ๋ยได้ เพราะมีเคมีมาใส่  ถูกฝึกมาแบบนั้น  ต้นพืชโง่เพราะเคมี  พอเอาปุ๋ยอินทรีย์มา พืชกินไม่เป็น  พืชติดเคมีเหมือนติดยาเสพติด

ทำนาอินทรีย์ต้องใจเย็นต่อการรอคอย
        ทำนาอินทรีย์เริ่มใหม่ ผลผลิตอาจลดลงเล็กน้อย เพราะยังมีเคมีตกค้างอยู่  แต่ราคาต้นทุนถูกกว่า  เช่นว่าเคยทำเคมีได้  100  ถัง/ไร่  แต่พอเริ่มทำอินทรีย์ได้แค่  50  ถัง/ไร่  ปีแรกอาจหายไปครึ่งหนึ่งแต่ไม่ต้องเสียเงินค่าปุ๋ยเคมี  ที่แน่ๆ  ได้กำไรชีวิต  ทำเคมีต้องฉีดพ่นละอองเคมีเข้าร่างกายทางลมหายใจ  พอฉีดยาฆ่าหญ้ามันก็ซึมขึ้นมาทางเท้า กลายเป็นโรคตับโรคไต  เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลสูงละฟ้า  มีแต่เกษตรกรเจ็บป่วยไปนอน

นาอินทรีย์ไม่ต้องกลัวเพลี้ย
       เพลี้ยมาจะทำอย่างไร  ชาวนามักคิดว่าหากเราทำเกษตรอินทรีย์  รอบๆ  ข้างทำเคมี  เพลี้ยจะแห่มาอยู่ที่แปลงอินทรีย์หมดเลย  เป็นที่พักเพลี้ยเป็นความรู้ที่ผิด  ผิดหมด  การทำเกษตรอินทรีย์ใช้สิ่งมีชีวิตจุลินทรีย์ไปยับยั้งการเกิดแมลงในแปลงนาได้เอง

หอยเชอรี่สัตว์ต่างแดนถูกทำให้ไข่สั้นลง
        หอยเชอรี่มาจากไหนเมื่อก่อนในนามีแต่หอยโข่ง เสียเมืองไปเลย  นาทั่วประเทศไทยไม่มีหอยโข่งกินแล้ว  พอหอยเชอรี่มา  ก็กัดกินต้นข้าว  ก็เอาสารเคมีแฟนโดเอาไปหยอด  หอยตาย  ถ้าแน่จริง  หอยเชอรี่ต้องสูญพันธุ์ไปแล้ว  ตายไปหนึ่งเกิดใหม่  300  เต็มนาไปหมดแล้ว นาอินทรีย์มีหรือเปล่า ก็ทำให้ไม่ให้มันไข่  ฆ่ามันไม่ได้  มันมีหัวใจลิงลมใส่ฆ่าหนึ่งเกิดร้อย  ต้องทำให้มันขยายพันธุ์ลดลง  จากไข่ยาวๆ  มาเป็นไข่สั้นๆ  ลดปริมาณลง นกมากินได้  ปลามากินได้  วิธีการก็คือเอาเหล้าขาว  2  ส่วน  น้ำส้ม  อสร.  1  ส่วน  กากน้ำตาลและจุลินทรีย์สายพันธุ์เขาใหญ่  1  ส่วน  ใส่ลงในขวดเขย่าไว้  24  ชั่วโมง  แล้วเอาไปผสมน้ำให้ได้  300  ซม.  ผสมน้ำ  20  ลิตร  เอาไปหยดลงในนาเวลาเปิดน้ำใส่แปลงนา ก็เอาถังไปวางติดก๊อก  น้ำไหลช้าๆ  ก็หยดแบะๆ  ถ้าน้ำไหลแรงขึ้นก็หยดเร็วขึ้นตามลำดับ  หอยปกติฝังตัวอยู่ในดินพอหอยได้น้ำมาใหม่ๆ  มันก็อ้าปากกระเดือกเข้าไปในท้องมันก็ไปทำลายรังไข่  แทนที่จะไข่ยาวก็จะสั้นลง พอปีนขึ้นมาไข่ตามกิ่งไม้  ยอดข้าว  สังเกตได้เลยดูที่ไข่กลุ่มไข่สั้นลง  ก็จะกลายเป็นอาหารนกอาหารปลาไปเลย  ประชากรหอยเชอรี่ก็จะลดลงๆ  เป็นการกู้ชาติ  เอาธรรมชาติชนะให้ได้

ข้าวเกษตรอินทรีย์ใบแข็งคมทนแมลงกัด
        การที่เราไม่เอาเคมีใส่ลงไป  ต้นข้าวมาจากธรรมชาติ  ต้นไม้ในป่าธรรมชาติไม่ค่อยพบเพลี้ยกิน  หนอนกิน  ต้นข้าวใบใหญ่  เอาปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพไปใส่  ใบข้าวจะคม เอามือไปถูก จะบาดเอาจนเลือดออก  ถ้าเราเอาปุ๋ยเคมีไปใส่  เอายาเคมีไปฉีด ลองสูดดมใบข้าวจะนิ่ม  เหมือนขนหน้าแข้งบอบบาง  แมลงจะมีฟันเป็นไฟเบอร์  พอเราเอาเคมีไปใส่  แมลงกินหมด เหมือนเป็นขนมนุ่มๆ  แต่ถ้าเป็นธรรมชาติจะสร้างเกาะป้องกันตัวเอง  มีภูมิคุ้มกันเอง  ถ้าใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพไม่มีใครพาไปเที่ยวไม่มีใครจัดโต๊ะเลี้ยง  หากใช้ปุ๋ยเคมีคนขายจะทำส่งเสริมการขาย  จับฉลาก  พาไปเที่ยวกรุงเทพ  ภูเก็ต  เชียงใหม่  เชียงราย

ยุคเครื่องจักรกลเกษตร
            ตอนนั้นจะเรียนทีก็ลำบาก  ค่านิยมชาวบ้านว่าที่ดินมีเยอะ พลิกแผ่นดินกินดีกว่าไปเรียน  คนโบราณให้เราทำนากิน  เริ่มซื้อที่นาเป็น  100  ไร่  เริ่มมีรถไถนาเป็นยุคใหม่แห่งเครื่องจักรกลการเกษตรมาทดแทนควายไถนา  มีรถไถก็ซื้อรถไถมารับจ้างไถนา ตามคำขวัญพลิกแผ่นดินกิน  ก็เอารถไถพลิกแผ่นดิน  โดนฝรั่งหรอกเพราะไถลงไปลึกพระแม่ธรณีตายหมด  นาลึกก็เอาหน้าดิน  (ดินดี)  บนลงล่างแล้วเอาดินล่าง  (ดินไม่ดี)  ขึ้นมาข้างบน  เดี๋ยวนี้ยิ่งแย่  ยาฆ่าหญ้าฉีดพ่นแล้วก็ฝังลงในดิน  4-25  ปี  ก็เลยต้องใช้เคมีต่อ  เพราะเอาดินดีลงล่างไปฝังลึกๆ  แล้ว  ทำนาจึงไม่ได้ผล  ทำนาเป็นร้อยไร่ คือ  140  ไร่  แล้วก็ขาดทุน  มีรถไถเองอีกต่างหาก  ชาวนาก็เลยจนเหมือนเดิม


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 16:19:37
การทำนาในอดีต

การเกษตรของชาวบ้านในอดีตจะทำการเกษตรแบบธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นการทำนาข้าวเสียเป็นส่วนใหญ่ การทำนาอาศัยน้ำฝน และใช้แรงงานควายและแรงงานคนเป็นหลัก เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่ทำไร่ ทำเฉพาะนาพอให้ได้ข้าวเก็บไว้กิน มีการปลูกพริก แตง ฟักทอง และอื่นๆ มีการเตรียมการและขั้นตอนดังนี้

เตรียมทุน
ทุนที่ต้องลงในการทำการเกษตรในอดีตนั้นมีไม่มากนัก เพราะงานส่วนใหญ่จะใช้แรงตนเองและแรงสัตว์เป็นหลัก แหล่งเงินทุนจึงไม่ค่อยจะจำเป็นมากนัก แต่เมื่อมีการสามารถกู้ยืม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส)ได้ เกษตรกรก็เริ่มกู้ยืมเงินมาใช้ ส่วนหนึ่งลงทุนในการทำการเกษตรแต่เป็นส่วนน้อยเพราะค่าใช้จ่ายไม่สูง ที่เหลือก็จะนำไปใช้ในการอื่น

เตรียมพันธ์ข้าว
เมื่อใกล้จะเข้าหน้าฝนชาวบ้านจะเตรียมหาเมล็ดพันธ์ข้าว หากไม่ได้เก็บไว้เองก็จะไปขอกับเพื่อนบ้านหรือขอจากหมู่บ้านใกล้เคียง ข้าวที่ได้มาจะตั้งชื่อตามแหล่งที่ได้พันธ์ข้าวมาเช่น

ข้าวขาวโนนทอง หากได้มาจากบ้านโนนทอง
ข้าวขาวแม่ใหญ่จ่าย หากแม่ใหญ่จ่ายเป็นผู้ให้พันธ์ข้าว
ข้าวหอมลุงดา หากลุงดาเป็นคนให้พันธุ์และข้าวเป็นข้าวที่มีกลิ่นหอม
นอกจากนั้นยังมีมีการแยกพันธุ์ข้าวตามอายุของการออกรวงข้าวเป็น ข้าวหนัก และข้าวเบา

ข้าวหนักคือข้าวที่ออกรวงช้า ใช้ปลูกในนาที่มีน้ำมากเพื่อเลี่ยงการเกี่ยวข้าวจมน้ำซึ่งจะเป็นการลำบากในการเก็บเกี่ยว และข้าวจะเปียก มีความชื้นสูง
ข้าวเบา คือข้าวที่ออกรวงเร็ว ใช้ปลูกในนาที่มีน้ำน้อยเพื่อเลี่ยงการที่ข้าวออกรวงไม่ทันน้ำ

ตรียมควาย
ควายที่เป็นแรงงานหลักของการทำนา ตัวที่โตพอจะใช้งานได้จะมีการฝึก เพื่อจะสามารถบังคับควายได้ และไถนาได้ มีขั้นตอนดังนี้

 

สนตะพาย นั่นคือการนำเชือกมาร้อยเข้าไปในจมูกของควาย วิธีการทำก็คือจับควายที่ยังไม่ได้สนตะพายมาผูกกับหลักไม้ให้แน่นไม่ให้ดิ้นได้ โดยเฉพาะส่วนหัว แล้วเอาเหล็กหรือไม้ไผ่แหลมขนาดเท่ากับเชือกแทงผ่านเข้าไปที่กระดูกอ่อนที่เป็นผนังกั้นระหว่างรูจมูกด้านในของควาย หากใช้เหล็กแหลมจะต้องเผาไฟให้เหล็กร้อนจนแดง และจุ่มลงไปในน้ำให้เหล็กเย็นทันที ด้วยการทำอย่างนี้จะสามารถฆ่าเชื้อโรคและทำให้เหล็กไม่มีสนิม เมื่อรูได้แล้วใช้เชือกร้อยเข้าไปในจมูกควาย ดึงเชือกอ้อมผ่านใต้หูไปผูกเป็นเงี่ยนตายเอาไว้บริเวณท้ายทอย ไม่ผูกแน่นหรือหลวมเกินไป การสนตะพายควายนี้ส่วนมากจะวานคนที่มีความชำนาญมาช่วยทำการ

เมื่อได้ตะพายควายแล้วจะฝึกให้ควายชินกับการถูกสนตะพายด้วยการผูกเชือกและปล่อยให้ควายเดิน ควายอาจะจะเหยียบเชือกบ้างเป็นครั้งคราว การฝึกแบบนึ้จะทำให้ควายเคยชินเมื่อถูกจูง

การฝึกจูงควายและบังคับ จะใช้เชือกผู้เข้ากับตะพายของควาย นิยมผูกทางด้านซ้ายมือ แล้วให้ควายเดินไปข้างหน้าของผู้จูง ในการบังคับให้ควายเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวานั้น ทำได้ดังนี้ หากผูกเชือกทางด้านซ้ายมือต้องการให้ควายเลี้ยวซ้ายให้ดึงเชือกที่ผูกกับตะพาย ควายก็จะเลี้ยวซ้าย หากต้องการให้ควายเลี้ยวขวาให้กระตุกเชือกถี่ๆ เบาๆ ควายก็จะเลี้ยวขวา เมื่อควายเริ่มชินต่อการจูงแล้วสำหรับตัวที่คุ้นก็สามรถขี่หลังได้แต่ขี่ไม่ได้ทุกตัวไปขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยระหว่างเจ้าของกับควาย หากควายที่ยังไม่โตพอที่จะฝึกไถนาได้ก็เพียงสนตะพายเท่านั้น หากควายโตพอที่จะลากไถได้ก็จะฝึกให้ไถต่อไป

ฝึกให้ควายไถนาควายที่โตพอจะถูกฝึกให้ไถนา การฝึกควายไถนานี้ต้องใช้คนสองคน คนหนึ่งเป็นคนจูงเพื่อนำทางควาย อีกคนจะเป็นคนไถ การฝึกไถอาจจะใช้เวลาแต่ต่างกันไปสุดแล้วแต่ความชำนาญของผู้ฝึกและความคุ้นของควาย ปกติแล้วจะใช้เวลาฝึกไถไม่นานนัก แต่จะฝึกบ่อยๆ มักจะฝึกช่วงช้าวเพราะแดดไม่แรง เมื่อควายพร้อมที่จะไถนาจริงก็จะเริ่มไถจริงต่อไป

เตรียมไถ
ไถเป็นอุปกรณ์สำคัญอีกชิ้นหนึ่งในการทำนาของเกษตรกรบ้านหัวถนน ไถในอดีตจะทำด้วยไม้ จะมีเพียงผานไถ ปะขางไถ ขอสำหรับเกาะผอง (ท่อนไม้ที่ไว้ผูกเชือกต่อจากแอกที่คอควาย)เท่านั้นจะเป็นเหล็ก ไม้ที่ใช้ทำจะเป็นไม้เนื้อแข็งเช่นไม้ประดู ไม้มะค่า ตัวไถจะเป็นไม้สามชิ้นได้แก่ คันไถ หางไถ และหัวหมู ประกอบกันด้วยการเข้าลิ่ม และส่วนที่ผูกติดกับควายอีกสามชิ้นส่วนประกอบของไถมีดังนี้

หางไถ คือส่วนที่ชาวนาใช้จับเวลาไถ เป็นไม้ชิ้นเดียวทำให้เป็นลักษณะเอียงจากหัวหมูประมาณ 15องศา มาจนถึงส่วนที่จะต่อเข้ากับคันไถจะเจารูสี่เลี่ยมผืนผ้าทะลุชิ้นไม้เพื่อใส่ลิ่มต่อกับคันไถ เหนือส่วนนี้ขึ้นไปจะทำเป็นรูปโค้งเพื่อสะดวกต่อการจับ เวลาประกอบเข้าเป็นตัวไถแล้วส่วนนี้จะตั้งขึ้นและส่วนโค้งจะยื่นไปด้านหลังระดับประมาณเอว
คันไถ คือส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้า เพื่อเชื่อมต่อกับส่วนที่ผูกควาย เป็นไม้อีกท่อนที่เป็นส่วนประกอบของตัวไถ ส่วนที่ต่อกับหางไถจะทำเป็นเดือยตัวผู้เพื่อใช้ต่อกับรูเดือยตัวเมียที่หางไถ ทำให้แน่โดยใช้ลิ่มตีเข้าด้านบนเพื่อให้ไม้สองชิ้นประกอบกันแน่น ส่วนปลายยื่นออกไปข้างหน้า โค้งทำมุมต่ำลง มีปลายช้อนขึ้น เพื่อใส่ตะขอสำหรับต่อกับผองไถ
หัวหมู คือส่วนที่ใช้ไถดิน จะประกอบด้วยไม้หนึ่งชิ้นบากปลายให้แหลมและบาน เจาะรูเดือยตัวเมียสี่เหลี่ยมสำหรับต่อเข้ากับหางไถ ส่วนท้ายจะทำเป็นรูปท่อนกลมยาว เพื่อรักษาระดับไถเวลาไถนา ส่วนประกบอที่เป็นเล็กตัวส่วนหัว จะเป็นรูปทรงแหลมกลวงเรียกว่าผานไถ ใช้ส่วยเข้ากับตัวไม้แล้วยึดติดด้วยตะปู ส่วนที่เป็นเหล็กแผ่นรับขึ้นมาอีกชิ้นเรียกว่า ปะขางไถใช้บังคับดินที่ถูกไถ หรือที่เรียกว่าขี้ไถให้พลิกไปตามแนวที่ต้องการ ที่หมู่บ้านหัวถนนนิยมเอียงไปทางด้านซ้ายมือ

ผองไถ ส่วนนี้จะเป็นไม้ท่อนกลมๆ มีขอเหล็กติดอยู่ตรงกลางเพื่อยึดเข้ากับขอเหล็กของคันไถ ส่วนหัวทั้งสองข้างจะทำเป็นปมหยัก เพื่อใช้ผูกเชือกติดกับปลายที่แอกคอควาย

แอก คือไม้ชิ้นที่ทำเพื่อวางบนคอควาย มีลักษณะเหมือนเขาควายกางออก ตรงกลางสูงขึ้นเพื่อให้รับพอดีกับคอควาย ส่วยปลายสองข้างไว้ผูกเชือกต่อกับผองไถ
ผองคอควาย คือส่วนที่อยู่ใต้คอควาย เป็นไม้ชิ้นแบนๆ ทำให้เป็นรูประมาณครึ่งวงกลมด้านบนเรียบเพื่อให้รับเข้าได้กับคอควาย ด้านล่างจะทำรูเพื่อร้อยเชือกเพื่อผูกให้ผองคอควายติดกับกับแอกและแนบกับคอควายได้พอดี
มีไถเหล็กมาแทนที่ไถไม้บ้างเพราะน้ำหนักเบาและทนทานกว่า แต่ไถไม้ก็ยังมีใช้อยู่

เตรียมคราด
คราดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำสำหรับทำให้ดินที่ไถแล้วละเดียด ประกอบด้วยตัวคราด ลูกคราด คันคราด และเสาจับคราด และมือจับ

ตัวคราด เป็นไม้ท่อนเจาะรูกลมสำหรับใส่ลูกคราด
ลูกคราด เป็นท่อนไม้กลมๆ รูปเรียวด้านปลายตีเข้าไปในรูของตัวคราด โผล่ออกมาจากตัวคราดประมาณ 10-15 ซม.แต่ละซี่ห่างหันประมาณ 10-15 ซม.เช่นกัน (ขึ้นอยู่กับผู้ทำ ไม่มีสูตรตายตัว)
คันคราด เป็นไม้สองชิ้นยาวที่ต่อระหว่างตัวคราด ขนานกลับพื้น ยาวจนถึงแอกควาย เวลาใช้งานควายจะอยู่ระหว่างคันคราด
เสาจับคาด เป็นเสาสองเสาที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวยึดมือจับกับตัวคราด
มือจับ เป็นไม้ยาวทรงกลมสำหรับจับเวลาคราดนา
ส่วนที่ผูกกับคอควายก็ใช้แอกและผองคอควายของไถ

เตรียมเชือก
ส่วนใหญ่จะเป็นเชือกที่ฝั่นด้วยปอ หรือเถาวัลย์ เช่นเถาหลำเปรียง หรือเครือกระไดลิง หรือเป็นเชือกที่ซื้อมาจากตลาด เชือกมีศัพย์เรียกเฉพาะว่าเชือกค่าว หรือ ค่าว ใช้ผู้ต่อเชื่อส่วนต่างๆ ของไถเข้ากับตัวควาย เพื่อบังคับควย เชือกที่ฝั่นเองไม่ค่อยจะมีคนนิยมทำกันนัก ส่วนใหญ่จะซื้อจากตลาดเสียเป็นส่วนมาก แต่ก็ยังมีชาวบ้านที่ฝั่นเองอยู่บ้าง

เตรียมนา
เมื่อได้พันธุ์ข้าวมาแล้วก็รอให้ถึงเวลาหน้าฝน ซึ่งในอดีตจะสามารถคาดได้ว่าฝนน่าจะตกประมาณเดือนไหน เกษตรกรก็จะเตรียมไถนาเตรียมแปลงเอาไว้

การไถจะเดินเวียนไปทางด้านซ้าย จากรอบนอกเข้ามาด้านใน ต้องหมั่นระวังรอยไถไม่ให้ห่างกัน ห่างคนไถไม่ชำนาญดินจะถูกไถไม่หมดภาษาถินเรียกว่า “ไถระแวง” เวลาไถเกษตรกรจะทำเสียงดุควายเพื่อเร่งให้ควายอยู่ในการบังคับ มักจะทำเสียงว่า “ฮึย…จุ๊ จุ๊ จุ๊…ฮึย” จนเป็นเสียงไล่ควายที่เป็นที่นิยมทำกัน หากควายไม่ดื้อเกษตรกรก็จะเพียงกระตุกเชือกเบาๆ ไล่ให้ควายเดิน แต่หากควายตัวไหนที่ดื้อ ผู้ไถก็จะใช้ปลายเชือก หรือไม้เรียวตี การไถปกติจะไถสองครั้ง ครั้งแรกไถเตรียมรอฝน หรือไถตอนต้นฝน แล้วทิ้งเอาไว้ระยะนึง ก่อนจะทำการไถที่อีกครั้งเมือฝนเริ่มชุก ครั้งนี้เรียกว่าไถแปร การไถจะใช้แรงงานควายไถไม้ที่มีผานไถเป็นเหล็ก บางคนจะเรียกว่าปะขางไถ ในระยะหลังๆ เริ่มมีไถเหล็กมาใช้ซึ่งจะแข็งแรงและเบากว่า

เมื่อไถเสร็จก็จะคราดนาเพื่อให้ดิดเรียบและไม่มีเศษหญ้า เหมาะแก่การหว่านกล้า หรือดำ แปลงแรกที่ไถจะใช้สำหรับเพราะพันธ์กล้าข้าว

คันนาจะได้รับการซ่อมแซมส่วนที่ขาดไปด้วยกานขุดดินขึ้นมาปั้นเป็นรูปคันยาวๆ เพื่อให้นาเก็บน้ำได้ ส่วนไหนที่ขาดหรือต่ำลงก็จะได้รับการซ่อมแซมซึ่งมีศัพท์เฉพาะว่า ปิดคันนา การปิดคันนามักจะทำไม่ใหญ่นัก ส่วนมากจะทำขนาดกว้างพอเดินได้ นอกเสียจากว่าจะเป็นที่น้ำลึกหรือต้องการจะปลูกพืชอื่นบนคันนาถึงจะทำใหญ่ขึ้น ไม่มีขนาดมาตราฐานตายตัว

การไถนาจะนิยมไถแต่เช้ามืดควายจะได้ไม่เหนื่อยมาก หากมีควายหลายตัวอาจจะผลัดควายเป็นเพื่อให้ควายได้พักกินหญ้า สำหรับคนที่ไม่มีควายก็จะยืมควาย หรือวานกันไถ คนที่ยืมความก็จะตอบแทนด้วยการเลี้ยงควายให้

เตรียมแปลงหว่านข้าวกล้า
แปลงนาจะเตรียมสองแบบคือแบบสำหรับหว่านข้าวกล้า กับเแบบที่ใช้เพื่อดำ แปลงที่เตรียมไว้หว่านจะมีปล่อยน้ำให้เหลือน้อยไม่ท่วมเมล็ดข้าว และใช้ไม้ไผ่สวมที่ลูกคราดปาดให้แปลงนาเสมอเหมาะแก่การหว่านข้าว ส่วนแปลงที่เตรียมไว้สำหรับดำไม่ต้องทำลักษณะนี้เพียงไถและคราดเท่านั้น

เตรียมกล้าข้าว
เมื่อเตรียมแปลงนาเหมาะที่จะหว่านกล้าได้แล้วชาวนาก็จะล้างมะเล็ดพันธุ์ข้าว และแช่พันธ์ข้าวด้วยน้ำในภาชนะประมาณ 2-3 วันจนเมล็ดพันธุ์ข้าวแตกราก จะเรียกพันธุ์ข้าวว่า ข้าวปลูก เมื่อได้ข้าวปลูกแล้วจะนำไปหว่านลงแปลงนาที่เตรียมไว้ แปลงนาที่หว่านข้าวปลูกนี้จะเปิดน้ำออกไม่ให้มีน้ำท่วมขัง ทำร่องน้ำอยู่ในระหว่างพอให้หว่านข้าวปลูกเพื่อใช้ในการเดินหว่านและดูแลเวลาที่กล้ายังไม่โต

รอเวลาประมาณสามอาทิตย์ถึงหนึ่งเดือน กล้าข้าวก็จะโตพอที่จะรับการถอน การถอนกล้าจะเป็นกำแล้วฟาดส่วนรากกับเท้าเพื่อให้ดินที่ติดอยู่กับรากหลุดออก เมื่อได้กล้าพอยกไหวก็จะมัดด้วยตอกไม้ไผ่ตรงส่วนยอดแล้วตัดใบกล้าข้าวออกเพื่อให้กล้าข้าวไม่คายน้ำมากเกินไปเวลาดำ

การขนย้ายกล้าข้าวไปในแปลงที่ดำข้าวจะใช้ไม้ไผ่แหลมสองข้างที่มีศัพย์เรียกเฉพาะว่าไม้หลาว เสียเข้าไปใต้ส่วนที่มัดด้วยตอกไม้ไผ่ ข้างละเท่าๆ กันแล้วแล้วหาบไปไว้เป็นจุดๆ ตามแปลงที่เตรียมดำ

ทำหุ่นไล่กา
เมื่อหว่านข้าวปลูกเสร็จมักจะมีนกและกามากินข้าวที่หว่าน ชาวนาจะทำหุ่นไล่กา วิธีการจะให้ไม้ทำเป็นกากะบาดเหมือนไม้กางเขน สูงขนาดตัวคน แล้วสวมด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ หมวกหรืองอบเก่าไว้ตรงส่วนหัว ทำให้เหมือนคน พอลมพัดหุ่นก็จะขยับ เป็นการไล่นก ไล่กาได้ระดับนึ่ง

เตรียมแปลงนาดำ
แปลงนาดำนี้จะมีการเตรียมคล้ายกับแปลงหว่านแต่ไม่ต้องปรับผืนดินที่ไถให้เรียบ น้ำในนาก็จะปล่อยออกเพียงไม่ท่วมกล้าข้าว

การดำนา
เมื่อได้แปลงนาเพื่อใช้ดำและกล้าข้าวเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการดำนา การดำนาชาวนาจะอุ้มมัดกล้าไว้ที่อกด้วยมือซ้าย แยกเอากล้าข้าวออกด้วยมือขวาประมาณสี่ถึงห้าต้น ใช้นิ้วโป้งกดรากข้าวลงไปในดินแล้วกลบให้กล้าตั้งต้นได้ด้วยน้ิวที่เหลือ การดำจะดำถอยหลังให้ต้นกล้าห่างกันประมาณหนึ่งศอก แถวต่อมาก็จะดำระหว่างกลาง มีลักษณะเป็นสามเส้า การดำนาในลักษณะอย่างนี้ชาวนาต้องก้มเป็นเวลานาน

การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยที่ใสนาไม่มีมาตราฐานตายตัว ชาวนาส่วนใหญ่จะปุ๋ยที่โฆษณาตามท้องตลาด หว่านลงไปในนาเพื่อบำรุงข้าว บางคนก็ใช้ปุ๋ยคอกตามแต่จะสะดวก

การเรียกขวัญข้าว
การเรียกขวัญข้าวนิยมทำกันทั่วไปแต่ไม่ทุกบ้าน การเรียกขวัญข้าวนี้เป็นการบูชาพระแม่โพสพ ที่เชื่อกันวันเป็นผู้ดูแลข้าว ทำให้ข้าวอุดมสมบูรณ์ นิยมทำกันในวันออกพรรษา วิธีการทำก็จะแตกต่างกันออกไป แต่พอสรุปได้ดังนี้

พิธีกรรม
หลังจากถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ หญิงที่แต่งงานแล้วจะเตรียมอุปกรณ์ การเรียกขวัญข้าว ดังนี้

กรวยก้นแหลม 2 กรวย
ดอกไม้
ขนมห่อ (ขนมสอดไส้) ข้าวต้มมัด กล้วยสุก เข้าเปียกหวาน
แป้งผัดหน้า น้ำมันใส่ผม ขี้ผึ้งสีปาก
หมาก พลู บุหรี่
ต้นอ้อย
ไม้ไผ่ (จักให้เป็นตอก มีลักษณะคล้ายต้นข้าว รวงข้าว)
ขนมห่อ ข้าวต้มมัด กล้วยสุก ขอจากวัดที่ชาวบ้านนำไปทำบุญ เนื่องจากของถวายพระย่อมเป็นของดีและจัดทำอย่างประณีต เมื่อนำมาประกอบพิธีย่อมทำให้เกิดสิริมงคล รวงข้าวจะอุดมสมบูรณ์ หญิงผู้ประกอบพิธีนำอุปกรณ์ที่เตรียมไปที่นาของตนปักต้นอ้อยไม้ไผ่ลงบนมุมคันนา ที่หัวนาด้านทิศเหนือ วางอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เตรียมมาบนตะแกรงไม้ไผ่สานหยาบ ๆ ปูผ้ากราบ 3 ครั้ง แล้วกล่าวคำเรียกขวัญดังนี้

“วันนี่ วันดี วันออกพรรษา พระแม่โพสพคงจิสะเอียขนม ข้าวต้ม ขอเชิญมากินเครื่องสังเวย พวกนี้ซะเด้อ เจ้าข้า เมื่อกินอิ่มแล้ว ก็ขอให้ผัดหน่า ทาน้ำมัน สีขี้ผึ่ง กินหมาก สูบยา ซะเนอ อุ้มท่อง ปีนี่ขอให่ อุ้มท่องใหญ่ ๆ ทีเดียว ขอให่ได้รวงละหม่อกอละเกียนเด้อ ให่ได้เข่าได้เลี้ยงลูกปลูกโพ อย่าให่ได้อด ได้อยาก ได้ยาก ได้จน เดอ ขวัญแม่โพสพเอย มากู๊”

ใช้เป็นภาษาโคราช ซึ่งแปลความได้ว่า

“วันนี้ วันดี วันออกพรรษา พระแม่โพสพคงจะอยากกินขนม ข้าวต้ม ขอเชิญมากินเครื่องสังเวยเหล่านี้เสียน๊ะ เมื่อกินอิ่มแล้ว ขอให้ผัดหน้า ทาน้ำมัน สีขี้ผึ้ง กินหมาก สูบยา ด้วย อุ้มท้องปีนี้อขอให้ท้องใหญ่ๆ เลยนะ ขอใด้ได้รวงละหม้อกอละเกวียนนะ ให้ได้ข้าวพอเลี้ยงลูกเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ อย่าให้อดอยาก มีความยากจนนะ ขวัญแม่โพสพเอย มากู๊ เป็นการกู่เรียก)

กล่าวจบแล้วกราบ 3 ครั้ง จบพิธี

การเรียกขวัญข้าวนี้ทำกันตามความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น คำกล่าวต่างๆ ก็สุดแล้วแต่จะนึกหรือจำได้ไม่มีมาตราฐาน

เตรียมลาน
ลานข้าวเป็นที่ๆ ชาวนาจะใช้ในการตีข้าว จะถูกเตรียมไว้ก่อนการเกี่ยวข้าว โดยาการถากและปรับดินให้เรียบ รดน้ำให้ชุ่ม แล้วใช้ขี้ควายเปียกมาย่ำให้ละเอียด มีความเหลวพอที่จะทาผืนดิน ใช้ไม้กวดที่ทำจากต้อนขัดมอญซึ่งหาได้ทั่วไปในหมู่บ้าน ตัดและมัดเป็นกำเพื่อกวาดให้ขี้ควายเสมอ ฉาบเป็นผิวหน้าของลาน ปล่อยไว้ให้แห้งเหมาะสำหรับเก็บฟ่อนข้าว

การเกี่ยวข้าว
เมื่อข้าวเริ่มออกรวงเหลืองพอที่จะเกี่ยวได้แล้ว หากข้าวสูงมากชาวนาจะใช้ไม้ใผ่ลำยาวๆ นาบข้าว ให้ข้าวล้มไปทางเดียวเพื่อง่ายต่อการเกี่ยว เมื่อนาบเสร็จก็จะเริ่มเกี่ยวข้าว โดยใช้เคียวเกี่ยวเป็นกำวางไว้เป็นแถวบนซังข้าว เพื่อตากเข้าไปในตัว บางบ้านจะเกี่ยวรวงข้าวยาวๆผูกกัน ที่มีศัพย์เรียกเฉพาะว่าเขน็ด เขน็ดจะเป็นตัวรัดข้าวให้เป็นฟ่อน จะนิยมมัดฟ่อนข้าวในตอนเช้าเพราะเขน็ดข้าวจะอ่อนเนื่องจากตากน้ำค้าง จากนั้นใช้ไม้หลาวหาบผ่อนข้าวมาตั้งเรียงเป็นกองง่ายต่อการตีข้าว

การเกียวข้าวอาจจะวาน(ลงแขก)เพื่อนบ้านมาช่วยกันเกี่ยวในเวลาที่เกียวไม่ทัน เจ้าของนาจะเตรียมข้าวปลาอาหาร หรืออาจจะมีการแอบทำสาโทไว้เลี้ยงคนมาช่วยเกี่ยว บางครั้งเกี่ยวไปร้องเพลงกันไป

 

การตีข้าว
อุปกรณ์ที่ใช้

ไม้ตีข้าว หรือเรียกภาษาโคราชว่าไม่ตีหัวข้าว ทำด้วยไม้ขนาดกำถนัด ยาวประมาณศอครึ่ง ชิ้นนึงยาวกว่าประมาณหนึ่งคืบ ผูกติดกันด้วยเชือกยาวประมาณหนึ่งคืบ ใช้สำหรับรัดฟ่อนข้าวเวลาตี
ลานข้าว
เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จหรือมากพอที่จะตี ชาวนาจะใช้ไม้ตีหัวข้าว เวลาตีใช้ไม้ขัดหัวข้าวรัดฟ่อนข้าวให้แน่นแล้วตีลงไปที่ลานข้าว สังเกตว่าเมล็ดข้าวออกหมดพอประมาณแล้วก็จะเหวียงฟ่อนฟางให้คนเก็บฟางตั้งเป็นลอมฟางเป็นชั้นๆ การตั้งลอมฟางจะตั้งฟ่อนฟางเป็นวงกลมจากนอกเข้าใน จะทำให้ฟ่อนฟางแน่นและสามารถตั้งให้สูงได้

การตีข้าวนี้นิยมวานเพื่อนบ้านมาช่วยกันตีในเวลากลางคืน เรียกว่าตีข้าววาน จะมีการแข่งขันกันว่าใครขว้างฟ่อนฟางได้แม่นยำ หรือสูงกว่ากัน ทำให้เกิดความสนุกสนานครืนเครงไปในตัว

 

การนวดข้าว
ฟางที่เหลือจากการตีข้าว เมื่อตีข้าวเสร็จแล้วจะนำมานวดเพื่อให้ได้เมล็ดข้าวเปลือกที่เหลือติดฟาง

อุปกรณ์ที่ใช้

ลานข้าว
หลักผูกควาย
ควาย
ไม้ขอฉาย เป็นไผ่ป่าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 ซม. ยาวประมาณ 180 ซม. ริแขนงไผ่ออกเหลือแต่ส่วนปลายอันเดียว แขนงส่วนที่เหลือนี้ตัดให้ยาวประมา 1 คืบ ทำให้งอด้วยการลนไฟ แล้วเหลาให้ปลายเรียว ใช้เพื่อเกาะฟางให้กระจาย หรือขนย้ายฟางให้กองรวมกันเป็นกองฟาง ส่วนด้ามถือใช้สำหรับตีนวดข้าวได้ด้วย
วิธีการนวดข้าว

ฝังหลักไม้ตรงกลางลานข้าวเพื่อผูกควาย
ใช้เคียวเกียวเขน็ดมันฟ่อนฟางให้ขาดออก
กระจายฟางข้าวเป็นวงกลมในลานข้าน
บังคับให้ควายเดินเป็นวงลม
ใช้ไม้ขอฉายกระจายฟางและใช้ด้ามตีฟางไปพร้อมๆ กันกับเวลาที่ควายย่ำฟาง
เมื่อสังเกตว่าข้าวร่วงดีแล้ว เกาะฟางให้ออกจากลานไปกองไว้เป็นกองฟาง
การเก็บข้าว

เมื่อตีข้าวเสร็จก็โปรยข้าวเพื่อให้ข้าวลีบหรือเศษฟางเล็กๆ ไม่มีน้ำหนักปลิวออกไปจากเมล็ดข้าว จะทำในวันที่มีลมแรง ทำโดยการเอากระบุงตักข้าวแล้วเทลงพื้นทีละน้อยให้ลมพัดเอาข้าวลีบออกข้าวที่แห้งดีแล้วจะถูกนำเข้าไปเก็บในยุ้ง ซึ่งชาวนาจะมียุ้งข้าวทุกหลังคาเรือน เวลาเก็บจะนับเป็นกระเฌอ หรือบางบ้านที่พอหากระสอบข้าวได้ก็จะตวงเป็นกระสอบ ข้าวที่ได้จะเก็บไว้กินมากกว่าที่จะขาย อาจจะมีการขายบ้างก็เพียงเพื่อให้ได้เงินไว้ใช้เล็กน้อยเท่านั้น

การเก็บฟาง
ฟางที่เหลือจากการนวดจะถูกเกาด้วยไม้ขอฉายมารอบๆ หลักไม้ไผ่ที่มีความสูงตามแต่จะเห็นเหมาะสมเพื่อเป็นหลักให้ฟางมีที่ยึดเวลากองขึ้นสูง กองฟางจะถูกเก็บไว้ในบริเวณที่ตีข้าว เก็บไว้เพื่อเป็นอาหารควายหลังฤดูเก็บเกี่ยวเสียเป็นส่วนมาก

การสีข้าว
มีโรงสีข้าวของแม่ใหญ่จ่าย(ไม่ทราบนามสกุล) ตั้งอยู่เมื่อประมาณสี่สิบปีก่อน ได้เลิกล้มกิจการย้ายไปอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ และต่อมา นายดวน บาทขุนทด ได้ตั้งโรงสีข้าวขนาดกลางที่ตำแหน่งเดิม อยู่ประมาณสิบปี ก็เลิกกิจการ การสีข้าวในสมัยก่อนโรงสีจะหักข้าวสารจากเข้าเปลือที่สีได้เป็นส่วน หากต้องการสีข้าวเป็นจำนวนมากชาวบ้านจะขนข้าวด้วยรถเข็นไปสีที่ตลาดปะคำ หรือตลาดโคกสวาย เนื่องจากสีได้เร็วกว่า ชาวบ้านบางส่วนก็ไม่นิยมสีข้าวแต่ใช้การตำข้าวด้วยครกกระเดื่องแทน
พ่อใหญ่จอย พาผล ได้เคยทำเครื่องสีข้าวที่ใช้แรงควายสี แต่ไม่ได้รับจ้างสีข้าวให้ชาวบ้าน ทำใช้ในครัวเรือนเท่านั้น น่าเสียดายว่าไม่มีโอกาสได้เก็บภาพถ่ายไว้ในสมัยนั้น

หลังการเก็บเกี่ยว
หลังฤดูเก็บเกี่ยว ฟางข้าวจะถูกปล่อยทิ้งไว้ ไม่มีการไถกลบ หรือเผา พื้นนาจะกลายเป็นที่สาธารณะ ชาวบ้านทุกคนมีสิทธิ์เข้าไปใช้ได้โดยไม่ต้องขอกัน ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็นที่เลี้ยงควาย จึงจะเห็นเด็ก และผู้ใหญ่นำควายออกไปเลี้ยงเป็นฝูง ในทุ่งนา และเข้าไปอาศัยพักตามกระท่อมนาเหมือนเป็นเจ้าของ

เมื่อเสร็จหน้านาชาวนาก็มีเวลาพักผ่อนที่ยาว ประเพณีและพิธีบุญอะไรต่างๆ จะฉลองกันนาน เช่นประเพณีสงกรานต์ ชาวบ้านจะเล่นสงกรานต์ก่อนและหลังวันสงกราณ์เป็นอาทิตย์ หรือสองอาทิตย์ มีเวลาไปช่วยงานวัด ช่วยงานส่วนรวมมาก แม้หมู่บ้านของตนไม่มีวัดก็เดินกันไประยะทาง 2-3 กิโลเมตรก็เดินไปกันได้ คนไปวัดมากเป็นร้อยถึงห้าร้อย หากเป็นวันเทศกาลสำคัญๆ คนก็จะยิ่งมาก

สรุปการทำนาในอดีต
การทำนาจะอาศัยแรงงานคน แรงงานสัตว์เป็นหลัก มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนบ้าน ตั้งแต่เริ่มต้นการทำนาจนจบขั้นตอนสุดท้าย ชาวนาจะทำนาเพื่อให้ได้ข้าวไว้กิน ไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินมากนัก หลังการทำนาเป็นเวลาพักผ่อนมาก


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 16:54:14
ข้ามไปมองญี่ปุ่นกันบ้าง การทำนาในบ้านเราดูเหมือนเราจะตามญี่ปุ่นกันอยู่ ถ้าอยากมองอนาคตการทำนาบ้านเราอาจต้องไปดูประเทศญี่ปุ่นแต่อาจไม่ถึงต้องลอกเรียนวิธีจนเหมือนแต่พอรู้และนำมาปรับใช้เพราะบางอย่างก็ไม่เหมาะสมกับบ้านเราเนื่องด้วยหลายปัจจัยทั้งราคาและความพร้อมของเครื่องจักร  จำนวนพื้นที่ทำนาเพราะบางครอบครัวทำนามาก ระบบชลประทานก็ไม่ได้ครอบคลุม ตลอดจนความรู้และความเข้าใจของชาวนาเอง แต่ที่น่านำมาเป็นเยี่ยงอย่างคือความใส่ใจข้าวที่ปลูกเพื่อให้ปลอดภัยกับผู้บริโภคครับ

"ข้าว" เป็นวิถีชีวิต เป็นเศรษฐกิจ เป็นอาหารหลัก 
คนญี่ปุ่นมีอายุที่ยืนยาว ก็มาจากเเปลงนา มีอาหารปลอดสาร
ส่งออกอาหารญี่ปุ่น เป็นวัฒนธรรม ที่ขายได้ มีคุณค่า


เช่นเดียวกันการทำนา ก็ต้องมี
 "การจัดระเบียบการปลูกข้าว"
1.ให้ "ต้นข้าว" สามารถใช้ปัจจัยการผลิตจากธรรมชาติ (แสงเเดด ดิน น้ำ อากาศ สารอาหาร ) มาช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
 2.การจัดการ พัฒนาคน พัฒนาเด็กให้รู้จักระเบียบวินัย กันตั้งแต่เเปลงนา  คนมีคุณภาพ มีการศึกษา เป็น "ทุน" ที่ได้เปรียบของญี่ปุ่น
3.ตามมาด้วยการพัฒนาเครื่องจักร เพื่อรองรับ อายุที่มากขึ้นของคน ประชากรโลก "ของเกษตรกร ญี่ปุ่น(สังคมญี่ปุ่นเข้าสู่ยุค คนชรามานานแล้ว)"
 4.ญี่ปุ่นสร้างรายได้จากการส่งออก เทคโนโลยี เครื่องจักร รถยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร  ให้ผู้บริโภคในประเทศต่างๆ สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น มีความสะดวกสะบายและปลอดภัย มากขึ้น

ญี่ปุ่นเป็นประเทศอุตสาหกรรม และการเกษตรที่ก้าวหน้า ส่วนหนึ่งก็คือการพัฒนามาจาก ความมีระเบียบวินัย ของคนในชาติ ที่ฝึกฝนกันตั้งแต่เด็กครับ
รวมถึงการจัดระเบียบการปลูกข้าว...เค้าสอน เด็กๆ กันตั้งแต่ในเเปลงนา ครับ

"ดินดีหญ้าต้องขึ้น"  อยู่แล้วครับ
 เมื่อหญ้าขึ้น นอกแถวนอกกอข้าว ก็สามารถจัดการได้ง่าย
ไม่ต้องใช้ยา กำจัดวัชพืช ยาฆ่าหญ้า ที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม = อาหารมีความปลอดภัยตั้งแต่เเปลงนา




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 17:05:51
พัฒนาคน : มีคุณภาพ มีการศึกษา มีจิตวิญญาณของเกษตรกร ห่วงใยสิ่งแวดล้อม
พัฒนาพันธุ์ :ให้ได้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคเเมลง รสชาตถูกปากผู้บริโภค
พัฒนาเครื่องจักร: รองรับแรงงานภาคเกษตรที่หายไป ซึ่งปัจจุบันเหลือประมาณ ร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมด คนรุ่นหนุ่มสาวออกไปเป็น salary man และ กลับมาเป็นชาวนาวันหยุด

การเพาะกล้า-เป็นระบบสายพานลำเลียงผลิตแผ่นกล้า ใช้เมล็ดพันธุ์ จำนวน 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ มีการอนุบาลก่อนลงเเปลง อายุตั้งแต่ 8-15 วัน แต่ไม่เกิน 25 วัน ความสูงไม่เกิน25 เซนติเมตร ต้นกล้าข้าวไม่ต้องลงไปโตแข่งกับหญ้าในแปลงนา
เตรียมดิน -ใช้แทรกเตอร์ติดโรตารี เตรียมดินให้เรียบเสมอ  ลึกในระดับที่เหมาะสม 12-18 cm.พร้อมสำหรับการปักดำ

ปักดำ - เป็นแถว ความกว้าง 30 ซม. เป็นแนว มีระเบียบ มีช่องว่างให้อากาศผ่าน แสงแดดส่องถึงพื้น(แถวตามแนวขี้น-ลงของพระอาทิตย์:ต้นข้าวไม่บังแสงแดดกันเอง) ต้นข้าวสุขภาพดี แข็งแรง การจัดการดูแลในเเปลงนาก็ง่ายขึ้น     

การดูแลหลังการปักดำ -ใช้เครื่องพรวนหญ้า (weeder) ในร่องนาดำ ลดการใช้ยาปราบวัชพืช และใช้เครื่องชักร่องน้ำ ระบายน้ำได้ น้ำไม่ท่วมขังเเปลงนา ช่วย ลดก๊าชมีเทน

เก็บเกี่ยว -ใช้ระบบนวด "เฉพาะคอรวง" ใช้พลังงานในการนวดนวดน้อยลง ได้ข้าวที่มีความชื้นต่ำ เนื่องจากไม่ต้องเอาต้นข้าวเข้าตู้นวด (ซึ่งบริเวณโคนต้นข้าวมีความชื้นสูง) ประหยัดพลังงานในการอบลดความชื้น หลังการเก็บเกี่ยว

การจัดเก็บ -ไซโล ขนาดเล็ก เก็บข้าวที่โรงนาเกษตรกร ไว้ทยอยสีขายทั้งปี สีเป็นข้าวกล้อง และข้าวขาว หรือบรรจุเป็นข้าวเปลือกใส่ถุง กระดาษรีไซเคิล

การสีข้าว - มีเครื่องสีข้าวที่โรงนาของเกษตรกรเอง ทำให้ได้ทั้ง ข้าวกล้อง
ข้าวสาร รำ  และแกลบ เก็บไว้ใช้ประโยชน์ที่บ้าน
มีตู้สีข้าวหยอดเหรียญตามชุมชน เพื่อผู้บริโภคได้สารอาหารครบถ้วน กรณีซื้อข้าวกล้อง มาไว้ที่บ้าน แล้วต้องการบริโภคข้าวกล้องเเบบสีสดๆร้อน

หลังการเก็บเกี่ยว : เครื่อง กระจายฟาง รวมฟาง อัดฟาง ไว้ใช้ประโยชน์ทำปุ๋ย เลี้ยงสัตว์ต่อ   มีการหมัก และโรยใส่เเปลงนาบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก
 
พัฒนาระบบชลประทาน : ควบคุมน้ำ ได้ก็ประหยัดน้ำ จัดการในเเปลงนาได้ดั่งใจ ที่ระดับ 5cm. น้ำสลับเเห้ง  ข้าวก็ไม่ต้องโตยืดตัว หนีน้ำ (มีผลต่อปัจจัยการผลิตอย่างอื่นต่อ ปุ๋ย ยา การร่วงหล่น ) หรือเเห้งตาย เพราะไม่มีน้ำ ลดต้นทุนเกษตรกรไม่ต้องสูบน้ำเข้านา

พัฒนาตลาดการเกษตร :ผ่านระบบสหกรณ์ หรือ JA ทำให้เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรม และการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูล 
ต้นกล้า ชาวนาวันหยุด
นาย สุภชัย ปิติวุฒิ




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 19:36:10
เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว ป้องกันและแก้ไข "นาหล่ม"  

ปัญหา "นาหล่ม" แถบพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือล่าง
นับเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้การทำงานในเเปลงนาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ผลที่ตามมาจาก "นาหล่ม"
1.สิ้นเปลืองพลังงาน ทั้งคน และเครื่องจักร ในการ ลุยสู้หล่ม
เนื่องจากแรงต้านทานการทำงานมากกว่าสภาพแปลงนาปกติ
2.เครื่องจักรเสียหาย หากติดหล่ม แล้วเอาขึ้นจากหล่มไม่ถูกวิธี
3.แรงงานที่ทำงาน เกิดความท้อ ต้นทุนค่าเเรงงานสูงขึ้น
เนื่องจาก มีการเรียกร้องค่าแรงเพิ่มขี้น ตามสภาพเเปลงนา
4.โรค แมลง ความอ่อนแอของต้นข้าวที่แช่น้ำตลอด
5.ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งค่าสึกหรอเครื่องจักร ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่ายา(จากความอ่อนแอของต้นข้าว ที่แช่น้ำตลอดเวลา) จากปกติ 20-50 เปอร์เซนต์

ที่มาของ "ปัญหานาหล่ม"
1.การบริหารจัดการน้ำในเเปลงนาล้มเหลว ไม่มีการทำคลองทิ้งน้ำในเเปลงนา
2.การปล่อยน้ำแช่ขังในเเปลงนาตลอดระยะเวลา ทำให้ดินเหลว เป็นหล่มลึก
3.การทำนาต่อเนื่อง ติดกัน หน้าดินไม่ได้หยุดพัก ไม่ได้มีเวลา set ตัว
4.การใช้รถเกี่ยวนวดข้าวขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก

แนวทางการแก้ไข
1.ทำร่องระบายน้ำทิ้ง/ คลองทิ้งน้ำในเเปลงนา
2.ปรับพื้นที่นา ให้เรียบเสมอได้ระดับ เพื่อไม่ให้น้ำขัง หรือ ตกเเอ่ง
3.ใช้เทคนิค "เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว" ในระยะแตกกอ เพื่อให้ดินเเห้ง แตกระเเหง มีการ Set ตัว
4.ใช้ "ระบบน้ำวนแบบปิดในเเปลงนา" เพื่อนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในเเปลงนา สำหรับนานอกเขตชลประทาน






หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 19:43:22
step ในการ "เพิ่มผลผลิตข้าว"

คือ "การเพิ่ม จำนวนรวงต่อพื้นที่"
"ค่าเฉลี่ย ควรอยู่ที่ 250-340 รวงต่อ 1 ตารางเมตร"
ถ้ามากไปกว่านี้ ก็จะแน่น เบียดแย่งแสง เมล็ดข้าวไม่แกร่ง

"ราก ---->ลำ(หน่อ)----> รวง"
โดยใช้ การจัดการเเปลงนา กระตุ้นให้ข้าวใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่(+สิ่งที่มีในธรรมชาติ คือ เเสงเเดด อากาศ น้ำ) พัฒนาตั้งแต่ ระบบราก การแตกกอ(ลำ) และสร้างรวงที่สมบูรณ์
-เริ่มจาก "พัฒนาระบบรากข้าว" ให้หาอาหารในรัศมีที่มากกว่าหน้าผิวดิน
"กระตุ้นให้ออกรากใหม่หาอาหารเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา ด้วยการ "แกล้งข้าว"
-เมื่อหาอาหาร มาเลี้ยงต้นแรกสมบูรณ์ได้แล้ว ก็
"แตกหน่อ เพิ่มจำนวนมากขึ้น มากขึ้น"
-และ "ระบบรากข้าว" ก็ยังคงหาอาหารมา "บำรุงหน่อ ให้สมบูรณ์" พร้อมรับสำหรับการตั้งท้อง ออกรวงที่สมบูรณ์ต่อไป
สิ่งที่คนทำนา รุ่นหลังๆ ไม่ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ของต้นข้าว ก็คือการ "ออกราก" "แตกกอ การแตกหน่อ(ลำ)"
แต่ไปสิ้นเปลืองกับเมล็ดพันธุ์ เพิ่มจำนวน "ต้นข้าว" เพิ่มปุ๋ย เพิ่มยา ในเเปลงนาแทน   
จากฟังก์ชันการผลิตเเบบ "ทวีคูณ" 1 ต่อ 10 ต่อ 20 กลายเป็นฟังก์ชันการผลิตแบบ "ถดถอย" 1 ต่อ    1 ต่อ   2 ซะอย่างนั้น
 ผลตอบแทน ที่ควรได้ หายไป  หายไปไหนหมด


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 20:20:51
หอยเชอรี่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pomacea canaliculata

หอยเชอรี่ หรือ หอยโข่งอเมริกาใต้ หรือ หอยเป๋าฮื้อน้ำจืด (อังกฤษ: Golden Apple Snail, ชื่อวิทยาศาสตร์: Pomacea canaliculata) เป็นหอยน้ำจืดจำพวกหอยฝาเดียว สามารถแบ่งหอยเชอรี่ได้ 2 พวก คือ พวกที่มีเปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล เนื้อและหนวดสีเหลือง และพวกมีเปลือกสีเขียวเข้มปนดำ และมีสีดำจาง ๆ พาดตามความยาว เนื้อและหนวดสีน้ำตาลอ่อน หอยเชอรี่เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ลูกหอยอายุเพียง 2 – 3 เดือน จะจับคู่ผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลา หลังจากผสมพันธุ์ได้ 1 – 2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยคลานไปวางไข่ตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่น ตามกิ่งไม้ ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ริมน้ำ ข้าง ๆ คันนา และตามต้นข้าวในนา ไข่มีสีชมพูเกาะติดกันเป็นกลุ่มยาว 2 – 3 นิ้ว แต่ละกลุ่มประกอบด้วยไข่เป็นฟองเล็ก ๆ เรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม ประมาณ 388 – 3,000 ฟอง ไข่จะฟักออกเป็นตัวหอยภายใน 7 – 12 วัน หลังวางไข่

หอยเชอรี่ เดิมเป็นหอยน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทวีปอเมริกาใต้ ในประเทศไทยนำเข้ามาครั้งแรกจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ในฐานะของหอยที่กำจัดตะไคร่น้ำและเศษอาหารในตู้ปลา ซึ่งนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายราวก่อนปี พ.ศ. 2530 ต่อมาได้มีผู้คิดจะเลี้ยงเพาะขยายพันธุ์เป็นสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการบริโภค แต่ทว่าไม่ได้รับความนิยมจึงปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ จนกลายเป็นปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในปัจจุบัน

ประโยชน์ของหอยเชอรี่
เนื้อหอยเชอรี่มีโปรตีนสูงถึง 34 - 53 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 1.66 เปอร์เซ็นต์ ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง หรือทำน้ำปลาจากเนื้อหอยเชอรี่ ใช้ทำเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด ไก่ สุกร เป็นต้น เปลือกก็สามารถปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินได้ ตัวหอยทั้งเปลือกถ้านำไปฝังบริเวณทรงพุ่มไม้ผล เมื่อเน่าเปื่อยก็จะเป็นปุ๋ยทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตเร็ว และได้ผลผลิตดีไม่ควรบริโภคเนื้อหอยเชอรี่ในบริเวณที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำเสีย หรือบริเวณพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

โทษของหอยเชอรี่
หอยเชอรี่กินพืชที่มีลักษณะนุ่มได้เกือบทุกชนิด เช่น สาหร่าย, ผักบุ้ง, ผักกระเฉด, แหน, ต้นกล้าข้าว, ซากพืชน้ำ และซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำ โดยเฉพาะต้นข้าวในระยะกล้าและที่ปักดำใหม่ ๆ ไปจนถึงระยะแตกกอ หอยเชอรี่ จะชอบกินต้นข้าวในระยะกล้าที่มีอายุ ประมาณ 10 วัน มากที่สุด โดยเริ่มกัดส่วนโคนต้นที่อยู่ใต้น้ำเหนือจากพื้นดิน 1 – 1.5 นิ้ว จากนั้นกินส่วนใบที่ลอยน้ำจนหมด ใช้เวลากินทั้งต้นทั้งใบ นานประมาณ 1-2 นาที


การป้องกันและการกำจัด โดยวิธีกล   
การจัดเก็บทำลาย เมื่อพบตัวหอยและไข่ ให้เก็บทำลายทันที

    การดักและกั้น ตามทางน้ำผ่าน ให้ใช้สิ่งกีดขวางตาข่าย เฝือก ภาชนะดักปลา ดักจับหอยเชอรี่ลูกหอยที่ฟักใหม่ ๆ สามารถลอยน้ำได้ ควรใช้ตาข่ายถี่ ๆ กั้นขณะสูบน้ำเข้านาข้าว หรือกั้นบริเวณทางน้ำไหล

    การใช้ไม้หลักปักในนาข้าว การล่อให้หอยมาวางไข่ โดยใช้หลักปักในที่ลุ่มหรือทางที่หอยผ่าน เมื่อหอยเข้ามาวางไข่ตามหลักที่ปักไว้ ทำให้ง่ายต่อการเก็บไข่หอยไปทำลาย

    การใช้เหยื่อล่อ พืชทุกชนิด ใช้เป็นเหยือล่อหอยเชอรี่ได้ หอยจะเข้ามากินและหลบซ่อนตัว พืชที่หอยชอบกิน เช่น ใบผัก ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง ใบมะละกอ หรือพืชอื่น ๆ ที่มียางขาวคล้ายน้ำนม

วิธีป้องกันและกำจัดโดยวิธี ชีววิธี
ใช้ศัตรูธรรมชาติช่วยกำจัด เช่นฝูงเป็ดเก็บกินลูกหอยโดยปกติในธรรมชาติมีศัตรูหอยเชอรี่อยู่หลายชนิดที่ควรอนุรักษ์ เช่น นกกระปูด นกปากห่าง และสัตว์ป่าบางชนิดซึ่งสัตว์เหล่านี้นอกจากจะช่วยทำลายหอยเชอรี่แล้วยังทำให้ธรรมชาติสวยงามอีกด้วย


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 20:27:56
เชื้อราบิวเวอร์เรีย  

เชื้อราบิวเวอร์เรีย ( Beauveria bassiasna ) เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับแมลง ซึ่งสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด ในอันดับ Homoptera Lepidoptera Coleoptera และ Diptera ซึ่งได้แก่แมลงจำพวกเพลี้ยต่างๆ หนอนผีเสื้อ ด้วง และแมลงวัน หรือยุง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสามารถกำจัดปลวก และมดคันไฟได้ ทำให้มดและปลวกตายยกรังได้
กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอร์เรีย คือ เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 50 % ขึ้นไป) จะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 - 14 วัน เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น แมลงศัตรูพืชเป้าหมายในข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ ในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น
การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมศัตรูพืช
1. เนื่องจากเชื้อค่อนข้างอ่อนแอต่อแสงแดด และอุณหภูมิสูง จึงควรใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ
2. ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขายตามท้องตลาด ให้ใช้วิธีและอัตราการใช้ที่ระบุไว้ในฉลาก
3. เชื้อราบิวเวอร์เรียชนิดสด ที่รับจากศูนย์บริหารศัตรูพืช หรือที่เกษตรกรผลิตขยายได้เอง ใช้ในอัตราก้อนเชื้อ 1 กิโลกรัม ( 2 ถุง) ต่อน้ำ 25 – 50 ลิตร โดยนำก้อนเชื้อใส่ลงในตาข่ายเขียว แล้วนำไปยี หรือขยี้ในน้ำให้สปอร์เชื้อราหลุดจากเมล็ดข้าวโพดลงไปในน้ำ นำเมล็ดข้าวโพดออกทิ้งไป แล้วนำน้ำที่ได้ไปฉีดพ่น
4. ระหว่างที่ฉีด ให้กวนน้ำเป็นระยะ และควรปรับหัวฉีดให้พ่นฝอยละเอียด จะฉีดได้ผลดีและได้พื้นที่เพิ่มขึ้น
5. เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด รวมถึงแมลงศัตรูธรรมชาติบางชนิดด้วย ดังนั้นถ้าหากพบว่ามีศัตรูธรรมชาติอยู่มาก ก็ควรงด หรือชะลอการฉีดออกไป
6. เชื้อราจะเข้าทำลายแมลงได้ในสภาพที่มีความชื้นสูง ดังนั้น การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียในช่วงฤดูแล้ง หรืออากาศแห้งแล้ง อาจจำเป็นต้องเพิ่มความชื้นโดยการให้น้ำ หรือพ่นละอองน้ำ ก่อนและหลังการใช้

การผลิตเชื้อราบิวเวอร์เรีย
เกษตรกรสามรถผลิตเชื้อราบิวเวอร์เรียใช้ได้เอง โดยขอรับหัวเชื้อจากศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุพรรณบุรี นำมาต่อเชื้อลงในเมล็ดข้าวโพด ซึ่งมีขั้นตอนลัวิธีการดังนี้

1. เตรียมวัสดุเลี้ยงเชื้อ
เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถเจริญเติบโตได้ดีบนเมล็ดธัญพืชทุกชนิด แต่เมล็ดธัญพืชที่ เหมาะสมที่สุดคือ เมล็ดข้าวโพด เพราะมีขนาดใหญ่ ทำให้มีช่องว่างมาก เมล็ดข้าวโพดที่จะนำมาใช้ต้องไม่เป็นเมล็ดที่คลุกสารเคมี หรือสารกำจัดเชื้อรา การเตรียมเมล็ดข้าวโพดสำหรับเลี้ยงเชื้อราบิวเวอร์เรียทำได้โดย นำเมล็ดข้าวโพดมาล้างให้สะอาด แล้ว
•  ทำให้เมล็ดอุ้มน้ำด้วยการแช่เมล็ดไว้ 1 คืน (หรือใช้วิธีต้มประมาณ 30 นาที)
•  นำมาพึ่งให้หมาดน้ำ (ให้ผิวแห้ง)
•  นำมากรอกใส่ถุง (ถุงเพาะเห็ด : ถุงทนความร้อนชนิดขยายข้าง ขนาด 6 ? 12 นิ้ว) ถุงละประมาณ 4 – 5 ขีด (หรือสูงประมาณ 4 นิ้ว ) สวมปากถุงด้วยคอขวด ลึกประมาณ 3 นิ้ว แล้วพับปากถุงลง อุดด้วยสำลี หรือขี้ฝ้าย แล้วหุ้มปากถุงด้วยกระดาษ รัดด้วยยางวง
2. นึ่งฆ่าเชื้อ
เมื่อเตรียมถุงเมล็ดข้าวโพดเสร็จแล้วให้นำไปนึ่ง เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในถุง
•  ถ้าใช้หม้อนึ่งความดัน ใช้ความดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว อุณหภูมิ 121 องศา เซลเซียส ใช้เวลานึ่ง 30 นาที
•  กรณีใช้หม้อนึ่งลูกทุ่ง (ทำจากถังแกลอน) ใช้เวลานึ่งอย่างน้อย 3 ชั่วโมง นับ จากน้ำเดือด หลังจากนึ่งเสร็จแล้วนำมาวางทิ้งไว้รอให้เย็น แล้วแกะกระดาษที่หุ้มปากถุงออก
3. การเขี่ยเชื้อ
อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเขี่ย เชื้อราบิวเวอร์เรีย ประกอยด้วย ตู้เขี่ยเชื้อ ตะเกียง แอลกอฮอล์ (และแอลกอฮอล์ 95 % สำหรับเติมตะเกียง)
เข็มเขี่ยเชื้อ และแอลกอฮอล์ 70 % สำหรับฆ่าเชื้อ
- เตรียมอุปกรณ์ ด้วยการทำความสะอาดตู้ แล้วเช็ดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70 % (นำแอลกอฮอล์ใส่ฟ๊อกกี้ ฉีดภายในตู้ให้ทั่วแล้วเช็ดด้วยสำลี)
- นำอุปกรณ์ใส่เข้าไปในตู้ ได้แก่ ตะเกียงแอลกอฮอล์ แก้วน้ำที่แช่เข็มเขี่ยเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70 % หัวเชื้อ โดยเช็ดผิวด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ก่อนนำเข้าตู้
- นำถุงเมล็ดข้าวโพดที่นึ่งแล้วใส่เข้าไปในตู้ ด้านซ้ายมือ แล้วปิดตู้
- เริ่มทำการเขี่ยเชื้อโดยสอดมือเข้าไปภายในตู้ (ก่อนสอดมือเข้าไปต้องเช็ดมือและแขนด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ทุกครั้ง) จุดตะเกียง ใช้มือขวาจับเข็มเขี่ยด้วยสามนิ้ว (โป้ง ชี้ กลาง) นำมาลนไฟที่ปลายให้แดง แล้วลนมาทางด้ามจับ 2 – 3 ครั้ง
a - ใช้มือซ้ายจับขวดหัวเชื้อ แล้วเปิดจุกสำลีโดยใช้นิ้วก้อยของมือขวา ลนไฟที่ปากขวด 2 – 3 ครั้ง
b – สอดเข็มเขี่ยเชื้อเข้าไปตัดวุ้นในขวด ชิ้นละประมาณ ? ตารางเซนติเมตร แล้วจิ้มออกมาจากขวด
c – ลนปากขวดอีก 2 – 3 ครั้งก่อนปิดสำลีเข้าที่เดิม
d – มือซ้ายวางขวดหัวเชื้อแล้วหยิบถุงเมล็ดข้าวโพกมาเปิดจุกสำลีด้วยนิ้วก้อยของมือขวา ลนปากถุงเล็กน้อย แล้วใส่หัวเชื้อที่ติดปลายเข็มเข้าไปในถุง
e – ลนปากถุงเล็กน้อยก่อนปิดปากถุง แล้วเขย่าถุงเบาๆ นำถุงที่ใส่เชื้อแล้วมาวางด้านขวามือ
- ถุงต่อไป ลนเข็มเขี่ย 2 – 3 ครั้ง แล้วทำตามขั้นตอน a – e จนกระทั่งใส่หัวเชื้อหมดทุกถุงในตู้ แล้วนำเข็มแช่ในแก้วแอลกอฮอล์ ดับตะเกียง แล้วนำถุงเมล็ดข้าวโพดที่ใส่หัวเชื้อแล้วออกจากตู้
4. การบ่มเชื้อ
นำถุงเมล็ดข้าวโพดที่ใส่เชื้อแล้ว ไปวางไว้ในสภาพอากาศปกติ อากาศถ่ายเทได้ มีแสงสว่างปกติ แต่ไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง เชื้อจะเจริญเติบโตจนเต็มเมล็ดข้าวโพด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ เมื่อเชื้อเดินเต็มแล้วก็นำไปใช้ได้
การเก็บรักษาเมื่อเชื้อเดินเต็มแล้ว ควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น จะทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 20:38:52
เชื้อราไตรโคเดอร์มา
( Trichoderma sp. )


เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า
ชื่อไทย : เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Trichoderma harzianum
วงศ์ : Moniliaceae
อันดับ : Hypocreales
ชื่อสามัญ : Trichoderma harzianum
ความสำคัญ
เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า จัดเป็นเชื้อราชั้นสูงที่เจริญได้ดีในดิน เศษซากพืช ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้ง จุลินทรีย์และ วัสดุอินทรีย์ตามธรรมชาติ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกและทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว เป็นเชื้อที่เป็นศัตรูต่อเชื้อราสาเหตุโรคพืชหลายชนิด โดยมีกลไกการต่อสู้กับเชื้อราเหตุโรคพืช คือ
1. การแข่งขันกับเชื้อราโรคพืช
2. การเป็นปรสิตต่อเชื้อราโรคพืช
3. การสร้างสารยับยั้งหรือทำลายเชื้อราโรคพืช
4. การชักนำให้พืชมีความต้านทานโรคได้
พืชที่สามารถนำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าใช้ควบคุมโรคได้
ไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะละกอ
พืชผัก ได้แก่ มะเขือ พริก โหระพา กะเพรา หน่อไม้ฝรั่ง คื่นฉ่าย พืชตระกูลกะหล่ำ หอมใหญ่ ผักชีฝรั่ง พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลแตง กระชาย กระเจี๊ยบเขียว ขิง เผือก ฯลฯ
ไม้ดอกไม้ประดับ ได้แก่ ดาวเรือง เยอบีร่า ชบา เบญจมาศ ตระกูลฟิโลเดนดรอน ตระกูลขิง ซ่อนกลิ่น
พืชไร่ ได้แก่ ข้าวบาร์เล่ย์ ทานตะวัน ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ฯลฯ
ข้าว


สาเหตุโรคพืช สำหรับกลไกของเชื้อไตรโคเดอร์มาในการต่อสู้กับเชื้อสาเหตุโรคพืชมีดังนี้
- การแข่งขันกับเชื้อโรคพืช ด้วยเหตุที่เชื้อราไตรโคเดอร์มาเจริญสร้างเส้นใยได้รวดเร็ว สามารถสร้างสปอร์ได้ในปริมาณสูงมาก โดยอาศัยอาหารจากเศษวัสดุอินทรีย์ต่าง ๆ จึงช่วยให้เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถแข่งขันกับเชื้อโรคพืชหรือจุลินทรีย์ที่อยู่บริเวณเดียวกัน นอกจากนี้เชื้อไตรโคเดอร์มายังรบกวนกิจกรรมต่าง ๆ ของเชื้อโรคทำให้ความรุนแรงลดลง
- การเป็นปรสิตต่อเชื้อโรคพืช เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถสร้างเส้นใยพันรัดแล้วแทง ส่วนของเส้นใยเข้าสู่ภายในเส้นใยของเชื้อราสาเหตุโรคพืช ทำให้เส้นใยเชื้อโรคพืชตาย และไตรโคเดอร์มายังทำลายโครงสร้างที่เชื้อโรคพืชสร้างขึ้นเพื่อขยายพันธุ์หรืออยู่ข้ามฤดูปลูก
- การสร้างสารยับยั้งหรือทำลายเชื้อโรคพืช เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถสร้างสารปฏิชีวนะ สารพิษและน้ำย่อย(เอ็นไซม์) เพื่อหยุดยั้งหรือทำลายเส้นใยของเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้
- การชักนำให้พืชมีความต้านทานโรค เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันระบบรากพืชจากการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุโรคพืช ทำให้ระบบรากพืชสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยให้เมล็ดงอกและเจริญเติบโตได้ดี ชักนำให้พืชผลิตสารประเภทเอนไซม์หรือโปรตีน เช่น เพนทิลไพโรน กรดฮาร์เซียนิค กระตุ้นให้เกิดความต้านทานโรคขึ้นภายในพืช

ประโยชน์ของการใช้ไตรโคเดอร์มา
ควบคุม ทำลายหรือยับยั้งเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืชทั้งราชั้นสูงและราชั้นต่ำ เช่น
1. ทำลายเชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) สาเหตุโรคเน่าระดับดิน กล้ายุบ กล้าเน่า โคนเน่า โรคยอดเน่าในพืชไร่ มะเขือเทศ พืชผักชนิดต่างๆ
2. ทำลายเชื้อราไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) สาเหตุโรคราที่ทำให้ผลร่วง ดอกร่วง
ใน ลำใย ลิ้นจี่ โรคดอกรวงในทุเรียน โรครากเน่า-โคนเน่า ใน พริก ทุเรียน ส้ม มะนาว พริกไท แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะเขือเทศและโรคเน่าเข้าไส้ในกล้วย ฯลฯ
3. ทำลายเชื้อราสเคอโรเทียม (Sclerotium spp.) สาเหตุโรค โคนเน่า โรคกล้าไหม้ ราเม็ดผักกาด โรคเหี่ยวในพืชผักชนิดต่าง ๆ มะเขือเทศ พืชไร่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง
4. ทำลายเชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) สาเหตุโรคเน่าคอดิน กล้ายุบ กล้าเน่า ทำให้ทุเรียนเป็นโรคใบติด
5. ทำลายเชื้อราคอลเลทโททริกัม (Colletotrichum spp.) สาเหตุโรคแอนแทรคโนสในมะม่วง องุ่น ฝรั่ง พุทรา ชมพู่ มะละกอ พริก หอมหัวใหญ่ หอมแบ่ง หอมแดง กระเทียม มันฝรั่ง
6. ทำลายเชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) สาเหตุโรคโรคใบจุดเน่าในพืชตระกูลกระหล่ำ เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี บรอคโครี่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง พริก
7. ทำลายเชื้อรา ฟิวชาเรียม (Fusarium spp.) สาเหตุโรคใบไหม้ในไม้ผล พืชไร่ พืชผักชนิดต่างๆ ตลอดจนไม้ดอก ไม้ประดับ

วิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา
- การใช้หว่าน/โรย/ผสมดิน
อัตรา เชื้อสด:รำละเอียด:ปุ๋ยคอก (1:4:100)
วิธีการ
• เตรียมเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสดที่เลี้ยงบนปลายข้าวหรือข้าวฟ่าง 1 กิโลกรัม รำข้าวละเอียด 4 กิโลกรัม และปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 100 กิโลกรัม หรือเตรียมปริมาณมากกว่านี้โดยใช้สัดส่วน 1:4:100 โดยน้ำหนัก
• นำเชื้อไตรโคเดอร์มา คลุกเคล้ากับรำข้าวละเอียดให้เข้ากันอย่างทั่วถึง จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ไปผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ คลุกให้เข้ากันอย่างทั่วถึง อาจพรมน้ำให้พอชื้นเพื่อลดการฟุ้งกระจาย
• ส่วนผสมที่ได้สามารถนำไปใช้หว่านหรือโรยลงบนแปลงปลูกพืช โคนต้นพืช หรือผสมกับดินในหลุมปลูก
การใช้ผสมน้ำฉีดพ่น
อัตรา เชื้อสด 1,000 กรัม/น้ำ 200 ลิตร
วิธีการ
นำเชื้อไตรโคเดอร์มาชนิดสดที่เลี้ยงบนปลายข้าว หรือข้าวฟ่างเติมน้ำ พอท่วมตัวเชื้อแล้วขยำเนื้อข้าวให้แตกออกจนได้น้ำเชื้อสีเขียวเข้ม กรองน้ำเชื้อด้วยผ้าหรือกระชอนตาถี่ ล้างกากที่เหลือบนกระชอนด้วยน้ำอีกจำนวนหนึ่ง จนเชื้อหลุดจากเมล็ดข้าวหมด นำน้ำเชื้อ ที่กรองได้มาเติมน้ำให้ครบในอัตราเชื้อสด 1,000 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร เมล็ดข้าวที่อยู่บนกระชอน สามารถใช้คลุกกับรำข้าวหรือปุ๋ยอินทรีย์ แล้วนำไปหว่านลงบนแปลงปลูกหรือโคนต้นพืชได้


- การใช้คลุกเมล็ดพันธุ์
อัตรา เชื้อสด1-2 ช้อนแกง/เมล็ด 1 กิโลกรัม
วิธีการ
ใส่เชื้อ 1-2 ช้อนแกง ลงในถุงพลาสติกที่จะใช้คลุกเมล็ด เติมน้ำ 10 ซีซี แล้วบีบเชื้อสดให้แตกตัว เทเมล็ด 1 กิโลกรัมลงในถุงเขย่าให้เชื้อสดคลุกเคล้าจนติดผิวเมล็ด นำเมล็ดออกผึ่งลมให้แห้งหรือใช้ปลูกทันที

ข้อแนะนำการใช้เชื้อสดไตรโคเดอร์มาตามกลุ่มพืช (แล้วแต่จุดประสงค์ของการใช้งาน)
- ไม้ผล เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะละกอ ทุเรียน ฯลฯ
อัตราการใช้ *รองก้นหลุมก่อนปลูก 50-100 กรัม/หลุม
*หว่านลงดินใต้ทรงพุ่ม 50-100 กรัม/ตารางเมตร
*ฉีดพ่นต้นและผล 1,000 กรัม/น้ำ 200 ลิตร
*ฉีดพ่นลงดิน 10-20 ลิตร/100 ตารางเมตร
- พืชผักต่าง ๆ เช่น มะเขือเทศ พริก โหระพา กระเพรา หน่อไม้ฝรั่ง คื่นฉ่าย ตระกูลกระหล่ำ หอมหัวใหญ่ ผักชีฝรั่ง ตระกูลถั่ว ตระกูลแตง กระชาย กระเจี๊ยบเขียว ขิง เผือก ฯลฯ
อัตราการใช้ *ผสมดินโดยใส่ส่วนผสมของ เชื้อสด : ดินปลูก อัตรา 1:4
*คลุกเมล็ดขานาดเล็กใช้เชื้อสด 1-2 ช้อนแกง/เมล็ด 1 กิโลกรัม
*คลุกเมล็ดขนาดใหญ่ใช้เชื้อสด 1-2 ช้อนแกง/เมล็ด 1 กิโลกรัม
*หว่านในแปลงปลูก 50-100 กรัม/ตารางเมตร
*รองก้นหลุมและใส่โคนต้นเป็นโรค 50-100 กรัม/หลุม
*ฉีดพ่นกะบะเพาะกล้าและแปลงปลูกพืช 10-20 ลิตร/100 ตารางเมตร
- ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น ดาวเรือง มะลิ เยอบีร่า ชบา เบญจมาศ ตระกูลฟิโลเดนรอน ตระกูลขิง ซ่อนกลิ่น กล็อกซีเนีย กล้วยไม้ ฯลฯ
อัตราการใช้ *ผสมดินโดยใส่ส่วนผสมของ เชื้อสด : ดินปลูก อัตรา 1:4 โดยปริมาตร
*หว่านในแปลงเพาะกล้า 50-100 กรัม/ตารางเมตร
*โรยในกระถางถุงเพาะ 10-20 กรัม/กระถาง/ถุง
*รองก้นหลุมก่อนปลูก 50-100 กรัม/หลุม
*ฉีดพ่นในกะบะเพาะ แปลงเพาะกล้า แปลงปลูก 10-20 ลิตร/100 ตารางเมตร
*ฉีดพ่นในกระถาง ถุงพะกล้า ก่อนย้ายกล้าปลูก 20-50 ซีซี/กระถาง/ถุง/หลุม
- พืชไร่ เช่น ข้าวบาร์เลย์ ทานตะวัน ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ฯลฯ
อัตราการใช้ *คลุกเมล็ดก่อนปลูก 1-2 ช้อนแกง/เมล็ด 1 กิโลกรัม
*อัตราการฉีดพ่น ลงดิน 10-20 ลิตร/100 ตารางเมตร


ข้อแนะนำและข้อควรระวังในการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา
1. ความเป็นกรดเป็นด่างของดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไตรโคเดอร์มา อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 คือเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งเป็นช่วงความเป็นกรดเป็นด่างที่พืชปลูกส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน
2. ควรรดน้ำให้สภาพดินมีความชุ่มชื้น(อย่าให้แฉะ) ในช่วง 7 วันหลังหว่านเชื้อราเพื่อให้เชื้อเจริญเติบโต
3. ควรใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา ก่อนหรือหลังการหว่านปุ๋ยเคมี 3-5 วัน
4. เชื้อราไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราชั้นสูง สารเคมีที่ควบคุมได้เฉพาะราชั้นต่ำ เช่น เมตาแลกซิล, ฟอสอิธิล-อลูมิเนียม (อาลีเอท), กรอฟอสโฟลิค (โฟลีอาร์ฟอส) แมนโคเซบ ฯลฯ ไม่เป็นอันตรายต่อเชื้อไตรโคเดอร์มา แต่สารเคมีกลุ่ม เบนซิมิดาโซล (benzimidazole) ได้แก่ เบนโนมิล (benomyl) และคาร์เบนดาซิม (carbendazim) ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีชนิดดูดซึมและใช้ในการป้องกันและกำจัดเชื้อราชั้นสูงจะมีผลต่อการเจริญของเชื้อไตรโคเดอร์มา แต่หาก มีความจำเป็นที่จะต้องฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มเบนซิมิดาโซลลงในดิน ควรจะทิ้งช่วงประมาณ 1 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ จึงสามารถใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาได้
5. เชื้อสดไตรโคเดอร์มาที่เลี้ยงขยายจนเต็มที่สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ 1 เดือน
6. เชื้อสดไตรโคเดอร์มากรองเอาน้ำสปอร์ใส่ขวดไว้นั้นถ้ายังไม่ได้ใช้ ควรเก็บไว้ในตู้เย็นไม่เกิน 7 วัน



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 21:26:21
ประเทศฟิลิปปินส์ประเทศผู้นำในด้านการวิจัยข้าว มีสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI)  ฟิลิปปินส์เคยเป็นประเทศที่นำเข้าข้าวมากที่สุดในโลก โดยในปี 2010 ซื้อข้าวมากถึง 2 ล้านเมตริกตัน แต่ก็มีนโยบายลดการนำเข้าข้าวและกำลังหันกลายเป็นผู้ส่งออกแทน แต่เนื่องเป็นประเทศที่ประกอบด้วยเกาะจำนวน 7,107 เกาะ มีประชากรเกือบ 95 ล้านคน ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นประเทศที่ประสพภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ทั้งพายุ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด  ส่งผลกระทบในการปลูกข้าวมาตลอด ซึ่งถ้ามองถึงการทำนาบางพื้นที่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากลองไปดูที่สุด ๆ อย่างบานัว Banaue ข้าวแบบนาขั้นบันไดเป็นสุดยอดหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวของ ฟิลิปปินส์ เป็นที่ที่เจ๋งที่สุดและมีคนเข้าชมมากที่สุดเป็นแหล่งต้นๆของสถานที่ท่องเที่ยวในไม่มีกี่แห่่งของประเทศของเค้านาบันไดแบบโบราณนี้ที่ตั้งใจทำเพื่อยังชีพแต่ไม่มีพื้นที่ราบเพื่อเพาะปลูก ภายหลัีงต่อมากลับกลายเป็นสร้างทัศนียภาพที่สวยงามแบบนี้ยิ่งใหญ่มากว่า 2000 ปีมาแล้วโดยชาว Ifugao ที่น่าแปลกใจคือเค้าสร้างสลักภูเขาทั้งกี่ลูกต่อกี่ลูกด้วยเพียงเครื่องมือพื้นฐานเท่านั้น เช่นหินและไม้ เราเลยรู้ว่าคนโบราณ 2000ปี  ฉลาดและเก่งในทักษะวิศวกรรมการเกษตรแค่ไหน ทั้งหมดที่เห็นนั่นน่ะคือคนพื้นเมืองของชาวฟิลิปปินส์เองที่สร้างความอลังการขึ้นมาบานัว Banaue ข้าวแบบนาขั้นบันได ถูกประกาศเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (United Nations ศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมองค์กร) ในปี 1995

Banaue นาข้าวขั้นบันได อยู่สูง 5000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเลและครอบคลุม 10,360 ตารางกิโลเมตรของเชิงเขาBanaue นาข้าวขั้นบันไดแบบโบราณโดยอาศัยระบบชลประทานที่ซับซ้อนมากๆที่ทำจากหลอดไม้ไผ่ต่อมาจากป่าฝนและต่อมาเรื่อยๆ จนถึงให้น้ำในนาบนภูเขาได้
นาแบบขั้นบันได  ภาษาอังกฤษเรียกว่า rice terrace   การทำนาแบบขั้นบันไดคือการสกัดไหล่เขาให้เป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได เพื่อช่วยเพิ่มเนื้อที่ในการเพาะปลูก  เป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไป อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งในแง่การชลประทานโดยการเก็บกักน้ำฝน และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมอีกด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมค่อย ๆ สกัดภูเขาทั้งลูกเป็นขั้นบันไดด้วยสองมือและเครื่องมือพื้นบ้านที่มี  ชาวฟิลิปปินส์ภูมิใจจนยกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 22:26:39
นาขั้นบันได ที่ลาดชันภูเขาใกล้ ๆ เราก็มีครับอย่างทางจีนตอนใต้ มณฑลยูนนานนี่เองครับ

s28wEIL56Zs&feature

XprYgcwjlhk&feature



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 07 มกราคม 2013, 22:43:39
‘เดชา ศิริภัทร’ : กระดูกสันหลังของชาติถูกมอมเมาด้วยปุ๋ยเคมีและประชานิยมเกษตร

‘เกษตรอินทรีย์’ บรรจุในแผนพัฒนาประเทศตั้งแต่ปี 40 ยังไม่ขยับ ไปพบคำตอบจาก ‘เดชา ศิริภัทร’ ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ครูชาวนาผู้ต่อต้านการมอมเมากระดูกสันหลังชาติจากปุ๋ยเคมี-ประชานิยมจำนำข้าว

เกษตรอินทรีย์กับการ “ปรับสมดุลธรรมชาติ”

“เป้าหมายหลักของเกษตรอินทรีย์ไมใช่แค่การปลูกพืชปลอดสารพิษ คุณภาพดี ขายได้ราคาแพง  อินทรีย์แปลว่ามีชีวิต เกษตรอินทรีย์คือการใช้สิ่งมีชีวิตเป็นตัวตั้ง เช่น ปุ๋ย ก็ต้องปุ๋ยอินทรีย์ ทุกอย่างต้องมาจากธรรมชาติ  เราเคารพธรรมชาติและอยู่กับธรรมชาติอย่างสอดคล้อง โดยไม่เอาเปรียบ ไม่ทำลาย” ‘เดชา ศิริภัทร’ หรือ ‘อาจารย์เดชา’ ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี เริ่มการสนทนาด้วยการอธิบายว่าหลักสำคัญที่แท้จริงของเกษตรอินทรีย์คืออะไร

อย่างไรก็ดียังมีเกษตรอินทรีย์ที่ ‘เพี้ยน’ จากหลักการ เช่น การใช้สมุนไพรฉีดฆ่าแมลงทุกตัวทั้งแมลงดีและแมลงไม่ดี(ศัตรูพืช) แม้จะเป็นสารธรรมชาติแต่ก็อยู่ร่วมกับธรรมชาติไม่ได้เพราะทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล เช่น ฉีดสมุนไพรบางอย่างอาจไปฆ่าแมงมุมซึ่งเป็นแมลงดีที่ช่วยกินเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เกษตรกรอินทรีย์จริงๆจะต้องเป็นเพียงผู้ช่วยหรือนักจัดการระบบธรรมชาติให้สมดุล

“เช่น หอยเชอร์รี่ศัตรูต้นข้าว ชาวนาทั่วไปก็เอายาเคมีไปฆ่ามัน แต่ศึกษาให้ดีจะรู้ว่าหอยพวกนี้มีศัตรูคือเป็ด  แค่เลี้ยงเป็ดมาปล่อยในนาข้าว มันก็จะกินหอยเชอร์รี่โดยที่เราไม่ต้องทำอะไร หรือถ้าจะใช้สมุนไพรกำจัดแมลงก็ต้องใช้ที่เป็นตัวคุมจำนวนไม่ใช่ตัวฆ่า  เช่น ใช้สารสะเดาฉีดไปที่พืชถึงจะโดนแมลงก็ไม่ตายเพราะไม่ใช่สารฆ่าแมลง แต่สะเดาจะถูกดูดซึมไปในต้นพืช เมื่อแมลงศัตรูพืชกินพืชต้นนั้น ก็จะได้รับสารสะเดาที่ทำหน้าที่คล้ายๆกับฮอร์โมนควบคุมการลอกคราบเข้าไป พอมันลอกคราบไม่ได้ มันก็ตายและลดจำนวนลง”

อ.เดชา บอกว่าการฆ่าต้องเป็นการฆ่าเพื่อความสมดุลและการดำรงอยู่ของอีกสิ่งตามธรรมชาติ ไม่ใช่ใช้ยาฆ่าแมลงฉีดฆ่าหมดทั้งแมลงดีและร้ายอย่างระบบเคมี ซึ่งนอกจากจะทำให้ชาวนาได้รับสารพิษ ผลผลิตไม่ปลอดภัยอันตรายต่อผู้บริโภคแล้ว ยังถือเป็นการแทรกแซงธรรมชาติที่ร้ายแรงด้วย

“พันธุ์ข้าวเคมี” รูปธรรมความไม่จริงใจส่งเสริมเกษตรอินทรีย์
การทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการปลูกข้าวจะอาศัยเพียงการไม่ใช่ปุ๋ยเคมีไม่ได้ เนื่องจากพันธุ์ข้าวที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันเป็นพันธุ์ข้าวของรัฐบาลโดยกรมการข้าวและบริษัทเอกชน ซึ่งพัฒนาพันธุ์จากระบบการใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้นพันธุ์ข้าวเช่นนี้จะไม่เข้ากับระบบเกษตรอินทรีย์คือไม่งอกงาม ให้ผลผลิตต่ำและเป็นโรค

“การพัฒนาและผสมพันธุ์ข้าวของรัฐและเอกชนเป็นการส่งเสริมการใช้เคมี เพราะเชื่อว่าการจะได้ผลผลิตสูงๆต้องไปแทรกแซงธรรมชาติเพราะเอกชนต้องการกำไร ขณะที่กรมการข้าวก็ไม่อยากให้ชาวบ้านทำพันธุ์เอง เพราะกลัวไม่มีมาตรฐานและจะจัดการลำบาก ความคิดเราไม่เหมือนกัน ฉะนั้นที่ผ่านมาเขาจึงปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้เติบโตได้ดีเฉพาะเมื่อใช้คู่กับยาฆ่าแมลง  เช่น เอาพันธุ์ ก กับ ข ผสมกัน กว่าจะได้ลูกที่ออกมาเป็นพันธุ์แท้ไม่กลายพันธุ์ ต้องปลูกประมาณ 8 ฤดูกาล  ถ้าเขาต้องการให้ได้พันธุ์ข้าวที่เหมาะกับปุ๋ยเคมี เขาก็เอาปุ๋ยเคมีใส่ไปตั้งแต่การปลูกในฤดูแรก ต้นไหนพอใส่ปุ๋ยเคมีแล้วไม่ได้ผลผลิตหรือเป็นโรคก็คัดออก เหลือไว้แต่ต้นที่เข้ากับยาเคมี คือ งอกงาม เมล็ดสวย ก็คัดไว้ปลูกต่อฤดูต่อไป ทำอย่างนี้ไล่ไปจนครบ 8 ฤดู สุดท้ายก็เหลือแต่ต้นที่ชอบปุ๋ยเคมีหมด ได้พันธุ์ที่เสถียร แล้วเอาไปแจกจ่ายให้ชาวนา”

ในทางกลับกันหากต้องการผสมพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับหลักเกษตรอินทรีย์ ก็ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้ต้นข้าวในทุกฤดูกาลการผสมแทน จนสุดท้ายเหลือแต่ต้นที่งอกงามดีกับการใช้สารอินทรีย์เช่นกัน

อ.เดชากล่าวว่า การพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยวิธีเคมีของรัฐและเอกชนดังที่กล่าวมาเป็นอุปสรรคสำคัญขัดขวางแนวทางเกษตรอินทรีย์ซึ่งบรรจุเป็นวาระชาติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวทางเกษตรอินทรีย์ไม่เคยได้รับการส่งเสริมอย่างจริงดังที่ประกาศไว้ เพราะแม้แต่พันธุ์ข้าวที่รัฐผลิตให้ชาวนาใช้ก็ยังเป็นพันธุ์ข้าวเคมี

อย่างไรก็ดีสำหรับเกษตรกรที่อยากปลูกข้าวอินทรีย์แต่ไม่มีพันธุ์และผสมเองไม่ได้ อ.เดชา แนะวิธีง่ายๆโดยการนำพันธุ์ข้าวเคมีมา “ดัดนิสัย” ดังนี้ นำข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวกล้องแล้วคัดให้เหลือแต่เมล็ดที่สมบูรณ์ที่สุดไปเพาะเป็นต้นกล้าปลูกไว้สัก 100 ต้น โดยไม่ใส่ปุ๋ยเคมีแต่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้แทนแล้วเลือกต้นที่ให้ผลผลิตดี ไม่มีโรคไว้ 5 ต้น แล้วเอาข้าวเปลือกที่ได้จาก 5 ต้นนี้ไปสีเป็นข้าวกล้องใหม่ ทำซ้ำกระบวนการเดิมสัก 3 ฤดู ก็จะได้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับการปลูกแบบอินทรีย์ โดยแถมท้ายว่าทางที่ดีชาวนาจะต้องทดลองปลูกในผืนดินของตนเอง เพื่อให้การดัดนิสัยพันธุ์เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่นั้นๆได้จริง

 ‘ชัยพร พรหมพันธุ์’ เกษตรกรดีเด่นสาขาทำนา ปี 2538 ลูกศิษย์มูลนิธิข้าวขวัญ คือ ตัวอย่างชาวนาที่ประสบความสำเร็จจากการทำนาปลอดสารพิษ อ.เดชาเล่าว่า แม้คุณชัยพรไม่ได้ทำนาอินทรีย์เต็มรูปแบบ เพราะยังใช้ยาคุมหญ้าในการทำนาหว่านที่วัชพืชมักจะขึ้นเบียดต้นกล้าจำนวนมาก แต่สารที่ใช้ก็สลายไปใน 7 วันจนไม่เหลือตกค้าง  โดยกระบวนการทำนาที่เหลือก็ยังไม่ใช้สารเคมีตามวิถีเกษตรอินทรีย์

“เดิมคุณชัยพร มีที่นา 25 ไร่ พอหันมาทำนาอินทรีย์ แกซื้อที่ดินเพิ่มได้อีก 90 ไร่ เป็น 115 ไร่  และได้กำไรเกินล้านทุกปี แม้ว่าข้าวจะราคาตกเหลือตันละ 4,000  ก็ยังได้กำไร เพราะต้นทุนต่ำเพียงตันละ 3,000 บาท ไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมีมาฉีด ผลผลิตที่ได้ยังเท่าหรือมากกว่าการปลูกข้าวเคมี ขณะที่ชาวนารอบๆมีแต่ขายนาไม่ได้ซื้อนา เพราะใช้ปุ๋ย ใช้ยาเคมีมาก ต้นทุนเลยสูงตันละ 6,000 – 7,000 สุขภาพก็ไม่ดี “

อย่างไรก็ดีแม้ชาวนาจะเข้ามาอบรมการทำเกษตรอินทรีย์จากอ.เดชามากมายและ ได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จจากคุณชัยพร แต่ประธานมูลนิธิข้าวขวัญกลับบอกว่ากว่า 20 ปีที่ส่งเสริมเรื่องนี้มา แม้แต่ชาวนาข้างบ้านก็ยังไม่ทำ โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า “ทำใจไม่ได้ที่ต้องเลิกใช้ปุ๋ยใช้ยา ให้เปลี่ยนศาสนายังง่ายกว่าเลย”

ประชานิยมรัฐบาลสวนทางวาระชาติเกษตรอินทรีย์ –ส่งเสริมเคมีช่วยเอกชน

อ.เดชา มองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวนาไม่สามารถหลุดพ้นวังวนการใช้สารเคมีเร่งปลูกข้าว เพราะถูกมอมเมาจากการโฆษณาปุ๋ยที่แพร่หลาย รัฐไม่ห้ามโฆษณาเหมือนประเทศอื่น นอกจากนี้ยังเป็นผลจากการที่รัฐบาลไม่เก็บภาษีนำเข้าปุ๋ยเคมีตั้งแต่ปี 34  ซึ่งร้อยละ 90 ของปุ๋ยเคมีที่ใช้ในไทยนำเข้าจากต่างประเทศ โดยพบว่าไทยเป็นประเทศที่ใช้ปุ๋ยเคมีมากเป็นอันดับ 5 ในโลก ขณะที่มีพื้นที่ประเทศใหญ่เพียงอันดับที่ 48 ของโลก  โดยคิดเป็นสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและยาเคมีมากกว่าประเทศอื่นโดยเฉลี่ยเกือบ 10 เท่า 

“ตั้งแต่ประกาศเป็นวาระชาติมา 15 ปี ก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนสนใจขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์จริงจัง  ปี 2547 รัฐบาลทักษิณ เคยระบุว่าจะขับเคลื่อนแนวทางเกษตรอินทรีย์ โดยภายใน 4 ปีจะทำให้มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 2 ล้านไร่ และจะลดการนำเข้าสารเคมีเกษตรให้ได้ร้อยละ 50 แต่ ในปี 2551 พื้นที่เกษตรอินทรีย์กลับมีไม่ถึง 1 แสนไร่ จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ถึง 2 แสนไร่ มิหนำซ้ำการนำเข้าปุ๋ยยังเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนถึง 100 เปอร์เซ็นต์”

ที่ผ่านมาได้มีความพยายามผลักดันให้เก็บภาษีนำเข้าปุ๋ยเคมี นำเงินที่ได้ไปตั้งกองทุนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งห้ามโฆษณาขายปุ๋ย ในยุครัฐบาลทักษิณ(ปี 2543) และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ก็ไม่ประสบผล แม้จะมีการทำประชาพิจารณ์ผ่านทั้ง 2 ครั้งแล้ว เรื่องดังกล่าวก็ไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี  เพราะมีการเอื้อประโยชน์ระหว่างบริษัทปุ๋ยและฝ่ายการเมือง

 “ถามว่ารัฐบาลมีมาตรการอะไรในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์  เก็บภาษีปุ๋ยไหม ก็ไม่เก็บ จำกัดปริมาณนำเข้าไหม ก็ไม่จำกัดห้ามโฆษณาไหม ก็ไม่ห้าม มีกองทุนที่จะส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ไหม ก็ไม่มี แล้วจะมาพูดว่าส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไร เกษตรกรจึงถูกมอมเมา และจนลงๆ”

โครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลปัจจุบันที่นอกจากผลประโยชน์จะไม่ตกถึงมือชาวนาส่วนใหญ่ที่ยากจนเพราะไม่มีข้าวเหลือไว้ขายมากเท่าชาวนาที่ร่ำรวยแล้ว ยังทำลายระบบเกษตรอินทรีย์ด้วยการตั้งราคาข้าวหอมมะลิเคมีให้สูงกว่าข้าวอินทรีย์ที่ตันละ 20,000 ขณะที่ข้าวอินทรีย์ขายได้ตันละ 17,000 บาท จึงไม่จูงใจให้ทำนาอินทรีย์เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องลงแรง(ด้วยวิธีปักดำ)มากกว่า

“มีสักคำไหมที่บอกว่าถ้าปลูกข้าวอินทรีย์จะให้ราคาแพงกว่าข้าวเคมี รัฐบาลใช้เงินเป็นแสนล้านแต่ไม่มีสักคำเดียวที่จะพูดถึงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์” ประธานมูลนิธิขวัญข้าวบอกว่านั่นยิ่งทำให้ชาวนาเร่งใช้ปุ๋ยใช้ยาเคมี เป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นๆ

“สุดท้ายชาวนาต้องไปหวังพึ่งรัฐบาลให้ช่วยรับซื้อราคาแพงๆ  เพราะตัวเองลดต้นทุนปุ๋ยไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยก็ต้องขาดทุน แต่ถามว่ารัฐบาลจะกู้เงินเป็นแสนล้านมาช่วยได้กี่ฤดู ยิ่งไปกว่านั้นพอเปิดเสรีอาเซียนข้าวทุกสารทิศจะเข้ามาแบบเสรี รัฐบาลจะรับภาระไหวไหม เรามีอะไรไปแข่งขันกับเขา ข้าวเวียดนามต้นทุนตันละ 4,000 บาท ไทยเรา 7,000 บาท เพราะเขาไม่ได้ใช้ปุ๋ยบ้าเลือดแบบเรา ถ้ารัฐบาลจะส่งเสริมให้แข่งขันได้จริงก็ต้องให้ทำแบบคุณชัยพรนี่ถึงจะสู้เขาได้”

สุดท้ายเมื่อถามถึงสิ่งที่รัฐบาลควรทำ ครูชาวนาตอบว่า “ไม่ต้องทำอะไรเลย ขอแค่อยู่เฉยๆและเลิกมอมเมาชาวนาด้วยปุ๋ยด้วยยาเคมีก็พอ”  เพราะเมื่อเลิกใช้เคมี ต้นทุนจะต่ำ ผลผลิตก็ดี สามารถแข่งขันกับใครที่ไหนก็ได้ในโลก แต่เชื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนๆก็ควบคุมการใช้และโฆษณาปุ๋ยเคมีได้ยาก เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จากบริษัทปุ๋ยแล้ว การทำให้ชาวนาพึ่งตนเองและพึ่งธรรมชาติไม่ได้ ประชานิยมมากมายที่คิดออกมาเพื่อสร้างฐานคะแนนนิยมก็จะยิ่งได้ผล

“ถ้าชาวนาทำเกษตรอินทรีย์แล้วรวย ช่วยตัวเองได้ รัฐบาลจะเอาประชานิยมที่ไหนมาล่อใจให้เลือก”

………………

แม้ว่าหนทางส่งเสริมเกษตรอินทรีย์โดยภาครัฐจะไม่เคยสว่างไสวดังที่ประกาศไว้ใหญ่โตในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ ‘เดชา ศิริภัทร’ มองว่าชาวนาสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตตนด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายๆ แค่เพียงเปลี่ยนความคิดหันมาพึ่งพาตนอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน .



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 14:00:48
จุดเปลี่ยน! ชาวนาเวียดนามเลิกใช้ยาฆ่าแมลง หันไปใช้แตนเบียน...ดีอย่างไร ?

ต้นข้าวในนาที่แห้งตายเป็นหย่อมๆ สีน้ำตาลเป็นสัญญาณว่านาข้าวกำลังเจอการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศัตรูข้าวที่ชาวนาทั่วทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หวั่นกลัว ปีหนึ่ง ๆ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายนาข้าวจำนวนมหาศาลทั่วทั้งทวีป แมลงดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าวจนต้นข้้าวเหี่ยวเฉาและแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้แมลงนี้ยังเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสสู่ต้นข้าวอีกด้วยทำให้ผลผลิตข้าวลดลง
 
ในแต่ละปีนาข้าวในเวียดนามหลายพันไร่เสียหายจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ชาวนาเวียดนามทางใต้ของประเทศเลือกใช้วิธีกำจัดเพลี้ยโดยไม่ใช้สารเคมีอันตราย นี่คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญ 

ปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลรุนแรงในเวียดนาม ประเทศผู้ส่งออกข้าวใหญ่อันดับสองของโลกรองจากประเทศไทย

เคเอล ฮอง นักนิเวศวิทยา กล่าวว่าจริงๆแล้วการใช้ยาฆ่าแมลงผิดหลักการเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของเพลี้ยศัตรูข้าว

ฮองกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าชาวนาเวียดนามฉีดยาฆ่าแมลงผิดช่วงเวลาและใช้สารเคมีไม่ถูกชนิด ทำให้ไปฆ่าแมลงชนิดอื่นๆที่เป็นตัวช่วยทำลายเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อาทิ แมงมุม ทำให้จำนวนของเพลี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ชาวนาในจังหวัดอานเจียงทางใต้ของเวียดนามได้เลิกใช้ยาฆ่าแมลง แล้วหันไปใช้วิธีธรรมชาติในการป้องกันแมลงในนาข้าว

เกือบ 10 เดือนที่แล้ว เจ้าหน้าที่ราชการในท้องถิ่นเริ่มส่งเสริมให้ชาวนาปลูกดอกไม้พันธุ์ท้องถิ่นบนคันนา ดอกไม้ต้องมีดอกสีเหลืองหรือไม่ก็สีขาวและมีเกสรมากเพื่อล่อแตนเบียน เป็นแมลงสายพันธุ์ใกล้เคียงกับผึ้ง สามารถเป็นตัวควบคุมจำนวนประชากรของแมลงชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะแมลงที่เป็นศัตรูพืชและแมลงที่เป็นพาหะนำโรค

แตนเบียนที่โตเต็มวัยจะดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้แล้ววางไข่บนไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำให้ไข่เพลี้ยตายในที่สุด โครงการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในภาคใต้ของเวียดนามเพิ่งเริ่มต้น   แต่ได้รับการตอบรับจากชาวนาท้องถิ่นเป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าทางการแจกดอกไม้ให้ชาวนานำไปปลูกตามคันนาฟรี

ฮอง กล่าวว่า ชาวนาเวียดนามชอบโครงการนี้มากเพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการพ่นยาฆ่าแมลงประมาณ 30-50 ดอลล่าร์สหรัฐหรือ 900-1,500 บาทต่อพื้นที่หกไร่สองงาน

โรเบิร์ต เซเกล่อร์ ผู้อำนวยการองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือ เอฟเอโอประจำกรุงเทพเรียกร้องในงานประชุมที่กรุงฮานอยเมื่อเร็วๆนี้ให้ทางการเวียดนามควบคุมการขายยาฆ่าแมลงให้เข้มงวดขึ้น

โรเบิร์ต เซเกล่อร์ ผู้อำนวยการเอฟเอโอประจำที่กรุงเทพกล่าวว่า ในเวียดนาม ยาฆ่าแมลงวางขายกันเกลื่อนปะปนกับสินค้าอุปโภคเหมือนกับขายแชมพูสระผมทั้งๆที่เป็นสารเคมีอันตรายที่ต้องควบคุมมาตราการทางการตลาด ผู้ผลิตและผู้ขายใช้ผลประโยชน์มากมายล่อให้ชาวนาซื้อยาฆ่าแมลง มาตราการทางการตลาดแบบนี้ ซึ่งเรื่องนี้ เซเกล่อร์ บอกว่า ผิดต่อกฏเกณฑ์การปฏิบัติทั่วไปของเอฟเอโอ

รัฐบาลหลายชาติในลุ่มน้ำโขงได้ออกมาตราการควบคุมยาฆ่าแมลง ทางการไทยประกาศห้ามใช้ยาฆ่าแมลงสองชนิดคือ abamectin กับ cypermethrin เมื่อกลางปี 2554  2554 และทางการเวียดนามสั่งเลิกใช้ยาฆ่าแมลงสามชนิดเมื่อเร็วๆนี้

ทางการเวียดนามวางแผนสำรวจความสำเร็จของโครงการกำจัดเพลี้ยนาข้าวในที่จังหวัดอานเจียงในภาคใต้ภายในอีกสามเดือนข้างหน้า แม้จะยังไม่รู้ผลแน่ชัดแต่ทางการพบว่าตั้งแต่เริ่มโครงการนี้มาหลายเดือน ยังไม่มีเกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลขึ้นในพื้นที่

จัน คีเตลล่า แห่งเอฟเอโอที่กรุงเทพ กล่าวว่า โครงการกำจัดแมลงทางเลือกในเวียดนามนี้ยังมีขนาดเล็กอยู่ ทางการเวียดนามจะต้องพยายามขยายโครงการออกไปในระดับชาติและจะเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นเพื่อให้ทำงานนี้อย่างจริงจัง

นักวิจัยผู้ศึกษาพฤติกรรมของแตนเบียน กล่าวว่า แตนเบียนจัดเป็นแมลงในกลุ่มเดียวกับผึ้ง ต่อ แตน ด้วยลักษณะการดำรงชีวิตของแตนเบียนชนิดนี้จะไม่ทำอันตรายต่อคน แต่กลับเป็นเพชฌฆาตที่ร้ายกาจ ของแมลงศัตรูพืช ด้วยพฤติกรรมการวางไข่ไว้ในแมลงศัตรูพืช และใช้น้ำเลี้ยงภายในตัวแมลงเป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโต และทำให้แมลง ศัตรูพืชตายในที่สุด ทั้งนี้แตนเบียนในประเทศไทยมีด้วยกันหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีความสามารถในการกำจัดแมลงศัตรูต่างชนิดกัน
 
“แตนเบียนที่ทำหน้าที่กำจัดแมลงศัตรูพืช คือ แตนเบียนเพศเมีย โดยอาวุธที่ร้ายกาจ คืออวัยวะวางไข่เรียวยาว ปลายแหลม คล้ายฉมวกขนาดจิ๋ว สำหรับแทงและวางไข่ในตัวหนอนแมลงวันผลไม้ ทั้งนี้แตนเบียนเพศเมียสามารถค้นหาเป้าหมายในการวางไข่ได้จากการรับกลิ่นสารเคมีที่ผลิตจากปฏิกิริยาการสุกเน่าของผลไม้ และเสียงสั่นจากการเคลื่อนไหวของแมลงศัตรูพืช โดยแตนเบียนแต่ละตัวสามารถวางไข่ได้ตลอดชีวิตประมาณ 100 ฟอง จึงสามารถควบคุมแมลงศัตรูพืชได้เป็นจำนวนมาก และเนื่องจากแตนเบียนเป็นแมลงที่มีความพิเศษคือมีไข่ที่สามารถฟักเป็นตัวอ่อนได้โดยไม่ต้องรับการผสมจากตัวผู้ ซึ่งไข่ที่ไม่ได้รับการผสมนี้จะให้ตัวอ่อนแตนเบียนเพศผู้ ในขณะที่ไข่ที่ได้รับการผสมจะได้ตัวอ่อนแตนเบียนเพศเมีย ดังนั้นปัญหาที่พบคือ จำนวนตัวอ่อนที่เกิดขึ้นเป็นเพศผู้เสียส่วนใหญ่ เนื่องจากแตนเบียนเพศเมียจะมุ่งเน้นการวางไข่มากกว่าการผสมพันธุ์กับเพศผู้”




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 15:04:03
การขาดไนโตรเจน (Nitrogen deficiency)

        ในพืชทั่วไป ไนโตรเจน (N) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกรดอะมิโน (Amino acids) กรดนิวคลีอิก (Nucleic acids) นิวคลีโอไทล์ (Nucleotile) และคลอโรฟิลล์ ไนโตรเจนช่วยในการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มขนาดใบ เพิ่มจำนวนเมล็ดต่อรวง เพิ่มจำนวนเมล็ดดีต่อรวง และเพิ่มปริมาณโปรตีนในเมล็ด

ไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารที่พบว่าขาดในนาข้าวทั่วไป โดยเฉพาะในนาดินทรายที่มีระดับอินทรียวัตถุต่ำเช่นที่พบทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยข้าวที่ขาดไนโตรเจนจะมีใบแก่หรือบางครั้งใบทั้งหมดเป็นสีเขียวอ่อน ปลายใบเหลือง ถ้าขาดรุนแรงใบแก่จะตายเหลือเพียงใบอ่อน ใบแคบ สั้นและตั้งตรง มีสีเขียวปนเหลือง การขาดไนโตรเจนมักเกิดในระยะข้าวแตกกอและระยะกำเนิดช่อดอก ซึ่งเป็นระยะที่ข้าวมีความต้องการไนโตรเจนสูง การขาดไนโตรเจนส่งผลให้การแตกกอลดลง ต้นข้าวแคระแกรน แตกกอน้อย มีเมล็ดดีต่อรวงลดลงทำให้ผลผลิตข้าวลดลง อาการขาดไนโตรเจนจะคล้ายกับอาการขาดกำมะถัน แต่การขาดกำมะถันจะไม่พบบ่อยนักและมักแสดงอาการที่ใบอ่อนก่อนจะลามไปทั้งต้น การขาดไนโตรเจนเล็กน้อยยังคล้ายกับการขาดธาตุเหล็ก ต่างกันที่การขาดธาตุเหล็กจะเกิดกับใบอ่อนที่กำลังจะพ้นกาบใบออกมา

        สาเหตุของการขาดไนโตรเจนในข้าวเกิดจากดินนามีระดับไนโตรเจนต่ำ การใส่ปุ๋ยไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ดินขาดน้ำ การใส่ปุ๋ยด้วยวิธีการและเวลาที่ไม่เหมาะสม การสูญเสียไนโตรเจนไปกับผลผลิตที่เก็บเกี่ยว รวมทั้งการที่ดินมีการสูญเสียไนโตรเจนจากขบวนการต่างๆ (Volatilization, Denitrification, การถูกชะล้างสู่ดินชั้นล่าง) สูง

        การจัดการเพื่อการป้องกันและแก้ไขการขาดไนโตรเจนในข้าวสามารถทำได้โดย

การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนให้แก่ข้าว เป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุด โดยข้าวจะตอบสนองต่อปุ๋ยที่ใส่โดยมีใบเขียวขึ้น มีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นหลังจากใส่ปุ๋ย 2–3 วัน อย่างไรก็ตามการตอบสนองนี้จะขึ้นอยู่กับพันธุ์ข้าว ชนิดดิน สภาพภูมิอากาศ ชนิดปุ๋ยและปริมาณที่ใช้ รวมทั้งเวลาและวิธีการที่ใส่

การใช้วัสดุอินทรีย์ เช่นปุ๋ยพืชสด มูลสัตว์ ฟางข้าว เป็นต้น ในการเพิ่มระดับอินทรียวัตถุและความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อเพิ่มปริมาณไนโตรเจนในดินในระยะยาว

ปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนโดยใส่วัสดุที่มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (Cation Exchange Capapcity - CEC) สูง เช่น Zeolite (CEC 200-300 cmol/ดิน 1 กก.), Vermiculite (CEC 100-200 cmol/ดิน 1 กก.)






หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 15:06:12
การขาดฟอสฟอรัส (Phosphorus deficiency)

        ฟอสฟอรัส (P) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ Adenosine triphosphate (ATP) นิวคลีโอไทล์ (Nucleotile) กรดนิวคลีอิก (Nucleic acids) และฟอสโฟไลปิด (Phospholipid) ฟอสฟอรัสจะช่วยในการแตกกอ การพัฒนาของราก การออกดอกและการสุกแก่ของข้าว ปุ๋ยฟอสเฟตจะจำเป็นมากสำหรับข้าวที่ระบบรากยังไม่พัฒนาเต็มที่ เช่นหลังการปักดำใหม่ๆ ดังนั้นจึงควรใส่ปุ๋ยฟอสเฟตเป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนการปักดำหรือในวันปักดำ

        ข้าวที่ขาดฟอสฟอรัสจะแคระแกรน การแตกกอน้อย ใบแคบ สั้น ตั้งตรงและมีสีเขียวเข้ม ลำต้นผอมเรียว ข้าวจะชะงักการเจริญเติบโต จำนวนใบ จำนวนรวงและจำนวนเมล็ดต่อรวงลดลง ใบอ่อนสมบูรณ์ดีแต่ใบแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและตายในที่สุด ถ้าพันธุ์ข้าวที่ปลูกสามารถผลิต Anthocyanin ได้ใบอาจเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีม่วง ในดินที่เป็นกรดการขาดฟอสฟอรัสมักจะเกิดร่วมกับเหล็กเป็นพิษ

สาเหตุของการขาดฟอสฟอรัสเกิดจากการมีระดับฟอสฟอรัสในดินนาต่ำหรือถูกตรึงโดยดินจนพืชนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ (จะเกิดในดินที่เป็นกรดจัด) การใส่ปุ๋ยไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช วิธีการปลูกแบบนาหว่านมีโอกาสทำให้ข้าวขาดฟอสฟอรัสมากกว่าปลูกแบบปักดำ เพราะต้นข้าวจะหนาแน่นกว่าและมีรากตื้นกว่าข้าวที่ปลูกแบบปักดำ

การจัดการเพื่อการป้องกันและแก้ไขการขาดฟอสฟอรัสสามารถทำได้โดย

ควรไถกลบฟางข้าวลงในแปลง เพราะถึงแม้ว่าปริมาณฟอสฟอรัสในฟางข้าวจะมีน้อย แต่จะช่วยรักษาระดับฟอสฟอรัสในดินในระยะยาว

ใส่ปุ๋ยฟอสเฟต ปุ๋ยคอกและวัสดุอินทรีย์อื่นๆ ให้กับข้าวอย่างพอเพียง เพื่อชดเชยกับธาตุอาหารที่สูญเสียไปจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 15:08:44
การขาดโพแทสเซียม (Potassium deficiency)     

โพแทสเซียม (K) มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายสารอาหารหรือผลผลิตจากการสังเคราะห์แสง ในพืช โพแทสเซียมจะช่วยทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง เพิ่มพื้นที่ใบและปริมาณคลอโรฟิลล์ ชะลอการร่วงของใบ ช่วยเพิ่มจำนวนเมล็ดและจำนวนเมล็ดดีต่อรวง เพิ่มน้ำหนักเมล็ด แต่ไม่ช่วยในการแตกกอ

        ข้าวที่ขาดโพแทสเซียมต้นจะแคระแกรน การแตกกอลดลง ใบสั้น เหี่ยวแห้ง ใบโน้มลง (Droopy) และมีสีเขียวเข้ม ใบล่างจะมีปลายใบสีน้ำตาลเหลือง มีสีเหลืองระหว่างเส้นใบโดยเริ่มจากปลายใบและขอบใบแล้วค่อยๆ ลุกลามสู่โคนใบในที่สุด ต่อมาใบจะแห้งและกลายเป็นสีน้ำตาล ถ้าการขาดรุนแรงมากขึ้นบางครั้งจะมีจุดประสีน้ำตาลบนใบที่เป็นสีเขียวเข้มโดยเริ่มที่ปลายใบก่อนจะขยายสู่ส่วนอื่นๆ ของใบ รวงข้าวจะผอมยาว อาจมีจุดด่าง ขนาดและน้ำหนักของเมล็ดลดลง การหักล้มสูง มักจะเกิดในระยะหลังของการเจริญเติบโต อาการขาดโพแทสเซียมนี้อาจสังเกตเห็นได้ยากในข้าวทั่วไป

        สาเหตุของการขาดโพแทสเซียมเกิดจากการปลูกข้าวในดินทรายหรือดินที่มีปริมาณดินเหนียวต่ำ มีธาตุโพแทสเซียมในดินต่ำหรือไม่อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ หรือดินที่มีการชะล้างสูง นอกจากนี้อาจพบอาการขาดโพแทสเซียมในดินอินทรีย์ เช่นดินพีท (Peat) ดินมัก (Muck)

การจัดการเพื่อการป้องกันและแก้ไขการขาดโพแทสเซียมสามารถทำได้โดย

ควรไถกลบฟางข้าวลงในแปลง เพราะถึงแม้ว่าปริมาณโพแทสเซียมในฟางข้าวจะมีน้อย แต่จะช่วยรักษาระดับโพแทสเซียมในดินในระยะยาว

ใส่ปุ๋ยโพแทซ ปุ๋ยคอกและวัสดุอินทรีย์อื่นๆ ให้กับข้าวอย่างพอเพียง เพื่อชดเชยกับธาตุอาหารที่สูญเสียไปจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 15:13:37
การขาดแมกนีเซียม (Magnesium deficiency)

        แมกนีเซียม (Mg) ช่วยในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เป็นองค์ประกอบหนึ่งของคลอโรฟิลล์จึงมีส่วนในการสังเคราะห์แสง และการสังเคราะห์โปรตีนด้วย แมกนีเซียมเป็นธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย อาการขาดจึงมักเกิดกับใบแก่ก่อน ต้นข้าวที่ขาดแมกนีเซียมจะมีอาการคล้ายการขาดโพแทสเซียม คือจะมีสีซีด พื้นที่ระหว่างเส้นใบจะเป็นสีเขียวซีด โดยจะเกิดกับใบแก่ก่อนและเมื่อขาดมากขึ้นจะลามมาถึงใบอ่อน ในกรณีที่ขาดรุนแรงใบแก่ของข้าวจะกลายเป็นสีเหลือง ข้าวมีการแตกกอ จำนวนใบและขนาดใบปกติ แต่ใบจะบิดไปมาและโน้มลง (Droopy) ข้าวจะมีจำนวนและน้ำหนักเมล็ดลดลง คุณภาพเมล็ดไม่ดี การขาดแมกนีเซียมมักพบในดินที่เป็นกรดและมี CEC ต่ำ และดินทรายที่มีอัตราการซึมน้ำและการชะล้างสูง

สาเหตุของการขาดแมกนีเซียมเกิดจากดินมีปริมาณแมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์ไม่เพียงพอต่อการเจริญ
เติบโตของข้าว การจัดการเพื่อการป้องกันและแก้ไขการขาดแมกนีเซียมสามารถทำได้โดยใส่ปุ๋ยแมกนีเซียม ปุ๋ยคอกและวัสดุอินทรีย์อื่นๆ ให้กับข้าวอย่างพอเพียง เพื่อชดเชยกับธาตุอาหารที่สูญเสียไปจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 15:59:48
หอยเชอรี่ศัตรูร้ายสำหรับนาข้าวโดยเฉพาะในระยะกล้า  ในการกำจัดหอยเชอรี่ในบ้านเรา ชาวนานิยมใช้กากชาหว่านเพื่อกำจัดหอยเชอรี่เพราะปลอดภัยกับผู้ใช้ แต่ชาวนาบางคนอาจใช้พวกสารเคมีพวกยาฆ่าแมลงแทนซึ่งอาจเป็นอันตรายกับผู้ใช้ด้วย ลองมาดูกันว่ากากชาคืออะไร

ซาโปนิน (กากชา) สารกำจัดหอยเชอรี่ ชื่อสามัญของสารออกฤทธิ์ คือ ซาโปนิน ออกฤทธิ์ฆ่าหอยได้รวดเร็วภายใน 2-3ชม. สามารถใช้กำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว ทั้งประเภท นาดำ นาหว่าน หรือใช้เพื่อกำจัดหอยชนิดอื่นๆ เช่นหอยทาก หอยหมายเลข หนึ่งที่เข้าทำลายกัดกินต้นข้าวและ พืชของเกษตรกรในโรงเรือนกล้วยไม้ โรงเรือนเพาะกล้า หรือ ในแปลงปลูกพืชผัก

     ซาโปนิน (กากชา) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการกำจัดหอยเชอรี่ มีการนำเข้ากากชาจากประเทศจีน เพื่อใช้ กำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว เป็นเวลานานกว่า 20 ปีแล้ว  ในเมล็ดชานี้มีสารซาโปนิน อยู่ประมาณ 10-13% ซึ่งมีความเป็นพิษ รุนแรงเฉพาะสัตว์เลือดเย็นหรือสัตว์ชั้นต่ำเช่น หอยเชอรี่ หอยชนิดต่างๆและ ปลา เท่านั้น  ซาโปนินจะมีผลต่อศูนย์ประสาทที่  ควบคุมการหายใจของสัตว์ชั้นต่ำ ทำให้ขาดออกซิเจนและทำให้เกิดการสลายตัวของเม็ดเลือด พิษของกากชายังสลายตัวได้ ง่ายความเป็นพิษ ไม่มีสารพิษตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้ใช้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

       ในการกำจัดหอยเชอรี่ แนะนำให้ใช้ซาโปนิน อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านลงในนาข้าวที่มีน้ำสูง 5 ซม. หลังสูบน้ำเข้า  นาครั้งแรก เพราะเป็นช่วงที่เกือบจะไม่มีสัตว์น้ำในนา ซาโปนินมีความเป็นพิษสูงต่อหอยเชอรี่ แต่สลายตัวได้เร็วจึงไม่มีพิษ ตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำอื่นๆ ในลำคลองหรือแม่น้ำภายหลังระบายน้ำออกจากนา

       ระยะเวลาการออกฤทธิ์ หอยจะเริ่มหยุดการเคลื่อนไหว และตายภายในเวลา 24 ชั่วโมง แล้วแต่ความเข้มข้นของ  สารซาโปนิน ที่ได้รับและสารจะเริ่มมีการสลายตัวได้ ในเวลา 12 ชั่วโมง และดำเนินไปอย่างช้าๆ

     ประสิทธิภาพในการกำจัดหอยเชอรี่ หอยเจดีย์ หอยทาก หอยคัน ปู ปลิง และกำจัดปลาที่ไม่ต้องการในบ่อ เพื่อเตรียมบ่อ สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

            ลักษณะของหอยเชอรี่ จะเหมือนกับหอยโขง แต่ตัวโต กว่า และสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วลูกหอยอายุเพียง 2-3 เดือนจะจับคู่ผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลาหลังผสมพันธุ์ได้ 1-2 วัน ตัวเมียจะวางไข่เวลากลางคืน โดยวางไข่ตามกิ่งไม้ ต้นหญ้า  ริมน้ำ ต้นข้าว ไข่สีชมพูเกาะติดกันเป็นกลุ่มยาว 2-3 นิ้ว มีจำนวนประมาณ 388-3,000 ฟองไข่จะฟักออกเป็นตัวหอยภาย   ในเวลา 7-12 วันหลังวางไข่ เกษตรกรจะสังเกตการเข้าทำลายต้นข้าวในระยะกล้าและที่ปักดำใหม่ๆ ไปจนถึงระยะแตกกอ หอยเชอรี่จะชอบกินต้นข้าวในระยะกล้าที่มีอายุประมาณ 10 วันมากที่สุด โดยเริ่มจากส่วนโคนต้นข้าวที่อยู่ใต้น้ำจากพื้นดิน  ประมาณ 1-1.5 นิ้ว จากนั้นกินส่วนใบที่ลอยน้ำจนหมดทั้งต้นทั้งใบใช้เวลาเพียง 1-2 นาที

จุดกำเนิดการปลูกชาเริ่มจากประเทศจีน ประเทศจีน เป็นแหล่งผลิตกากชาที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีพื้นเพาะปลูกหลายล้านไร่  เป็นดินแดนเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งบนพื้นโลกที่ค้นพบ โดยแหล่งปลูกชาส่วนใหญ่อยู่ที่มณฑล เสฉวน ถึง มณฑล ยูนนาน

                   การใช้กากชาในการกำจัดหอยเชอรี่ เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันเขตพื้นที่เพาะปลูกนาข้าวทั้งในประเทศไทยเองและอีกหลายๆประเทศที่มีการเพาะปลูกข้าวอย่างเช่น เวียดนาม อินเดีย ลาว กัมพูชา เป็นต้น เนื่องจากเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารเคมี สารพิษตกค้างในการเพาะปลูก ปลอดภัยต่อคนใช้ และปลอดภัยต่อร้านค้าที่นำไปจำหน่ายต่อ

ชาที่ปลูกอยู่บนโลกนี้แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ 2 ประเภทดังนี้คือ ชาที่สำหรับใช้ชงดื่ม และชาสำหรับทำน้ำมันชา ชาที่สำหรับไว้ดื่มชงนั้นเราไม่สามารถนำมาใช้เป็นกากชาสำหรับกำจัดหอยเชอรี่ได้ บางคนอาจเข้าใจผิดว่ากากชามาจากใบชาที่ผ่านชงเรียบร้อยแล้ว แล้วนำใบส่วนที่เหลือทิ้งนั้นมากำจัดหอยเชอรี่ เป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ กากชาที่ได้เรานำมาจากต้นชาที่นำไปผลิตเป็นน้ำมันชานะครับ

กากชา สำหรับกำจัดหอยเชอรี่นั้นได้มาจากต้นชาที่ผลิตน้ำมันชาเท่านั้น กรรมวิธีกว่าจะได้กากชามานั้นก็ไม่ง่ายกันเลย เริ่มจากการเริ่มเพาะกล้าต้นชา พอต้นชาเริ่มโตแข็งแรงสามารถทนต่อแดดจัดๆ ได้แล้วก็นำไปปลูกลงแปลงที่เตรียมไว้โดยปลูกเป็นแถวๆมีระยะห่างเท่าๆกัน หลังจากนั้นก็หมั่นใส่ปุ๋ย พรวนดิน ดูและรักษา ต้นชาจนกระทั่งออกดอกจนกลายเป็นเมล็ดชา เราก็จะเก็บเมล็ดชาที่เฉพาะแก่ได้ที่เหมาะแก่การนำไปบีบน้ำมัน การบีบน้ำมันนั้นต้องนำเข้าโรงงานสำหรับบีบน้ำมันโดยเฉพาะ หลังจากการผลิตแล้วเราก็จะได้น้ำมันชา และกากชาออกมา น้ำมันชาสามารถนำไปเป็นน้ำมันเพื่อสุขภาพใช้รับประทาน ใช้สำหรับเป็นน้ำมันทอดอาหาร หรือทำเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเช่น ครีมบำรุงผิว น้ำมันบำรุงผมเป็นต้น ส่วนที่เหลือจากการผลิตน้ำมันชา ก็คือ กากชา ก่อนเราจะนำกากชาไปใช้ได้ก็ต้องนำไปตากให้แห้ง กากชาที่ได้จะเป็นแผ่นๆแข็งๆ เราก็ต้องนำไปบดเพื่อให้ได้กากชาที่เป็นลักษณะเกล็ด

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกากชากก็มีหลายอย่างด้วยกัน

                               1. กากชาชนิดน้ำ

                               2. กากชาชนิดแผ่น

                               3. กากชาชนิดเกล็ด แบบไม่มีฟางข้าวผสม

                               4. กากชาชนิดเกล็ด  แบบมีฟางข้าวผสม

                               5. กากชาชนิดละเอียด

                               6. กากชาชนิดผง

                               7. กากชาชนิดอัดแท่ง

แต่ที่นิยมนำมากำจัดหอยเชอรี่ส่วนใหญ่จะใช้ กากชาชนิดเกล็ดเนื่องจากสะดวกต่อการใช้งาน ราคาไม่แพงและได้ผลดี

วิธีการใช้และอัตราการใช้

        วิธีที่ 1
 นำกากชา จำนวน 1 ถุง (10 กิโลกรัม) คลุกกับเมล็ดข้าวปลูก 120 กิโลกรัม แล้วนำไปหว่านได้ประมาณ 3-4 ไร่
 
        วิธีที่ 2
 นำ กากชา จำนวน 1 ถุง (10 กิโลกรัม) หมักน้ำ 4-5 ปีบ คนให้ทั่ว ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำกากและน้ำไปเทสาดให้ทั่วแปลง หรือกรองกากออกแล้วใช้เครื่องพ่น ฉีดให้ทั่วแปลง สารออกฤทธิ์ภายใน 1-2 ชั่วโมง
 
        วิธีที่ 3
 นำ กากชา จำนวน 1 ถุง (10 กิโลกรัม) เคล้ากับน้ำพอชื้นหายเป็นฝุ่น ใช้หว่านทั่วแปลงหรือเฉพาะที่มีหอยเชอรี่ แล้วกักน้ำไว้ประมาณ 3 วัน ที่น้ำสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร จะใช้ได้ประมาณ 3-4 ไร่ และควรเพิ่มปริมาณ ซาโปนิน ถ้าน้ำมากขึ้นตามอัตราส่วน
 
         วิธีที่ 4
 ใช้ถุง กากชา จำนวน 1 ถุง (10 กิโลกรัม) เจาะก้นถุงให้เป็นรูขนาดพอเหมาะ ผูกติดรถในตอนทำเทือก ย่ำให้ทั่วแปลง จะเป็นวิธีกำจัดหอยเชอรี่ได้ดีที่สุด
 


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 22:11:56
เอาบทความมาลงพอสมควรแล้วครับคราวนี้มาฟังผมเล่าประสบการณ์ทำนาผมบ้าง  :D  :D

จุดเริ่มการเป็นชาวนา

ผมเริ่มทำนาเมื่อปี 2553 จำนวน 22 ไร่ ตอนนั้นอายุ 30 ปี ทำนามาได้ 5 ครั้ง นาปี 3 นาปรัง 2 ครั้ง ผมเองไม่ได้จบทางด้านเกษตร  จบ ป.ตรี ด้านโทรคมนาคมทำงานบริษัทตั้งแต่อายุ 23 ปี ปัจจุบันเป็น วิศวกร บมจ. แห่งหนึ่งและเป็นชาวนาในวันหยุด จุดเปลี่ยนที่ต้องมาทำนาเพราะต้องช่วยทางบ้านทำนาเนื่องจากพ่อผมเปลี่ยนอาชีพจากค้าข้าวหันมาทำนาแทนโดยแบ่งรายได้และทุนของพ่อ 9 ไร่ ผม 13 ไร่ซึ่งพ่อของผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำนาเลยการลงทุนค่าเครื่องมือจะเป็นของผมเกือบทั้งหมด

เริ่มเป็นชาวนาแบบงู ๆ ปลา ๆ

แทบทุกคนคงคิดแบบผมว่าหากเราจะเริ่มเป็นชาวนา จะทำนาก็ต้องไปศึกษากับชาวนาสิครับ..  ผมก็ทำเช่นนั้น  ผมไปถามเพื่อน  ชาวนาระแวกใกล้ ๆ บ้านทุกคนต่างช่วยเสนอแนะวิธีการทำนาให้ครับแต่ละคนมีวิธีปฎิบัติที่ไม่เหมือนกัน ความคิดก็ไม่เหมือนกัน เอาละสิครับ....จะทำไงดี ??
ตอนนี้ความรู้ได้แบบงู ๆ ปลา ๆ จับจุดไม่ได้แต่พอทราบวิธีทำบ้างแล้ว  หลังจากนั้นคิดว่า ชาวนาต้องมีเครื่องมือครับ ไปซื้อเครื่องมือที่ร้านก่อนเลย

เครื่องมือที่ชาวนาปัจจุบันจำเป็นหรือควรจะมีครับ

1.  จอบ  (  ราคาปัจจุบัน  2 ร้อยกว่าบาท )
2.  เครื่องพ่นยาแบบติดเครื่องยนต์หรือแบบคันโยก ปัจจุบันมีแบบใช้ไฟฟ้าครับเอาไว้พ่นฮอโมนหรือยาต่าง ๆ ทั้งยาคลุมหญ้า ยากำจัดโรคและแมลง ( มีตั้งแต่ราคาหลักร้อยจนถึงหลายๆ พัน )
3.  เครื่องพ่นปุ๋ยและพันธุ์ข้าวแทนการหว่านด้วยมือ  ( ราคาตั้งแต่ พันกว่าบาทจนถึงหลายๆ พัน )
4.  ท่อสูบน้ำ ( ราคาสามพันกว่าบาทขึ้นไป ) แต่การทำนา 3 ครั้งหลังนี้ผมไม่ได้ใช้เลยเพราะมีการจัดการระบบน้ำในนาดีขึ้น ท่อสูบน้ำไว้สำหรับสูบน้ำเข้านาและสูบน้ำออกในกรณีน้ำท่วมหรือน้ำขังเป็นแอ่งต้องการระบายออก
5. เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายข้อแข็ง ถ้าแรงเลือกแบบ 2 จังหวะอยากประหยัดน้ำมันต้อง 4 จังหวะราคามีตั้งแต่พันกว่าบาทจนถึงหลักหมื่นแล้วแต่ยี่ห้อและเกรด

แค่  5 อย่างนี้ทำนาครั้งแรกลงทุนไปหมื่นกว่าบาทแล้วครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 22:33:39
เป็นชาวนาต้องมีพันธุ์ข้าวแต่ก่อนจะไปหาพันธุ์ข้าวต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าเราจะเลือกทำพันธุ์แบบไหน
จะเลือกทำนาแบบไหนดี ?

นาหว่าน  -  ทำง่าย ประหยัดแรงงาน ใช้สารเคมีมาก  เปลืองปุ๋ย  ใช้เมล็ดพันธุ์มาก  นาปี 14-
                 16 กก/ไร่   นาปรัง  20-30 กก/ไร่
นาดำคน -  หลายขึ้นตอน ใช้แรงงานมาก  ปลอดภัยจากสารเคมี ประหยัดปุ๋ย  ใช้เมล็ดพันธุ์
                 น้อย 8-12 กก/ไร่
นาดำรถ -   ง่ายหากจ้าง ต้นทุนสูง ประหยัดปุ๋ย ใช้เมล็ดพันธุ์น้อย  8-10 กก/ไร่

นาโยน -    มีขึ้นตอนในการทำอยู่บ้าง มีต้นทุนสูงในการทำครั้งแรก  ประหยัดปุ๋ย ใช้เมล็ดพันธุ์
               น้อยกว่าทำนาแบบอื่น   3-10 กก/ไร่ แล้วแต่ความต้องการความหนาแน่นของข้าว


ผมสอบถามชาวนาระแวกใกล้เคียงอยู่นานตอนนั้นมีให้เลือกแค่สองอย่างคือ นาหว่านและนาดำโดยแรงงานคนสุดท้ายเลยต้องเลือกนาหว่านครับเพราะแรงงานคนมาทำนาดำไม่มีเลย ได้วิธีการทำนาแล้วต่อไปต้องหาข้าวพันธุ์


ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว
ผมทำนาครั้งแรกซื้อข้าวพันธุ์จากกรมการข้าว  ทำนาครั้งแรกเป็นนาที่ชาวนาจะพอทราบดีว่าปลูกข้าวนาปียากกว่านาปรังเพราะหากทำนาหว่านแล้วฝนมีส่วนสำคัญมาก  ซื้อข้าวกรมข้าวคุณภาพดีแต่ราคาสูง ราคาเฉลี่ยตอนนั้น กก ละ  25 บาท ผมทำนาปีตอนนั้นใช้ข้าวพันธุ์ 15 กก./ไร่  ลงทุนข้าวพันธุ์ไปแปดพันกว่าบาท ปัจจุบันเลือกใช้ข้าวพันธุ์เก็บเกี่ยวจากนาปลูกแทนเพราะราคาถูกไปกว่าครึ่งช่วยลดต้นทุนได้ครับแต่ต้องมั่นใจว่าข้าวพันธุ์มีคุณภาพและไม่เป็นโรคมาก่อนครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 22:48:43
ไถนา......

การทำนาครั้งแรกผมไม่เข้าใจว่าจะต้องไถยังไง... จนไปสอบถามชาวนาดู พอจะรู้ว่า นาปีจะต้องมีการไถ ปัจจุบัน เรียกว่าการปั่นนา โดยใช้รถแทรกเตอร์ที่มีจอบหมุนหรือโรตารี่ แถวบ้านไม่นิยมใช้รถไถเดินตามไถแล้ว ถามว่าเพราะอะไรได้คำตอบว่าเพราะไถไม่เข้า ดินมันแข็ง ถามต่อว่าเพราะอะไรก็ได้คำตอบเพราะใช้ปุ๋ยเคมี สมัยก่อนดินไถง่ายมาก ถามต่อว่าทำไมไม่เลิกใช้  ก็ได้คำตอบมาว่าถ้าไม่ใส่ปุ๋ยเคมีก็ได้ผลผลิตน้อยก็กว่าเดิมก็เลยต้องใช้เรื่อยมา

- ไถปั่น หมักดินไว้อย่างน้อย 4-5 วัน 
-  ทำเทือก และชักร่องหากเป็นนาหว่าน

ผมจ้างรถแทรกเตอร์มาปั่นนา  และตอนนั้นเลือกซื้อรถไถนั่งขับมาใช้งานสำหรับทำเทือกเพราะตอนนั้นหาคนมาทำเทือกยากมากต้องรอคิวนาน   ซื้อรถไถราคาเกือบสองแสนบาททั้งที่ไม่เคยขับมาก่อนมาลองขับดู  ปีแรก  ๆ มีปัญหามากเพราะไถไม่ค่อยเป็น ปรับที่นาไม่เรียบ บางจุดก็ดอนบางจุดก็ลุ่มครับ




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 22:58:48
ประสบการณ์การหว่านข้าวได้ 1 วันน้ำท่วมนา

ทำนาปี ในปีที่ 1 และ 2  ถูกน้ำท่วมทั้ง 2 ครั้งมาปีที่ 3 ที่ไม่ท่วมครับเพราะมีการป้องกันเสริมคันนาและชาวบ้านช่วยกันขุดลอกคลองระบายน้ำ  ข้าวหลังจากหว่านเมล็ดไปแล้วหากถูกน้ำท่วมหลาย ๆ วันอาจทำให้เมล็ดเน่าเสียหายได้ ของผมน้ำท่วม 2 วันเสียหายไป 30% ของพื้นที่  ชาวนาบางท่านถึงกับต้องปั่นนาใหม่อีกครั้งและหว่านเมล็ดไปอีกรอบ ซึ่งผมก็ถือว่าโชคดีกว่าคนอื่น  สาเหตุที่น้ำท่วมเพราะฝนตกทั้งคืน ชาวนาส่วนใหญ่ก็พึ่งหว่านพันธุ์ข้าวไปต่างคนต่างระบายจากที่นาตัวเอง นาใครอยู่ที่สูงกว่าก็สบาย นาข้างล่างก็ต้องรับน้ำเต็ม ๆ การทำนาปีจะหว่านข้าววันไหนต้องดูฟ้าฝนด้วยครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 23:15:07
ซื้อปุ๋ยอย่างไรดี

ทำนาครั้งไม่รู้เลยว่าต้องใส่ปุ๋ยอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ ไปซื้อที่ร้านบอกเพียงว่าทำนา 22 ไร่ช่วยจัดปุ๋ยให้ที ที่ร้านจัดมาให้ก็มี 

ยูเรีย 46-0-0  จำนวน  5 กส.
ปุ๋ยสูตร    16-20-0  จำนวน  10 กส.
ปุ๋ยสูตร    15-15-15  นำนวน  7 กส.

ตกไร่ละ 1 กส. พอดี นี่ต้นทุนค่าปุ๋ยต่อไร่ตกที่ 700 กว่าบาทเลยเหรอ...ถามเจ้าของร้านเค้าก็บอกชาวนาแถวนี้ก็ใส่กันแบบนี้แหล่ะ  แถมไม่พอเราจะต้องซื้อยาฆ่าหอยเชอรี่ด้วย ไร่ละ กส  ตอนนั้น กส.ละ 100 บาทเอง ตอนนี้เพิ่มไปเป็นกส.ละเกือบ 2 ร้อยบาทแล้วราคาขึ้นไวมาก ๆ ปัจจุบันผมลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มากใช้เพียง 1 ส่วน 3 จากการทำนาครั้งแรก มีแต่คนบอกว่าใส่ปุ๋ยน้อย บ้างก็ว่าใส่ปุ๋ยไม่เป็นแม้แต่พ่อผมเองก็ว่า แต่พอผลผลิตออกมากลับได้มากกว่าคนที่ใส่ปุ๋ยเคมีมาก ๆ อีก นาปรังตันกว่าไม่ใช่เรื่องยาก นาปีได้เงินหมื่นกว่าต่อไร่ก็ทำได้ไม่ยากเช่นกัน เอาไว้จะมาบอกเทคนิคอีกทีครับ 

ข้อควรระวังปัจจุบันมีการปลอมปุ๋ยกันมากต้องซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือ และต้องดูเรื่องสภาพและปีที่ผลิตด้วย บางแห่งนำปุ๋ยเสื่อมคุณภาพมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าร้านทั่วไป ซึ่งน้ำหนักอาจหายหรือมีการปลอมปนด้วยครับ



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 23:25:53
นาหว่านเสียหายต้องมีการปลูกซ่อม

นาปีเป็นข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสงส่วนใหญ่อายุเก็บเกี่ยวจะประมาณ 160 วัน จะออกรวงในช่วงเข้าฤดูหนาวแต่ กข.6 และ มะลิ 105 จะเก็บเกี่ยวช้ากว่า กข 15  การทำนาครั้งแรก หว่านวันแรกอีกวันน้ำท่วม พื้นนาบางจุดเมล็ดพันธุ์เน่าเสียหายจะต้องมีการนำข้าวมาปลูกซ่อมครับระยะที่จะซ่อมที่เหมาะสมคือช่วงประมาณ 1 เดือนก่อนที่ข้าวจะเริ่มแตกกอครับ แต่บางจุดก็อาจได้ซ่อมอีกเหมือนกันเพราะอาจถูกหอยเชอรี่กินครับซึ่งจะต้องมีการกำจัดที่ถูกวิธีครับ




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 08 มกราคม 2013, 23:34:28
ทำนาหว่านต้องกำจัดหญ้า

หลังจากที่เราหว่านเมล็ดในนาแล้วหลังจากข้าวเริ่มเป็นลำต้นได้ประมาณ 7-12 วันชาวนาจะพ่นยาคุมหญ้าเพื่อกำจัดหญ้าที่งอกมาพร้อมกับต้นข้าวเพื่อเป็นการกำจัดวัชพืช  ซึ่งการพ่นก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน อย่าง อ.ชัยพร พ่นแบบบาง ๆ ในช่วงหว่านข้าวได้เพียง 2 วัน  ผมก็ไม่เคยพ่นยาคุมหญ้าครับจ้างมาตลอด  การพ่นควรสวมชุดป้องกันทั้งร่างกายหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมีแต่ก็มักเห็นชาวนาทั่วไปพ่นโดยการขาดการป้องกันที่ถูกวิธีอยู่



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 00:02:55
ทำนาครั้งแรกเกี่ยวข้าวเสร็จแทบเลิกทำนา

ไม่แปลกใจเลยว่าถึงได้ยินชาวนาเป็นหนี้เป็นสินกันมาก ผมทำนาแบบชาวนาทั่วไปในครั้งแรกหากไม่นับต้นทุนในการซื้อเครื่องมือต่าง ๆ จะลงทุนต่อไร่ เกือบไร่ละ 4 พันกว่าบาท ขายข้าวได้ผลผลิตไร่ละ 7 พันกว่าบาทหักแล้วเหลือไร่ละ 2-3 พันบาท ทำ 22 ไร่  หักแล้วเหลือกำไรเพียง  6 หมื่นกว่าบาท ใช้เวลาทำนาเกือบ 6 เดือนยังไม่นับค่าแรงค่าตัวเองที่เราลงแรงในการทำอีก การทำนาโดยไม่รู้ต้นทุน ไม่รู้ว่าควรทำอะไรจึงจะดี หรือไม่รู้วิธีที่ถูกต้องเป็นปัญหาอย่างมากทำนาครั้งแรกลงทุนสูง ทำนา 3 ครั้งหลังมาต้นทุนลดลงไปมาก ผลผลิตต่อไร่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มาดูทำนาครั้งแรกว่าลงทุนค่าไรไปบ้าง

1.  ค่าจ้างไถนา ( ปั่นนา ) ,ค่าน้ำมันรถในการทำเทือก
2.  เมล็ดพันธุ์กรมการข้าว ค่าแรงในการหว่าน
3.  ค่าปุ๋ยเคมี
4.  ค่ายาคุมหญ้า+ค่าแรงในการพ่น
5.  ค่าแรงในการปลูกซ่อมข้าว
6.  ค่าฮอโมนพ่นบำรุงข้าว ซื้อมาขวดละ 1900  จำนวน 2 ขวด
7.  ค่าไคโตรซาน
8.  ค่ายากำจัดโรคเชื้อรา+ ค่าแรง
9.  ค่าเกี่ยวข้าว

ปัจจุบันลดต้นทุนไปได้มากเพราะ...
1.  ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ราคาถูก
2.  ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ร่วมกับปุ๋ยคอกกับจุลินทรีย์
3.  ไม่ซื้อฮอโมนที่ขาย หันมาผลิตเองต้นทุนไม่ถึง 2 ร้อยบาทจากที่เคยเสียเงินไปเกือบ 4 พันบาท
4.  ปรับระบบน้ำในนาใหม่ป้องกันน้ำท่วมและระบายน้ำได้เร็วขึ้น
5.  ใช้เชื้อราไตรโครเดอร์มาควบคุมเชื้อราในนาข้าว 


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 00:20:56
ทำนาปรัง 1 ตันต่อไร่ไม่ใช่เรื่องยากได้มากกว่าด้วยซ้ำ

หลายบริษัทชวนเชื่อให้ชาวนาให้ใช้ปุ๋ยเคมีบ้าง ฮอโมนบ้าง สารสกัดบ้างเพื่อเพิ่มผลิตแต่จากการทำนาปรังที่ผ่านมาทำให้รู้ว่า  การดูแลอย่างถูกวิธี  การใส่ปุ๋ยที่ถูกสูตร ถูกช่วงเวลามีความสำคัญมากช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ย  การเข้าใจธรรมชาติของต้นข้าว และที่สำคัญต้องรู้จักการกำจัดวัชพืช  การกำจัดและป้องกันแมลงศัตรูข้าว การให้น้ำ ซึ่งได้เอาเนื้อหามาให้ดูกันบ้างแล้วครับ  ส่วนนาปีถ้าหากเป็นพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสงอย่าง กข. 15 มะลิ105  กข. 6  หากได้ผลผลิตเกิน 750  กก/ไร่ ก็ถือว่ามากพอแล้วครับ สรุปว่าผลผลิตที่ขายได้ต่อไร่ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 1 หมื่นบาทสำหรับราคาในปัจจุบันก็น่าจะพอใจแล้วและจะต้องดูที่ทำให้ต้นทุนต่ำด้วยครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: กระเจียว ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 09:16:58
 

  ท่านทำนาแค่3-4 ปีได้เท่านี้ก็สุดยอดแล้วครับ บางคนทำมาทั้งชีวิตยังไม่เท่าท่านทำเลยครับ เอามาลงเยอะๆนะครับจะเข้ามาศึกษาเรื่อยๆครับ อีกไม่นานคงกลับไปทำนาเหมือนท่านแหละครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 10:38:48
 

  ท่านทำนาแค่3-4 ปีได้เท่านี้ก็สุดยอดแล้วครับ บางคนทำมาทั้งชีวิตยังไม่เท่าท่านทำเลยครับ เอามาลงเยอะๆนะครับจะเข้ามาศึกษาเรื่อยๆครับ อีกไม่นานคงกลับไปทำนาเหมือนท่านแหละครับ

ขอบคุณครับที่ช่วยเป็นกำลังใจ รายละเอียดยังมีอีกครับยังไงจะมาลงเรื่อย  ๆ ครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 11:49:16
ว่าด้วยเรื่องการไถนา

ชาวนาในอดีตใช้แรงงานจากควายหรือกระบือในการไถนา แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม ความเจริญ ถนนหนทาง ตลอดจนรูปทรงของบ้านในปัจจุบัน ไม่เอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงควายเพื่อใช้ไถนาอีกต่อไป   การดำเนินชีวิตของคนสมัยก่อนเป็นไปอย่างเชื่องช้าและเรียบง่ายมากกว่าปัจจุบัน คนกับควายมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก ปัจจุบันนี้แม้อาจมีควายไถนาให้เห็นบ้างเพราะไม่เปลืองน้ำมัน เท้าของควายก็มีน้ำหนักน้อยกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ เวลาเหยียบดินแล้วดินจะไม่แน่นจนเกินไป แต่ทั้งนี้การใช้ควายก็มีผลต่อชีวิตสัตว์ที่มันต้องเหนื่อยต้องเจ็บตัว  ต่อมาก็เริ่มมีการใช้รถไถนาเดินตามเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 6-10 แรงม้า ราคาสมัยก่อนหมื่นกว่าบาท ปัจจุบันรวมอุปกรณ์ก็ตกราว ๆ 4-6 หมื่นบาทและต่อมาเมื่อชาวนามีอายุเพิ่มมากขึ้นการไถนาเดินตามก็ทำให้รู้สึกว่าเหนื่อย ช้าแต่ก็มีใช้งานกันอยู่ ทางเลือกใหม่ของชาวนาปัจจุบันจะเห็นกันคือรถแทรกเตอร์ครับ ที่เห็นกันอยู่มาก ๆ ก็เป็นพวกคูโบต้า กับยันม่าร์  มีขนาดรถให้เลือกตามกำลังเครื่องยนต์ ที่นิยมกันมากคือช่วงแรงม้า 30-40 แรงม้า  ราคารวมอุปกรณ์อยู่ราว ๆ 5 - 7 แสนบาท ข้อดีคือทำให้งานเสร็จรวดเร็วมากขึ้น ชาวนาสามารถทำนาได้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ราคาก็สูงเจ้าของรถจึงต้องออกรับจ้างด้วยเพื่อให้คุ้มกับราคาของรถ สำหรับพื้นที่หล่มบางครั้งรถอาจติดหล่มจำเป็นอาจต้องให้รถแทรกเตอร์อีกคันลากออกจากหล่มชาวนาที่ใช้รถพวกนี้จำเป็นต้องมีลวดสลิงติดรถไว้เสมอ  แต่ก็อย่าลืมว่ารถยิ่งคันใหญ่ น้ำหนักก็มากอาจทำให้ดินแน่นมากกว่าเดิม ดินแน่นทำให้โครงสร้างของดินเสีย อากาศในดินมีน้อย รากข้าวเดินได้ลำบาก ชาวนาจึงนิยมแก้ปัญหาไถให้ผานลึกมาก ๆ แต่ผลตามมาก็ทำให้ดินหล่ม พื้นนาเสียหาย เป็นสาเหตุการเกิดโรคตามมา จึงต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมในแปลงนา ผมเองก็ซื้อรถไถนามาหนึ่งคันเป็นแบบไถนานั่งขับ เนื่องจากราคาไม่แพงมากเพราะไม่ได้ออกรับจ้าง จะซื้อคันใหญ่ก็ราคาค่อนข้างสูง เงินทำนาได้ก็คงหมดไปกับการผ่อนซื้อรถเป็นแน่ หากใครคิดจะซื้อก็ลองคิดดูดี ๆ ครับ ตอนนี้ถ้าจ้างเค้าก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งเพราะค่าจ้างลดต่ำลงมาบ้างแล้วเพราะรถแทรกเตอร์มีมากขึ้น แต่ต้องจองคิวรถ นัดวันกันดี ๆ เพื่อวางแผนในการเพาะปลูกได้

อุปกรณ์ที่รถไถควรมี

1.  ผาน มีทั้บผานบุกเบิก ผานพรวน รถแทรกเตอร์จะซื้อผานพรวนเนื่องจากมีใบมากดินละเอียด
2.  จอบหมุนหรือโรตารี่ สำหรับคุ้ยด้นและปั่นให้ละเอียดเป็นที่นิยมกันมากเพราะรวดเร็วแต่ไม่เหมาะกับการปั่นในพื้นที่ที่มีเศษฟางมาก ๆ เพราะจะติดใบมีดควรมีการหมักฟางก่อนหรือหากฟางมากจริง ๆ อาจต้องเผาบ้างครับ
3.  อุปกรณ์ลูบเทือก เพื่อปรับหน้าดินให้เรียบ
4.  อุปกรณ์ชักร่องน้ำหากเป็นนาหว่านน้ำตม


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 12:39:10
ระบบน้ำในนาข้าว

ข้าวต้องการน้ำในการเจริญเติมโต  ขาดน้ำมากต้นก็ไม่สมบูรณ์อาจตายได้ แต่น้ำมากก็ไม่ดี การทำนาจึงต้องมีการควบคุมน้ำแม้แต่ระดับน้ำก็มีความสำคัญ ดังนั้นการปลูกข้าวจึงต้องมีคันนา  คันนาอดีตและปัจจุบันก็ยังใช้ดิน แต่ก็มีชาวนาสมัยใหม่ที่ใช้คันนาคอนกรีตบ้างแล้ว แหล่งน้ำสำหรับนาข้าวในพื้นที่เขตชลประทานไม่ค่อยมีปัญหามากนักอาจมีการแย่งน้ำบ้าง บางฤดูกาล นาชลประทานจะใช้ส่งน้ำผ่านคลองส่งน้ำ อาจมีประตูน้ำควบคุมระดับน้ำเป็นบางจุด ชาวนาจะให้น้ำก็อาจใช้ระบบกาลักน้ำ  บางแห่งก็ใช้เครื่องสูบ ถ้าโชคดีหน่อยก็มีประตูน้ำปิดเปิดน้ำเข้านาครับ  นาผมเป็นนาติดคลองชลประทาน ตอนเริ่มทำนา 3 ปีก่อนราคาที่นาตอนนั้นยังซื้อขายที่ราคาไร่ละ 150,000 บาท ตอนนี้ที่นาไม่ติดคลองชลประทานปาเข้าไปไร่ละ 350,000 ถ้าติดคลองชลประทานแบบผมก็ตกที่ 400,000 บาท/ไร่ แล้ว หากใครมีเงินสดซื้อเก็งกำไรไว้ก็ดีแต่ถ้าซื้อมาทำนาและผ่อนกับแบงค์อย่าพึ่งคิดครับเพราะทำนาได้ผลผลิตต่อไร่ครั้งละหมื่นกว่าบาทลบต้นทุนอีกจะเหลือประมาณ 7-9 พันบาทก็อาจไม่พอกับค่าดอกเบี้ยก็ได้ครับ

นาที่ผมทำครับติดคลองชลประทาน


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 12:46:59
สำหรับนาที่ไม่ติดคลองชลประทานแต่ติดคลองระบายน้ำสามารถทำแบบนี้ได้ครับ... บ้านเราเรียกว่าการบึงน้ำโดยเอาไม้มาตอกและหาผ้ายางหรือถุงปุ๋ยมากั้นหลักการคล้าย ๆ เขื่อนเพื่อทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นให้สูงเท่าระดับพื้นนา  ผมเคยทำในช่วงปีแรก ๆ เพราะตอนนั้นคันนาเก็บน้ำไม่อยู่เป็นรู เอาน้ำลงนาไหลออกหมด ตอนนี้ขึ้นคันนาใหม่น้ำไม่ไหลออกแล้วจึงไม่ได้บึงน้ำครับ

ตามรูปครับ ตอนนั้นเป็นชาวนาใหม่ ๆ ไม่ค่อยรู้หากต้องการความแข็งแรงให้ใช้ไม้ใหญ่กว่านี้ครับอาจทำสะพานข้ามด้วยก็ดีครับ อาจใช้ไม้ไผ่บงหรือไม่ยูคาลิปตัสก็ได้ครับ



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 13:10:36
การระบายน้ำในนา มีความจำเป็นเมื่อต้องการลดระดับน้ำในนาหรือการระบายปล่อยให้แห้ง ชาวนาทั่วไปอาจใช้การขุดดินที่คันนาเพื่อระบายน้ำ แต่ก็ต้องมีการนำดินมาใส่อีกเมื่อต้องการปิด บางครั้งคันนาอาจเสียไปหากปริมาณน้ำมาก ๆ  นาผมคันนาค่อนข้างใหญ่เลยเลือกใช้การเทคอนกรีตทำประตูเปิดปิดน้ำซึ่งทำง่าย ๆ และแข็งแรง หรือใครอยากทำง่าย ๆกว่านี้อาจหาซื้อท่อ PVC ขนาด 3 นิ้วขึ้นไปมาทำท่อระบายน้ำก็ได้ครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 13:22:48
สำหรับนาที่ห่างคลองชลประทานอาจจำเป็นต้องสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้ๆ  เข้ามา บางแห่งต้องมีการเจาะน้ำบาดาลและใช้ปั้มสูบน้ำออกมา ซึ่งอาจใช้พลังงานจากเครื่องยนต์รถไถมาหมุนปั๊ม บางแห่งมีไฟฟ้าก็ใช้มอเตอร์ ปัจจุบันก็อาจพบแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ก็มีแต่การลงทุนอุปกรณ์ค่อนข้างสูงและหาได้ยากกว่าครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: กระเจียว ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 13:42:34

 ขอถามอะไรหน่อยนะครับ คือว่าตอชังข้าวที่เราพ่นสารสะลายไป แล้วไถกลบแต่ไม่ได้ทำนาปรังนะครับไถกลบไว้เฉยๆโดยที่ไม่มีนำแช่ แล้วจะไถพรวนอีกทีตอนนาปีรอบต่อไปตอชังมันจะสลายหรือเน่าไหมครับ ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 14:29:33

 ขอถามอะไรหน่อยนะครับ คือว่าตอชังข้าวที่เราพ่นสารสะลายไป แล้วไถกลบแต่ไม่ได้ทำนาปรังนะครับไถกลบไว้เฉยๆโดยที่ไม่มีนำแช่ แล้วจะไถพรวนอีกทีตอนนาปีรอบต่อไปตอชังมันจะสลายหรือเน่าไหมครับ ขอบคุณครับ

สารละลายที่ว่าน่าจะทำมาจากจุลินทรีย์ครับ  เคยเห็นที่เป็นจุลินทรีย์ผงที่เค้าเอามาขายกันถุงละ 150 บาทบ้างก็แบบขวดน้ำ  การใช้โดยการผสมกับน้ำแล้วสาดหรื่อพ่นทั่วแปลงนาที่มีน้ำหรือป่าวครับ   ปกติถ้าเรามีเวลานานมากขนาดนั้นไม่ต้องพ่นสารละลายก็ได้ครับ ไถพลิก ( แต่ฟางอาจติดผานหากฟางยังไม่ยุ่ยหรือมีฟางมากทำให้ไถดินได้ลำบาก )   ฟางที่ถูกไถกลบสามารถย่อยสลายไปตามธรรมชาติได้แต่จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความชื้นและความสมบูรณ์ของดินว่ามีจุลินทรีย์มากน้อยเพียงไหน  ช่วงเดือนเมษาน่าจะมีฝนครับฟางน่าจะยุ่ยทันการทำนาปี แต่หากต้องการความรวดเร็วก็ควรจะมีน้ำและเติมจุลินทรีย์(เราสามารถทำได้เองโดยอาศัยจุลินทรีย์จากหน่อกล้วย)ลงไปก็สามารถย่อยสลายฟางให้ยุ่ยได้ โดยใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียวครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: je2 ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 14:45:02
ขอบคุณความรู้ดีๆและ ขอให้มีความสุขมากๆตลอดปี56นี้นะครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 14:51:28
ช่วงเวลาที่มีความสุข


ช่วงระยะกล้า

    หากเป็นชาวนาจะพบว่าในบางช่วงของต้นข้าว การไปนาจะมีความสุขมากในช่วง ข้าวอายุได้ประมาณ 20 วัน - 1 เดือน ข้าวช่วงนี้จะมีใบสวย  สำหรับข้าวในช่วงอายุ 5-30 วันใบยังอ่อนต้องระวังหอยเชอรี่ให้มากเพราะเป็นช่วงที่หอยเชอรี่ชอบกินมากควรมีการล่อให้หอยที่มุดอยู่ในดินออกมาและปล่อยน้ำทิ้งเป็นครั้งคราวเพื่อลดความเสียหายจากจากหอยเชอรี่เพราะเป็นหอยน้ำหอยบางตัวอาจถูกปล่อยทิ้งจากนาไปตามคลองระบายน้ำช่วยลดปริมาณหอยในนาได้หากมีมากควรมีการใส่ยาฆ่าหอยลงไป  สำหรับช่วงนี้ถึงแม้จะพึ่งฉีดยาคุมหญ้าไปไม่นานแต่เนื่องด้วยถูกเจือจางไปกับน้ำบ้างหากปล่อยให้ดินแห้งมาก ๆในระยะนี้จะทำให้หญ้าขึ้นมาได้อีกเพราะใบข้าวยังไม่หนาแน่นพอที่จะไปบังแสงไม่ให้ส่องถึงดินได้หญ้าอาจเจริญเติบโตได้ เมื่อช่วงข้าวอายุได้ 25-30 วันควรปล่อยน้ำให้แห้งเพราะเป็นช่วงข้าวเริ่มโตพอที่จะหาอาหาร ดินเริ่มแห้งข้าวจะออกรากไกลเพื่อหาน้ำและอาหาร การมีน้ำขังรากจะไม่ยาวแถมต้นยังสูง อาจเป็นโรคเมาตอซังข้าวได้อีก การปล่อยให้ดินแห้งช่วงนี้ยังช่วยให้ข้าวแตกหน่อแตกกอได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มผลิต


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 15:40:42
ช่วงระยะแตกกอ

ช่วงนี้จะอยู่ในช่วงเดือนเศษ ๆ ประมาณ 40-50 วันช่วงนี้ข้าวจะเริ่มแตกกอ บางตำราอาจบอกว่าอยู่ในช่วงเจริญพันธุ์คือประมาณช่วงวัยรุ่นนั่นเอง ช่วงนี้จะรอดพ้นการถูกทำลายจากหอยเชอรี่แล้วเพราะลำต้นจะสูงใบข้าวจะเริ่มหนาหอยเชอรี่จะไม่กิน แต่ใช่ว่าจะวางใจได้ครับ คราวนี้จะมีศัตรูตัวใหม่เข้ามาจำพวกหนอนกอ หนอนผีเสื้อที่จะมาวางไข่ สำหรับเพลี้ยไม่ค่อยน่ากลัวเพราะที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าช่วงนี้เราจะปล่อยให้ดินแห้ง  หากแห้งเกินอาจมีเอาน้ำลงเพื่อให้หน้าดินมีความชื้นบ้าง   ช่วงนี้นอกจากเป็นช่วงการใส่ปุ๋ยที่เน้นปุ๋ย N เป็นพิเศษอาจควบคู่กับปุ๋ยหมักบ้างก็ได้ นาปีอาจต้องงดใส่ปุ๋ยเพราะข้าวอาจได้ N จากน้ำฝน เพราะไนโตรเจนมีอยู่ทั่วไปในชั้นบรรยากาศจะถูกชะล้างจากน้ำฝนและตกลงสู่ดินและแหล่งน้ำและระเหยกลับไปชั้นบรรยากาศอีกเป็นวัฏจักรของไนโตรเจนตามวิชาวิทยาศาสตร์เป๊ะ แม้แต่กระบวนการผลิตปุ๋ยเคมีปุ๋ยไนโตรเจนก็ต้องดึงไนโตรเจนจากอากาศ (ในอากาศมีปริมาณไนโตรเจน 78.08% อ๊อกซิเจน20.95%และก๊าซอื่นอีกเล็กน้อย)มาผลิตปุ๋ยเช่นกันโดยกระบวนการ liquefaction คือ ทำให้อากาศกลายเป็นของเหลวทั้งหมดก่อนโดยการลดอุณหภูมิลงมากๆ และเพิ่มความดันสูงๆ แค่นี้ก่อนครับเดี๋ยวจะไปกันใหญ่  มาต่อกันว่าในช่วงการแตกกอและห้ามใส่ปุ๋ย N มาก ยิ่งต้นงามมาก ลำต้นอวบน้ำมากแมลงก็ชอบมากเพราะเจาะได้ง่ายใบก็งามควรใส่ปุ๋ยแต่พอดี   และเราควรจะพ่นพวก น้ำส้มควันไม้ น้ำหมักพวกขับไล่แมลง  เพื่อช่วยไล่แมลงศัตรูข้าวบ้างจะดีมากและที่สำคัญช่วงนี้ใบข้าวจะเริ่มมาก เชื้อราบางประเภทจะเริ่มมีบ้างแม้ไม่ส่งผลตอนนี้แต่อาจส่งผลในช่วงข้าวตั้งท้อง  ช่วงออกรวงและเมล็ดของข้าว อาจมีการหมั่นพ่นพวกเชื้อราไตรโครเดอร์ม่าบ้าง หรือพวกสารป้องกันและกำจัดเชื้อราด้วยก็ได้ครับ

ภาพนาข้าวผมในช่วงนี้


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 15:46:05
ขอบคุณความรู้ดีๆและ ขอให้มีความสุขมากๆตลอดปี56นี้นะครับ


ขอบคุณครับ สวัสดีปีใหม่และขอให้มีความสุขมาก ๆ เช่นกันครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 16:16:02
ช่วงข้าวตั้งท้องและออกรวง

ช่วงนี้เป็นช่วงใกล้ฝันที่เป็นจริงครับ คนเราเมื่อเริ่มตั้งท้องอาจต้องมีการบำรุงกันหน่อยเพื่อให้ลูกแข็งแรงอาจมีการฉีดวัคซีน ข้าวก็เช่นกันเหมือนกับคนจึงต้องมีการใส่ปุ๋ยในช่วงนี้ การใส่ปุ๋ยในช่วงนี้อาจลดปริมาณปุ๋ย N ลงแต่ตามวิชาการยังคงเน้นใส่ปุ๋ยตัวนี้อยู่  การใส่ N มาก ๆ ต้นข้าวจะงามใบเขียวทำให้แมลงศัตรูข้าวชอบ  สำหรับผมแล้วผมใส่ทั้ง N P K  ในกรณีที่เป็นปุ๋ยเคมีเพราะปุ๋ยจำพวกนี้ข้าวสามารถนำไปใช้ได้ไว  ในช่วงนี้ข้าวต้องการสะสมแป้งเพื่อเตรียมออกรวงข้าวบางตำราอาจใส่แค่ N อย่างเดียว หรือ N P เท่านั้นแต่นาที่ใช้ปุ๋ยเคมีนาน ๆ มักมีธาตุอาหารในดินต่ำการใส่ N P K ก็ช่วยให้ข้าวได้สารอาหารครบถ้วน และหากมีการเพิ่มด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ด้วยก็จะเป็นการปรับปรุงดินให้ดีด้วยในระยะยาว ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีในปีถัด ๆ ไปได้   สำหรับข้าวในช่วงนี้อาจป่วยได้ง่ายเราควรมีการดูแลและป้องกันโรคทั้งจากเชื้อรา แบคทีเรียและแมลงศัตรูโดยใช้วิธีเหมือนที่กล่าวไปแล้ว ช่วงนี้อาจปล่อยให้ดินแห้งบ้างแต่ไม่ควรขาดน้ำครับ ควรให้ดินมีความชื้นตลอด แต่หากมีน้ำมากเกินไปดินจะหล่มเวลาเก็บเกี่ยวจะลำบากเพราะดินอาจแห้งไม่ทัน ยิ่งข้าวนาปีจะมีฝนตกลงมาตลอด ส่วนนาปรังจะมีฝนในช่วงเดือนเมษา และ พฤษภาคม บ้าง  ถ้าข้าวออกรวงมาจะช่วยให้ได้ผลผลิตที่ดีหากมีการป้องกันโรค เพราะโรคบางตัวส่งผลต่อเมล็ดเช่นโรคเมล็ดด่าง หรือโรคไหม้คอรวงเป็นต้นครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 20:53:44
รถเกี่ยวข้าวทางเลือกในการเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อขาดแคลนแรงงานและอายุชาวนาเพิ่มขึ้น

 สำหรับบางพื้นที่ ที่ขาดแคลนแรงงานในการเกี่ยวข้าวก็ต้องเลือกรถเกี่ยวข้าวในการเก็บเกี่ยวผลผลิต วิถีชีวิตการเกี่ยวข้าวโดยใช้แรงงานคนในการเกี่ยวเริ่มลดน้อยลงไปการทำนาต่อคนต่อไร่ก็เพิ่มขึ้น แถมชาวนาเริ่มมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเอาแรงไปเกี่ยวข้าวเหมือนแต่ก่อนก็ลำบากบางอำเภอในเชียงรายยังมีแรงงานในการเกี่ยวข้าวเยอะอยู่ บางพื้นที่แทบไม่มีเลยอาศัยเครื่องจักรแทบทั้งหมดทั้ง รถแทรกเตอร์ไถนา  รถดำนา รถเกี่ยวข้าว สำหรับรถเกี่ยวข้าวมีทั้งแบบไทยประดิษฐ์  รถใหม่ทั้งประกอบในไทยและนำเข้ามือสอง  ที่พบเห็นกันมากจะเป็นแบบไทยประดิษฐ์จากโรงงานในไทยซึ่งมีอยู่หลายสิบโรงงาน หลากหลายยี่ห้อและรุ่น โดยอาศัยชิ้นส่วนมือสองทั้งระบบช่วงล่างจากรถแบ็คโฮเครื่องยนต์มือสองจากรถบรรทุก  ซึ่งหากใครคิดจะซื้อมาใช้งานอย่างน้อยก็ต้องมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกอยู่บ้าง สายพานมีเยอะมากจะต้องเปลี่ยนบ่อยจึงจะสามารถบำรุงรักษาได้ดี ค่าจ้างในการเกี่ยวข้าวต่อไร่ก็ประมาณ 500-650 บาท/ไร่  เนื่องจากรถเกี่ยวข้าวมีน้ำหนักค่อนข้างมากทั้งน้ำหนักบรรทุกข้าวอีกเกือบ 1-3 ตันแล้วแต่รุ่น ตัวรถอีกหลายตัน แน่นอนว่าหากพื้นนาไม่แห้งรับรองนาเป็นหล่มรอยรถเกี่ยวข้าวแน่ ๆ หากเป็นร่องลึกหากมีการไถนาก็ต้องจ้างรถปั่นนาที่เป็นล้อแทรกมาปั่น หากเป็นรถแทรกเตอร์ก็อาจจะไม่ไหว ดีไม่ดีล้อติดหล่มอีกต่างหาก ซึ่งหากใครจะใช้บริการรถเกี่ยวข้าวควรเลือกทำนาแบบเปรียกสลับแห้งจะดีที่สุดครับ แต่รถเกี่ยวข้าวก็เหมาะสำหรับนาในเขตชลประทานและนาน้ำฝนในบางพื้นที่เท่านั้น  นาขั้นบันไดคงหมดสิทธิ์ครับเพราะคนขับรถเกี่ยวข้าวคงไม่เอาด้วยแน่ ๆ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 21:41:08
มาดูผลผลิตข้าวแต่ละประเทศในแต่ละปีที่ผ่านมาและประมาณการผลิตข้าวในปีนี้และอัตราการบริโภคข้าวของคนในประเทศครับจะเห็นว่าบางประเทศก็เหลือข้าวพอส่งออก บางประเทศก็มีแค่เพียงพอในประเทศ บางประเทศต้องมีการนำเข้าเพิ่มครับ อย่างจีนถึงแม้จะผลิตข้าวได้มากที่สุดในโลกแต่ก็ผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอกับการบริโภคในประเทศ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 21:55:59
เนื่องจากความต้องการที่จะต้องเลี้ยงคนในประเทศของจีน ทางรัฐบาลได้ส่งเสริมการวิจัยเรื่องข้าวอย่างหนักเพื่อปรับแต่งพันธุกรรมข้าวให้ได้ผลผลิตมาก ๆ อีกทั้งยังหาแหล่งปลูกข้าวใหม่ ๆในต่างประเทศ  ข้าวจีนที่วิจัยสำเร็จมีหลายประเทศที่ไปศึกษาดูงานและนำพันธุ์กลับไปเพาะปลูกอย่างเวียดนาม ประเทศในทางทวีปแอฟริกา ประเทศไทยก็มีการนำพันธุ์เข้ามาขายเช่นกัน มาดูข้าวชาวนาจีนที่ได้ผลผลิตมากที่สุดในโลกในขณะนี้กัน

ปล.ข้าวจีน ข้าวเวียดนามอาจไม่อร่อยถูกปากคนไทยเท่าไหร่นักถ้าใครเคยกินแล้วจะรู้ ข้าวนาปรังบ้านเรายังอร่อยกว่าเสียอีก

ชาวนาจีน เพาะข้าวสายพันธุ์ใหม่ ทำลายสถิติให้ผลผลิตมากที่สุดในโลกราว 2,408 กก. /ไร่ หลังข้าวจีนเคยทำสถิติฯ ปีก่อนไว้ที่ประมาณ 2,224 กก./ไร่
       
       ซินหวารายงาน (30 พ.ย.) ว่า นายสวี่ย์ เยว์จิ๋น ชาวนาจีน ในหมู่บ้านไป่เหลี่ยงเฉียว มณฑลเจ้อเจียง สามารถเพาะข้าวสายพันธุ์ใหม่ "หย่งโย่ว 12" และทดลองเพาะปลูกในผืนนาของตนที่หนิงปั่ว มณฑลเจ้อเจียง จนออกรวงเต็มทุ่ง สามารถเก็บเกี่ยวได้ด้วยปริมาณสูงสุดเป็นสถิติโลกที่ 14.45 ตัน/เฮกตาร์ (ประมาณ 2,408 กก. /ไร่)
       
       รายงานข่าวกล่าวว่า เพื่อให้ผลการคำนวณผลผลิตเป็นไปอย่างถูกต้อง เจ้าหน้าที่ผู้เชียวชาญฯ ได้เริ่มกระจายสุ่มเก็บเกี่ยวตามผืนนากว่า 8.5 เฮกตาร์ของเขามาตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา
       
       นายจาง สี่ว์ฟู่ ผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงเกษตรจีน กล่าวกับซีซีทีวีว่า ได้ตรวจสอบผืนนาปลูกข้าวสายพันธุ์ "หย่งโย่ว 12" นี้ทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีการผสมปนข้าวสายพันธุ์อื่นๆ
       
       สำหรับปริมาณผลผลิตของข้าวสายพันธุ์ "หย่งโย่ว 12" นี้ ทำลายสถิติ ข้าวสายพันธุ์จีน DH2525 ซึ่งครองสถิติให้ผลผลิตสูงที่สุดในโลก เมื่อปีกลาย(กันยายน 2554) โดยครั้งนั้น ทำการทดลองปลูกที่เมืองหลงฮุย ได้ให้ผลผลิตที่ 13,900 กก./เฮกตาร์ หรือประมาณ 2,224 กก./ไร่ จนทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการวิจัยพันธุ์ข้าวข้ามสายพันธุ์ชั้นนำของโลก
       
       ข้อมูลของกระทรวงเกษตรจีนระบุว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และจีนมีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน ทำให้รัฐบาลถือเป็นภารกิจหลักในการที่จะต้องพึ่งตนเองด้านการผลิตอาหารให้ได้ พร้อมกับสนับสนุนการพัฒนาวิจัยสายพันธุ์ข้าวต่างๆ มากมาย จนปัจจุบันนี้ มีข้าวสายพันธุ์พิเศษ หรือ ซูเปอร์ไรซ์ มากกว่า 96 สายพันธุ์ที่ได้รับอนุมัติให้เพาะปลูกแล้ว ในพื้นที่นากว่า 7.4 ล้านเฮกตาร์ หรือเกือบ 1 ใน 4 ของแปลงนาข้าวในประเทศจีน
       
       รายงานข่าวกล่าวว่า ผลผลิตข้าวต่อไร่ของจีนนั้น ปัจจุบันกำลังได้รับการพัฒนาให้สูงกว่าชาติใดๆ ในโลก ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ นั้น ผลผลิตเฉลี่ยปัจจุบัน อยู่ที่ 1,270 กก. /ไร่ สูงกว่าเกาหลีใต้ 1,216 กก. /ไร่ ลำดับรองลงมาคือเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 836 กก. /ไร่ อินโดนีเซียเฉลี่ย 799.76 กก. /ไร่ พม่าเฉลี่ย 653 กก. /ไร่ ลาวเฉลี่ย 576 กก. /ไร่ ฟิลิปปินส์เฉลี่ย 574 กก. /ไร่ ไทยเฉลี่ย 459 กก. /ไร่ กัมพูชาเฉลี่ย 453 กก. /ไร่
       
       ทั้งนี้ การพัฒนาผลผลิตต่อไร่ของข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ ยังนับเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตของชาวนาจีน และทำให้มีรายได้มากขึ้น


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 09 มกราคม 2013, 22:10:31
เจาะลึกการปลูกข้าวในจีนอีกนิดครับ

สถานการณ์ตลาดข้าวของจีน จีนเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับที่ 6 ของโลก และเป็นผู้ผลิตข้าวมากที่สุดในโลก ปัจจุบัน จีนส่งออกข้าวไปยังเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แอฟฟริกาใต้ อย่างไรก็ตาม จีนยังคงนำเข้าข้าวจากนานาประเทศ เนื่องจากความต้องการภายในจีนที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปัญหาภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อจำนวนผลผลิตข้าวของจีน
ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวมายังจีนมากที่สุด มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 60-80 รองลงมาคือประเทศเวียดนาม สำหรับข้าวไทยส่วนใหญ่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคที่มีรายได้สูง เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าราคาข้าวท้องถิ่นประมาณ 3-4 เท่า

การวิจัยพัฒนาข้าวในจีน สำนักงานเกษตรของจีนได้ก่อตั้งหน่วยงานวิจัยด้านข้าว CNRRI (China National Rice Research Institution) โดยได้คิดค้นข้าวสายพันธุ์ ซุปเปอร์ไฮบริดไรซ์ (Super Hybrid Rice) ซึ่งสามารถให้ผลผลิตสูงสุดถึง 2,224 กิโลกรัมต่อไร่และมีความทนทานต่อโรคและศัตรูพืชมากขึ้น ช่วงที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO (2543-2544) รัฐบาลจีนได้ประกาศคุ้มครองอุตสาหกรรมการผลิตข้าวของประเทศ รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ การจัดสรรเงินช่วยเหลือ สินเชื่อพิเศษแก่บริษัทผู้ผลิตข้าว การให้สินเชื่อขนาดเล็กแก่เกษตรกรผ่านระบบสหกรณ์เครดิตในชนบท การพัฒนาและขยายเทคโนโลยี การเกษตร การปรับปรุงขั้นตอนการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับระบบนิเวศน์การสำรวจปริมาณข้าวทั่วประเทศและจัดทำสถิติด้วย



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 09:39:59
การเลี้ยงเป็ดในนาข้าว ก้าวสู่เกษตรอินทรีย์ ในไต้หวัน ญี่ปุ่น

โดย  ต้นกล้า ชาวนาวันหยุด
นาย สุภชัย ปิติวุฒิ

วิธีการเเบบเส้นตรง ........คือ ทำนาเอาแต่ข้าวเปลือกขาย (ไม่เอาสิ่งเเวดล้อม) ความเสี่ยงสูงครับ รับไม่ไหวแน่นอน
 
แต่ถ้าเปลี่ยนวิธีมาเป็น "วิธีการทำนาเเบบเส้นขนานหลายเส้น" เราก็จะกระจายความเสี่ยงได้ครับ
 
ข้าวใช้เวลา ประมาณ 90-160 วัน(แล้วแต่พันธุ์)
ค่าเสียโอกาสมันมากมายเหลือเกินกับ เส้นตรงที่เราเดิน เเบบเดิมๆ

เส้นขนานหลายเส้นหมายถึง
 
ระหว่างทำนา เราได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ระหว่างทางไปด้วย กระจายความเสี่ยง
1.ได้ต้นข้าวสุขภาพดี
2.ได้ "เป็ด" มาช่วยคุ้ยเขี่ยหญ้า กำจัดเเมลง กินหอย
4.เมื่อเป็ดย่ำ คุ้ยเขี่ยน้ำในนา ก็จะทำให้ "น้ำขุ่น" ก็จะเป็นการพลางแสง ไม่ให้ หญ้าได้รับแสงเต็มที่ ลดปริมาณหญ้าในไปในตัว
5.ได้ไข่เป็ด ได้โปรตีนจากเป็ด
6.ได้ลดต้นทุนปุ๋ยเคมี -> ได้ขึ้เป็ด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ในเเปลงนา (โดยเฉพาะไนโตรเจน)
7.ชาวนาได้คุณภาพชีวิตกลับคืนมา ไม่ต้องรอเอาเงินขายข้าวเปลือก ไปหาหมอซื้อสุขภาพที่ดีกลับมาครับ

ปัจจุบันมีในทุ่งนาภาคกลางมีการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง กินข้าวเปลือกร่วงหล่น หลังการเก็บเกี่ยวในเเปลงนา

คำถาม ???
ถ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กินข้าวก่อนเป็ดจะเกิดอะไรขึ้น???

คำตอบ ชาวนา ไม่ได้ทั้งข้าวเปลือก และเป็ด ครับ
แถมได้ยาตกค้างในเเปลงนา ทั้งยาหยอดเพลี้ย ยาฉีดเพลี้ย เป็ดโทรมอีก  

ดังนั้น มาเลี้ยงเป็ดร่องนาดำ กันดีกว่า

อนุบาลเป็ดไว้ ช่วงที่อนุบาลต้นกล้า (18 วัน)
หลังจากปักดำแล้ว 2 สัปดาห์ ก็ปล่อยเป็ดอนุบาลตามลงไป ต้นข้าวเริ่มรัดแล้ว
(เป็ดอายุประมาณ 4 สัปดาห์ )

สามารถไล่ไปตามร่องนาดำ "เป็ดไม่หลงทาง" กับการทำนาด้วยวิธีการปักดำ เป็นระเบียบเป็นแถว เป็นแนว แน่นอน

พฤติกรรมเป็ด เป็นพวกชอบขุดคุ้ย และจิกกิน
ผลพลอยได้ : กินเเมลง กินหญ้า พรวนดิน กินหอย
ผลพลอยได้ : ชาวนาได้ข้าว ได้การพรวนดินจากเป็ด
ได้ ขี้เป็ดเป็นปุ๋ย ได้ไข่เป็ด ได้เนื้อเป็ด

ทำนาดำ เเบบผสมผสาน มีแต่ได้กับได้ ได้ทั้งข้าว ได้ทั้งเป็ด ได้สิ่งแวดล้อมที่ดีคืนมา ได้ดีทั้งคนปลูกข้าว คนกินข้าว ครับ

6GJECEblmVI&feature

g3m2Gjb5kdU&feature

iJi2-F9God0&feature

gKuAPx5xBmQ



 


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 10:26:06
น้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ (อังกฤษ: wood vinegar หรือ pyroligneous acid) เป็นของเหลวใส สีน้ำตาล มีกลิ่นควันไฟ ได้จากการควบแน่นของควันที่เกิดจากการเผาไม้ให้กลายเป็นถ่านในสภาวะที่มีออกซิเจนจำกัด โดยมีอุณหภูมิในเตาอยู่ระหว่าง 300 - 400 องศาเซลเซียส อุณหภูมิปากปล่องระหว่าง 80 – 150 องศาเซลเซียส สารประกอบต่างๆ ในไม้จะสลายด้วยความร้อนเกิดเป็นสารประกอบอินทรีย์ เมื่อนำของเหลวที่ได้จากการควบแน่นมาเก็บในที่ร่มประมาณ 3 เดือน เพื่อให้เกิดการตกตะกอน จะแยกตัวเป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดจะเป็นน้ำมันใส ชั้นกลางเป็นน้ำส้มควันไม้ และน้ำมันดินตกตะกอนอยู่ด้านล่างสุด

องค์ประกอบ
น้ำส้มควันไม้ประกอบด้วยสารอินทรีย์มากกว่า 200 ชนิดโดยเฉพาะ ฟีนอล ซึ่งได้จากการสลายตัวของลิกนิน กรดอินทรีย์และแอลกอฮอล์ต่างๆที่ได้จากการสลายเฮมิเซลลูโลสและเซลลูโลส น้ำส้มควันไม้ประกอบด้วยน้ำประมาณร้อยละ 85 กรดอินทรีย์ประมาณร้อยละ 3 และสารอินทรีย์อื่นๆร้อยละ 12 น้ำส้มควันไม้มีค่า pH ประมาณ 3 ความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.012 – 1.024 ซึ่งมีความแตกต่างตามประเภทของไม้ที่นำมาเผา

การใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร
-  ราดโคนต้นไม้รักษาโรคราและโรคเน่า รวมทั้งป้องกันแมลงวางไข่
-  ฉีดพ่นใบเพื่อขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา
-  การใช้ประโยชน์ทางด้านปศุสัตว์ ใช้ลดกลิ่นและแมลงในฟาร์มปศุสัตว์ใช้ผสมอาหารสัตว์เพื่อช่วยการย่อยอาหารและป้องกันโรคท้องเสีย
-  การใช้น้ำส้มควันไม้เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ การแช่เมล็ดข้าวที่เสื่อมคุณภาพตามธรรมชาติเนื่องจากผ่านการเก็บรักษา 10 เดือนในน้ำส้มควันไม้เจือจาง 300 เท่า เป็นเวลา 48 ชั่วโมง เมล็ดมีความงอกร้อยละ 96.67 ซึ่งสูงกว่าเมล็ดที่ไม่ผ่านการแช่และแช่ด้วยน้ำ น้ำส้มควันไม้ระดับความเข้มข้น 1: 500 มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมแมลงศัตรูพืชในข้าวโพดหวานทั้งวิธีการฉีดพ่นบนใบและฉีดลงดิน
- เพื่อช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืข (ช่วยให้พืชผักและผลไม้มีรสหวาน)
-เมื่อต้องการขับไล่เห็บ หมัด รักษาโรคเรื้อนของสัตว์ ผสมน้ำฉีดพ่นที่ตัวสัตว์ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งน้ำส้ม 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 10:40:07
การทำน้ำส้มควันไม้


วัสดุอุปกรณ์
 1.ถัง 200 ลิตร (ถังแกลลอนน้ำมัน)
 2. ท่อซีเมนต์ใยหิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 1 เมตร (ความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางอาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม)
 3. กระบอกไม้ไผ่ สำหรับเป็นท่อของการไหลของน้ำส้มควันไม้ ยาวประมาณ 3-5 เมตร ตามความเหมาะสม
 4. ไม้ที่จะทำการเผาถ่าน ควรเป็นกิ่งไม้ที่ไม่ใหญ่มาก และเป็นไม้ที่มีความหมาด คือเป็นไม้ที่ตัดทิ้งไว้ประมาณ 2 อาทิตย์ หรือมากกว่า เนื่องจากไม้ที่ตัดสดใหม่จะเผาใช้เวลานานกว่า

 ขั้นตอน/วิธีทำ  
1. นำถัง 200 ลิตร มาเจาะขอบถังให้ฝาถังเปิดได้แล้วทำการเจาะรูข้างหน้า 20×20 เซนติเมตร ส่วนก้นถังเจาะรูวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 4 นิ้ว สำหรับใส่ข้องอ
 2. ตั้งเตาให้ด้านหน้าถังแหงนขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ระบายน้ำออก ด้านหลังยังไม่ต้องปิด แล้วเทดินเหนียวประคองด้านหน้าเตาพอประมาณ เพื่อไม่ให้เตาขยับเขยื้อน
 3. ประกอบข้องอใยหิน 90 องศา โดยให้ด้านที่ใหญ่ที่สุดสวมเข้าไปในช่องที่เจาะไว้ ในด้านท้ายของตัวเตา และสวมท่อใยหินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเดียวกันกับข้องอที่ประกอบไว้ท้ายเตา
 4. ปิดผนังเตาด้านหลัง โดยให้ผนังเตาห่างจากข้องอประมาณ 10-15 เซนติเมตร
 5. นำดินเหนียวประสานรอยรั่วให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปข้างในและป้องกันไม่ให้เกิดการลุกติดไฟ
 6. นำดินเหนียวหรือดินทรายที่เตรียมไว้เทลงให้เต็มด้านข้างและด้านหลังในช่องว่างระหว่างเตากับผนังเตาด้านหลังพอประมาณทั้ง 3 ด้าน เพื่อเป็นฉนวนกันไฟให้กับตัวเตา และไม่ให้ความร้อนระเหยออกไป โดยเว้นช่องฝาหน้าเตาเอาไว้เพื่อปิด/เปิด
 7. นำกระเบื้องหรือสังกะสีหรือแผ่นไม้เก่ามากั้นดินด้านหน้าและด้านหลังพร้อมทั้งปิดเสาค้ำยันด้านละ 2 ท่อน
 8. ตัดไม้เพื่อทำเป็นหมอนหนุนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 นิ้ว ยาว 20-25 ซ.ม. จำนวน 3 ท่อน วางขวางด้านล่างของตัวเตา โดยมีระยะห่างเท่ากัน เพื่อให้มีการไหลเวียนของลมร้อนภายในเตา
 9. การคัดเลือกไม้เข้าเตาถ่าน จะมีการจัดแยกกลุ่มของขนาดไม้เป็น 3 กลุ่ม คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยเรียงไม้ขนาดเล็กไว้ด้านล่างของเตา ทับไม้หมอนไว้ ไม้ท่อนใหญ่ไว้ด้านบน เนื่องจากอุณหภูมิในเตาขณะเผาถ่านไม่เท่ากัน โดยอุณหภูมิด้านล่างสุดของเตาจะต่ำ และอุณหภูมิด้านล่างบนจะสูงกว่าอุณหภูมิท้ายเตา
 10. เมื่อเรียงไม้เสร็จแล้วให้ปิดฝาเตาถังด้านหน้า โดยให้ช่องที่เจาะไว้อยู่ด้านล่างของตัวเตาถัง แล้วนำดินมาประสานขอบถังและฝาถัง เพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปในถัง เพราะถ้าอากาศเข้าไปในเตาจะทำให้ถ่านไหม้จนหมด
 11. การเข้าสู่ขั้นตอนการเผาถ่าน จะเริ่มจุดไฟหน้าเตาเพื่อให้ความร้อนแก่เตา โดยจุดบริเวณช่องจุดไฟที่อิฐก้อนแรก โดยเชื้อเพลิงที่นำมาจุดควรเป็นเชื้อเพลิงแห้ง เช่น เศษไม้ เศษหญ้า หรือโฟม เป็นต้น 
 12. ใส่เชื้อเพลิงทีละน้อยเพื่อลดความร้อนจะกระจายเข้าไปในเตาเพื่อไล่อากาศเย็นและความชื้นที่อยู่ในเตา โดยใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง
 13. เมื่อไล่ความชื้นในเตาแล้วอุณหภูมิจะสูงขึ้น จนทำให้เนื้อไม้ในเตารักษาอุณหภูมิในเตาได้เอง โดยไม่ต้องใส่เชื้อเพลิงเข้าไปอีก โดยสังเกตจากควันที่ออกมาจากปากปล่องด้านหลังจะพุ่งแรงกว่าปกติ เรียกว่า “ควันบ้า” มีสีขาวขุ่น ช่วงนี้สามารถหรี่ไฟหน้าเตาลงได้ครึ่งหนึ่ง
 14. หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง หรือสังเกตสีควันที่ปากปล่อง ถ้าเป็นสีขาวอมเหลืองและมีกลิ่นฉุนแสบจมูก ให้หรี่ไฟลงอีก ช่วงนี้เริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้ โดยใช้ท่อไม้ไผ่ที่เจาะรูไว้ตลอดทั้งลำ     โดยนำขวดน้ำผูกลวดแขวนรองน้ำส้มควันไม้ตรงจุดที่เจาะรูไว้ จะสามารถเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ประมาณ 3-4 เดือน เมื่อน้ำที่หยดมามีลักษณะเป็นยางเหนียวและมีสีดำ ให้หยุดเก็บ
 15. ผลผลิตถ่านที่ได้จากเตาถัง 200 ลิตร ประมาณ 20-22 กิโลกรัม มีคุณภาพสูง และเตาเผาสามารถเผาได้ประมาณ 100-150 ครั้ง หรือประมาณ2-3 ปี (ขึ้นอยู่กับความถี่ของการใช้งาน) โดยนำถ่านที่ได้ใส่ถุงหรือกระสอบ แล้วนำไปเก็บที่ไม่มีความชื้น ไม่มีความร้อนสูงเกินไป รวมทั้งไม่มีแสงแดดส่อง หรืออากาศถ่ายเทสะดวก 

การทำน้ำส้มควันไม้ให้บริสุทธิ์ สามารถทำได้ 3 วิธี คือ
 1. ปล่อยให้ตกตะกอน โดยนำน้ำควันไม้มาเก็บในถังทรงสูง มีความสูงมากกว่าความกว้างประมาณ 3 เท่า และทิ้งให้ตกตะกอนประมาณ 90 วัน น้ำส้มควันไม้ก็จะตกตะกอนแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดจะเป็นน้ำมันใส (light oil) ชั้นกลางเป็นของเหลวสีชา คือ น้ำส้มควันไม้ และชั้นล่างสุดจะเป็นของเหลวข้นสีดำคือน้ำมันดิบ หากนำผงถ่านมาผสมประมาณ 5 % โดยน้ำหนัก ผงถ่านจะดูดวับทั้งน้ำมันใสและน้ำมันดิบให้ตกตะกอนลงสู่ชั้นล่างสุดในเวลาที่เร็วขึ้น ประมาณ 45 วัน แต่ทั้งนี้อาจมีสารบางตัวที่เป็นประโยชน์ออกไปบ้างและค่า ph หรือค่าความเป็นกรดเป็นด่างอาจเปลี่ยนไปเมื่อปล่อยให้น้ำส้มควันไม้ตกตะกอนจนครบกำหนด ใช้ระยะเวลา 3 เดือน แล้วจึงนำน้ำส้ม   ควันไม้มากรองอีกครั้งด้วยผ้ากรอง แล้วจึงนำมาใช้ประโยชน์
2. การกรอง โดยใช้ผ้ากรองหรือถังถ่านกรองที่ใช้ผงถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) ซึ่งคุณสมบัติแตกต่างกันไป เพราะถ่านกัมมันต์จะลดความเป็นกรดของน้ำส้มควันไม้
3. การกลั่น โดยกลั่นได้ทั้งในความดันบรรยากาศ และกลั่นแบบลดความดันรวมทั้งกลั่นแบบลำดับส่วนเพื่อแยกเฉพาะสารใดสารหนึ่งในน้ำส้มควันไม้มาใช้ประโยชน์ ส่วนมากมักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา
อย่างไรก็ตามทั้งการกรองและการกลั่นต้องทำหลังจากการตกตะกอนแล้วเท่านั้น เนื่องจากต้องรอให้เกิดปฏิกิริยาในน้ำส้มควันไม้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ก่อน

การนำไปใช้งาน

1. ใช้ในครัวเรือน
ความเข้มข้น 100%  รักษาแผลสด น้ำร้อนและไฟลวก น้ำกัดเท้า เชื้อราที่ผิวหนัง
ผสมน้ำ 20 เท่า   ราดฆ่าปลวกและมด
ผสมน้ำ 50 เท่า   ป้องกันปลวก มด และสัตว์ต่างๆ เช่น ตะขาบ แมงป่อง ฯลฯ
ผสมน้ำ 100 เท่า   ดับกลิ่นในห้องน้ำ ครัว และบริเวณชื้นแฉะ ดับกลิ่น
2. ใช้ในการเกษตร
ผสมน้ำ 20 เท่า  ใช้พ่นลงดินก่อนการเพาะปลูก 10 วัน ฆ่าเชื้อราโรคโคนเน่า
ผสมน้ำ 50 เท่า  พ่นลงดิน ป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ที่เข้าทำลายพืช
ผสมน้ำ 200 เท่า ฉีดพ่นที่ใบ ช่วยขับไล่แมลง และกำจัดเชื้อรา และกระตุ้นความต้านทานโรคของพืช
ผสมน้ำ 500 เท่า  ฉีดพ่น 15 วัน หลังติดผล ช่วยให้ผลโตขึ้น ฉีดพ่นก่อนเก็บ 20 วัน
ผสมน้ำ 1,000 เท่า ผสมสารจับใบป้องกันหนอนแมลง
3. ใช้ในปศุสัตว์
ผสมน้ำ 100 เท่า ลดกลิ่นและแมลงในคอกสัตว์
ใช้ผสมอาหารสัตว์ ยับยั้งการเกิดแก๊สในกระเพาะ ป้องกันและรักษาอาการท้องเสีย เพิ่มปริมาณน้ำนม ลดกลิ่นมูลสัตว์ ปรับปรุงคุณภาพเนื้อสัตว์ให้รสดี

นายดอน  ช่างเก็บ
อาสาสมัคร  กศน.ตำบลโคกไทย
หมู่   6  บ้านหนองแสง   ต.โคกไทย  อ.ศรีมโหสถ  จ.ปราจีนบุรี




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 11:03:02
แหนแดง

แหนแดง (อังกฤษ: Mosquito fern, Water fern) เป็นพืชน้ำเล็ก ๆ พวกเฟิร์นพบเจริญเติบโตอยู่บนผิวน้ำในที่มีน้ำขังในเขตร้อนและอบอุ่นทั่วไป

ลักษณะ

แหนแดงเป็นเฟินน้ำ ขนาดเล็ก ลอยบนผิวน้ำ ต้นแก่ที่ได้รับแสงเต็มที่จะเป็นสีแดงคล้ำ ต้นอ่อนหรือได้รับแสงไม่เต็มที่จะเป็นสีเขียว แตกกิ่งแบบขนนก รากเป็นรากพิเศษ ยาวอยู่ทางด้านใต้ของลำต้น ทั้งต้นและกิ่งมีใบขนาดเล็กปกคลุม เรียงสลับซ้อนกัน ใบแต่ละใบแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน ส่วนบนหนา สีเขียวหรือสีแดง ส่วนล่างบางอยู่ใต้น้ำ ไม่ค่อยมีสี ใบล่างสุดสร้าง sporocrap 2-4 อัน ที่แกนของใบด้านใต้ใบ ภายในมีเมกะสปอร์และไมโครสปอร์

ในใบของแหนแดงมีโพรงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่อาศัยของ Anabenaeซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Anabenaeได้รับสารอาหารจากแหนแดง ส่วนแหนแดงจะได้ไนโตรเจนจากการตรึงไนโตรเจนของ Anabenae

องค์ประกอบที่สำคัญได้แก่โปรตีน ไขมัน และเซลลูโลส แร่ธาตุ แหนแดงต้องการธาตุอาหารหลักที่สำคัญได้แก่ ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโปตัสเซียม และจุลธาตุที่สำคัญได้แก่ เหล็ก และ โมลิบดินัม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเอนไซม์ไนโตรจิเนส ในการตรึงไนโตรเจน แหนแดงสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่อุณหภูมิ 5 – 45องศาเซลเซียส เจริญได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิ 20 – 30 องศาเซลเซียส แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดที่มีแสงประมาณ 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ของแสงสว่าง พีเอชที่เหมาะสมที่แหนแดงเจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือ 4.0 – 5.5 ความลึกของน้ำความลึกที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของแหนแดงคือประมาณ 10 เซนติเมตร

ประโยชน์ของแหนแดง
แหนแดงเป็นพืชน้ำมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย เป็นทรัพยากรที่ใช้ไม่หมดสิ้น และแหนแดงมีโปรตีนสูง เน่าสลายปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทดแทนปุ๋ยเคมีไนโตรเจน โดยที่ในโพรงใบแหนแดง สามารถดึงเอาไนโตรเจนจากอากาศมาใช้สำหรับการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ แหนแดงมีอัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C : N) อยู่ระหว่าง 8 – 13 หลังถูกไถกลบ จะย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาในระยะเวลาที่สั้นประมาณ 8 สัปดาห์ ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น ลดปริมาณวัชพืชในนาข้าว แหนแดงจะคลุมผิวน้ำป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องลงไปในน้ำ ทำให้วัชพืชในน้ำเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่
แหนแดงสามารถเลี้ยงได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแหนแดงในนาข้าวร่วมกับการเลี้ยงปลา พบว่า มีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตข้าวใกล้เคียงกับการเลี้ยงปลาในนาข้าวโดยใช้ปุ๋ยเคมีตามปกติ และยังให้ผลผลิตสูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว
โครงสร้างของชีวมวลของแหนแดงมีหมู่คาร์บอกซิลและหมู่ฟอสเฟตจึงใช้เป็นตัวดูดซับโลหะหนักได้ โดยแหนแดงที่ทำปฏิกิริยากับแมกนีเซียมคลอไรด์จะดูดซับ ตะกั่ว แคดเมียม ทองแดงและสังกะสีในน้ำเสียได้ดี

การขยายพันธุ์ทำได้ 2 วิธี คือ
1. การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกหน่อ เมื่อต้นมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
2. การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการสร้างสปอร์สืบพันธุ์เพศผู้ และเพศเมีย

สายพันธุ์ของแหนแดง : ที่ใช้ในนาข้าว
 1. Azolla filiculoides
2. Azolla pinnata
3. Azolla critata
4. Azolla rubra
5. Azolla nilotica

วิธีการเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์
 1. เลี้ยงในบ่อดินโคลน กระถาง และซีเมนต์ (คล้ายกับการเลี้ยงบัว)
2. เลี้ยงในบ่อธรรมชาติ โดยเลี้ยงในกระชัง
3. เลี้ยงในแปลงโดยตรง

การใช้แหนแดงในนาข้าว :
 1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดงในพื้นที่ 20 -25 ตารางเมตร เพื่อใช้สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่
2. รักษาระดับน้ำในน่าข้าวให้ลึก 5 – 10 เซนติเมตร
3. ใช้แหนแดงในอัตรา 50 – 100 กิโลกรัม/ไร่ ในวันที่ใส่แหนแดงควรมีการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ (มูลไก่) ที่ให้ธาตุฟอสฟอรัสอัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่
4. ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์อีกครั้งเมื่อแหนแดงมีอายุ 7 – 10 วัน

แหนแดงต้องการธาตุอาหารหลักเหมือนพืชสีเขียวชนิดอื่นๆ ยกเว้นไนโตรเจน รวมทั้งต้องการธาตุอาหารรองในการเจริญเติบโตด้วยในดินนาทั่วไปฟอสฟอรัสมีความจำเป็นต่อแหนแดงมาก ถ้าปริมาณฟอสฟอรัสในดินต่ำเกินไป จะส่งผลให้การเจริญเติบโต และปริมาณการตรึงไนโตรเจนลดลง

ผลการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารของแหนแดง (% ต่อกรัมของน้ำหนักแห้ง)
ไนโตรเจน ( % )..........ฟอสฟอรัส ( % )...........โปแตสเซียม ( % )
3.71..........................0.25...........................1.25

ปริมาณไนโตรเจนที่ได้จากแหนแดงแต่ละช่วงอายุ
ลักกษณะการใช้แหนแดง............................................................ปริมาณไนโตรเจน( กิโลกรัม/ไร่)
1. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 20 วัน แล้วทำการไถ่กลบ.............................................9-17
2. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 30 วัน แล้วทำการไถ่กลบ.............................................12-25
3. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าว ให้เจริญในแปลงข้าว 20 วัน......................................7-15
4. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าว ให้เจริญในแปลงข้าว 20 วัน......................................12-20

ข้อสังเกต :
1. น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงแหนแดง ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงไม่ควรสูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ 10- 30 เซนติเมตร และแหนแดงจะตายเมื่อในนาขาดน้ำ
2. แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีน้ำนิ่ง หรือมีกระแสน้ำไหลเป็นเวลาอย่างช้าๆ บริเวณคลื่นลมจัดจะทำให้แหนแดงแตกกระจายออกจากกัน ทำให้การเจริญเติบโต และการตรึงไนโตรเจนลดลงอย่างมาก
3. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae สามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีไนโตรเจนต่ำ
4. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae จะมีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และจะหยุดกระบวนการตรึงไนโตรเจนในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส

โดย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นันทกร บุญเกิด
สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักงานวิชาเทคโนโลยีการเกษตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: กระเจียว ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 12:33:20

 สุดยอดกระทู้ชาวนาจริงๆครับ กระทู้นี้ ใครได้ทำตามกระทู้นี้สักครึงนึงนี่ก็สุดยอดแล้วครับ เข้ามาอ่านกระทู้นี้ทีไรอยากออกงาน ไปทำนาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 14:19:16
ขอบคุณทุกท่านที่คอยติดตามครับ หวังว่าบทความต่าง ๆ ที่นำมาลงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยกับผู้สนใจในการทำนาข้าว หรือนำไปประยุกต์ในการทำนาของตัวเองเพราะแต่ละคนอาจมีวิธีการทำนาไม่เหมือนกันทั้งสภาพพื้นที่เพาะปลูก  ปัจจัยอื่น ๆ ทางด้านแรงงาน เครื่องจักร ความพร้อมต่าง ๆที่ไม่เหมือนกันครับ

พักสายตากับนาขั้นบันไดในเขตภาคเหนือบ้านเราครับ...


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 14:42:32
ไปดูหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเวียดนามทางเหนือกันบ้างครับ เป็นหมู่บ้านของชาวไทดำ เชื้อชาติเดียวกันคนไทย  บ้านจะเป็นบ้าน 2 ชั้นมีใต้ถุนข้างล่างสำหรับเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ หลังคาจะเป็นหญ้าคา รั้วก็จะเป็นไม้ไผ่ เหมือนกับบ้านทางเหนือเราสมัยก่อน หมู่บ้านนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งมีบ้านพักหรือเกสเฮาส์ให้พักอาศัย คนที่นี่เราพูดคุยภาษาไทยกับเค้าได้รู้เรื่องครับ  ที่นี่นอกจากมีรายได้จากการปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์แล้วยังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการท่องเที่ยวอีกด้วย


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 14:52:20
เกษตรอินทรีย์ก็ดีไปอย่างครับ ดูเค้าไปนาไม่ใส่รองเท้าตั้งแต่ออกบ้านเลยเป็นวิถีที่เรียบง่ายดีครับ จึงเป็นจุดดึงดูดให้คนมาเที่ยวกัน


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 15:06:08
ข้าวเป็นอาหารหลักของคนเอเชีย แต่ละพื้นที่ก็มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ต่างกันคราวนี้ลองไปดูหมู่บ้านชาวนาที่ญี่ปุ่นกันบ้างครับ..

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go)


หมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะและบริเวณโกคายาม่า ที่อยู่ใกล้กันเป็นหมู่บ้านชาวนาที่ตั้งอยู่ในหุบเขาตามลำน้ำ Shogawa ตามแนวสันเขาที่ทอดยาวตั้งแต่เขตจังหวัด Gifu ถึง Toyama ชิราคาวาโกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 1995 มีบ้านแบบกัสโชสึคุริ (Gassho-zukuri) เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี

บ้านในแบบกัสโชสึคุริ บ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า “กัสโช” ซึ่งแปลว่า “พนมมือ” ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร ซึ่งมีโครงสร้างของบ้านสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียวอีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างต่างๆ ล้วนแต่มาจากวัสดุจากธรรมชาติทั้งสิ้น อย่างต้นหญ้าที่ปลูกไว้เพื่อนำมาใช้มุงเป็นหลังคาขนาดหนาแต่ยังคงความแข็งแรงสามารถรองรับหิมะที่ตกมาอย่างหนักในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี

หมู่บ้านเหล่านี้ อยู่บนภูเขาในพื้นที่ห่างไกล บนพื้นที่ราบสูงฮิดะ (Hida) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1995 พื้นที่ของหมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา และธรรมชาติของใบไม้ที่ผลิใบสีเขียวสดใสในฤดูใบไม้ผลิ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงในฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวที่หมู่บ้านถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวหมดจดของหิมะ หมู่บ้านมีความเป็นมาและคงความเป็นอยู่ดังมนต์ขลังแห่งเทพนิยาย ลักษณะของบ้านที่สร้างตามแบบเฉพาะนี้ (Gassho Style) มีหลังคาเป็นสามเหลี่ยมทรงสูงคล้ายลักษณะการพนมมือ เมื่อยามที่สวดมนต์ โครงสร้างภายในจะเป็นหลายชั้น อาจเป็น 3 หรือ 4 ชั้น มีรายละเอียดพิถีพิถัน และมีลักษณะเฉพาะออกไปตามการใช้งาน และแสดงถึงความชาญฉลาดของผู้ปลูกสร้าง และอยู่อาศัย ภายในจะมีผ้าไหมที่รอปูรองไว้เพื่อให้ความอบอุ่นเมื่อยามหน้าหนาวมาเยือน ที่พื้นบ้านในชั้นแรกหลังคาที่มีมุมประมาณ 60 องศา เพื่อให้หิมะไหลได้ง่ายป้องกันการทับถมของหิมะในยามที่หิมะตกหนัก

จุดท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในการสัมผัสบรรยากาศคือการพักค้างคืนในหมู่บ้านชาวนา มีบ้านหลายๆ หลังเปิดให้เป็นที่พักในแบบที่เรียกว่า Minshuku โดยเฉพาะที่ Ogimachi เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่สุดของชิราคาวาโกะ บ้านวาดะ (Wada) และ บ้านนางาเสะ (Nagase) ในโอกิมาชิ (Ogimashi) เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเพื่อที่จะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ว่าชาวบ้านดำรงชีวิตอย่างไรในอดีตที่ผ่านมา  โดยเฉพาะในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมทุกปี จะมีประเพณีลุยน้ำ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากที่ โกคายาม่า (Gokayama) มี หมู่บ้านอาอิโนะคุระ (Ainokura) ที่ซึ่งหมู่บ้านตั้งตระหง่านท้าทายขุนเขาอยู่ตลอดเวลา และ หมู่บ้านสุกะนุมะ (Suganuma) กับบ้าน 9 หลังที่รวมอยู่ในบ้าน 2 หลัง เป็นสิ่งล้ำค่าที่จะได้มาสัมผัสกับบ้านที่เป็นวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และมีค่าของญี่ปุ่นนี้ จุดชมวิวของ ปราสาทโอกิมาชิ (Ogimashi) ได้รับความนิยมมากสำหรับการชมทัศนียภาพของหมู่บ้านชิราคาวาโกะ จะสามารถมองเห็นหมู่บ้าน 59 หลังคาเรือน จุดชมวิวนี้เหมาะมากกับการชมภาพมุมกว้างของหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นความเขียวชอุ่มของฤดูใบไม้ผลิ สีน้ำตาลแดงของฤดูใบไม้ร่วง หรือว่าในยามที่มีหิมะตกปกคลุม




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 15:46:24
เริ่มทำนาปรังในปี 2556

ช่วงเตรียมดิน

การทำนาปรังในทางบ้านเราจะมีช่วงเวลาในการพักดินอยู่ประมาณเกือบ 2 เดือน ช่วงนี้ชาวนาบางส่วนนิยมไถตากดินเพื่อทำการพลิกดินชั้นล่างขึ้นมาสัมผัสออกซิเจนรวมถึงเป็นการตากดินเพื่อทำลายวัชพืชนอกจากนี้ยังเป็นการฆ่าเชื้อโรคและไข่ของศัตรูพืชใต้ดินช่วงนี้ใครมีปุ๋ยคอกแห้ง ๆ ที่ยังไม่ได้หมักมาหว่านด้วยก็ได้เพื่อช่วยตากแดดทำลายเชื้อราที่อยู่ในมูลสัตว์สาเหตุของโรคพืชได้ทางหนึ่ง และการไถตากก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำคันนาใหม่เพราะดินแห้งจะทำให้รถขึ้นคันนาได้ง่ายและดินแน่นกว่า


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 16:01:17
หลังจากที่มีการตากดินพอสมควรแล้วเมื่อใกล้การปลูกข้าวจะต้องนำน้ำลงในนาข้าวอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์เพื่อให้ดินอมน้ำจะได้เตรียมดินทำเทือกได้ง่ายและเป็นจากย่อยสลายเศษฟางข้าวและเศษวัชพืชช่วงนี้ควรมีการฉีดพ่น หรือเติมน้ำหมักจุลินทรีย์ลงไปด้วยเพื่อให้ช่วยย่อยสลายเศษฟางข้าวให้เร็วมากขึ้นอีกทั้งช่วยย่อยปุ๋ยให้เป็นธาตุอาหารสำหรับข้าวต่อไป และถ้าทางเทคนิคที่ดีควรปล่อยน้ำลงก่อนซัก3 สัปดาห์ให้ท่วมดินซัก 2-3 วันให้ชุ่มและปล่อยน้ำให้แห้งเพื่อเป็นการล่อข้าวดีด เมล็ดข้าวที่ร่วงในนาก่อนหน้านี้และวัชพืชให้ขึ้น ปล่อยให้เจริญเติมโตซัก1-2 สัปดาห์และค่อยปล่อยน้ำลงอีกตอนนี้จะทำการปั่นหรือไถแปร และทำเทือกต่อได้จะช่วยลดปริมาณข้าวดีดข้าวเด้ง และวัชพืชได้อีกทางหนึ่งครับ

การปล่อยน้ำลงในนา  นาของผมติดคลองชลประทานครับใช้ระบบกาลักน้ำครับ สะดวกไม่มีค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันหรือไฟฟ้า ใช้หลักการสุญญากาศใช้แรงดันน้ำที่ไหลจากสูงลงที่ต่ำเท่านั้นเอง
วิธีการง่าย ๆ คือ
- ปิดปลายท่อด้านต่ำ คือจุดปล่อยน้ำ
- เติมน้ำในท่อให้เต็ม
- ปิดฝาท่อที่เราเติมน้ำลงไป
- เปิดไปปลายท่อด้านต่ำ น้ำก็จะไหลและดูน้ำจากคลองชลประทานครับ



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: Khunplong ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 16:02:00
ขอบคุณการแบ่งปันความรู้จากท่านทั้งในกระทู้ของน้องดรีม กระทู้นวัตกรรมสิ่งประดิษฐิ์ทางการเกษตรและกระทู้นี้ครับ อ่านกระทู้ท่านแล้วอยากมีที่นาในเร็ววันเสียจริงๆ ผมมีแต่ไร่ อยากปลูกข้าวไร่พันธุ์ดีๆ ไว้กินทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าว ขอคำแนะนำหน่อยนะครับ :D


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ดรีม ขี้เหล้าน้อย ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 16:05:28
ความรู้เยอะเลย แฮะๆๆ ยังอ่านไม่หมด ความรู้เยอะๆๆแบบนี้ แม่บอกว่า ก็ไปถามอ้ายเขาฮั่นก่า อี้ว่าเจ้า รอน้องดรีมลงมือทำท่าจะได้แวะไปแอ่วเวียงชัยหมั่นผ่องเน้อเจ้า


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 19:35:31
ขอบคุณการแบ่งปันความรู้จากท่านทั้งในกระทู้ของน้องดรีม กระทู้นวัตกรรมสิ่งประดิษฐิ์ทางการเกษตรและกระทู้นี้ครับ อ่านกระทู้ท่านแล้วอยากมีที่นาในเร็ววันเสียจริงๆ ผมมีแต่ไร่ อยากปลูกข้าวไร่พันธุ์ดีๆ ไว้กินทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าว ขอคำแนะนำหน่อยนะครับ :D

ขอบคุณครับเอาไว้จะเอาข้อมูลมาลงให้นะครับ

ความรู้เยอะเลย แฮะๆๆ ยังอ่านไม่หมด ความรู้เยอะๆๆแบบนี้ แม่บอกว่า ก็ไปถามอ้ายเขาฮั่นก่า อี้ว่าเจ้า รอน้องดรีมลงมือทำท่าจะได้แวะไปแอ่วเวียงชัยหมั่นผ่องเน้อเจ้า

มาแวะมาแอ่วถามข้อมูลได้ครับ แถวบ้านมีนาตัวอย่างให้ดูทั้งนาหว่าน นาโยน นาดำ ครับ อย่างนาโยนอ้ายต้น(ton-ao)  เจ้าของกระทู้นาโยน  ที่เปิ้นเพาะก็อยู่ห่างจากบ้านผมน้อยเดียวบ่าถึง 300 ม.ครับ วันก่อนก็ไปดูเปิ้นทำ ได้ช่วยเปิ้นเรียงถาดอยู่ครับอีกประมาณยี่สิบกว่าวันคงเริ่มโยนแล้วครับ

ยืมรูปจากกระทู้นาโยนมาครับ
(http://upic.me/i/6s/img_8987_resize.jpg)


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 20:26:23
หลังจากเอาน้ำลงแล้วหากมีน้ำจุลินทรีย์ก็นำมาพ่นหรือสาดให้ทั่วแปลงนาครับ หากมีเวลาน้อยอาจปล่อยในส่วนทางน้ำเข้าในแต่ละแปลงให้กระจายกันเองน้ำจุลินทรีย์หากเราตักน้ำจุลินทรีย์ออกไปเราสามารถต่อเชื้อหรือขยายโดยการเติมน้ำเปล่าและกากน้ำตาลลงไปเพื่อให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์อีกไม่กี่วันจุลินทรีย์ก็แพร่กระจายตัวเอง  สามารถใช้ต่อเชื้อได้เรื่อย ๆ ครับ 

หลังจากปล่อยน้ำเข้านาแล้วปล่อยไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ก็สามารถเริ่มย่ำเทือกได้ ผมจะเริ่มใช้รถย่ำเทือกในวันเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้ วันนึงสามารถทำได้สิบกว่าไร่หากเป็นรถไถเดินตามอาจได้น้อยกว่านี้ และจะกดหน้าดินและชักร่องอีกครั้งในวันที่ 16 และหว่านวันที่ 17 นี้ครับ จริง ๆ แล้วเราสามารถย่ำเทือกและทำลูบเทือกและชักร่องน้ำต่อได้เลย แต่ผมมีข้อจำกัดเรื่องเวลาไม่สามารถลางานได้นาน ๆ  และจะต้องรอให้พร้อมกับชาวนาท่านอื่นที่ทำนาอยู่ถัดไปเพื่อที่จะสามารถปล่อยน้ำออกได้  ได้เอาไว้จะนำรูปมาให้ดูครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 20:38:51
รถที่ผมใช้สำหรับทำเทือกครับเครื่องดีเซล 1 สูบขนาด 14 แรงม้าเครื่องเดียวกับรถอีแต๋นมีข้อได้เปรียบตรงไม่ติดหล่มที่แม้แต่รถแทรกเตอร์ที่ติดกันทรุดก็ลงไม่ได้เพราะล้อหลังเป็นตีนเหล็กขนาดใหญ่ และยังช่วยให้ย่ำดินให้แตกค่อนข้างดี แต่หากใส่ล้อแบบนี้แล้วถอยหลังในนาไม่ได้นะครับไม่งั้นล้อจะจม หากไถนาดินแห้งทั้งวันจะได้ประมาณวันละ 6-7 ไร่ใช้น้ำมันประมาณ 200 บาทต่อวันที่ลิตรละ 30 บาท แต่ถ้าตอนทำเทือกพร้อมลูบเทือกชักร่องได้ประมาณวันละ 13 ไร่ ใช้น้ำมันวันละ 380 บาท ถือว่าประหยัดน้ำมันทีเดียวแต่ไม่เป็นที่นิยมทั่วไปเพราะคันเล็กจะต้องเปลี่ยนล้อไปมา ราคาที่ซื้อตอนนั้น 175000 บาทตอนนี้ทางคูโบต้าเองเลิกผลิตไปแล้วครับแต่อะไหล่ยังหาได้ง่ายอยู่


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 20:46:17
ทีมงานอาชีพแถวบ้านครับ  มากันเป็นทีม ทั้งปั่น ทั้งทำเทือก ชักร่องในคราวเดียวกันสังเกตุท่อ PVC บนหลังคาจะใช้ลากในนาเพื่อใช้ลูบเทือกดินให้เรียบจะมีการเพิ่มน้ำหนักในท่อโดยการใส่น้ำเข้าไปการชักร่องจะใช้ล้อรถไถเองทำร่องน้ำในนาครับ  รถแทรกเตอร์แบบนี้เป็นที่นิยมมากในปัจจุบันเพราะสามารถทั้งไถนา ปั่นา ทำเทือก ปรับดินได้ เหตุที่มากันหลายคันทั้งช่วยให้งานเสร็จไว้แล้วยังสามารถช่วยเหลือกันได้สำหรับเวลารถติดหล่มครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 21:36:14
หากว่าคุณเป็นคนช่างสงสัย สังเกตุเกี่ยวกับข้าวจะสังเกตุชาวนาไหมครับว่าทำไมคนนู้นทำไมทำแบบนี้ครับเดี๋ยวจะมีเล่าให้ฟังครับ


ทำไมต้องมีการคัดพันธุ์เมล็ดข้าว

หากเคย VDO รายคุณอุ้ม ฉันจะเป็นชาวนาที่ไปดูงานที่มูลนิธิข้าวขวัญที่มีการคัดเมล็ดข้าวทีละเมล็ด หรือแม้แต่หลายการคนค้นคน ตอน ตุ๊หล่างเด็กหนุ่มเลือกชาวนาที่พิธีพิถันในการคัดข้าวเพื่อทำพันธุ์ต่อไปว่าทำไปเพื่ออะไรจะมาเฉลยกันครับ เมล็ดข้าวนอกจากดูภายนอกที่ต้องสมบูรณ์ที่ไม่ลีบเป็นเชื้อราแล้วจะต้องดูขนาดของเมล็ดครับเพื่ออะไรเพราะเมล็ดใหญ่จะมีอาหารสะสมในเมล็ดมากกว่าข้าวช่วงแรก ๆ จะกินอาหารจากเมล็ด ส่งผลให้ต้นกล้าออกมาเติบโตได้ดีกว่าแข็งแรงกว่า มีรากมากกว่าเมล็ดเล็ก ออกรวงมากและสมบูรณ์กว่าเมล็ดเล็กครับลองพิสูจน์โดยการปลูกในกระถางเปรียบเทียบดูครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 21:58:45
ความลึกของระดับน้ำในนาข้าว

ควรมีระดับน้ำที่พอดี 5-10 ซม. เพราะว่าหากน้ำลึกข้าวจะสูงระบบรากจะไม่ดีเพราะขาดอากาศ ต้นข้าวจะอ่อนแอ

ปริมาณน้ำในนาข้าว

- ในนาข้าวหากข้าวได้รับน้ำสม่ำเสมอรากจะน้อยแต่ถ้าขาดน้ำรากจะยาวขึ้นเพื่อหาแหล่งน้ำแต่ละต้นของต้นข้าวอาจโตไม่สม่ำเสมอ
- แปลงข้าวในที่ต่ำจะมีความชื้นสูงแต่อากาศในดินน้อย ตรงดอนมีความชื้อต่ำแต่มีอากาศในดินมาก

อุณหภูมิหนาวกับร้อนมีผลอย่างไรกับต้นข้าว
มีบางคนถามผมว่าอุณหภูมิเกี่ยวข้องอย่างไรกับข้าว ขอตอบว่าดังนี้ครับ ข้าวในบ้านเราซึ่งอยู่ในเขตร้อนจะเจริญเติบโตได้ช้าหากว่าเจออุณหภูมิต่ำ จะเห็นว่านาของบางพื้นที่เสียหายเนื่องจากเจอสภาวะอากาศเย็นครับ ยิ่งอากาศเย็นจะทำให้ใบเหลืองมีโอกาสตายได้ด้วย อยากรู้ว่าจิงไม๊ลองพิสูจน์โดยการปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนโดยวัดความสูงของต้นข้าวในแต่ละวันดูครับว่าแตกต่างกันมากน้อยเพียงไหน ยิ่งอากาศหนาวจะเกิดน้ำค้างเกาะใบข้าวพอช่วงเที่ยงเจออากาศร้อนทำให้เกิดโรคจากเชื้อราได้อีกครับ ช่วงนี้อาจต้องฉีดพ่นยากำจัดเชื้อรา หรือใช้เชื้อราควบคุมกันเองก็ได้ครับ หรือถ้าดูง่าย ๆ เรามักถนอมอาหารโดยการนำผัก เนื้อสัตว์ไปแช่ตู้เย็นก็เพราะจุลินทรีย์ทำงานได้ช้า แม้แต่การเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์วิจัยก็จะต้องเก็บไว้ในห้องเย็นที่มีอุณภูมิต่ำ ๆ อีกด้วย การปลูกข้าวในช่วงหน้าหนาวควรศึกษาพันธุ์ข้าวให้ดีว่าพันธุ์ที่เราปลูกชอบอากาศแบบไหนมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใดด้วย



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 22:16:15
ความเข้มของแสง

ที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าพืชแทบทุกชนิดต้องการแสงแดงเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงแต่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุ์พืชอีกที ข้าวก็เช่นกันครับเป็นพืชที่ต้องการแสงมากเคยสังเกตุไหมครับว่า

- ในช่วงวันที่มีแสงแดดน้อยติดต่อกันหลาย ๆ วันต้นข้าวจะดูอ่อนแอป่วยง่าย สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะข้าวสร้างอาหารได้ไม่เต็มที่เหมือนคนที่กินข้าวไม่อิ่มหรือไม่ได้กินข้าวเลยร่างกายก็อ่อนแอไม่มีแรง ข้าวก็เช่นกัน ถ้าแสงน้อยต้นข้าวก็สูงเพราะต้องพยายามยืดตัวเพื่อรับแสงเคยสังเกตุต้นไม้ที่จะเอียงไปทางทิศทางของแดดไหมครับ ยังไม่พอกาบใบจะยาวอีกต่างหาก รู้แบบนี้แล้วควรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในบริเวณที่มีร่มไม้ อาคารบ้านเรือนบังแสงแดดครับเพื่อให้ข้าวปรุงอาหารได้เต็มที่จะได้ผลผลิตมากตามมา ถ้าข้าวอ่อนแอแล้วก็มีโอกาสเป็นโรคสูงด้วยเช่นกันครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 10 มกราคม 2013, 22:26:20
เปิดโลกของ ตุ๊หล่าง แก่นคำหล้า พิลาน้อย ผู้ซึ่งรักและศรัทธาในอาชีพชาวนา  

อาชีพชาวนา คือ อาชีพแห่งเนื้อนาบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นอาชีพที่คนมักมองข้ามทั้ง ๆ ที่เป็นอาชีพสำคัญมากอาชีพหนึ่งที่สังคมนี้จะขาดไปไม่ได้ เปรียบเหมือนคุณค่าของเมล็ดข้าวที่เป็นดั่งอาหารหล่อเลี้ยงสังคมโลกมาอย่าง ยาวนาน และวันนี้เราอยากให้คุณรู้จักกับผู้ที่มีความเชื่อ และศรัทธาอันมั่นคงกับอาชีพ ๆ นี้ ซึ่งเขาผู้นั้นคือ แก่นคำหล้า พิลาน้อย หรือ ตุ๊หล่าง ชายหนุ่มวัย 28 ปี ที่เคยได้รับรางวัลคนนอกกรอบ จาก คนค้นฅนอวอร์ ครั้งที่ 9 และเขาคนนี้ยังป็นที่รู้จักกันดีในนามผู้พลิกฟื้นเกษตรกรรมให้กับชาวอีสาน อีกด้วย

แก่น คำหล้า พิลาน้อย หรือ ตุ๊หล่าง เด็กหนุ่มลูกอีสานชาวจังหวัดยโสธร ครอบครัวของเขาประกอบอาชีพทำนา เด็กหนุ่มคนนี้จึงมีสายเลือดของชาวนาอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนกุดชุมวิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ ตุ๊หล่าง ก็หันหลังให้กับการศึกษาในห้องเรียน หันมาสู่โลกของการเกษตรกรรม ด้วยเพราะเล็งเห็นว่าบทบาทของอาชีพชาวนากับคนรุ่นหลังเริ่มเลือนลางลงทุกที

ทั้งนี้ ตุ๊หล่าง บอกว่า จากการสำรวจผู้คนในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ ทั้งหมด 400 หลังคาเรือน รวมกว่า 1,000 คน พบว่ามีอยู่เพียง 200 คนเท่านั้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อรู้สึกว่าผู้คนเริ่มมองข้ามอาชีพนี้เขาจึงมีความคิดที่จะพัฒนางานด้าน การเกษตรให้คงอยู่กับคนอีสาน แม้ว่าความจริงแล้วตุ๊หล่างเคยฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่อย่างไรเสีย หากยังไม่หมดลมหายใจ ตุ๊หล่าง คิดว่าเขาก็ยังมีโอกาสศึกษาต่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ แต่ถ้าอาชีพเกษตรกรรมยังไม่รีบอนุรักษ์สืบทอดไว้ อาจจะสูญสิ้นไปได้

"ผมว่าโลกแห่งเกษตรกรรมเป็นโลกของการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผม ผมจึงคิดว่าเราน่าจะแสวงหาความรู้จากโลกเกษตรกรรมเสียก่อน เพราะสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น การผสมพันธุ์ข้าว การทำอย่างนี้มันมีความละเอียดกว่าคนที่เรียนจบปริญญาตรียิ่งเสียอีก และประสบการณ์ในการทำงานมันมีค่ามากว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยด้วย" ตุ๊หล่าง บอกอย่างนั้น

ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาในการเป็นชาวนา ตุ๊หล่างจึงคิดเสมอว่างานเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เขามีความสุขกับการทำนาแม้ว่าแผ่นดินทำกินของเขาตั้งอยู่บนเงื่อนไขของนา แล้งเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในภาคอีสาน แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรค กลับยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชายคนนี้คิดแก้ปัญหา จนในที่สุด อดีตนักเรียน ม.ปลาย ก็กลายมาเป็นหนุ่มชาวนา นักปรับปรุงพันธุ์ข้าว เขาสามารถสร้างพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ขึ้นบนผืนดินที่แห้งแล้งได้สำเร็จ

เมื่อเวลาแห่งความมุ่งมั่นของ ตุ๊หล่าง สัมฤทธิ์ผล เขาจึงกระจายความรู้ที่มีออกไปยังชาวนาทุกสารทิศ ด้วยความหวังจะพัฒนาอาชีพชาวนาให้กลับมาสดใส ในขณะที่สังคมกำลังให้ความสำคัญกับอาชีพชาวนาน้อยลงทุกที ไม่เว้นแม้แต่ชาวนาด้วยกันเองที่ปัจจุบันส่วนใหญ่หมดความภาคภูมิใจในอาชีพ ปลูกข้าวเลี้ยงคน เพราะความทุกข์เข็ญจากภาระหนี้สินที่พอกพูนจนชดใช้ทั้งชีวิตก็อาจไม่หมด และมักที่จะผลักดันลูกหลานให้ถอยห่างออกไปจากท้องไร่ท้องนา ห่างจากอาชีพชาวนา มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่ เพื่อแสวงโชค หาเงิน และวาดหวังถึงชีวิตใหม่ที่ดีกว่า

"ทุกคนเกิดมาต้องกินข้าว เพราะข้าวถือเป็นอาหารหลัก แต่มนุษย์กลับให้ความสำคัญในสิ่งนี้น้อยลงไปทุกวัน อยากฝากถึงบุคคลทุกประเภทและทุกอายุว่า อย่าดูถูกอาชีพชาวนา หรือการเกษตรกรรม เหตุที่ทำให้อาชีพเกษตรกรรมกำลังจะหายไปจากสังคมเป็นเพราะคนในระดับที่สูง กว่าดูถูกอาชีพนี้ ด้วยเหตุที่ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมเอาเงินเป็นที่ตั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตไม่มีความหมาย ทั้ง ๆ ที่จากความจริงชีวิตคนเรามีคุณค่าสูงกว่าจำนวนเงิน แต่เมื่อคนเห็นความสำคัญของเงินนั้น คนย่อมทิ้งความเป็นคน"

ทุกวันนี้ ชีวิตของ ตุ๊หล่าง ดำเนิน ไปอย่างเรียบง่ายในแบบฉบับชาวไร่ชาวนา เขาเน้นหลักความพอเพียง ที่เจ้าตัวให้นิยามว่า แค่เป็นคนดีก็เพียงพอแล้ว เพราะคนเราถ้ามีเงินเป็นแสนเป็นล้าน หากไม่มีคุณธรรมและเป็นคนดีสังคมก็อยู่ไม่รอด

"ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตคือ เราต้องมีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ทำ รวมทั้งต้องพึ่งพาตนเอง และแบ่งปันผู้อื่นด้วย ผมเชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่อยู่เป็นโขลง ถ้าเรารอดอยู่คนดียว แล้วคนอื่นตายหมด เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร ดังนั้น การทำพันธุ์ข้าวไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ชาติ" ตุ๊หล่าง กล่าว

และนี่คือมุมมองของหนุ่มนักพัฒนาการเกษตร ที่หัวใจเต็มเปี่ยมด้วยแรงแห่งความรักในอาชีพชาวนา เขาค้นพบความสุขจากการพึ่งตน และแบ่งปันในสิ่งที่ตัวเองรู้ เพื่อพาเพื่อนมนุษย์ไปสู่ทางรอดร่วมกัน ชาวนาแท้แบบตุ๊หล่าง จึงไม่เพียงแต่ปลูกข้าวเลี้ยงคน แต่ยังเป็นอาชีพที่บ่มเพาะผู้คนให้เดินไปสู่หนทางแห่งความดีงาม

m8sbudIZMo8&feature

vTmk0zbkPjc&feature

qUaMDNxDVl8&feature

Y0heybL_-m0&feature

DvlYeMvTsHY&feature

9s4qBhYpruI&feature

gVR5_KYKCqs&feature

qcxi7TdMdJM&feature

flB4xOQUrlc&feature


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 10:22:34
ลักษณะต้นข้าวที่ให้ผลผลิตดี

สำหรับชาวนาบางท่านอาจลืมสังเกตุไปครับข้าวที่ให้ผลผลิตดีนั้นต้องมีลักษณะอย่างไรที่ผมสังเกตุและได้ลองศึกษามาจะมีดังนี้

-  ข้าวที่ต้นเตี้ยจะให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวต้นสูง นอกจากจะสามารถส่งหาอาหารได้ดี ข้าวต้นเตี้ยยังไม่ล้มไม่เสียหายอีกด้วย จึงจะเห็นว่าศูนย์วิจัยข้าวต่าง ๆ ก็พยายามพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีลักษณะเตี้ย แม้แต่พืชสวนทั่วไปก็จำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งให้ต้นไม่สูงทั้งสะดวกในการเก็บเกี่ยวและยังได้ผลผลิตที่ดีด้วยใช่ไหมครับ  การใส่ปุ๋ยโตรเจนมากเกินไปและบางช่วงของการเจริญเติบโตของข้าวจึงไม่เหมาะสม  ข้าวที่ต้นสูงสังเกตุจะมีใบมากทำให้ใบข้างล่างได้รับแสงน้อยการสังเคราะห์แสงจึงไม่ดี

- ต้นข้าวที่ลำต้นและรวงตั้งตรงและใบไม่โน้ม ทำให้แสงแดดกระจายได้อย่างทั่วถึง เมื่อแสงและอากาศสามารถกระจายได้ทั่วถึงก็ลดโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคจากเชื้อราได้ อีกทั้งแมลงศัตรูพืชก็ไม่ค่อยชอบอีกด้วย เราควบคุมอย่างไรก็กล่าวผ่านมาว่าการควบคุมระดับน้ำที่เหมาะสมและการใส่ปุ๋ยที่เหมาะ และหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในอยู่ใต้เงาต้นไม่หรืออาคารสามารถช่วยได้ครับ

- เมื่อระยะออกรวงใบธงต้องอยู่สูงกว่ารวงข้าวเพื่อประโยชน์ในการรับแสง เมื่อต้นข้าวสมบูรณ์เมล็ดก็จะสมบูรณ์ตามมา

- ใบข้าวจะต้องตั้งตรงและเหยียดยาวเพื่อช่วยในการรับแสง แต่ถ้าใบหักก็จะรับแสงได้ไม่เต็มที่ข้าวก็ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้เต็มที่

-  รากข้าวจะต้องยาวสีขาว  หากรากสั้นหรือปลายรากมีสีดำจะทำให้ความสามารถในการหาอาหารได้น้อยควบคุมความยาวรากด้วยน้ำ

-  ข้าวที่ดีต้องแตกกอมาก  การแตกกอแตกหน่อยจะช่วยเพิ่มผลผลิตเพราะมีรวงมากขึ้น การทำให้ข้าวแตกกอนอกจากต้องใส่ปุ๋ยแล้วในช่วงนั้นเราควรลดระดับน้ำลงครับ น้ำมากๆ  ข้าวจะแตกกอน้อยครับ

หวังว่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างนะครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 11:05:34
ปัจจัยที่ทำให้เมล็ดข้าวมีน้ำหนักมาก

ก่อนหน้านี้ได้พูดถึงเรื่องลำต้นไปบ้างแล้วครับ ต่อไปเป็นเรื่องการทำอย่างไรให้เมล็ดข้าวมีน้ำหนักก่อนอื่นต้องรู้ว่าในเมล็ดข้าวมีแป้ง 80-90%  หากต้องการให้ข้าวมีน้ำหนักก็ต้องให้มีแป้งมากถูกจริงไหมครับมารู้กันครับว่าแป้งมาจากไหน

- สารพวกแป้งสร้างในใบสีเขียว ใบข้าวประกอบด้วยเซลล์เล็ก ๆ มากมายใบข้าวจะรับแสงและมีสารสีเขียวคือส่วนในการสร้างอาหารของต้นข้าว

- น้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีในอากาศเป็นส่วนประกอบใหญ่ในการสร้างแป้ง ข้าวเมื่อขาดน้ำเมล็ดก็จะลีบ

- น้ำและแร่ธาตุจะถูกดูดซึมทางราก   สำหรับอากาศก็เข้าสู่รูเล็ก ๆ บนใบข้าว  หากขาดน้ำรูเล็ก ๆ ในใบข้าวก็จะปิดเพื่อลดการสูญเสียน้ำ อากาศก็ไม่สามารถเข้ามาทางรูบนใบข้าวได้

- พลังงานจากแสงแดดจะทำให้น้ำในใบข้าวแยกตัวแล้วไปผสมกับคาร์บอนไดออกไซด์เกิดการสังเคราะห์แสงกลายเป็นอาหารของต้นข้าวขึ้น

- ยิ่งมีแสงมาก ๆ ยิ่งทำให้ข้าวสร้างแป้งได้มาก

สรุปคือสิ่งจำเป็นในการสะสมแป้งคือ   น้ำ  อากาศ  แสงแดด  ส่วนธาตุอาหารเป็นส่วนช่วยในการบำรุงต้นข้าวหากต้นข้าวมีความแข็งแรงมีการลำเลียงน้ำที่ดี ใบข้าวสมบูรณ์  ได้รับแสงเต็มที่ก็จะทำให้ข้าวผลิตแป้งได้มากส่งผลให้เมล็ดข้าวมีน้ำหนักตามมา


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 11:52:56
เมื่อกี้พูดถึงเรื่องเทคนิคเพิ่มน้ำหนักของเมล็ด เรื่องการสะสมแป้งของต้นข้าวที่มีใบข้าวมาเข้าใจกันอีกนิดครับสำหรับการเจริญเติบโตของใบข้าว

- ใบข้าวจะขึ้นทีละใบ
- ใบข้าวจะเกิดขึ้นในทิศตรงกันข้ามกัน
- จำนวนใบข้าวขึ้นอยู่กับข้าวในแต่ละพันธุ์
- จำนวนใบข้าวในแต่ละพันธุ์จะมีจำนวนใบที่เท่ากัน  แต่อาจมีผิดปกติที่จะมากขึ้นหรือน้อยขึ้นอยู่กับความยาวของช่วงกลางวันและอุณหภูมิ
- ข้าวพวกไวต่อช่วงแสงจะมีใบมากขึ้นหากกลางวันยาวนานขึ้น
- ใบที่มีอายุมาก ๆ จะเริ่มเหี่ยวและมีการสร้างใบทดแทน


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: เสือท่าสุด ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 11:59:13

   ผมกำลังติดตามอยู่ครับ  พอดีปีที่ผ่านมา  ทำเป็นปีแรก  ทำแค่ 2 ไร่ครับ

   ปีนี้ จะทำเพิ่มอีก 5 ไร่  รวมเป็น 7 ไร่ครับ  กำลัง พยายามเก็บข้อมูณอยู่ครับ

   กระทู้นี้ มีความรู้มากมายครับ   ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 13:06:13

   ผมกำลังติดตามอยู่ครับ  พอดีปีที่ผ่านมา  ทำเป็นปีแรก  ทำแค่ 2 ไร่ครับ

   ปีนี้ จะทำเพิ่มอีก 5 ไร่  รวมเป็น 7 ไร่ครับ  กำลัง พยายามเก็บข้อมูณอยู่ครับ

   กระทู้นี้ มีความรู้มากมายครับ   ขอบคุณครับ

ยินดีครับ..


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: กระเจียว ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 13:22:06

   ผมกำลังติดตามอยู่ครับ  พอดีปีที่ผ่านมา  ทำเป็นปีแรก  ทำแค่ 2 ไร่ครับ

   ปีนี้ จะทำเพิ่มอีก 5 ไร่  รวมเป็น 7 ไร่ครับ  กำลัง พยายามเก็บข้อมูณอยู่ครับ

   กระทู้นี้ มีความรู้มากมายครับ   ขอบคุณครับ
สู้ๆครับ ชาวนา ;D ;D


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 13:42:49
เคยสังเกตุไหมครับว่านาดำเมื่อมีการถอนต้นกล้าเพื่อนำใบปักดำชาวนาทำไมมีการตัดใบข้าว สาเหตุก็เพราะ
          ชาวนานิยมถอนกล้าข้าวเมื่อต้นแก่ก่อนการแตกกอเป็นช่วงที่พ้นจากกินของหอยเชอรี่ ซึ่งใบข้าวจะยาวมากหากเราไม่ตัดใบข้าวก็จะแตะกับน้ำครับ น้ำมีส่วนประกอบหลายอย่างทั้งเชื้อโรคเมื่อใบข้าวแตะน้ำเชื้อโรคก็สามารถเข้าสู่ทางใบได้ทำให้เกิดโรคข้าวได้  แต่ในทางกลับกันหากมีการตัดใบข้าวเชื้อโรคก็สามารถเข้าสู่แผลทางใบเช่นกัน เหมือนกับคนที่ถูกมีดบาดหากไปเจอสิ่งสกปรกอีกก็จะทำให้แผลอักเสพต้องทายาหรือฉีดยารักษาอีก ควรหลีกเลี่ยงให้ใบข้าวสัมผัสน้ำสกปรก การพ่นฮอโมนก็เช่นกันน้ำที่ผสมควรเป็นน้ำที่สะอาดจึงจะได้ผลดีบางคนเอาน้ำคลองมาผสมมาพ่นทางใบข้าวกับเป็นโรคอีก  ในการปักดำควรถอนต้นกล้าในช่วงที่เหมาะสมการใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตจนเกินใบจึงอาจไม่เหมาะสม จึงควรถอนกล้าในระยะที่พอเหมาะเมื่อนำไปปักดำใบจะได้ไม่แตะน้ำและถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องตัดใบข้าวครับ ชาวนาบางคนอาจไม่รู้ใบข้าวยาวไม่ยาวก็ขอตัดใบไว้ก่อนครับพ่อผมก็เป็นเช่นนั้น  ;D  ;D  การตัดใบเป็นวิธีนิยมในปัจจุบันในช่วงก่อนข้าวตั้งท้องในกรณีที่ในแปลงนามีมีหญ้าวัชพืชขึ้นแข่งกับต้นข้าวการตัดอาจใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายเมื่อตัดไปแล้วข้าวสามารถแทงยอดใหม่ได้เร็วกว่าวัชพืชทำให้มีความสูงที่สูงกว่าการเจริญเติบโตของวัชพืชก็จะน้อยลงไปตามส่งผลให้ข้าวแตกกอและผลผลิตดีมากขึ้นกว่าการไม่ตัดครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: chate ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 14:22:01
แวะมาศึกษาความรู้ ;D ;D


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 14:41:58
วัชพืชทำให้ข้าวได้ผลผลิตลดลง

      วัชพืชทำให้ข้าวได้ผลผลิตที่ลดลงไม่ว่านาปีหรือนาปรัง เพราะวัชพืชจะไปแย่งธาตุอาหารที่มีอยู่ทำให้ข้าวได้รับสารอาหารได้ไม่เต็มที่ วัชพืชจะหาอาหารกินเก่งกว่าข้าว จึงไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนก่อนการกำจัดวัชพืชเสียก่อน อีกทั้งบางชนิดก็ไปแย่งแสงกับต้นข้าวอีกด้วย วัชพืชมีทั้งหญ้า กก วัชพืชใบแคบ ใบกว้างแล้วแต่ขนาดของใบ

การกำจัดวัชพืช

   ในช่วงข้าวมีอายุไม่เกิน 1 เดือนครึ่งจะง่ายที่สุดเพราะต้นข้าวยังขึ้นไม่สูงและหนาแน่นสามารถกำจัดได้ง่ายกว่าสามารถกำจัดได้โดยวิธี
- การใช้สารเคมี หรือสารชีวภาพ ปัจจุบันมีทั้งแบบ ผง  น้ำ และเมล็ด
- การถอนด้วยมือ วิธีนี้ผมทำประจำ ควรทำก่อนที่วัชพืชออกดอกเพื่อป้องกันการร่วงลงในนากลายเป็นวัชพืชต่อไป แต่อาจเป็นวิธีที่ใช้เวลานาน การทำนาครั้งแรกผมหญ้าเต็มนาเลย ปัจจุบันไม่ค่อยมีแล้วครับ เพราะรู้จักการป้องกันที่ถูกวิธีมากขึ้น
- การใช้เครื่องมือไถพรวนทำได้ง่ายในนาดำเพราะข้าวเป็นแถวเป็นแนวดี

การควบคุมป้องกันการเกิดวัชพืช

- การควบคุมด้วยระดับน้ำควรปรับที่นาให้เรียบ เพื่อให้น้ำได้ระดับวัชพืชจำพวกหญ้าและกกสามารถป้องกันด้วยระดับน้ำ 5-10 ซม. เมล็ดวัชพืชหลายชนิดไม่ขึ้นในน้ำแต่บางชนิดแม้น้ำท่วมก็ไม่ตาย
- การควบคุมด้วยระยะของต้นข้าว การปลูกข้าวถี่จะช่วยบังแสงไม่ให้วัชพืชได้รับแสงเต็มที่ การปรุงอาหารของวัชพืชก็น้อย ก็จะกินอาหารน้อยตาม


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 14:48:39
วิธีการทำนาปลอดเคมีและความคิดปลูกข้าว แบบลดต้นทุน เพิ่มกำไร โดย ชัยพล ยิ้มไทร ปริญญาทำนา

ข้อมูลจาก เฟสบุ๊ค ของคุณ ชัยพล ยิ้มไทร

บทที่ 1 ไถนา
 อุปกรณ์ประกอบไปด้วย รถไถเดินตาม ผาน เลื่อนนั่ง เครื่องตัวนี้ซื้อจากเชียงกง เป็นเครื่อง 10 แรงม้าซื้อมาตัวละ 16000 บาท รถไถซื้อจากร้านขายของเก่ากิโลละ 11บาท เป็นเงิน3240บาท ผานก็มือสองราคา500 บาท การทำนาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากของมือหนึ่งครับ ค่อย ๆหา ค่อย ๆซื้อ ครับ ค่อยเป็นค่อยไป ผมเองเริ่มจากทำนา 9 ไร่ และเครื่องมือราคาประหยัด  หลังจากที่ไถกลบฟางและใส่น้ำไว้สี่ถึงห้าวัน จึงเริ่มใช้ลูกควักพรวนดิน ที่เห็นต่อข้าวเขียว ๆคือ ควักไว้หนึ่งรอบ(ตลบ) และทิ้งไว้หนึ่งคืน ตรงดินดำ ๆคือรอบที่สอง(อีกหนึ่งตลบ) การทำนาไม่เผาฟาง ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องใช้เครื่องมือให้เหมาะสมและให้เวลากับงานบ้างเท่านั้นเอง…ทำนาอย่างเร่งร้อนจนคนชั่วรุ่นหนึ่งกำลังจะจากไป..ไม่เห็นมีความมั่นคงในชีวิตสักที…มาทำช้า ๆกันดีกว่าใหมครับ ^__^” เผื่อชีวิตอาจดีขึ้น..





หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 14:50:36
บทที่ 2 ควักดิน
หลังจากไถนาเสร็จแล้ว ให้ใส่น้ำจมขี้ไถไว้ เพื่อให้ขี้ไถนิ่ม(ยิ่งนานยิ่งดี จะทำให้ฟางเปื่อยและดินเละ) หากมีเวลาก็ควักสักสองรอบ(ตลบ)แล้วทิ้งไว้อีก ข้อดีของลูกควักคือ ทำให้ดินฟู(อุ้มน้ำดี)และลูกควักยังช่วยกระจายกลุ่มฟางที่แน่นหนาออกจากกัน ทำให้ไม่เกิดแก้สฟางเน่า เครื่องมือนี้ลดขั้นตอนการทำนาลงได้มาก ทำให้ดินกลายเป็นเทือกได้ไว้ขึ้น ข้อเสียคือ หนักกำลังเครื่องยนต์ และถ้ารถไถไม่แข็งแรงพอหรือดินเป็นหล่มจะหนักแรงเครื่องยนต์มาก รถไถอาจโซ่ขาดหรือเฟืองแตกได้ ควรลดขนาดวินเครื่องยนต์ลดอย่างน้อยครึ่งนิ้ว

ปล.นายแบบโดย @ท — กับ ทรงวุฒิ ยิ้มไทร



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 14:52:40
บทที่ 3 ย่ำเทือก
หลักการง่าย ๆ คือ ทำให้ดินที่ไถไว้และควักซื่งยังเป็นก้อน กลายเป็นน้ำเลน อุปกรณ์ที่ใช้มีทั้งลูกจิ้ม ลูกควัก คราด ย่ำไปเรื่อย ๆกระทั่งดินแตกตัว ฟู เทือกยิ่งหล่ม ข้าวยิ่งงาม ในภาพใช้คราดสองคัน และลูกควักหนึ่งคัน เพื่อเก็นงานตรงที่ดินแข็ง ๆ หรือเป็นที่ดอน


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 14:58:10
บทที่ 4 ลูบเทือก
อุปกรณ์ที่ใช้คือกระดานลูบเทือก หลังจากที่ควักดินจนฟูแล้ว ดินจะยังไม่เรียบ ต้องปรับหน้าดินโดยอุปกรณ์นี้ ให้พื้นเลนเรียบ ยามหว่าน เมล็ดข้าวจะได้ไม่จมน้ำ เพราะพื้นสม่ำเสมอ อุปกรณ์นี้ยังใช้ปรับระดับของดิน โดยดันเอาเลนจากที่ดอนลงไปที่ลุ่ม(เหยียบห้ากระดาน)


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 15:00:08
บทที่ 5 แช่ข้าว
นำกระสอบข้าวปลูกลงแช่ในน้ำ 24 ชั่วโมง ก่อนจะนำขึ้นมาไว้บนแห้งอีก 24 ชั่วโมง เพื่อให้ข้าวแตกตา และพร้อมสำหรับการนำไปหว่าน โดยปรกติผมจะแช่ข้าวในอ่าง แต่ที่นาไม่มีอ่างเลยใช้ไม้ไผ่สองอันพาดร่องน้ำ และใช้พลาสติกกันน้ำทำเป็นเปลอุ่มข้าวไว้อีกที ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะต้องใส่เชื้อราไตรโครเดอร์ม่าลงไปตอนแช่ข้าวด้วย ในกระป๋องคือไตรโครเดอร์มาร์ที่เพาะเชื้อกับข้าวสุกและน้ำมาใส่น้ำขยำ ๆ ให้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าละลายออกมา(สปอร์) ประโยชน์คือ ราไตรโคเดอร์ม่าจะไปกินราชนิดอื่น ๆที่ทำให้ข้าวอ่อนแอ และช่วยสงเสริมการเจริญของตุ่มตาข้าว

อัตราการหว่านของผม ไร่ละยี่สิบกิโลครับ ต้นข้าวจะไม่หนาแน่นเกินไปแล้วข้าวจะแตกกอดี ไม่แย่งกันสูง ทำให้ไม่ล้มง่าย ช่วยให้แสงแดดส่องถึง โรคแมลงจะไม่รบกวน โดยเฉพาะฤดูกาลนี่เพลี้ยมักระบาด และผมใช้ข้าว กข 31 ซึ่งทนต่อเพลี้ยกระโดดสีน้้ำตาล กันไว้ดีกว่าแก้ครับ เริ่มให้ถูก วางแผนให้ดี แล้วการทำนาจะไม่ใช่เรื่องยากครับ ฝากไว้สักนิดครับ



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 15:03:52
ผานหัวหมูมีสองแบบครับ แบบ ไถพุ่งกับไถแซะ อันนี้ของผมเป็นแบบไถแซะ หน้า 16 นิ้ว เบาแรงเครื่อง กลบฟางได้มิดและฟางไม่ค่อยติดคอผานเพราะขี้ไถจะถูกยกตัวในช่วงท้านของใบผาน(เรียกว่าใบเพล่) ข้อดีอีกอย่างคือขี้ไถจะหักเป็นข้อ ๆ ทำให้ย่ำเทือกง่านกว่าแบบไถพุ่ง



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 15:05:17
ลูกควัก อันนี้ของอาชัยพรครับ



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 15:07:23
คราดจัมโบ้ กว้าง 2.5 เมตร คอคราดยาว ช่วยให้ฟางติดน้อยลง ตาคราดยาว ช่วยกดฟางได้ลึกและเบาแรงเครื่องยนต์(ประหยัดน้ำมัน)



หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 15:10:29
แนะนำหรับหรับคนที่ทำนาเยอะสักหน่อย ถ้ามีท่าสูบน้ำถาวร นี่เลยครับ เครื่อง daihatsu สามสูบ ดัดแปลงติดหม้อต้ม ใช้แก้ส ประหยัดค่าสูบน้ำไปกว่า 40 เปอร์เซน ข้อเสียคือต้องงรู้เรื่องระบบไฟพอควรและใช้ขอดน้ำออกจากนาไม่ได้เพราะรอบมันจัดครับ

ราคาเครื่องยนต์9000-12000แล้วแต่สภาพครับ ค่าหม้อต้ม 2000 แบ็ตอีกสองพันกว่าบาท อัตราสินเปลืองก็แล้วแต่เรื่องเครื่องครับ ยกตัวอย่างให้เห็นนะครับ ฤดูกาลที่แล้ว 143ไร่ค่าสูบน้ำของผม เป็นค้าน้ำมันหกหมื่นกว่าบาท ฤดูนี้หมดค่าแก้สไป สองหมื่นกว่าบาท+ค่าน้ำมันอีกหมื่นกว่าบาทครับ

ก็ได้เครื่องแก๊สนี่แหละ เชื้อเพลิงราคาถูกฤดูกาลนึงหมดไป45ถัง 14000 กว่าบาท น้ำมันใช้หมดไป 90000 กว่าบาท (เก้าหมื่นกว่าบาท) แล้วคุณๆจะเลือกอะไร

จบครับ...ชัยพล ยิ้มไทร


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 15:30:18
พักสายตาด้วยภาพสวย ๆ ก่อนครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 15:33:37
ดูแล้วก็มีความสุขครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 21:59:24
ข้าววัชพืช

1. ข้าววัชพืช คืออะไร ต่างกับข้าวทั่วไปอย่างไร     

ข้าวที่ชาวนาใช้ปลูกทั่วไป  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oryza  sativa L. ใช้ปลูกในประเทศไทยมากกว่า 100 พันธุ์  เรียกในที่นี้ว่าข้าวปลูก  เป็นพันธุ์ข้าวที่ถูกคัดเลือกให้มีลักษณะที่ต้องการเช่นผลผลิตสูง  ข้าวสารมีสีขาว ใส คุณภาพหุงต้มนุ่มและหอม  ไปจนถึงร่วนแข็ง  ต้านทานต่อโรคหรือแมลงที่สำคัญ  ข้าวพันธุ์หนึ่งจะมีลักษณะทางการเกษตรต่างๆ  เหมือนกันและคงตัว  คือในพันธุ์เดียวกันจะมีลักษณะ  สีใบ ทรงกอ  ความสูง การออกรวง  สีเปลือก  สีข้าวกล้อง เหมือนกันและคงตัว   และทุกพันธุ์จะมีลักษณะสำคัญคือเมล็ดจะสุกแก่ใกล้เคียงกันคือหลังบานดอกแล้วประมาณ 28-30 วัน  พร้อมที่จะถูกเก็บเกี่ยวและถูกนวดให้หลุดจากรวง  คือจะไม่สุกแก่ก่อนเวลาไม่หลุดร่วงเองได้ง่ายๆ  และข้าวเปลือกจะไม่มีหางหรือถ้ามีก็จะสั้นมาก

            ข้าวป่าเป็นบรรพบุรุษของข้าวที่ใช้ปลูกในปัจจุบัน  เป็นข้าวอีกชนิดหนึ่งที่มีตามธรรมชาติทั้งในที่ลุ่มลึกและบนที่ดอน  ข้าวป่ามีหลายชนิดและที่มีความสำคัญและคาดว่าจะเป็นเชื้อพันธุ์ของข้าววัชพืชมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Oryza  rufipogon Griff.   ข้าวป่าแม้จะสามารถแบ่งเป็นหลายชนิด  ในแต่ละชนิดจะมีหลายลักษณะ  แต่มีลักษณะสำคัญหลายประการที่มีในข้าวป่าทุกชนิดคือ  เมล็ดในรวงเดียวกันสุกแก่ไม่พร้อมกันตั้งแต่ 9-30 วัน  เมื่อสุกแก่ก็จะหลุดร่วงได้เอง  เมล็ดมีระยะพักตัวหลากหลายตั้งแต่ไม่มีระยะพักตัวไปจนถึงระยะพักตัวหลายปี  เมล็ดข้าวเปลือกและข้าวกล้องของข้าวป่าจะมีหลากหลายสี  เมล็ดอาจมีหางยาวมากกว่า 10 เท่าตัวของเมล็ด และมีหลายสี

  “ข้าววัชพืช” มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า weedy rice เป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่กำลังระบาดอย่างรุนแรงในนาภาคกลางจนถึงภาคเหนือตอนล่าง มีลักษณะเหมือนต้นข้าวจนแยกไม่ออกในระยะกล้า  มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในแต่ละท้องถิ่นตามลักษณะของข้าววัชพืชที่ปรากฏเช่น ข้าวหาง เนื่องเมล็ดมีหางยาว  ข้าวดีด ข้าวเด้ง เนื่องจากเมื่อเมล็ดแก่ และถูกลมพัดหรือคนไปสัมผัส เมล็ดจะร่วง ข้าวลาย เนื่องเมล็ดมีเปลือกลาย ข้าวแดง เนื่องจากเมื่อแกะเมล็ดจะพบว่าเมล็ดข้าวกล้องมีสีแดง  ดาวกระจาย เนื่องจากลักษณะรวงจะกางออกและเมื่อเมล็ดแก่จะร่วงและกระจายไปรอบๆ เป็นต้น เคยระบาดในประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา   นครศรีธรรมราช   ปราจีนบุรี  และพิษณุโลกในปี 2518 ความเสียหายที่จังหวัดปราจีนบุรี ทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่า 80% แต่ก็มีการจัดการได้ซึ่งสมัยนั้นโดยการเผาฟาง เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ การเขตกรรมโดยการไถล่อข้าววัชพืชหลายครั้ง เนื่องจากชาวนายังทำนาปีละ  1  ครั้งเท่านั้น  และพบการระบาดรุนแรงอีกครั้งเมื่อปี 2544 ที่จังหวัดกาญจนบุรี จนถึงปัจจุบัน ข้าววัชพืชขยายวงกว้างของการระบาดออกไปเรื่อย ๆ จากการสำรวจข้อมูลการระบาดของข้าววัชพืชในฤดูนาปี 2550 พบการระบาดในพื้นที่นาของประเทศไทยถึง  19.2  ล้านไร่

2. ข้าววัชพืชเกิดขึ้นได้อย่างไร
จากการศึกษาของหลายหน่วยงานพบว่า ข้าววัชพืชเกิดจากการผสมข้ามระหว่างข้าวป่าธรรมชาติ   
(O. rufipogon L.) กับข้าวปลูก และมีการกระจายตัวของลูกหลานออกเป็นหลายลักษณะ  โดยอัตราการผสมข้ามระหว่างข้าวปลูกกับข้าวป่า และระหว่างข้าวปลูกกับข้าววัชพืช ลูกผสมที่กระจายตัวและเจริญแพร่พันธุ์ในแปลงปลูกมีลักษณะส่วนใหญ่ไม่เป็นที่ต้องการของชาวนา

3. การจำแนกข้าววัชพืช
สามารถจำแนกตามลักษณะภายนอกของข้าววัชพืชได้เป็น 3 ลักษณะ  ดังนี้

ข้าวหางหรือข้าวนก
คือข้าววัชพืชที่มีลักษณะเมล็ดข้าวเปลือกสีดำหรือสึน้ำตาลเข้ม  มีหางยาว  หางอาจจะมีสีแดงหรือขาวในระยะข้าวยังสด  เมล็ดร่วงก่อนเก็บเกี่ยว  สีของเยื่อหุ้มเมล็ดมีทั้งแดงไปจนถึงขาว

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/6-4.jpg)

ข้าวแดงหรือข้าวลาย 
คือข้าววัชพืชที่มีลักษณะสีข้าวเปลือกมักมีสีเข้มไปจนถึงลายสีน้ำตาลแดง  เมล็ดข้าวเปลือกส่วนใหญ่ไม่มีหาง  เมล็ดมีทั้งร่วงและไม่ร่วงก่อนเก็บเกี่ยว  แต่สีของเยื่อหุ้มเมล็ดส่วนใหญ่มีสีแดง

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/00.00.JPG)

ข้าวดีดหรือข้าวเด้ง
คือข้าววัชพืชที่มีลักษณะร่วงง่ายและร่วงเร็วโดยทยอยร่วงตั้งแต่หลังบานดอก 9 วันเป็นต้นไป  เมล็ดข้าวเปลือกส่วนใหญ่มีหางสั้นหรือไม่มีหาง  ข้าวเปลือกส่วนใหญ่มีสีเหลืองฟาง  สีของเยื่อหุ้มเมล็ดมีทั้งแดงและขาว

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/m.1.JPG)

4. สาเหตุการแพร่ระบาดของข้าววัชพืช                                   
การแพร่ระบาดของข้าววัชพืช  มาจากสาเหตุ 5 ประการ คือ
 

4.1 ติดมากับเมล็ดพันธุ์ข้าวเนื่องจากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวจากแหล่งไม่มีคุณภาพ ในรอบ 1 ปี ชาวนามีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณกว่า  1  ล้านตัน แต่หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เชื่อถือได้   ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ได้มาตรฐานได้ไม่เกิน  15  % ของความต้องการของชาวนาเท่านั้น อีก 85 % ชาวนาจำเป็นต้องเสี่ยงในการหาซื้อเมล็ดพันธุ์เองตามร้านค้าและแหล่งผลิตเอกชน  ซึ่งอาจจะไม่ได้มาตรฐานและมีเมล็ดข้าววัชพืชติดมาด้วย

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/4.1.jpg)

4.2 ติดมากับอุปกรณ์ในการทำนา เครื่องมือเตรียมดิน,  เก็บเกี่ยวหรือภาชนะบรรจุข้าว โดยเฉพาะรถเกี่ยวนวดข้าว  เมื่อไปเกี่ยวข้าวในแปลงที่มีการระบาดของข้าววัชพืชรุนแรง เมล็ดข้าวที่ติดมากับรถเกี่ยวนวด มีจำนวนประมาณ  2-5  ถัง ซึ่งมีโอกาสที่เมล็ดข้าววัชพืชติดมาด้วย และมาร่วงหล่นในนาแปลงใหม่ที่รถเกี่ยวนวดข้าวลงทำงาน

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/4.2.1.jpg)

4.3 ติดมากับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ที่ผลิตจากวัสดุที่ได้มาจากนาข้าว เช่น ฟาง แกลบ ขี้เถ้าแกลบ หน้าดินผสมจากท้องนา ซึ่งเมล็ดข้าววัชพืชมีคุณสมบัติอยู่ได้นานในสภาพต่าง ๆ

4.4 การแพร่ไปกับน้ำ ในระบบชลประทาน (ข้าวหาง ข้าวครึ่งเมล็ด) ลอยไปกับน้ำลงสู่แปลงนาได้ 

4.5 ติดไปกับอาหารเสริมของเป็ดที่ปล่อยในนาข้าว ส่วนใหญ่เป็นข้าวเปลือกที่มีราคาถูก มีสิ่งเจือปน

5. ลักษณะของข้าววัชพืชที่ทำให้เป็นปัญหาร้ายแรง
 ดังได้กล่าวมาแล้วว่าข้าววัชพืชมีลักษณะต่างๆที่คล้ายหรือแตกต่างกับข้าวปลูกอย่างไรบ้าง แต่ลักษณะสำคัญที่ทำให้ข้าววัชพืชเป็นวัชพืชร้ายแรง ดังนี้

5.1 ข้าววัชพืชมีการเจริญเติบโตรวดเร็ว  มีความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าข้าวปลูก  ข้าววัชพืชอาจมีความสูงมากกว่าข้าว  จึงมีความสามารถในการแก่งแย่งธาตุอาหารและแสงแดดมากกว่าข้าว  ข้าววัชพืชที่ต้นสูงจะล้มทับข้าวในระยะออกรวงทำให้ต้นข้าวปลูกเสียหาย

5.2 ข้าววัชพืชบางชนิดออกดอกเร็วกว่าข้าวปลูกและเมล็ดส่วนใหญ่ร่วงก่อน  จึงไม่ถูกเก็บเกี่ยวไปพร้อมกับข้าวปลูก  ทำให้มีเมล็ดสะสมอยู่ในแปลงนา  ซึ่งจะเพิ่มความหนาแน่นมากขึ้นในฤดูต่อไป

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/5.2.JPG)

5.3 เมล็ดข้าววัชพืชที่ร่วงสะสมอยู่ในนามีระยะพักตัวหลากหลาย  จึงไม่ได้งอกพร้อมกันทั้งหมด  ทำให้ยากต่อการกำจัด

5.4 เมล็ดส่วนใหญ่ร่วงก่อนเก็บเกี่ยว  จึงไม่ถูกเก็บเกี่ยวไปพร้อมกับข้าวปลูก  ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์

5.5 เมล็ดข้าววัชพืชที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงปะปนไปกับผลผลิตข้าว  ทำให้ถูกตัดราคา
(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/5.5.JPG)

6. การป้องกันปัญหาข้าววัชพืช
แม้ว่าข้าววัชพืชจะเกิดจากการผสมข้ามระหว่างข้าวปลูกกับข้าวป่าก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยง่าย ดังนั้นการป้องกันเมล็ดข้าววัชพืชจากแหล่งที่มีการระบาดแล้วไม่ให้เล็ดลอดเข้ามาในแปลงนาที่ยังไม่มีการปลอมปน และเพื่อไม่ให้เผชิญกับปัญหาข้าววัชพืช ดังนั้นชาวนาสามารถทำการป้องกันปัญหาข้าววัชพืชได้โดย

6.1 การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์มาตรฐานไม่มีข้าววัชพืชปลอมปน
6.2 ทำความสะอาดเครื่องจักรกลเกษตรก่อนการทำงานในแปลงทุกครั้ง
6.3 การใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ที่ไม่นำวัสดุจากนาข้าวมาผลิต หรือต้องมั่นใจว่าไม่มีข้าววัชพืชปนมา
6.4 น้ำชลประทานที่ผ่านท้องที่ที่มีการระบาดของข้าววัชพืช อาจมีเมล็ดข้าววัชพืชลอยมากับน้ำได้  การใช้ตาข่ายกั้นทางน้ำก็จะป้องกันข้าววัชพืชได้

7. การกำจัดข้าววัชพืชโดยวิธีเขตกรรม
การผสมผสานหลายวิธีการในทุกขั้นตอนของการทำนาดังต่อไปนี้  จะช่วยแก้ปัญหาข้าววัชพืชได้ไม่ต้องพึ่งพาสารกำจัดวัชพืชหรือสารเคมีใดๆ
 

7.1 การกำจัดเมล็ดข้าววัชพืชโดยล่อให้งอกแล้วไถกลบ         
การเตรียมดินโดยการไถ พรวน หรือคราดทำเทือก  ควรเว้นช่วง 2-4 สัปดาห์  เพื่อเว้นระยะเวลาให้เมล็ดข้าววัชพืชที่ยังเหลืออยู่ในดินได้มีโอกาสพ้นระยะพักตัวมากขึ้น  โดยการมีขั้นตอนดังนี้ ปล่อยให้แปลงแห้งก่อนการเก็บเกี่ยวข้าวประมาณ 10 วัน หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วปล่อยให้แห้งต่ออีก อย่างน้อย  1 สัปดาห์ แล้วเอาน้ำเข้าแปลงพอชื้น เพื่อให้เมล็ดข้าววัชพืชงอก ไถกลบ ปล่อยแปลงในสภาพชื้นต่ออีก 1-2  สัปดาห์ เพื่อให้เมล็ดข้าววัชพืชที่หลงเหลืออยู่งอกขึ้นมาอีก แล้วไถทิ้ง การล่อให้งอกแล้วไถกลบทำลายในแต่ละครั้งสามารถลดปริมาณข้าววัชพืชลงได้มากกว่า 50 %

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/7.1.2.jpg)

7.2 เปลี่ยนวิธีการปลูกข้าว                                                 
7.2.1 วิธีปักดำ                                                           
การปักดำด้วยมือ ใช้เครื่องจักรตกกล้าปักดำ  หลังปลูกให้ขังน้ำทันทีระดับน้ำลึก 3-5 ซม.  จะป้องกันการงอกข้าววัชพืชได้  แต่ชาวนาต้องใช้เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์  และตกกล้าในแปลงนาที่ไม่มีข้าววัชพืชอยู่ก่อน  อย่างไรก็ตามแม้จะใช้วิธีปักดำและการขังน้ำอย่างมีประสิทธิภาพก็อาจยังมีข้าววัชพืชงอกและเจริญเติบโตขึ้นมาได้  ทั้งนี้ข้าววัชพืชที่เจริญเติบโตขึ้นมาได้นี้จะอยู่นอกแถวหรือนอกกอของการปักดำ  ชาวนาจึงพบเห็นข้าววัชพืชได้สะดวกตั้งแต่ในระยะแรก  และสามารถถอนกำจัดเสียแต่ต้น

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/7.6.1.JPG)

7.2.2  การปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้า                                                           
ปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้า เป็นการเพาะข้าวจำนวน 3-4 เมล็ดต่อหลุมลงในถาดพลาสติก มีหลุมขนาดเล็ก แต่ละหลุมบรรจุดินประมาณ  2.5  กรัม โดยใช้เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์เพียง  3-4  กิโลกรัม เพาะลงในถาดจำนวน  50-60 ถาด นำไปโยนได้  1  ไร่ อายุต้นกล้าที่เหมาะสม  12-16  วัน หลังโยนกล้า  1-2  วัน ให้ขังน้ำและเพิ่มระดับน้ำ 5-10 ซม. จะป้องกันการงอกของข้าววัชพืชได้ดี แต่เกษตรกรจะต้องเตรียมแปลงให้สม่ำเสมอ และข้อสำคัญอย่าให้นาขาดน้ำ

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/9.2.jpg)

7.3 การตรวจตัดข้าววัชพืช
การตรวจตัดข้าววัชพืชเป็นการลดปัญหาไม่ให้ข้าววัชพืชผลิตเมล็ดสะสมในแปลงนาเพิ่มขึ้น ในระยะแตกกอเริ่มเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัดเจน โดยจะสังเกตเห็นข้าววัชพืชส่วนใหญ่มีความสูงมากกว่า ลำต้นและใบมีสอ่อนกว่าข้าวปลูก ระยะนี้ต้องใช้วิธีถอนต้นข้าววัชพืชทิ้ง พอถึงระยะออกดอกจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยข้าววัชพืชส่วนใหญ่จะออกดอกก่อนข้าวปลูก ระยะนี้ต้องใช้วิธีตัดชิดโคนต้นข้าววัชพืช แล้วนำไปทิ้งนอกแปลง เนื่องจากข้าววัชพืชงอกไม่พร้อมกันจึงแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างข้าวปลูกกับข้าววัชพืชไม่พร้อมกัน ดังนั้นจึงควรมี

(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/7.7.JPG)

7.4 การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง                                                       
การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งสามารถลดปริมาณเมล็ดข้าววัชพืชที่หลุดร่วงอยู่บนผิวดินได้ โดยเป็ด 200 ตัว/ไร่  ปล่อยไว้เป็นเวลา 2 วัน สามารถลดความหนาแน่นข้าววัชพืชได้ถึง 50 %

8. การกำจัดข้าววัชพืชโดยใช้สารกำจัดวัชพืช             
 การใช้สารกำจัดวัชพืชกำจัดข้าววัชพืชเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากข้าววัชพืชมีพันธุกรรมใกล้ชิดข้าวปลูกมาก และมีความหลากหลายทางชีวภาพ  สารกำจัดวัชพืชที่สามารถกำจัดข้าววัชพืชได้ก็จะเป็นพิษต่อข้าวปลูกด้วย     จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะหาสารกำจัดวัชพืชที่เลือกทำลายเฉพาะข้าววัชพืชโดยไม่ทำลายข้าวปลูก  แต่อาศัยเทคนิคที่ทำให้สารกำจัดวัชพืชไปออกฤทธิ์กับข้าววัชพืชมากกว่าข้าวปลูก  ก็จะสามารถใช้สารกำจัดวัชพืชกำจัดข้าววัชพืชโดยข้าวปลูกที่อาจโดนพิษของสารกำจัดวัชพืชน้อยกว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์  โดยสามารถใช้ได้ 3 ระยะดังนี้
 

8.1 การใช้สารกำจัดวัชพืชหลังเตรียมดินก่อนหว่านข้าว
หลังจากไถเตรียมดิน ทำเทือก และปรับระดับให้สม่ำเสมอ  ให้ขังน้ำไว้ 3-5 เซนติเมตร  พ่นหรือหยดสารกำจัดวัชพืชลงในน้ำ  สารกำจัดวัชพืชจะทำลายต้นอ่อนของข้าววัชพืช  ข้าวเรื้อ  และวัชพืช  ขังน้ำไว้ 3-5 วัน  ระบายน้ำออกจากแปลงนาให้หมด แล้วหว่านข้าว  สารกำจัดวัชพืชส่วนใหญ่ที่ละลายอยู่ในน้ำก็จะออกจากแปลงนาไปพร้อมกับน้ำที่ระบายออกไป ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมดินที่เรียบสม่ำเสมอซึ่งจะทำให้ขังน้ำและระบายน้ำออกอย่างสมบูรณ์ สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ในระยะนี้ได้แก่ ไดเมทธานามีด (dimethenamid), เพรททิลาคลอร์ (pretilachlor) , บิวทาคลอร์ (butachlor) และ ไธโอเบนคาร์บ (thiobencrab)    สารกำจัดวัชพืชบางชนิดมีผลต่อวัชพืชตระกูลหญ้าเท่านั้น

8.2 การใช้สารกำจัดวัชพืชหลังหว่านข้าวแล้ว 8 -10 วัน           
ระยะ 8-10 วันหลังหว่านข้าว จะสังเกตเห็นได้ว่าข้าวปลูกสูงกว่าข้าววัชพืช  เพราะข้าวปลูกมีการแช่น้ำและหุ้มมาก่อน แล้วหว่านบนเทือก จึงมีอายุมากกว่า ในขณะที่ข้าววัชพืชเพิ่งเริ่มงอกหรืออยู่ในดินต้องใช้เวลางอกขึ้นมาเหนือดิน  จึงมีต้นเตี้ยกว่า  อาศัยความสูงที่ต่างกันนี้  ปล่อยน้ำเข้านาให้ท่วมยอดข้าววัชพืช แต่ไม่ให้ท่วมสะดือข้าวปลูกหรือคอกระจาย ใช้วิธีหว่านสารกำจัดวัชพืชลงในน้ำ ถ้าเป็นสารกำจัดวัชพืชชนิดน้ำต้องคลุกกับทรายก่อนหว่าน สารกำจัดวัชพืชที่คลุกทรายก็จะละลายน้ำและดูดซึมเข้ายอดข้าววัชพืชที่อยู่ปริ่มน้ำ  แต่ดูดซึมเข้าข้าวปลูกน้อยกว่าเพราะสูงพ้นน้ำแล้ว  ดังนั้นจะใช้วิธีฉีดพ่นไม่ได้เพราะจะเป็นอันตรายกับข้าวปลูกมากกว่าข้าววัชพืช และจะต้องมีการเตรียมดินเรียบสม่ำเสมอเช่นกัน  สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ในระยะนี้ได้แก่ อ๊อกซาไดอาร์กิล (oxadiargyl),  เพนดิเมทาลิน (pendimethalin)  และ ไธโอเบนคาร์บ+2,4-ดี (thiobencrab + 2,4-D) สารกำจัดวัชพืชบางชนิดมีผลต่อวัชพืชตระกูลหญ้าเท่านั้น

8.3 การใช้สารกำจัดวัชพืชลูบรวงข้าววัชพืชในระยะออกรวง   
ในระยะข้าววัชพืชออกรวง(ตากเกสร) ใช้สารกำจัดวัชพืชลูบรวงข้าววัชพืชที่มีความสูงกว่าข้าวปลูก  เพื่อให้เมล็ดลีบไม่ให้สะสมเมล็ดในฤดูต่อไป  โดยใช้ผ้าที่อุ้มน้ำได้ดีพันรอบไม้ไผ่ยาวประมาณ  2  เมตรมัดให้แน่น  ราดด้วยสารกำจัดวัชพืชที่เตรียมไว้พอชุ่มไม่ให้มากจนหยดจะทำให้ข้าวปลูกที่อยู่ด้านล่างเสียหาย สารกำจัดวัชพืชที่ใช้ในระยะนี้ได้แก่ กลูโฟซิเนท-แอมโมเนียม (glufosinate – ammonium), ควิซาโลฟอป-พี-เอธทิล (quizalofop-P-ethyl) และเอ็มเอสเอ็มเอ (MSMA), อย่างไรก็ตามการใช้สารกำจัดวัชพืชลูบรวงข้าววัชพืชนี้จะมีผลเฉพาะข้าววัชพืชที่ต้นสูงและออกดอกก่อนข้าวปลูกเท่านั้น
(http://www.brrd.in.th/rkb/weed/images/content/image/v_khao/8.3.2.jpg)

9. การกำจัดข้าววัชพืชต้องทำแบบผสมผสานและต่อเนื่อง
จากวิธีการป้องกันปัญหาข้าววัชพืช  การกำจัดข้าววัชพืชโดยวิธีเขตกรรม  และการกำจัดข้าววัชพืชโดยใช้สารกำจัดวัชพืช  ชาวนาจะต้องใช้หลายวิธีการผสมผสานช่วยกันจึงจะทำให้การป้องกันกำจัดได้ผล  โดยสามารถสรุปเป็นภาพ และแผนภูมิการจัดการข้าววัชพืชแบบผสมผสานดังแสดงไว้ข้างล่างนี้  อย่างไรก็ตามเนื่องจากเมล็ดข้าววัชพืชมีการพักตัวหลากหลาย  ตั้งแต่ไม่พักตัวเลยไปจนถึงพักตัวนานหลายปี  จึงมีการทยอยงอก  หากมีการระบาดของข้าววัชพืชเพียงฤดูเดียว แล้วทำการป้องกันกำจัดอย่างถูกต้อง  ข้าววัชพืชก็จะไม่เป็นปัญหาในช่วงนั้น  แต่ชาวนาไม่ควรวางเฉย  เพราะข้าววัชพืชที่เหลือเล็ดลอดไปได้ในฤดูถัดไปเพียงต้นเดียวก็อาจผลิตเมล็ดได้มากกว่า 1,500 เมล็ด  นั้นหมายความว่าในไม่ช้าข้าววัชพืชก็จะสามารถเพิ่มปริมาณและสร้างปัญหาได้ในอนาคตอันใกล้ 
แม้การป้องกันกำจัดจะได้ผลดีเพียงใด  ชาวนายังจะต้องหมั่นตรวจแปลงนาทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว  เพื่อทำการป้องกันกำจัดตามขั้นตอนที่ได้กล่าวมาแล้ว  และมีตัวอย่างมากมายจากแปลงนาที่ทำการกำจัดข้าววัชพืชอย่างได้ผล  แต่ชาวนากลับละเลยการตรวจตราแปลงนาอย่างต่อเนื่อง  อันเนื่องจากความไม่เข้าใจถึงปัญหาข้าววัชพืชนี้อย่างลึกซึ้ง   แล้วข้าววัชพืชก็ได้กลับมาเป็นปัญหาระบาดในนาอีก

ที่มากรมการข้าว




หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: khuanming ที่ วันที่ 11 มกราคม 2013, 22:52:14
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ แล้วเชื้อไตโครเดอร์มาในเชียงรายหาชื้อได้ที่ไหนครับ ;)


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 12 มกราคม 2013, 20:14:25
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ แล้วเชื้อไตโครเดอร์มาในเชียงรายหาชื้อได้ที่ไหนครับ ;)

มีหลายที่ครับลองถามตามร้านขายปุ๋ยดูครับเคยเห็นมีเป็นแบบกระป๋องฝาสีเหลือครับ แต่ปกติแล้วผมจากสั่งจากที่นี่ครับ  คุณปุ้ย (บ้านสันทรายคลองน้อย ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่) ที่หมายเลข 087-2172876 หรือที่ e-mail ; psutanai@hotmail.com  ถ้าส่ง EMS มาได้ไวมากครับ 1-2 วันหลังโอนเงินก็ได้รับของแล้วครับ ราคาถ้าเพาะเชื้อเรียบร้อยแล้วกิโลกรัมละ 35 บาท แต่ปีนี้ไม่แน่ใจว่าราคาขึ้นหรือยังลองโทรถามดูก่อนครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 12 มกราคม 2013, 20:23:42
วันนี้ไปย่ำเทือกครับแปลงที่จะหว่านก่อน 13 ไร่ครับออกบ้านแต่เช้าเริ่มย่ำเทือก 8 โมงพอดีครับเสร็จงานบ่าย 4 โมงเย็นกว่าจะเปลี่ยนล้อเหล็กและออกนาก็ 5 โมงเย็นรถของผมเปลี่ยนล้อใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีครับที่เปลี่ยนเพราะถ้าหากใส่ล้อยางมีโอกาสติดหล่มได้ครับเพราะยางมีขนาดเล็กกว่ารถแทรกเตอร์ทั่วไปเป็นรถไถนั่งขับจึงมีขนาดเล็กกว่า  ข้อดีของการใส่ล้อเหล็กคือช่วยย่ำเทือกทำให้ดินแตกและเละดีขึ้นครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 12 มกราคม 2013, 20:27:15
ย่ำเทือกด้วยปรับดินที่ดอนมาทางที่ต่ำด้วยเพื่อควบคุมระดับน้ำได้และช่วยลดวัชพืชครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 12 มกราคม 2013, 20:34:25
ข้าววัชพืชในนาครับ หลังจากก่อนหน้านี้ปล่อยน้ำเข้าและปล่อยให้ดินแห้งข้าววัชพืชจะเริ่มงอกขึ้น คิดดูครับหากข้าวพวกนี้หากขึ้นพร้อมข้าวที่เราหว่านเราจะเสียหายแค่ไหนเพราะเก็บเกี่ยวไม่ได้ พวกนี้เป็นเมล็ดข้าวนาปีที่ปลูกไปก่อนหน้านี้คือ กข15 มีอายุการเก็บเกี่ยว 160 วันซึ่งจะต้องปลูกในช่วง ฤดูฝนและเก็บเกี่ยวในฤดูหนาวเท่านั้นจึงจะได้ผลผลิต สำหรับข้าวที่ผมปลูกนาปรังจะปลูก กข41 ซึ่งอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 120 วัน ถ้าข้าววัชพืชในนามากจะแย่งปุ๋ยในนาข้าวที่เราปลูกก็จะได้ผลผลิตน้อยตามแถมยาคุมหญ้าก็ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 12 มกราคม 2013, 20:40:58
วันนี้เรียบร้อยไป 13 ไร่ ค่าน้ำมันหมดไป 400 บาทครับ  ย่ำเทือกทิ้งไว้ วันที่ 16 ค่อยไปลูบเทือกและชักร่องน้ำครับ จะหว่านในวันที่ 17 ครับเป็นวันฟู ถ้าถือตามฤกษ์ครับ ผมลองถามลุงที่ทำนาระแวกใกล้บ้านถ้าใช้รถไถเดินตามแกว่าจะย่ำเทือกได้ประมาณวันละ 4-5 ไร่/วันครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: khuanming ที่ วันที่ 12 มกราคม 2013, 21:19:06
ขอบคุณครับ ปีนี้มีแต่คนหว่านข้าวจ้าว ;)


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 13 มกราคม 2013, 10:53:44
วันนี้ว่างครับ ว่าจะไปหาซื้อดอกดาวเรืองมาปลูกที่คันนาครับ หากต้นราคาแพงก็จะไปดูแถวบ้านที่ปลูกเอาพันธุ์พื้นเมืองโดยเอาดอกแก่ ๆ มาเพาะครับ เคยเพาะสมัยตอนเด็ก ๆ เอาไปส่งอาจารย์  ดูหลาย ๆ เว็ปในบ้านเราก็มีคนสนใจเอาดอกไม้ไปปลูกริมคันนากัน ส่วนใหญ่จะนิยมดอกสีเหลืองซึ่งได้ทดสอบจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติหรืออีรี่ และยังมีข้อมูลนักวิจัยไทย คือ การใช้วิธีการ Ecological Engineering หรือ เทคโนโลยีนิเวศวิศวกรรมในการควบคุมแมลงศัตรูในนาข้าว กรมการข้าว ได้นำเรื่องนี้มาทดลองและขยายผลในหลายพื้นที่ เช่น ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ที่ อ.พาน โดย คุณนุชรินทร์ จังขันธ์ นักวิจัย พบว่าหลังจากปลูกพืชที่มีดอกสีสันต่างๆ บนคันนาแล้วทำให้มีปริมาณแมลงชนิดที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น แมลงปอ เต่าทอง เป็นต้นดีกว่าการซื้อสารเคมีมาพ่นครับ หรือแม้แต่การพ่นสมุนไพร่ขับไล่แมลงก็เหนื่อยไม่น้อย ต้องมีการพ่นทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ ให้ธรรมชาติควบคุมกันเองคงสบายกว่าครับ แต่แถวบ้านยังไม่มีใครนำมาปลูกคงมีแต่คนว่าเป็นผีบ้าแน่ๆ ครับ  ;D  ;D

มาดูแปลงนาตัวอย่างของคุณ นาย สุภชัย ปิติวุฒิ  ที่ทดลองทำครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 13 มกราคม 2013, 11:29:43
เผื่อใครจะนำดอกดาวเรืองมาเพาะเองครับ สามารถนำเมล็ดจากเกสรดอกแก่ ๆ หรือซื้อซองที่เขาขายก็ได้ราคาจะประหยัดกว่าซื้อที่เป็นต้นที่เค้าเพาะขายถุงดำค  ถ้าดอกมีมากก็ยังสามารถตัดขายได้ด้วยอาจทำเป็นอาชีพเสริมได้ครับ


หัวข้อ: Re: {{ เรื่องของข้าว ความรู้เกี่ยวกับข้าวและการทำนา }}
เริ่มหัวข้อโดย: ubuntuthaith ที่ วันที่ 13 มกราคม 2013, 21:07:46
เจาะลึกอีกนิดนะครับเรื่องแมลงที่มีประโยชน์ที่ช่วยควบคุมแมลงที่เป็นศัตรูพืช

แมลงศัตรูธรรมชาติ ( Natural enemies)  

แมลงศัตรูธรรมชาติ หมายถึง แมลงที่เป็นประโยชน์และมีบทบาทในการควบคุมแมลงศัตรูพืช (Insect pest) โดยชีววิธีและเป็นปัจจัยทางชีวภาพ (Biotic factor) ที่ช่วยควบคุมปริมาณของแมลงศัตรูพืชให้อยู่ในสภาพสมดุลตามธรรมชาติ (Natural balance) ซึ่งแมลงศัตรูธรรมชาติในที่นี้ หมายถึงแมลงห้ำ (Predator) และแมลงเบียน (Parasite) 

แมลงตัวหํ้าและแมลงตัวเบียน

แม้ว่าแมลงจะมีการสืบพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถแพร่พันธุ์เพิ่มปริมาณได้อย่างรวด เร็ว แต่แมลงก็มีศัตรูธรรมชาติมากมายที่คอยควบคุมประชากรของแมลงให้อยู่ในสมดุล ศัตรูธรรมชาติ ของแมลงได้แก่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นอันตรายต่อ แมลง และอีกอย่างที่สำคัญก็คือแมลงด้วยกันเอง แมลงหลายชนิดที่กินหรืออาศัยอยู่ภายในหรือภายนอกตัวของแมลงชนิดอื่น แมลงเหล่านี้ เรียกว่า ตัวหํ้าและตัวเบียน ซึ่งปกติแล้วจะมีอยู่จำนวนมากพอที่จะควบคุมจำนวนประชากรของแมลงชนิดหนึ่ง ๆ ให้อยู่ในสมดุล คือไม่ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันมนุษย์ได้ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ไปมาก ทั้งทางตรง และทางอ้อม คือ ไปรบกวน เปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นที่อยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของแมลง จนทำให้ แมลงตัวหํ้า และตัวเบียน ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนมีปริมาณไม่เพียงพอที่จะกำจัดแมลงศัตรูพืช
       ปัจจุบันได้มีการช่วยเพิ่มปริมาณแมลงตัวหํ้าและตัวเบียน เช่น การเพาะเลี้ยงแมลงเหล่านี้แล้ว นำ ไปปลดปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เรียกวิธีการนี้ว่า การป้องกันกำจัดแมลงแบบชีววิธี (Biological Control)ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสภาพแวดล้อมต่างๆ

แมลงตัวหํ้า (Predators)
หมายถึง แมลงที่ทั้งระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกินแมลงที่เป็นเหยื่อ (Prey) ชนิดเดียวกันเป็นอาหาร แมลงตัวหํ้าจะมีลักษณะที่สำคัญต่างจากแมลงตัวเบียน คือ ส่วนมากมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าเหยื่อที่ใช้เป็นอาหาร มักจะกินเหยื่อโดยการกัดกินตัวเหยื่อตายทันที

ตัวหํ้าหนึ่งตัวจะกินเหยื่อมากกว่า 1 ตัวในแต่ละมื้ออาหาร ดังนั้นจึงกินเหยื่อได้หลายตัว
ตลอดช่วงชีวิตการเจริญเติบโตของมัน ตัวหํ้าจะอาศัยอยู่คนละที่กับแมลงที่เป็นเหยื่อ และออกหาอาหารในที่ต่างๆ กันในแต่ละมื้อ

แมลงตัวหํ้าแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ

1. พวกที่มีความว่องไว กระตือรือร้นในการออกหาเหยื่อ พวกนี้มักจะมีอวัยวะที่ตัดแปลงไปเพื่อช่วย ในการจับเหยื่อ เช่น มีขาขื่นยาวสำหรับจับเหยื่อ เช่น ตั๊กแตนตำข้าว บ้างก็มีตาใหญ่เพื่อเพิ่มความสามารถในการมองเห็นเหยื่อได้ชัดเจน เช่น แมลงปอ เป็นต้น

2. พวกที่กินเหยื่ออยู่กับที่ เช่น ด้วงเต่าลายกินเพลี้ยอ่อนซึ่งไม่มีอวัยวะดัดแปลงพิเศษแต่อย่างใด      แมลงตัวหํ้าที่มีปากแบบกัดกินจะกัดเหยื่อเป็นชิ้นๆ แล้วเคี้ยวกินเป็นอาหารเช่น ตั๊กแตนตำข้าว แมลงปอ เป็นต้น ส่วนตัวหํ้าที่มีปากแบบแทงดูดจะแทงปากเข้าไปดูดกินของเหลวต่าง ๆ ในตัวแมลงจนแห้งเหลือแต่ซากแล้วทิ้งไป เช่น มวนเพชฌฆาต แมลงบางชนิดเป็นแมลงตัวหํ้าทั้งในระยะที่เป็นตัวอ่อนและตั