|
3.) ยุคก่อนรับศาสนา (ก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 หรือก่อน พ.ศ. 1800)
|
|
|
|
บริเวณที่สูงกับที่ราบ |
บริเวณโยนกมีนิทานปรัมปราเล่าสืบกันว่ายุคดึกดำบรรพ์มีคนอยู่ 2 พวก คือ พวกแรก มีหลักแหล่งดั้งเดิมอยู่ที่สูงบนดอยตุง (ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) ส่วนพวกหลังเคลื่อนย้ายจากที่อื่นมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ราบใกล้ ๆ ดอยตุง (แถบอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ต่อมาคนทั้ง 2 พวกประสมกลมกลืนกันทางสังคมและวัฒนธรรม แล้วสืบเชื้อสายกลายเป็นบรรพบุรุษของผู้ก่อตั้งเมืองเชียงรายและเมืองพะเยา บริเวณลุ่มแม่อิงก่อนจะเป็นแคว้นพะเยาก็มีร่องรอยของคน 2 พวก คือพวกที่สูงกับพวกที่ราบ
|
|
พวกที่สูง |
|
บริเวณสองฟากลุ่มน้ำแม่อิงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเต็มไปด้วยหุบเขากับทุ่งราบ ซึ่งมีทั้งเขาที่สูงและเขตที่ราบ เขตที่สูง เป็นบริเวณป่าเขาลำเนาไพร มีแหล่งเพาะปลูกน้อย มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยง ไม่เพียงพอ เพาะปลูกด้วยระบบที่เรียกว่า เฮ็ดไฮ่ (ทำไร่) หรือแบบล้าหลัง คือเอาไฟเผาป่าให้ราบลงเป็นแปลงเท่าที่ต้องการ ไม่ต้องพรวน ไม่ต้องไถ อย่างดีก็เอาจอบช่วยเกลี่ยหน้าดินนิดหน่อย แล้วก็เอาไม้ปลายแหลมแทงดินให้เป็นรู เอาเมล็ดพันธุ์พืชหยอดลงทีละรูๆ แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ตามยถากรรม แล้วแต่ดิน ฝน และแดด แต่พันธ์พืชหรือพันธ์ข้าวชนิดที่ปลูกก็เป็นพันธ์ป่าชนิดที่ไม่ต้องขวนขวายทดน้ำมาหล่อเลี้ยงพอพืชโตได้ที่มีดอกออกผลก็เก็บเกี่ยวแล้วก็ทิ้งดินแปลงนั้นให้หญ้าและต้นไม้ขึ้นรกชัฏไปตามเรื่อง ใช้ได้ครั้งเดียว ปีรุ่งขึ้นก็ขยับไปเผาป่าในที่ถัดออกไปใหม่ ขยับเวียนไปรอบทิศตามสะดวก ไม่มีใครหวงห้ามหรือจับจอง บางที 2-3 ปีผ่านไปหันหลับมาเผาที่ตรง แปลงเดิมใหม่ แต่ถ้าหากดินจืด ไม่ใช้ได้ผล ก็ย้ายหมู่บ้านกันเสียที ไปเลือกทำเลใหม่ หอบไปแต่สิงของสำคัญ ๆ ไม่มีสมบัติ (จิตร ภูมิศักดิ์ : ความเป็นมาของคำสยามฯ 2519 : 238) มีตัวอย่างเรื่องจริงๆ อยู่ในนิราศเมืองหลวงพระบาง แต่งโยนายร้อยเกหลวงทวยหาญรักษา (เพิ่ม) เมื่อ พ.ศ. 2428 บรรยายวิถีชีวิต เฮ็ดไฮ่ ของพวกข่าแจะในลาวเหนือว่า
ขึ้นยอดแย้แลดูหย่อมกระท่อมแตะ พวกข่าแจะตั้งเป็นจุกทุกไศล ปลูกสาลีแลรื่นเป็นพื้นไป บางแห่งไร่เก่าร้างดูว่างตาที่ ที่ถางใหม่ไฟเผาเป็นเถ้าฟุ ยังติดคุแดงโขดโหดพฤกษา ทิ้งที่เก้าเผาที่ใหม่ไม่นำพา ด้วยถือว่าที่ดินนั้นสิ้นรส แม้นปลูกซ้ำร่ำไปได้ผลน้อย (ดินก็กร่อยจืดพืชก็หด) ถ้าที่ใหม่ไม้ฟูต้นชูชด จึงเที่ยวจดจุดเผาทุกเขาคัน
การเพาะปลูกแบบนี้ย่อมผลิตอาหารได้น้อยเพราะมีพื้นที่น้อย และทำได้ไม่สม่ำเสมอ ฉะนั้นนอกจากจะมีอาหารเลี้ยงคนได้น้อยแล้ว ยังเป็นเหตุให้ชุมชนต้องเคลื่อนย้ายไปตามแหล่งเพาะปลูกแห่งใหม่อยู่เสมอ ๆ พวกนี้จึงมีลักษณะทางสังคมเป็นแบบ ชนเผ่า ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งหลักแหล่งถาวรไม่ได้ ขยายตัวเป็นบ้านเมืองก็ไม่ได้ ตำนานและ พงศาวดาร ของล้านนาหลายฉบับเล่าว่า นานมาแล้วมี ปู่เจ้าลาวจก เป็นหัวหน้าผู้คนอาศัยอยู่ที่สูงบนดอยตุง สมัยต่อมาได้ลงจากดอยสูงในหุบเขาสู่ทุ่งราบแล้วก่อบ้านสร้างเมืองที่ภายหลังเรียกหิรัญนครเงินยางเชียงแสน แล้วปู่เจ้าลาวจกก็ได้นามใหม่ว่า ลวจักราช ครั้นสิ้นยุคลวจักราชก็มีลูกหลานหลายสิบคนถือครองบ้านเมืองสืบมา จนถึงยุคลวเงิน เมื่อลาวเงินครองหิรัญนครเงินยางเชียงแสนอยู่ก็อุดหนุนให้ลูกชายชื่อ ขุนจอมธรรม ขยับขยายแยกครัวไปสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ที่เชิงเขาชมพูหรือดอยด้วนใกล้แม่น้ำสายตาหรือน้ำแม่อิง แล้วเรียกเมืองใหม่นี้ว่า ภูกามยาว หรือ พะเยา ขุนจอมธรรมกษัตริย์เมืองพะเยาทรงมีโอรส 2 องค์ คือขุนเจือง เป็นพี่ และขุนชองเป็นน้อง เมื่อสิ้นขุนจอมธรรมแล้ว ขุนเจืองผู้พี่ได้ครองเมืองพะเยาเป็นกษัตริย์ที่มีอานุภาพมาก สามารถปราบปรามบ้านเล็กเมืองน้อยในเขตลุ่มน้ำแม่กก แม่สาย แม่วัง และแม่น้ำโขงฟากตะวันออก แล้วอำนาจไปรวบรวมพวกแกวหรือญวนเข้าด้วยกัน ต่อจากขุนเจืองอีกหลายชั่วคนก็ถึงยุคพญางำเมืองครองเมืองพะเยาพงศาวดารโยนกอธิบาย ว่าปู่เจ้าลาวจกเป็นพวกละว้าตั้งเคหสถานเป็นหมู่ ๆ อยู่ตามแนวภูเขา มีหัวหน้าเรียกกันว่าปู่เจ้าลาวจก เหตุผู้เป็นหัวหน้ามีจกคือจอบขุดดินมากกว่า 500 เล่มขึ้นไปสำหรับแจกจ่ายให้บริวารเช่ายืมไปทำไร่ ฉะนั้นปู่เจ้าลาวจกก็คือพวกลัวะ (หรือละว้า)ซึ่งเป็นกลุ่มชนอาศัยอยู่บนที่สูงที่ดอย ตุง มีความรู้ในการถลุงแร่เช่น เหล็ก เพราะ จก แปลว่าจอบขุดดิน แต่ที่ดอยตุง โดยเฉพาะบริเวณที่ประดิษฐานพระธาตุดอยตุงเป็นเทือกเขาสูง และไม่พบร่องรอยและหลักฐานเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์สมัยโบราณ เช่นเครื่องมือหินขัดแต่จะพบตามเนินเขาเตี้ย ๆ มากกว่า เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าเชื่อว่ายุคแรก ๆ จะมีผู้คนอาศัยอยู่บนดอยตุง แต่เป็นความเชื่อของผู้เขียนตำนานในสมัยหลัง ๆ ที่โยงเรื่องลาวจกที่เป็นลัวะให้เข้ากับพุทธศาสนาคือพระธาตุดอยตุงที่สร้างสมัยหลัง อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อธิบายว่าการตั้งถิ่นฐานในยุคแรก ๆ ควรอยู่บริเวณที่เกิดเป็น เมือง ขึ้นมากกว่า เพราะมีร่องรอยของเวียงโบราณที่เชิงดอยตุงใกล้ฝั่งลำน้ำแม่สายที่กั้นเขตแดนไทย - พม่าในปัจจุบัน บริเวณนี้มีร่องรอยของเหมืองแดงที่เจ้านายให้ขุดขึ้นเพื่อการเกษตรของประชาชน รวมทั้งร่องรอยการขยายตัวของชุมชนไปทางตะวันออกสู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อันได้แก่ เวียงพางคำ (ที่อำเภอแม่สาย) พระธาตุปูเข้า และเวียงที่ไม่ปรากฏชื่ออยู่ใต้ธาตุปูเข้าลงมา รวมทั้งตัวเวียงชัยเชียงแสนที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองหิรัญนครเงินยาง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเวียงปรึกษาของกลุ่มสิงหนวัติ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นการเกิดของเมืองและชุมชนที่ต้องอาศัยทางน้ำ ที่ราบลุ่ม และเส้นทางคมนาคมที่จะติดต่อไปยังบ้านเมืองอื่นๆ ได้รอบด้าน ส่วนบริเวณลุ่มน้ำอิงตั้งแต่ต้นน้ำที่อำเภอพานจังหวัดเชียงราย จนถึงปลายน้ำที่อำเภอเชียงของจังหวัดเชียงราย พบเครื่องมือหินและหินตั้งตามไหล่เขาและที่สูงจำนวนมากมาย แล้วยังพบร่องรอยประเพณีพิธีกรรมเกี่ยวกับผีอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าแถบลุ่มน้ำอิงเคยเป็นถิ่นฐานของผู้คนบนที่สูงมาก่อนช้านานแล้ว อย่างน้อยก็ก่อนรับศาสนาหรือก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 ดังทีตำนานเรียกว่าพวกกล๋อมซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับกลุ่มเจือง อาจารย์สมบัติ วิทยาคม แห่งโรงเรียนบ้านแม่ลอยหลวง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย สำรวจบริเวณที่สูงและที่ราบสองฟากลำน้ำแม่อิงตลอดสายแล้วพบว่าบรรดาโบราณสถานกลุ่มที่เรียกกว้าง ๆ ว่า หินตั้ง นั้นมีกระจายอยู่กว้างขวางตลอดลุ่มน้ำอิงแล้วยังสืบทอดเรื่อยมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 20 21 (หลัง พ.ศ. 1900 หลัง พ.ศ.2000) จึงปรับเปลี่ยนให้เนื่องในพระพุทธศาสนา เช่นเสมาปักรอบโบสถ์ รอยพระพุทธบาท และบางแห่งก็สร้างเป็นสถูปเจดีย์ขึ้นบูชา โดยเฉพาะที่ ม่อนผาต้าย (ม่อน เนินขา / ผา-ก้อนหิน/ต้าย เรียงกัน) คือเนินเขาที่มีก้อนหินปักตั้งเรียงรายคล้ายกำแพง อยู่ตำบลแม่ลอย อำเภอเทิงจังหวัดเชียงราย ห่างจากลำน้ำแม่ลอยราว 200เมตร บนยอดเนินมีก้อนหินทรายขนาดใหญ่ปักตั้งเรียงรายเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่าขนาด 30* 26* 32* 25 เมตร มีช่องทางเข้ากว้างราว 1 เมตรอยู่ 2 ด้านตรงกลางเป็นมูลดินมีก้อนหินปักเป็นวงกลม มีเศษอิฐปนอยู่ด้วย นอกจากนั้นยังพบ หินตั้ง 3 ก้อน หรือ ผาสามเส้า ปักเป็นเสมาโบสถ์ วัดหนองข่วง และวัดร้างที่ชาวบ้านเรียก ธาตุช้างน้อย (ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ ที่ 9 ปีที่ 14 เดือนกรกฎาคม 2536 หน้า 72 74 ) กลุ่มชนทีมีประเพณีทำนองเดียวกันกับ หินตั้งมีอยู่ในตำนานเมืองสุวรรณโคมคำว่าเป็นพวก กรอม หรือ กุรุวงศากุมาร หรือ ผีเสื้อ (หมายถึงคนพื้นเมืองบนที่สูงไม่รู้จักปลูกข้าวในที่ลุ่ม) มีความสามารถในการขนศิลามาก่อล้อมเป็นกรอมรัวปราการที่อยู่อาศัยในป่า เลี้ยงชีพด้วยอาศัยหัวมันและผลไม้ต่อมาได้แต่งงานกับนางอิทปัฎฐานผู้มีความสมารถ ปลูกข้าวตามขอบหนองในที่ราบลุ่ม ในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนก็กล่าวถึงประเพณีใช้ หินตั้ง ไว้ด้วย ดังตอนที่ขุนจอมธรรมกำหนดเขตแดนเมืองภูกามยาวได้ใช้ หินหลักไก่เป็นแดน บางแห่ง ฝั่งหินไว้นั้นสามลูกให้เป็นคติภายหน้าชั่วลูกชั่วหลาน เป็นแดน บางแห่งมี เขา 7 ก้อนเส้า เป็นแดน แสดงว่าแต่เดิมผู้คนบนที่สูงใช้ หินตั้ง ปักล้อมบริเวณศักดิ์สิทธ์เพื่อทำพิธีกรรม ครั้นสมัยต่อมาเมื่อรับศาสนาแล้วก็ปรับเปลี่ยนให้ หินตั้ง เป็นสิ่งเนื่องในพระพุทธศาสนาซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่สำคัญอีกชุดหนึ่งคือแหล่งหินทรายที่ ม่อนผาเกี๋ยง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา (ปัจจุบันอยู่ใกล้กับสำนักวิปัสสนาผาธรรมนิมิต) ที่แต่เดิมเป็นแหล่งทำเครื่องมือหินขัดเมื่อรับพระพุทธศาสนาแล้วกลายเป็นแหล่งหินทรายทำพระพุทธรูปและศาสนาวัตถุอื่น ๆ อาจารย์ศักดิ์ชัย สายสิงห์ แห่งคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร มีรายงานว่า บริเวณนี้เป็นเทือกเขาหินทราย ด้านหนึ่งตัดเป็นหน้าผา มีถ้ำหลายแห่ง พบเครื่องมือหิน เช่น ขวานหินขัด (ยุคก่อนประวัติศาสตร์) ด้วย แล้วยังพบลานหินเป็นบริเวณกว้างที่บางแห่งมีร่องรอยการสกัดหินไปใช้งานนอกจากนั้นยังพบสะเก็ดหินและชิ้นส่วนก้อนหินไกลนตกกกระจายอยู่ทั่วไป สันนิษฐานว่านำไปใช้ในการสลักพระพุทธรูปและงานศิลปกรรมหินทรายที่พบจำนวนมากในเมืองในเมืองพะเยา ที่สนใจมากที่สุดก็คือพบจารึกอักษรไทย ล้านนา ปรากฏบนลานหินที่ถูกตัดไปใช้งานด้วย ข้อความในจารึกมีความหมายว่า มีพระพุทธรูปอยู่ใต้ก้อนหินนี้องค์หนึ่ง เข้าใจว่าจะเป็นปริศนาบอกให้รู้ว่าใครต้องการได้พระพุทธรูปก็จงมาสกัดก้อนหินนี้ไปจำหลัก (ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 9 ฉบับที่ 12 เดือนตุลาคม 2531 หน้า 46 48 ) สรุปว่าลุ่มน้ำแม่อิงมีผู้คนบนที่สูงแพร่กระจายอยู่บนดอยเตี้ย ๆ มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 หรือ ก่อนรับศาสนาแล้ว
|
|
พวกที่ราบ |
เขตที่ต่ำ เป็นบริเวณที่ราบลุ่มในหุบเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำ และที่ราบตามชายฝั่งทะเล ซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกกว้างขวางกว่าเขตที่สง มีน้ำท่วมถึงหรือมีการชักน้ำเข้ามาหล่แอเลี้ยงพืชพันธุ์ที่เพาะปลูกได้ทำให้มีโคลนหรือตะกอนจากที่อื่น ๆเข้ามาทับถมกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ ที่ดินจึงมีความอุดมสมบูรณ์ เสมอ ๆ ทุก ๆ ปีจนไม่ต้องโยกย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่ และสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยพอเลี้ยงคนได้จำนวนมาก ทั้งมีส่วนเกินพอที่จะนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชนอื่น ๆ ด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ท้องถิ่นนั้น ๆ มีผู้คนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็มีการแบ่งงานกันทำกิจกรรมเฉพาะ รวมทั้งมีโอกาสร่วมมือในกิจการงานด้านต่าง ๆ เช่นการทดน้ำ หรือระบายน้ำ เพื่อการเพาะปลูก การติดต่อแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชนอื่นและการขยายตัวของชุมชนไปยังบริเวณใกล้เคียง เพราะฉะนั้นเขตนี้จึงมักมีพัฒนาการชุมชนที่เป็น หมู่บ้าน ขึ้นเป็น เมือง แล้วก้าวหน้าเป็น รัฐ และ อาณาจักร ได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าทุกหนทุกแห่งในเขตที่ต่ำจะมีโอกาสพัฒนาขึ้นเป็นบ้านเมืองจนเป็นรัฐและเป็นอาณาจักรได้เหมือนกันหมด เพราะยังมีข้อแตกต่างกันด้านอื่น ๆ ที่อาจเป็นทั้งสิ่งเอื้ออำนวยและข้อจำกัดอีก
พวกตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ราบในยุคหนึ่งเป็นพวกสิงหนวัติ
ตำนานสิงหนวัติ เล่าว่ากษัตริย์เทวกาลครอง นครไทยเทศ (หรือ เมืองราชคฤห์นครหลวง) มีราชบุตรคนโตชื่อ พิมพิสารราช ราชบุตรคนที่สองซื่อ สิงหนวัติ ต่อมาได้แบ่งราชสมบัติให้พิมพิสารราช ราชบุตรคนที่สองชื่อสิงหนวัติ ต่อมาได้แบ่งราชสมบัติให้พิมพิสารราชครองนครไทยเทศ ส่วนสิงหนวัติให้ แยกครัว ไปก่อบ้านสร้างเมืองใหม่ แสดงว่าสิงหนวัติ เป็นราชบุตรผู้ถ้วน (คนที่สอง)ของกษัตริย์เทวกาล นครไทยเทศแห่งลุ่มน้ำสาละวิน(ชาวบ้านเรียกแม่น้ำคงคา แต่ตำนานเรียกแม่น้ำสาระพู)ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของพม่า ต่อมา สิงหนวัติเสด็จออกจากนครไทยเทศข้ามแม่น้ำสาละวินลงมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถึงลุ่มแม่น้ำโขงอันเป็นเขตแดนแคว้นสุวรรณโคมคำที่ร้างไปแล้ว ขณะนั้นมีแต่พวกมิลักขุหรือลาวกะยูคือปู่เจ้าลาวจกอาศัยอยู่ตาม ซอกห้วยราวเขาภูดอยจึงสร้างหลักแหล่งตั้งถิ่นฐานใหม่ให้ชื่อเมืองโยนกนาคพันธุสิงหนวัตินคร แล้วรวบรวมพวกมิลักขุมาอยู่ในอำนาจจากนั้นปราบปรามพวก กล๋อม หรือ กรอม ที่อยู่ ใกล้เคียง เมืองโยนกนาคพันธุสิงหนวัตินคร อยู่ได้ระยะหนึ่งก็เปลี่ยนชื่อเป็น เมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสน บริเวณที่พวกสิงหนวัติมาตั้งถิ่นฐานนั้นเอกสารระบุว่า มีสถานที่อันราบเพียง เรียงงานมีแม่น้ำใหญ่แม่น้ำฮาม น้ำน้อยมากนัก..อันจักสร้างไร่แต่งนาดีนักแล แสดงว่าเป็นที่ราบลุ่มหรือเขตที่ต่ำ เชื้อสายสิงหนวัติปกครองเมืองโยนกสืบมาอีกนาน แล้วถูกพวก กล๋อม รุกรานจนต้องหนีไปอยู่กับตระกูลลาวจกที่เมืองเวียงสีทวง จึงเกิดพรหมกุมารหรือพระเจ้าพรหมมาปราบปรามพวก กล๋อม สำเร็จแล้วขยายอำนาจออกไปหลายทิศทาง ต่อมาเมืองโยนกถูกรุกรานจากบ้านเมืองทางทิศตะวันตก (มอญไทยใหญ่)ทำให้เชื้อสายสิงหนวัติต้องหนีลงไปทางใต้ หลังจากนั้นแคว้นโยนกก็ล่มสลาย แต่ พวกที่ราบอาศัยอยู่เขตที่ต่ำนี้ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม คิดว่าเป็นพวกที่อพยพมาจากภายนอก ดังอธิบายไว้ในหนังสือ สยามประเทศ (ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2534 หน้า 225 -226) ต่อไปนี้ ตำนานสิงหนวัติ และ สุวรรณโคมคำ กล่าวถึงความเป็นมาของบ้านเมืองในลุ่มน้ำโขงทั้งในเขตล้านนาและล้านช้างกล่าวคือการเคลื่อนย้ายของพวกคนไทยที่แต่เดิมมีถิ่นฐานอยู่แถวลุ่มน้ำสาละวินในพม่าเหนือ แล้วเคลื่อนย้ายลงมาทางใต้มาสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงในเขตที่ราบเชียงรายมีเมืองที่เรียกว่าโยนกนาคพันธุ์เป็นเมืองสำคัญ มีกษัตริย์ที่ทรงพระนามว่า สิงหนวัติ ปกครองสืบต่อกันมาหลายองค์จนถึงกษัตริย์องค์สำคัญองค์หนึ่งชื่อ พระเจ้าพรหมมหาราช ได้รบพุ่งปราบปรามพวกกล๋อมแล้วขยายบ้านเมืองออกไปกว้างขวาง มีเมืองสำคัญเกิดขึ้นเช่นเมืองไชยปราการที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าอยู่แถวเมืองฝางในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และ เมืองชัยนารายณ์ ซึ่งเชื่อกันว่าคือเมืองเชียงรายในจังหวัดเชียงราย สมัยหลังลงบ้านเมืองเกิดวิบัติน้ำท่วมถล่มเมืองจมลงไป โดยเฉพาะเมืองโยนกนาคพันธุ์นั้นสาบสูญไปกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ในเขตอำเภอเชียงแสนที่เรียกกันว่า เวียงหนองล่ม ทำให้ต้องสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงต่ำจากเมืองเชียงแสนลงมาประมาณ 2 กิโลเมตร เรียกกันว่า เวียงปรึกษา นอกจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมเมืองล่มแล้วต่อมาก็ยังมีข้าศึกจากต่างแดนเข้ามารุกราน เชื่อกันว่าเป็นพวกไทยใหญ่จากเมืองเมาที่อยู่เหนือขึ้นไปทางตันแม่น้ำอิระวดีและสาละวิน ทำให้กษัตริย์ราชวงศ์สิงหนวัติต้องอพยพผู้คนหนีลงมาทางใต้ไปตั้งเมืองที่ เมืองไตรตรึงส์ ริมแม่น้ำปิงจังหวัดกำแพงเพชรแล้วต่อมาเชื้อสายของกษัตริย์ราชวงศ์นี้ก็คือพระเจ้าอู่ทองผู้สร้างพระนครศรีอยุธยาขึ้นเป็นเมืองสำคัญ เรื่องการเคลื่อนย้ายของพวกคนไทยและกษัตริย์พราชวงศ์สิงหนวัติ รวมทั้งการแผ่อำนาจของพระเจ้าพรหมมมหาราชและการอพยบจากเชียงรายมาสร้างกรุงศรีอยุธานี้ ก็คล้าย ๆ กันกับเรื่องของขุนเจือในลักษณะที่เป็น ตำนาน (myth) มากกว่าเป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ แต่ก็เป็นสิ่งที่คนเป็นจำนวนมากเชื่อกันและนำไปตีความกับหลักฐานอื่น ๆ สร้าง ให้เป็นประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชนชาติไทยขึ้นมา ในที่นี้เห็นว่าเรื่องราวในตำนานสิงหนวัติมีความหมายต่อการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจำกัดอยู่ในเพียงบริเวณเขตจังหวัดเชียงรายและพะเยาในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นสำคัญหรืออีกนัยหนึ่งเกี่ยวข้องแต่เพียงกับประวัติศาสตร์ของพวกชาวยวนหรือโยนกในเขตแคว้นล้านนาเท่านั้นไม่น่าที่จะมีอะไรเกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยาซึ่งได้พัฒนาขึ้นเป็นรัฐรวมศูนย์ในพุทธศตวรรษที่ 20 แล้วต่อมาก็กลายเป็นราชอาณาจักรสยามไปในที่สุด
|
|
พวกที่สูง - พวกที่ราบ ผสมกลมกลืนกัน |
พวกที่สูงมีความรู้และชำนาญในการถลุงเหล็กดังตำนานบอกว่าปู่เจ้าลาวจกมีจอบเหล็กมากกว่าใคร ๆ ส่วนพวกที่ราบมีความรู้และชำนาญการทำนาปลูกข้าวในที่ลุ่ม ทั้งสองพวกนี้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันตลอดเวลา จนถึงระยะเวลาหนึ่ง พวกที่สูงก็ลงมาอยู่ที่ราบดังตำนานเล่าว่าปู่เจ้าลาวจกเป็นหัวหน้าผู้คนอาศัย อยู่บนที่สูง หลังจากนั้นลงสู่ที่ราบแล้วก่อบ้านสร้างเมืองชื่อ หิรัญนครเงินยางเชียงแสน ปู่เจ้าลาวจกจึงได้นามใหม่ว่า ลวจักราช ครั้นสิ้นลวจักราช ก็มีลูกหลานหลายสิบคนถือครองบ้านเมืองสืบมาจนถึงยุค ลาวเงิน ลาวเงินให้ลูกชายชื่อ ขุนจอมธรรม ขยับขยายไปสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ที่เชิงเขาชมพูหรือดอยด้วนไกล้แม่น้ำสายตาหรือน้ำแม่อิง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้คนบนที่สูงอาศัยอยู่ตามเนินเขาลูกเตี้ย ๆ เต็มไปหมด พวกนี้น่าจะเป็นพวกลัวะหรือข่าที่พูดตระกูลภาษามอญ เขมร ต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนไปพูด ภาษาตระกูลไทย ลาว เมื่อสร้างเมืองแล้วให้เรียกเมืองใหม่นี้ว่า ภูกามยาว หรือ พะเยา
นี่คือการผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมของพวกที่สูงกับพวกที่ราบ และมีร่องรอยน่าเชื่อว่าเป็นผลจากการรวบรวมของ ขุนเจือง (ซึ่งจะมีรายละเอียดต่อไปข้างหน้า)
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มชนบนที่สูงลงมาผสมกลมกลืนกับพวกที่ราบนี้ อาจารย์ธิดา สาระยา เสนอรายละเอียดไว้ในหนังสือ กว่าจะเป็นคนไทย (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พฤษภาคม 2531 หน้า 30-33 )ดังต่อไปนี้ ความคิดที่ว่า กลุ่มชนในที่ราบลุ่มเชียงรายอันมีพญามังรายเป็นผู้นำในยสมัยก่อนมาตีเมืองลำพูนและสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นอนารยชนนั้น สะท้อนการมองประวัติศาสตร์ของมนุษย์แบบหยุดนิ่ง ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของที่ราบลุ่มเชียงรายที่มีความสัมพันธ์กับโลกภายนอก เพราะชนเผ่าย่อมมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในการรวมตัวของกลถุ่มชนเผ่าให้เป็นชนชาติมีบ้านเมืองมีรัฐ ภายใต้การนำของพญามังรายหรือผู้ที่เป็นบรรพบุรุษของพระองค์ อย่างน้อยการเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัดก็คือ การรวมตัวกันระหว่างกลุ่มคนบนที่สูงและที่ราบด้วยการสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นตามที่ต่าง ๆ ตามที่กล่าวถึงในตำนานซึ่งจะต้องมีการติดต่อเกี่ยวข้องกับบรรดาบ้านเมืองที่อยู่ภายนอกทั้งทางตะวันตกและตะวันออกของบริเวณนี้ การศึกษาและสำรวจของนักวิชาการบางท่านชี้ให้เห็นว่าชุมชนบ้านเมืองในที่ราบลุ่มเชียงราย มีการติดต่อกับหริภุญชัยก่อนที่พญามังรายยกกองทัพไปยึดครองเมืองลำพูนแล้วนั่นก็คือในเขตเมืองพะเยาที่อยู่ริมกว๊านพะเยาอันเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำอิงและเป็นเมืองที่พญางำเมืองทรงปกครองมาก่อนที่จะมีการรวมตัวกับพญามังรายพบโบราณวัตถุแบบหริภุญชัยอันได้แก่พระพิมพ์ และลวดลายปูนปั้น บางชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าเป็นของที่มาก่อนศิลปกรรมแบบพะเยา โดยเฉพาะพระพิมพ์นั้น อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ พวกที่มีลักษณะเฉพาะที่มีอิทธิผลของศิลปะแบบทวารวดีและหริภุญชัย แต่ว่ารูปแบบที่ปรากฏนั้นเป็นแบบอย่างที่ไม่มีพบทั้งในเขตเมืองหริภุญชัยและมืองอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน นับได้ว่าเป็นแบบที่ผลิตเฉพาะท้องถิ่นในเขตเมืองพะเยาอย่างแท้จริงแบบนี้ว่าโดยลักษณะอิทธิพลทางศิลปกรรม น่าจะมีอายุตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นแบบที่พบทั้งในเขตเมืองหริภุญชัย ละโว้สุโขทัย เช่นนี้ไปจนถึงพุกามเช่นพระพิมพ์แบบตรีกายและพระพุทธรูปประทับนั่งในซุ้มที่ส่วนยอดทำเป็ฯพระสถูปแบบพุทธคยา พระพิมพ์แบบนี้น่าจะมีอายุอยู่ในราวคริสต์สตวรรษที่ 12-13 ลงมา อย่างไรก็ตาม พระพิมพ์เหล่านี้แพร่หลายอยู่ในระยะเวลาก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่ทั้งสิ้น ร่องรอยของโบราณสถานและโบราณวัตถุแบบหริภุญชัย ณ เมืองพะเยาดังกล่าว ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันกลุ่มชนในที่ราบลุ่มเชียงรายไม่ได้เป็นอนารยชนไปทั้งหมด อย่างน้อยก็มีการติดต่อกับแคว้นหริภุญชัย และมีการนับถือพุทธศาสนามาบ้างแล้ว หลักฐานที่สัมพันธ์กับพุทธศาสนาบางชิ้นมีอายุเก่าและมีลักษณะท้องถิ่น ซึ่งรับอิทธิพลศิลปะแบบหริภุญชัย ชิ้นสำคัญคือ พระพุทธรูปปูนปั้นที่วัดร้าง เมืองเวียงไชย ในลุ่มแม่น้ำลาว เป็นลักษณะศิลปกรรมเก่าแก่กว่าบรรดาโบราณวัตถุและลวดลายปูนปั้นที่พบที่วัดป่าสักในเขตเมืองเชียงแสนที่เป็นของในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตอนต้น ซึ่ง คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นของที่มีอายุเก่าที่สุดในที่ราบลุ่มเชียงรายมาก่อน พระพุทธรูปปูนปั้นอาจกำหนดอายุได้ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 13 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่พญามังรายจะขยายอำนาจไปตีนครลำพูนหรือไม่ก็เป็นของในช่วงเวลาคริสต์ศตวรรษที่ 13 ตอนปลายอันเป็นระยะแรก ๆ ของการสร้างนครเชียงใหม่ก็เป็นได้ ถ้าหากพิจารณาตามหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในบริเวณที่ราบลุ่มเชียงรายแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชุมชนบ้านเมืองที่เก่าแก่ในภูมิภาคนี้คือ เมืองพะเยา ความเก่าแก่ของเมืองพะเยาสอดคล้องกันกับหลักฐานทางเอกสารทั้งศิลาจารึกและตำนานพงศาวดารทีเดียว ดังในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 (วัดศรีชุม) ที่มีการอ่านใหม่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของสุโขทัยกับบ้านเมืองอื่นในสมัย พ่อขุนศรีนาวนัมถม ว่าขึ้นไปถึงเชียงแสนและพะเยา ถ้าประมาณอายุของพ่อขุนศรีนาวนัมถมก็คงอยู่อย่างน้อยระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12 คริสต์ศตวรรษที่ 13 ก็เป็นได้ ส่วนเรื่องตำนานนั้นมีกล่าวถึงเมืองพะเยาว่าเป็นเมืองที่ขุนเจืองผู้เป็นบรรพบุรุษของทั้งพญามังรายและพญางำเมืองเคยปกครองมาก่อน ในสมัยพญางำเมือง เมืองพะเยาก็เป็นเมืองใหญ่ เมืองสำคัญที่พญามังรายเองต้องสร้างไมตรีและชักชวนให้เข้ามารวมกับพระองค์ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวก่อนที่จะขยายอำนาจข้ามเทือกเขาดอยสะเก็ดมายึดครองเมืองหริภุญชัยในที่ราบลุ่มเชียงใหม่
พัฒนาการของการตั้งหลักแหล่งในที่ราบลุ่มเชียงรายเป็นข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งซึ่งยืนยันให้เห็นความสำคัญและความเก่าแก่สืบเนื่องมาโดยตลอดของเมืองพะเยา กล่าวคือตั้งแต่โบราณกาลมาแล้วที่ชุมชนตั้งหลักแหล่งบนไหล่เขาเนินเขาจะสร้างศูนย์กลางที่เรียกว่า เวียง มีคูน้ำลึกกำแพงสูงล้อมรอบเป็นที่มั่นหลบภัยยามมีศึกสงคราม หลักฐานทางเอกสารที่กล่าวถึงการเกณฑ์คนไปรักษาเวียงในยามมีศึกสงคราม ล้วนแสดงให้เห็นว่าเวียงที่ราบลุ่มเชียงรายและเชียงใหม่มีความสำคัญในเรื่องกรเป็นที่มั่นที่หลบภัยในยามมีศึกสงครามมาก ความแตกต่างระหว่างเวียงในภาคเหนือกับภาคอื่น ๆ ก็คือ ในภาคอื่น ๆ เวียงอาจทำเป็นที่เป็นตัวเมืองอันเป็นที่ทำงานของรัฐเป็นสถานที่ประทับของกษัตริย์ตลอดจนที่อยู่ของขุนนางข้าราชการและย่านการค้าขายของพ่อค้าวาณิชได้ แต่ว่าเวียงในภาคเหนือนั้นไม่ทุกแห่งที่เป็นตัวเมือง เพราะการไปตั้งเวียงอยู่บนไหล่เขาหรือเนินเขาที่ห่างไกลจากลำน้ำธารน้ำและแหล่งเพาะปลูก ไม่อาจเป็นที่อยู่อาศัยที่ถาวรของชุมชนได้ เช่น เมืองพร้าว ในเขตติดต่อกับที่ราบลุ่มเชียงใหม่ เพราะฉะนั้นจึงทำความเข้าใจได้ว่า เวียงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นการดำรงอยู่รวมกันของสังคมในที่ราบลุ่มตามหุบเขา ที่จำเป็นต้องมีระบบการป้องกันตัวเองอย่างมีแบบแผนและรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทั้งด้านกายภาพและด้านสังคม โดยเฉพาะด้านสังคมนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ชุมชนแต่ละแห่งแยกกันอยู่อย่างโดด ๆ และค่อนข้างมีความเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งในขณะเดียวกันก็อาจขัดแย้งและศู้รบกันได้ จึงสันนิษฐานได้ว่า ในระยะแรกเริ่มของการรวมตัวของชนเผ่าในที่ราบลุ่มเชียงราย ก่อนที่จะมีอิทธิพลของศาสนาและอารยธรรมแบบอินเดียแพร่หลายเข้ามาทำให้เกิดบูรณาการทางวัฒนธรรมและเมืองขึ้นนั้น การสร้างเวียงขึ้นเป็นที่พำนักหรือที่มั่นนยามมีข้าศึกมาจู่โจมคือจุดเริ่มต้นของการรวมตัวของกลุ่มชนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน คนในชุมชนเหล่านั้นคงมีหลายเผ่าพันธุ์มาสังสรรค์และอยู่ร่วมกัน เมืองพะเยามีลัษณะเป็นทั้งเวียงดังกล่าวมานั้นและเป็นตัวเมืองอันเป็นศูนย์กลางสำคัญอขงชุมชนด้วยบริเวณที่เป็นทั้งเวียงและตัวเมืองนี้ เอกสารกล่าวถึงอยู่หลายแห่งที่สำคัญคือเวียงพะเยา เวียงเชียงแสนเวียงเชียงราย ซึ่งต่างเป็นเมืองสำคัญที่มีลักษณะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม เพราะเมืองเหล่านี้อยู่บนเส้นทางคมนาคมกับบ้านเมืองภายนอก ว่ากันโดยตำแหน่งที่ตั้งของเมืองพะเยานั้นเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางของชุมชนเกษตรกรรมขนาดใหญ่เพราะอยู่บริเวณริมทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดภาคเหนือมีทั้งแหล่งน้ำ แหล่งสัตว์น้ำ และบริเวณที่ราบลุ่มเป็นไร่นาอุดมสมบูรณ์มีชุมชนหมู่บ้านใหญ่น้อยกระจายกันทั่วไปรอบๆ ทะเลสาบและในขณะเดียวกันก็มีเวียงอันเป็นทีมั่นและที่หลบภัยอยู่หลายแห่งตามเนินเขาไหล่เขา กระจายอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้นการมีฐานะอยู่เป็นเมืองของพะเยานั้น จึงไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีแต่เวียงเวียงพะเยาเพียงแห่งเดียว หากจะประกอบด้วยกบุ่มของเวียงใหญ่น้อยที่อยู่ไม่ห่างไกลกันทีเดียว ยิ่งกว่านั้นบริเวณที่เป็นเวียงพะเยาก็มีขนาดใหญ่มีผังซับซ้อนรวมทั้งมีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงที่แสดงให้เห็นว่ามีการสืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัยด้วย ตามลำน้ำอิงบรรดาเวียงและเมืองที่ตั้งอยู่หลายแห่ง เช่นเวียงลอ เวียงเทิง เวียงเชียงคำ และเชียงของโบราณสถานวัตถุที่พบเช่นพระสถูปเจดีย์และพระพุทธรูปหินทรายล้วนมีคามคล้ายคลึงกันกับของที่พบในเขตเมืองพะเยาทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับเมืองพะเยาเพราะฉะนั้นถ้าหากพิจารณาดูตามเครือข่ายของความสัมพันธ์ทั้งด้านวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์แล้วก็จะเห็นว่า เมืองพะเยา คือศูนย์กลางของการรวมตัวของบ้านเมืองในเขตลุ่มแม่น้ำอิง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางด้านใต้ของที่ราบลุ่มเชียงราย เมื่อมองดูความสัมพันธ์ในทางภุมิศาสตร์กับบ้านเมืองที่อยู่ภายนอก ก็จะแลเห็นวาชุมชนบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำอิงนี้มีความสัมพันธ์กับทางภาคตะวันออกและทางมต้มากกว่าด้านอื่น ๆ ทางด้านตะวันออกอันมีเมืองเชียงของที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงตรงปากแม่น้ำอิงนั้น อาจข้ามแม่น้ำโขงไปทางฝั่งลาวซึ่งก็มีเส้นทางตามลำน้ำไปต่อกับแม่น้ำอู ที่อาจเดินทางขึ้นไปทางเหนือน้ำไปติดต่อกับเมืองลุง เมืองไล ในเขตสิบสองจุไทและเมืองแถงได้ แต่ถ้าหากเดินทางตามลำน้ำลงมาทางใต้ก็จะมาติดต่อกับเมืองหลวงพระบางและเมืองอื่น ๆ จนมาถึงเมืองเวียงจันท์ได้ ส่วนทางด้านใต้ของลำน้ำอิงก็อาจเดินทางผ่านภูเขาในเขตอำเภอปงมายังลุ่มแม่น้ำน่านในเขตอำเภอปัว ติดต่อกับชุมชนในเขตเมืองน่านได้โดยไม่ยาก ในขณะเดียวกันก็อาจเดินทางข้ามภูเขามายังต้นแม่น้ำยมแล้วเดินทางไปติดต่อกับเมืองแพร่แล้วต่อไปยังเมืองศรีสัชนาลัยและสุโขทัยได้ ในขณะเดียวกันที่ตั้งเมืองพะเยาเองก็เป็นที่ชุมนุมของเส้นทางคมนาคมที่จะติดต่อไปยังกลุ่มบ้านเมืองทางตะวันตกและทางเหนือได้ไม่ยาก เพราะถ้าเดินทางจากเมืองพะเยาไปทางตะวันตกผ่านร่องเขาลงสู่บริเวณที่ราบลุ่มของเมืองงาวแล้วอาจข้ามทิวเขาไปสู่ต้นแม่น้ำอิงในเขตอำเภอวังเหนือแล้วเดินทางต่อไปยังเมืองลำปางได้ แต่ถ้าเดินทาจากพะเยาไปทางเหนือก็จะผ่านเมืองพานและลำน้ำวาวไปยังเมืองเชียงราย และจากเชียงรายก็เดินทางต่อไปยังเมืองเชียงแสนและบรรดาบ้านเมืองต่าง ๆ ในเขตลุ่มแม่น้ำโขงที่อยู่ในเขตประเทศพม่าและประเทศจีนเช่นทางสิบสองปันนาได้โดยไม่ยาก
|
|
ขุนเจือง....วีรบุรุษทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน.... |
ดังเคยกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่าการผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมของพวกที่สูงกับพวกที่ราบนั้น มีร่องรอยน่าเชื่อว่าเป็นผลจากการรวบรวมของ ขุนเจือง ซึ่งมีเรื่องราวอยู่ในนิทานตำนาน และพงศาวดารดังต่อไปนี้ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนระบุว่าขุนเจืองเกิดที่เมืองพะเยา เป็นลูกของขุนจอมธรรมต่อมาได้ครองเมืองพะเยา เรื่องขุนเจืองเป็นนิทานปรัมปราของชนทุกกลุ่มในลุ่มแม่น้ำโขง จึงมีหลายสำนวนเช่นโคลงเรื่อง ท้าวฮุ่งหรือเจือง บอกว่าเกิดที่เมืองสวนตาลหรือเมืองนคอง เป็นเครือญาติกับพวกจามและเมง (มอญ) มีชู้รักซื่อนางง้อมเป็นลูกสาวท้าวจามกับนางเมง (มอญ) อีกสำนวนหนึ่งคือพงศาวดารโยนกบอกว่า ขุนเจืองประสูติวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 (ตรงกับเดือน 7 เหนือ)ปีเถาะฉอศกจุลศักราช 436 ตรงกับ พ.ศ. 1617 เวลาใกล้รุ่ง พระชนม์ 16 ขวบปี ขุนเจืองไปคล้องช้างเมืองน่าน พระยาน่านยกธิดาชื่อ นางจันทร์ ให้เป็นชายาหลังจากนั้นขุนเจืองไปคล้องช้างเมืองแพร่ พระยาแพร่ก็ยกธิดาชื่อ นางแก้ว ให้เป็นชายา เท่ากับได้เป็นเขตเมืองน่านกับเมืองแพร่ ขุนเจืองมีช้างพังพลายใหญ่น้อยเป็นอันมากแลบะมีช้างเผือกพางคำหรือพานดำเป็นจ่าดขลง โคลงท้าวฮุ่งฯ บรรยายว่าพวกข้า (ข่า) พางดำยกช้างเผือกพานคำให้เป็นพาหนะคู่บุญขุนเจืองว่า
ขึ้นชื่อได้ช้างเผือก พานดำ กงชุมพูไป่ทัน เทียมได้ ฝงหมู่ พางดำข้าพสูง ดั้นฮอด เขาก็ นำดาบกล้าทังฆ้อง คู่เงินฯ
เมือขุนจอมธรรมทิวงคต ขุนเจืองก็เสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์เมืองพะเยา ล่วงมาได้ 6 ปี มีศึกแกวมาติดเมืองหิรัญจครเงินยางเชียงแสน ขุนเจืองแกณฑ์ไพร่พลเมืองพะเยากับเมืองบริเวารไปช่วยรบตามคำขอของขุนชินผู้เป็นลุง เมื่อขับไล่กองทัพแกวไปหมดแล้ว ขุนชินธิดาชื่อนางอั้วคำคอนเมืองให้เป็นชายาขุนเจือง (พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 ชื่อนางโอคาแพงเมืองกับนางอามแพงจันผงได้ยกให้เป็นชายาขุนเจืองทั้งสองคน) แล้วยกเมืองให้ครองด้วย ต่อจากนั้นขุนเจืองยกกองทัพไปปราบล้านช้างแล้วยกไปปราบเมืองแกวประกัน ได้ นางอุ่แก้วธิดาพระยาแกวเป็นชายา ขุนเจืองเที่ยนำพลโยธาปราบปรามบ้านเมืองต่าง ๆมากมาย ในที่สุดก็ยกกองทัพไปรบ เมืองแมนตาทอบขอบฟ้าตายืน (หรือเมืองแมนตาตอกขอกฟ้าตายืน)แต่ขุนเจืองแพ้และตายในทีรบ ในโคลงเรื่องท้าวฮุ่งฯ มีเรื่องเล่าต่อไปอีกว่า เมื่อขุนเจืองตายแล้วได้ไปเกิดใหม่บนสวรรค์ แล้วรบชนะแถวจนได้ครอบครองเมืองบนสวรรค์ จนตอนท้ายขุนเจืองได้ไปนมัศการพระธาตุจุฬามีณีที่ดาวดึงส์ในที่สุดก็พบความสงบสุขในพระพุทธศาสนา
หน่อเนื้อเชื้อสายขุนเจืองที่ได้สืบสายเป็นกษัตริย์ในสมัยหลัง คือพญางำเมืองที่ได้ครองเมืองพะเยาสืบต่อมา
จริง ๆแล้วขุนเจืองเป็นใคร ? มาจากไหน?
ท้าวฮุ่งหรือขุนเจือง เป็นนิทานปรัมปรายังไม่มีหลักฐานว่ามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับเรืองพระเจ้าพรหมของตระกูลไทย ลาว อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อธิบายว่า เรื่องขุนเจืองสะท้อนความจริงบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 หรือก่อน พ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่ได้รับพระพุทธศาสนานั้น มีกลุ่มชนมากมายหลายกลุ่มหลายเหล่าหลายเผ่าพันธุ์หลายภาษา ตั้งหลักแหล่งอยู่ทั้งที่สูงและทีราบ มีพัฒนาการจากระดับชนเผ่าเป็นชนชาติ และจากบ้านเล็กเมืองน้อยขึ้นเป็นบ้านเมืองใหญ่จนถึงระดับแคว้นหรือรัฐแล้วโดยมีผู้นำทางวัฒนธรรมผลักดันหรือรวบรวมให้เกิดการประสมกลมกลืนเป็นพวกเดียวกัน เรื่องราวของขุนเจืองเริ่มขึ้นในยุคทีมีการก่อบ้านสร้างเมืองแล้ว เป็นขุคทีมีเมืองใดเมืองหนึ่งเป็นศูนย์กลางของแคว้นแล้ว ดังเห็นได้จากเรื่องราวของเมืองหิรัยนครเงินยาง เมืองเชียงราย และเมืองพะเยาเป็นต้น ฉะนั้นภาพการเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมของขุนเจืองจึงไม่ใช่ผู้นำในการสร้างบ้านแปลงเมืองอย่างสิงหนวัติ หากเป็นผู้นำในการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรืออาจเรียกว่าเป็นผู้สร้างอาณาจักรก็ได้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวผู้นำเองซึ่งในลักษณะเช่นนี้ผู้นำต้องมีความเป็นกลางในเรื่องเชื้อสายและเผ่าพันธุ์ เพราะบรรดาบ้านเมืองที่ถูกชักนำมารวมกันนั้นล้วนมีความแตกต่างในด้านเผ่าพันธุ์ทั้งสิ้น ดังเห็นได้ชัดจากเนื้อเรื่องในตำนานหรือพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนที่เกี่ยวข้องกับเมืองพะเยา ที่บอกว่าขุนเจืองถือกำเนิดในกลุ่มชนที่อยู่ในแอ่งเชียงราย พะเยาที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเชื้อสายของพวกลัวะหรือข่าก็ได้ ขุนเจืองจะมีหรือไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ก็ตาม แต่ทั้งตำนานและพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนกับโคลงเรื่องท้าวฮุ่งฯ ให้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีความก้าวหน้าและมีอารยธรรมอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่อยู่ในกรอบของอารยธรรมอินเดียเท่านั้น ดังนั้นถ้าไม่ติดกรอบอารยธรรมอินเดีย และไม่ยึดกรอบเชื้อชาตินิยมที่แสวงหาแต่ความเป็นไทยหรือความเป็นลาวแล้ว ก็จะแลเห็นสภาพสังคมของกลุ่มชนที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนที่มีผู้คนมากมายหลายกลุ่มหลายเหล่าและหลายเผ่าพันธุ์ ตั้งถิ่นฐานอยู่ทั้งที่สุงและที่ราบกลุ่มชนเหล่านี้มีวิวัฒนาการจากชนเผ่าเป็นชนชาติและจากบ้านเล็กเมืองน้อยเป็นบ้านเมืองใหญ่และเป็นแคว้นหรือรัฐแล้วโดยมีผู้นำทางวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมและผสมผลานความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ขุนเจือง เป็นสัญลักษณ์ของผู้นำทางวัฒนธรรมที่ไม่มีพรมแดนทางเผ่าพันธุ์ คือไม่เป็นบุคคลของชนกลุ่มใด ๆ ดังเห็นได้จากชายาทั้งหลายมีเชื้อสายต่าง ๆ กัน เช่นจาม เมง (มอญ) ลาว (กาว) แกว (ญวน) ฯลฯ เท่ากับสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมบริวเณลุ่มแม่น้ำโขงพะเยา หลวงพระบาง เวียงจันท์ จนถึงลุ่มแม่น้ำคำ - แดงในภาคเหนือของเวียดนาม ทั้งยังได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบ้านเมืองใหญ่ ๆที่อยู่ใกล้เคียงดังมีโคลงท้าวฮุ่งฯพรรณไว้ดังนี้
เบื้องพ่างใกล้แฝงผ่าย อุดร ก็เถิง แมนหลายเหลืออ่อนขาม ขอส้อง ฝูงนครก้ำผาทาย วอแต่ ก็เถิง เขาส่งม้าอานล้วน เครื่องดำ ฯ ก้ำแง่ซ้ายเชียงใหญ่ ผมเผือ ก็เถิง ยำเฮาเฮวฮีบมวน มาไหว้ ภายเหนือห้อหัวแดง ล้านทุ่ง ก็เถิง ขอกราบไหว้ทูนท้าว พร่ำมวลฯ เบื้องฝ่ายใต้เชียงเทศ จีนจาม ก็เถิง ภายหลังเถิงย่ายยอง ฝูงแง้ว นามกรก้ำเขมขอม เมืองม่าน ก็เถิง ท่อไป น้าวนอกฟ้ามาส้อง ส่วยทอง ฯ ภายต่างใต้เมืองมิ่ง แมนเฮียว ก็เมิง พลหลายเหลือแผ่นดิน เดินเค้า หัวเขียวข้างองแมน เอิกป่อง ก็เถิง ที่นั้น เขาอ่อนย้านมาไหว้ ชู่ไท ฯ เบื้องฝ่ายต้านชั้นช่อง หุนบัง ก็เถิง แมนไฟเทียวท่องเมือง นาน้อม ทังเขาข้าคางลาย เลือนฮาด ก็เถิง เจ้ายี่ผู้คิงค้อม กล่าวฮาว ฯ
เรื่องขุนเจืองนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ เสนอว่าเป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตรี่มีตัวตนอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 17- 18 ร่วมสมัยเดียวกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 แห่งกัมพูชา (พ.ศ.1650 1700) จิตรเชื่อว่าภาพสลักกองทัพสยามหรือ เสียมกุก บนผนังปราสาทนครวัดในกัมพูชาก็คือกองทัพของขุนเจืองจากลุ่มน้ำกกที่เชียงรายยกไปช่วยขอมรบกับจามนั้นเอง อาจารย์ศรีศักร วัลลิโคม ชี้ให้เห็นว่าข้อเสนอของ จิตร ภูมิศักดิ์ นั้น ถ้าหากมองอย่างผิวเผินแล้วอาจแลเห็นเป็นเรื่องตลกและมองข้ามไปได้ แต่ถ้ามองอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็จะเกิดความคิดที่น่าเป็นไปได้หลายอย่างทีเดียว สิ่งที่จิตรกล่าวถึงภาพสลักกองทัพสยามที่ราสารทนครวัดนั้น เป็นสิ่งนำไปสู่เหตุการณ์และการเคลื่อนไหวทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของบ้านเมืองในภุมิภาคอินโดจีนในสมัยนั้นไม่มากก็น้อย เรื่องสงครามระหว่างขอมกับจามคือเหตุการณ์ที่เป็นจริงทางประวัติศาสตร์ และสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ - การเมืองระหว่างบ้านเมืองที่อยู่ในเขตชายทะเลหรือใกล้ทะเลที่สามารถติดต่อค้าขายทางทะเลได้สะดวก บ้านเมืองเหล่านี้มีการก่อตัวเป็นรัฐแล้วเป็นอาณาจักรที่ได้รับอารยธรรมอินเดียทั้งในด้านศาสนา การปกครองและศิลปะวิทยาการมาแล้วไม่น้อยกว่าพุทธศตวรรษที่ 11 -12 (หลัง พ.ศ. 1000 1100) แต่ผู้คนและชุมชนที่อยู่ภายในยังไม่ได้รับอิทธิพลอารยธรรมอินเดียอย่างเต็มที่ จึงทำให้นักค้นคว้าและนักวิชาการจำนวนมากมองว่ากลุ่มชนที่อยู่ภายในเหล่านั้นเป็นพวกป่าเถื่อนหรือเป็นคนป่าคนดอยที่ไม่มีอารยธรรม แต่ถ้าพิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมด้านต่าง ๆ แล้ว จะเห็นว่ากลุ่มชนทั้งสองกลุ่มในบริเวณนี้ไม่มีทางที่จะแยกกันอยู่ในลักษณะที่ไม่มีการสังสรรค์กันทางเศรษฐกิจแบะสังคมเลย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจแล้วยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ เพราะ ของป่า เป็นสินค้าออกสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองและกลุ่มชนที่อยู่ใกล้ทะเลากับพวกที่อยู่ติดแดนภายในต้องมีการติดต่อกัน ฉะนั้นด้วยเหตุผลความสัมพันธ์เช่นนี้เองที่นำไปสู่การเกี่ยวข้องกันทางสังคมและการเมืองในที่สุด ดังมีร่องรอยอยู่ในตำนานเมืองสุวรรณโคมคำทีมีการติดต่อกันระหว่างกลุ่มชนแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างกับตอนบน เรื่องอาณาจักรของขุนเจืองที่ จิตร ภูมิศักดิ์เห็นว่ามีอายุอยู่ร่วมสมัยกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์ขอมแห่งกัมพูชานั้น อาจารย์ศีศักร วัลลิโภดม มีความเห็นว่าไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอยแต่อย่างใด และถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มชนและบ้านเมืองที่มีการติดต่อถึงกันทั้งภูมิภาคทีดียว (มีรายละเอียดอยู่ในข้อเขียนของ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่เสนอไว้ในหนังสือเรื่อง ความเป็นมาของคำสยาม , ไทย ,ลาว และขอมและลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2519 - หน้า 110 -150) |