Untitled Document
เชียงรายโฟกัส ศูนย์รวมข้อมูลออนไลน์ จังหวัดเชียงราย ข่าวสารท้องถิ่นเชียงราย ปฏิทินท่องเที่ยวเชียงราย เที่ยวเชียงราย ที่พักเชียงราย โรงแรมเชียงราย โฮมสเตย์เชียงราย รีสอร์ทเชียงราย ทัวร์เชียงราย ข้อมูลท่องเที่ยวเชียงราย ตำแหน่งงานว่างเชียงราย หางานเชียงราย ซื้อ-ขายสินค้า ฟรี!!
...เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง..."
เชียงรายโฟกัส.คอม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความสามัคคีของพี่น้องชาวไทย เพื่อพ่อหลวงและแม่หลวงของเรา ชาวไทย
**ขอความกรุณา...เว็บไซต์ใดที่นำข้อมูลและรูปภาพจากเว็บเราไปใส่ในเว็บไซต์ท่าน ขอให้ท่านช่วยทำแบนเนอร์ลิงค์มายังเว็บไซต์ของเรา หรือ อ้างอิงถึงแหล่งที่มาด้วยนะคะ... ขอบคุณค่ะ**

หน้าแรก | ปฏิทินท่องเที่ยวเชียงราย | ข่าวสารเชียงราย | ประวัติเชียงราย | ประวัติพ่อขุนเม็งรายมหาราช | ข้อมูลทุกตำบลในเชียงราย | ข้อมูลทุกอำเภอในเชียงราย | ตำแหน่งงานว่างเชียงราย | แผนที่เชียงราย GIS map (แผนที่ออนไลน์เชียงราย)

โรงแรมเชียงราย & รีสอร์ทเชียงราย
| เกสเฮ้าส์เชียงราย | โฮมสเตย์เชียงราย | บริษัททัวร์เชียงราย | รถเช่าเชียงราย | สปา-นวดแผนไทย จ.เชียงราย | ร้านอาหารเชียงราย |
สินค้า OTOPเชียงราย / ของฝากเชียงราย
| แกลลอรี่ภาพประทับใจที่เชียงราย1 | แกลลอรี่ภาพประทับใจเชียงราย2 | ข้อมูลการผ่านแดนเชียงราย-สหภาพพม่า-สปป.ลาว |
แหล่งท่องเที่ยวเชียงราย | เที่ยวเชิงผจญภัย | เที่ยวเชิงวัฒนธรรม | เที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ | เที่ยวเชิงเกษตร | เที่ยวเชิงอนุรักษ์ | เที่ยวเชิงสุขภาพ | ตำนานพระธาตุ 9 จอม | เส้นทางศึกษาศิลปะ-วัฒนธรรม จ.เชียงราย | เส้นทางท่องเที่ยวเชียงราย | คลิปวีดีโอท่องเที่ยวเชียงราย1 | คลิปวีดีโอท่องเที่ยวเชียงราย2

บอร์ด คนเชียงราย สังคมเชียงราย
| บอร์ดการเมือง | บอร์ดธุรกิจ บริการ | บอร์ดซื้อ-ขาย สินค้า ทุกชนิด | บอร์ดที่พัก ร้านอาหาร | กิจกรรมท่องเที่ยว แนะนำโปรแกรมทัวร์ รถเช่า | บอร์ดเรื่องเล่าจากฟอร์เวิร์ดเมล์ | บอร์ดพุทธศาสนิกชน กิจกรรมทางวัด | บอร์ดร้องทุกข์ เตือนภัย กฏหมาย | บอร์ดซื้อ-ขาย บ้าน ที่ดิน | บอร์ดซื้อ-ขาย รถยนต์ มอเตอร์ไซต์ฯลฯ | บอร์ดคนเมือง คนเจียงฮาย อู้กำเมือง เล่าเรื่องมะเก่า | บอร์ดหาทีมงาน - ธุรกิจขายตรง | บอร์ดรวมภาพประทับใจ | บอร์ดประมูลสินค้า | บอร์ดไอที คอมพิวเตอร์ มือถือ เทคโนโลยี | แจ้งลิงค์เสีย แนะนำ ติชม | ลงโฆษณากับเชียงรายโฟกัส

 
เปิดตำนานกินเจ , ถือศีล กินเจ
เปิดอ่านทั้งหมด 9318 ครั้ง
 

ตำนานเทศกาลกินเจ

เทศกาลเจ เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 400 ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่า เกิดมาในสมัยที่ชาวจีนถูกรุกรานโดยชนชาติแมนจู ซึ่งเข้าปกครองประเทศจีน และบังคับให้ชนชาติจีนยอมรับวัฒนธรรมของตน อาทิ การไว้ทรงผมเยี่ยงแมนจู คือ โกนศีรษะโล้นทางด้านหน้าและไว้ผมยาวทางด้านหลัง ซึ่งหลายคนคงจะชินตาในภาพยนตร์จีนที่นำมาฉายทางทีวี

ในสมัยนั้น มีคนจีนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันต่อต้านชาวแมนจู โดยใช้หลักทางธรรมเข้ามาร่วมด้วย ชาวจีนกลุ่มนี้ นุ่งขาว ห่มขาวและไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งมีความเชื่อว่า การประพฤติปฏิบัติตามแนวทางนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ให้กับกลุ่มของตนจนสามารถต้านทานชาวแมนจูได้ คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า "หงี่หั่วท้วง" ซึ่งแม้จะได้ต่อสู้อย่างอาจหาญ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต้านทานการรุกรานของชาวแมนจูได้

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ชาวจีนที่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของชาวแมนจู จึงพากันถือศีลกินเจ เพื่อรำลึกถึงเหล่านักสู้ "หงี่หั่วท้วง" ที่ได้ต่อสู้พลีชีพในครั้งนั้น


ความเชื่อถืออีกกระแสหนึ่งของตำนานการกินเจนั้น เชื่อกันว่าเป็นการสักการะพระพุทธเจ้าในอดีต 7 พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า ดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ในพิธีกรรมนี้ สาธุชนจึงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต หันมาบำเพ็ญศีล โดยการตั้งปณิธานในการกินเจ งดเว้นอาหารคาว เพื่อเป็นการสมาทานศีล 2 ประการ คือ

1. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตของตน
2. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดของตน
3. เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อของตน


สำหรับเมืองไทยความเชื่อเรื่องการกินเจ เป็นไปในแนวทางของการละเว้นการเอาชีวิตของสัตว์ เพื่อเป็นสักการะบูชาแก่ พระพุทธเจ้า และมหาโพธิสัตว์กวนอิม อาจเนื่องจากการแพร่หลายของกการละเว้นการกินเนื้อวัว ในกลุ่มคนที่นับถือ "เจ้าแม่กวนอิม" การกินเจ จึงเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมเพื่อสักการะ

บรรยากาศเทศกาลกินเจของเมืองไทยในปัจจุบัน คนทั่วไปไม่เว้นแม้กระทั่งหนุ่มสาวยุคใหม่ต่างก็หันมากินเจกันมากขึ้นทั้งนี้ อาจจะมาจากกระแสเรื่องห่วงใยสุขภาพมากกว่าความเชื่อโบราณ เพราะการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิดและหันมาบริโภคแต่ผัก ผลไม้นั้นจะช่วยชำระล้างของเสียออกจากร่างกาย หรือคนยุคนี้เรียกว่า "การล้างพิษ" ซึ่งจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

ความหมายของ "เจ"

"เจ" ในภาษาจีนมีความหมายว่า "อุโบสถ" เป็นคำแปลทางพุทธสาสนา นิกายมหายาน

การกินเจนั้นแต่เดิมหมายความถึง "การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน" ตามแบบอย่างของพระพุทธศาสนา เราจะเห็นตัวอย่างชาวพุทธรักษาอุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 ด้วยการไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงไปแล้วเช่นเดียวกับพระภิกษุ แต่สำหรับพุทธนิกายมหายานนั้น การรักษาอุโบสถศีลจะรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ด้วย จึงนิยมเรียกการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกับการกินเจ จนถึงปัจจุบัน ผู้ที่รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ยังคงเรียกว่า "กินเจ"

ความหมายของการกินเจ จึงหมายถึงการรักษาศีล ปฏิบัติธรรมทั้งกาย วาจา และใจ ไม่ใช่หมายความเพียงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น การปฏิบัติธรรมร่วมไปด้วยจึงจะครบเป็น "การถือศีล-กินเจ" อย่างแท้จริง

ความหมายของ "ธงเจ"

อักษรแดง บนพื้นเหลือง เขียนว่า "ไจ" หรือ "เจ" มีความหมายว่า "ของไม่มีคาว" สีแดงเป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคลในชีวิต ส่วนสีเหลืองเป็นสีของพุทธศาสนา หรือผู้ทรงศีล ธงเจนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของอาหารเจแล้ว ยังเป็นการเตือนให้พุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตน "ถือศีล-กินเจ" ได้ตระหนักถึงการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์และการตั้งอยู่ในศีลตลอดช่วงระยะเวลา 9 วัน 9 คืน

การปฏิบัติตัวในช่วงเทศกาลกินเจ

เมื่อตั้งมั่นที่จะปฏิบัติศีลและกินเจ ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืนนี้แล้ว ก็ควรจะศึกษาข้อห้ามต่างๆ ที่บัญญัติไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัว โดยทั่วไปแล้วจะมีข้อปฏิบัติดังนี้

  • งดเว้นเนื้อสัตว์ หรือทำอันตรายต่อสัตว์
  • งด นม เนย หรือน้ำมันที่มาจากสัตว์
  • งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก
  • งดผักกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ รวมทั้งเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน
  • รักษาศีล 5
  • รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ให้คงที่
  • ทำบุญ ทำทาน บางคนที่เคร่งอาจนุ่งขาว ห่มขาว


สำหรับคนที่กินเจอย่างเคร่งครัด นอกจากจะ "ถือศีล-กินเจ" แล้วยังต้องเลือกผู้ปรุงอาหารเจที่กินเจด้วย เพื่อให้ "อาหารเจ" นั้นบริสุทธิ์จริงๆ บางคนจะมีการคัดแยกภาชนะที่บรรจุอาหารหรือใช้ปรุงอาหาร แยกจากที่ใช้ใส่อาหารที่มีเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาด และในบางแห่งอาจพบว่ามีการจุดตะเกียงเก้าดวง ไว้เป็นเวลา 9 วันตลอดระยะเวลาการกินเจ เพื่อเป็นการรำลึกถึงบุญคุณพ่อแม่ญาติพี่น้อง และเพื่อเป็นพุทธบูชา

อาหารเจ
ปัจจุบันมีการยอมรับกันโดยทั่วไปถึงคุณค่าของ "อาหารเจ" เนื่องจากการรับประทานพืชผักในปริมาณที่มากกว่าปกติ งดเว้นเนื้อสัตว์ ทำให้กระเพาะได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่ และได้รับวิตามินเข้าไปเสริมสร้าง ซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งได้โปรตีนจากถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากโปรตีนที่เราได้รับจากเนื้อสัตว์ ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงที่ร่างกายได้พักผ่อนจากการรับสารอาหารย่อยยากจากแหล่งอาหารต่างๆ รวมทั้งยังได้รับพลังใจจากการที่ปฏิบัติตัวอยู่ในศีล ทำให้จิตใจอิ่มเอิบ เบาสบาย

หลายคนคิดว่า การรับประทานแต่อาหารเจจะทำให้เกิดโรคขาดอาหาร ทั้งที่สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคขาดอาหารนั้น มาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลัก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้ที่กินเนื้อสัตว์และกินเจ ซึ่งมีนิสัยการบริโภคที่ไม่คำนึงถึงคุณค่าของสารอาหารที่ได้รับ

คนที่กินเจอย่างถูกหลักก็จะได้รับอาหารที่มีคุณค่า มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การประกอบอาหารเจเพื่อรับประทานในช่วงนี้ จึงสามารถเลือกอาหารพวก ข้าวกล้อง (ใช้แทนข้าวขาว) โปรตีนเกษตร (แทนเนื้อสัตว์) ผักสด เห็ดหอม ถั่วนานาพันธุ์ เต้าหู้ แป้งหมี่กึง ทดแทน และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำเป็นอาหารชนิดต่างๆ

"เจ" กับมังสวิรัติ
อาหารมังสวิรัติ คือ อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบเช่นเดียวกับอาหารเจ แต่หากเป็นมังสวิรัตินั้น สามารถนำผักทุกชนิดมาประกอบอาหารได้ แต่อาหารเจ ต้องงดเว้นผักฉุน 5 ประเภท (ดังที่กล่าวมาแล้ว) รวมทั้งของเสพติดทุกชนิด และยังคงต้องประพฤติศีลร่วมด้วย จึงจะเป็นการ ถือศีล-กินเจ ที่แท้จริง ในขณะที่มังสวิรัติ หมายรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น

การกินเจ นอกจากจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างบุญกุศลด้วยการละ เลิก เพื่อชีวิตแล้ว ในแง่ของสุขภาพร่างกายก็พลอยได้รับประโยชน์ร่วมด้วย เพราะถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ร่างกายมีโอกาสพักผ่อน จากการย่อยอาหารประเภทที่ย่อยยากทั้งหลาย

กิน "เจ" ที่ภูเก็ต
"เจ" ที่ภูเก็ตมาจากรากฐานความเชื่อเดียวกัน คนจีนเรียก "เจเดือนเก้า" แต่ถ้านับตรงกับเดือนไทยก็จะได้ตรงกับเดือน 11 เทศกาลกินเจที่ภูเก็ตจึงมีขึ้นหลังเทศกาลกินเจทั่วๆ ไป บางครั้งเราจึงมักได้ยินเชื่อเรียกของเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต ว่าเป็นเทศกาลกินผัก ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการกินเจในรูปแบบและระยะเวลา 9 วันเช่นเดียวกัน

ความเชื่อเกี่ยวกับการกินเจที่ชาวภูเก็ตเล่าสืบต่อกันมาว่า มีคณะงิ้วจากเมืองจีนมาเปิดการแสดงที่กะทู้ แล้วบังเอิญเกิดโรคระบาด คณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินเจ และสร้างศาลเจ้าขึ้น ปรากฏว่าโรคระบาดก็หายไปสิ้น ชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสจึงปฏิบัติตาม นับเนื่องจากนั้นมีผู้ศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ ชาวกระทู้จึงอยากให้พิธี "กินเจ" ของตนสมบูรณ์แบบ ตามแบบพิธีในมณฑลกังไส จึงได้ส่งตัวแทนไปนำเอาควันธูปกลับมา โดยการตั้งมั่นที่แรงกล้า เพราะพิธีการนำควันธูปกลับมานั้น ต้องจุดธูปต่อกันมิให้มอดดับได้ ศาลเจ้ากระทู้จึงเป็นศูนย์กลางของเทศกาลการกินเจที่ภูเก็ตเรื่อยมา จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

9 วันแห่งพิธีกรรมของการกินเจที่ภูเก็ต
กลางคืนวันที่หนึ่ง จะมีพิธียกเสา "โกเด้ง" ขึ้นที่หน้าศาลเจ้า หรืออ๊าม เพื่อใช้เป็นที่แขวนตะเกียงทั้ง 9 ดวง และอัญเชิญดวงวิญญาณของยกอ๋องฮ่องเต้ หรือ พระอิศวร และ กิวอ๋องไตเต หรือ ราชาผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้า มาประทับ เช้าวันรุ่งขึ้นมีการจุดธูปขนาดใหญ่ ตั้งเครื่องเซ่นและเผาไม้หอม เพื่อบูชาเจ้าประจำอ๊าม

หลังพิธีการกินเจ หรือชาวภูเก็ตเรียก "การกินผัก" ผ่านไป 3 วัน จะถือว่าตัวเองมีความสะอาดแล้ว หรือเรียกว่า "เช้ง" ในตอนค่ำมีพิธีการเชิญเจ้าเข้าทรงอีก 2 องค์ คือ "ลำเต้า" เจ้าผู้สำรวจคนเกิด และ "ปักเต้า" เจ้าผู้สำรวจคนตาย และทำพิธี "ปั้งกุ้น" หรือพิธีปล่อยพระ หรือการจัดทหารของเจ้าไปรักษาศาลเจ้าทั้ง 5 ทิศ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย และภูตผีมาทำลายพิธี ความสนุกสนานเริ่มขึ้นตรงนี้ เมื่อการเชิญทหารเต็มไปด้วยร่างทรงของตัวละคร อาทิ เห้งเจีย บู๊สง เป็นต้น

ในวันที่เจ็ด เริ่มพิธี บูชาดาว เพื่อขอความเป็นสิริมงคล รักษาโรคภัยไข้เจ็บ

สองวันสุดท้าย เป็นความตื่นเต้นท้าทาย เมื่อมีการจัดขบวนพิธีแห่อย่างมโหฬาร เพื่อนำเกี้ยวไปรับพระจำหลักที่สะพานหิน เป็นการระถึงวันที่ควันธูปจากมณฑลกังไสมาถึงภูเก็ต ในขบวนแห่จะมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง หรือ คนทรงเจ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย จะเห็นภาพของการใช้ของมีคมต่างๆ ทิ่มแทงตามร่างกาย มีทั้งง้าว ลูกตุ้มเหล็กฟาดหน้าฟาดหลัง เอาขวานจามหลัง หรือเอาเหล็กแหลมทิ่มแทงร่างกาย หรือแทงลิ้น จนกระทั่งเฉือนลิ้นตัวเองออกมา โดยท้าทรงเหล่านั้นอ้างว่าไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ขณะเป็นร่างทรง ม้าทรงจะเดินเต้น ไปทั่วเมือง ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้เพื่อให้เจ้าไปโปรดและมีการจุดประทัดตลอดเส้นทาง ทั้งเกาะปกคลุมด้วยควันธูปและประทัด

วันที่เก้า จะมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือ พิธี "โก๊ยโห้ย" หรือพิธีลุยไฟสะเดาะเคราะห์ ม้าทรง หรือเจ้าจะเดินผ่านกองไฟ ที่มีถ่ายร้อนแดงเป็นระยะทางกว่า 2 ฟุต และตามด้วยผู้ที่ถือศีลกินเจที่มีความมั่นใจว่าตัวเองสะอาดแล้ว ก็สามารถร่วมลุยไฟได้ด้วยเช่นกัน ในตอนกลางคืนจะมีพิธีปีนบันไดมีด สูงประมาณ 12 เมตร และจบลงที่ยามดึกของคืนวันที่ 9 จะมีการแห่พระไปส่งทะเลบริเวณสะพานหิน และนำเสาโกเต้งลงดับโคมไฟทั้ง 9 เป็นเสร็จพิธีกินเจที่ภูเก็ต

กินเจ ที่ภูเก็ต ออกไปในแนวสนุกสนาน ตื่นเต้น ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ แต่หลายคนที่ไปดูด้วยตาตนเอง ยังพกความตื่นตาตื่นใจ เป็นประสบการณ์มาถึงปัจจุบัน และเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมการกินเจอีกรูปแบบหนึ่ง

ประโยชน์ของการกินเจในมุมมองของแพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณ

  • ให้พลังเย็น โดยได้รับพลังงานจากฟรุกโตส ซึ่งมีในผักและผลไม้ เป็นพลังงานที่ไม่ทำร้ายร่างกาย

  • ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้าง เพราะกากใยในพืชผักช่วยระบบการย่อยและระบบขับถ่าย ทำให้ไม่เป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ รวมถึงโรคที่เกิดจากระบบขับถ่ายผิดปกติต่างๆ เช่น โรคริดสีดวงทวาร

  • หากรับประทานเป็นประจำ จะช่วยฟอกโลหิตในร่างกายให้สะอาด เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะเสื่อมช้าลง ทำให้ผิวพรรณผ่องใส มีอายุยืนยาว สายตาดี แววตาสดใส ร่างกายแข็งแรง มีความต้านทานโรค มีความคล่องตัว รู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด

  • ทำให้ปราศจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคตับ โรคสำไส้ โรคเกาต์ ฯลฯ เพราะได้รับอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์ ซึ่งไม่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ และยังช่วยป้องกันโรคร้ายเหล่านี้

  • อวัยวะหลักของร่างกาย และอวัยวะเสริมทั้ง ๕ ทำงานได้อย่างเต็มสมรรถภาพ อวัยวะหลัก ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด
    อวัยวะเสริมทั้ง ๕ ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะ ปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี
    ผู้ที่กินเจ จะมีร่างกายที่สามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป ได้แก่
    ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีที่เป็นอันตราย อื่นๆ
    อวัยวะหลัก ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด
    มลภาวะที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ทั้งจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งมีปะปนอยู่ในอากาศรวมถึงแหล่าอาหารและน้ำดื่ม

  • กัมมันตภาพรังสี จากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ และ การทำสงคราม สารอาหารจากพืชพัก ช่วยให้เซลล์ในร่างกายทนต่อการทำลายจากกัมมันตภาพรังสีได้
    ในทางการแพทย์ การกินเจ มีประโยชน์ในการรักษาโรคที่สามารถพิสูจน์และมองเห็นได้จัดเจนกว่า ประโยชน์ในทางศาสนาเป็นเรื่องที่ไม่ละเอียดเท่าเรื่องของศาสนาจึงสามารถมองเห็นได้ง่ายกว่าเป็นธรรมดา แม้ว่าการปฎิบัติจะไม่เคร่งครัดเท่ากับความต้องการประโยชน์ทางด้านศาสนา

 

*** "เจ" ที่ภูเก็ตมาจากรากฐานความเชื่อเดียวกัน คนจีนเรียก "เจเดือนเก้า" แต่ถ้านับตรงกับเดือนไทยก็จะได้ตรงกับเดือน 11 เทศกาลกินเจที่ภูเก็ตจึงมีขึ้นหลังเทศกาลกินเจทั่วๆ ไป บางครั้งเราจึงมักได้ยินเชื่อเรียกของเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต ว่าเป็นเทศกาลกินผัก ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการกินเจในรูปแบบและระยะเวลา 9 วันเช่นเดียวกัน **

ขอบคุณข้อมูล gotoknow.org

 
   บทความ / เกร็ดความรู้ อื่นๆที่นี่สนใจ / ดูทั้งหมด
 
    ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พิพิธภัณฑ์กัลกัตต้า อ่าน 9106 ครั้ง
    นิราศ 9 เรื่อง ของสุนทรภู่ อ่าน 20721 ครั้ง
    สุนทรภู่ มหากวีของโลก (วันสุนทรภู่ 26 มิถุนายน 2552) อ่าน 9058 ครั้ง
    ๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ อ่าน 11721 ครั้ง
    เทศกาลวันไหว้บะจ่าง อ่าน 10914 ครั้ง
    11พฤษภาคม " วันพืชมงคล " อ่าน 8220 ครั้ง
    วันวิสาขบูชา อ่าน 7999 ครั้ง
    วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์(วันจักรี) อ่าน 8485 ครั้ง
    การรณรงค์เล่นสงกรานต์ อ่าน 8681 ครั้ง
    กิจกรรมวันสงกรานต์ อ่าน 8520 ครั้ง
    งานสำคัญบุญสงกรานต์ อ่าน 8617 ครั้ง
    ประกาศสงกรานต์ ปี ๒๕๕๒ อ่าน 7975 ครั้ง
    ประเพณีสงกรานต์ อ่าน 8273 ครั้ง
    โรคพิษสุนัขบ้า อ่าน 9084 ครั้ง
    จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต อ่าน 12155 ครั้ง
    ของขวัญวันวาเลนไทน์ อ่าน 8894 ครั้ง
    วันวาเลนไทน์ อ่าน 7780 ครั้ง
    การจัดพิธีแต่งงานแบบไทยๆ อ่าน 11977 ครั้ง
    วันมาฆบูชา อ่าน 9092 ครั้ง
    วันตรุษจีน หรือ ปีใหม่จีน อ่าน 8381 ครั้ง
    วันครู16 มกราคม อ่าน 8830 ครั้ง
    วันเด็กแห่งชาติ (เสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม) อ่าน 8726 ครั้ง
    วันปีใหม่ อ่าน 8234 ครั้ง
    วันคริสมาสต์ อ่าน 10185 ครั้ง
    ประเพณีตักบาตรวันเป็งปุ๊ด / ตักบาตรเที่ยงคืน อ่าน 10149 ครั้ง
    Chocolate ของหวานที่ไม่ธรรมดา อ่าน 8829 ครั้ง
    รู้มั้ย ทำไม ?? เกาลัดคั่วในเม็ดทราย อ่าน 10689 ครั้ง
    เปิดตำนานกินเจ , ถือศีล กินเจ อ่าน 9319 ครั้ง
    ตุงใจ อ่าน 8646 ครั้ง
    หลากหลายเรื่องเมืองล้านนา --- "ผีกะ" อ่าน 15262 ครั้ง
    ประเพณีการสืบชาตา อ่าน 11568 ครั้ง
    ประเพณีทานก๋วยสลาก อ่าน 14429 ครั้ง
    นวนิยายเรื่อง แม่สายสะอื้น - นิยายที่เรื่องแตกต่างจากรักของสาวเหนือ - หนุ่มกรุง อ่าน 12988 ครั้ง
    โศกนาฏกรรมรักอันใหญ่หลวงของเจ้าชายล้านนา - เจ้าน้อยศุขเกษม+มะเมียะ ความรักที่โศกสลด อ่าน 13427 ครั้ง
    นิทานล้านนา - ชาตาบ่ากอกแห้ง ( นิทานของชาวไทยวน) อ่าน 11576 ครั้ง
    นิทานล้านนา - ผีม้าบ้อง ( นิทานของชาวไทยวน) อ่าน 14949 ครั้ง
    นิทานล้านนา - วอกไคหิน อ่าน 9738 ครั้ง
    นิทานล้านนา - นางแมว ( นิทานของชาวไทใหญ่) อ่าน 10507 ครั้ง
    นิทานล้านนา - ไอ่หานหมี ( นิทานของชาวไทยวน) อ่าน 9760 ครั้ง
    นิทานล้านนา - เสี่ยวผีเสี่ยวคน ( นิทานของชาวไทเขิน) อ่าน 10222 ครั้ง
    นิทานล้านนา - เสี่ยวผีเสี่ยวฅน ( นิทานของชาวไทลื้อ) อ่าน 10095 ครั้ง
    นิทานล้านนา - สองสหาย ( นิทานของชาวไทยวน) อ่าน 9839 ครั้ง
    นิทานล้านนา - สองคนสองสหาย ( นิทานของชาวไทใหญ่) อ่าน 11359 ครั้ง
    นิทานล้านนา - ควายสามเขา ( นิทานของชาวไทเขิน) อ่าน 10135 ครั้ง
    นิทานล้านนา - เหล้า ( นิทานของชาวไทเขิน) อ่าน 9700 ครั้ง
    นิทานล้านนา - แมงสี่หูห้าตา อ่าน 11591 ครั้ง
    นิทานล้านนา - ช้างกับเสือ ( นิทานของชาวไทลื้อ) อ่าน 12780 ครั้ง
    วันมาฆบูชา อ่าน 8747 ครั้ง
    ภูเขาหรือเทือกเขาที่สำคัญของไทย อ่าน 33799 ครั้ง
    ไทลื้อมาจากไหน?? อ่าน 15202 ครั้ง
    เหตุใดถึงชื่อ "พระเจ้านั่งดิน" อันซีนไทยแลนด์ อ่าน 10630 ครั้ง
    พระบรมสารีริกธาตุ ตอน2 อ่าน 8868 ครั้ง
    พระบรมสารีริกธาตุ (ตอน1) อ่าน 14045 ครั้ง
    พระเชียงแสนสี่แผ่นดิน / พระนวล้านตื้อ อ่าน 18518 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน9) อ่าน 9715 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน8) อ่าน 9613 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน7) อ่าน 9334 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน6) อ่าน 8672 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน5) อ่าน 9778 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน4) อ่าน 13306 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน3) อ่าน 9831 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน2) อ่าน 10165 ครั้ง
    แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน1) อ่าน 12847 ครั้ง
    “ถ้ำ: อาณาจักรแห่งความลี้ลับ” อ่าน 9889 ครั้ง
    นมัสการ พระธาตุประจำปีเกิด (12 ปีนักษัตร) อ่าน 12773 ครั้ง
    "รอยพระบาทในหลวง" หนึ่งเดียวในเมืองไทยที่ จ.เชียงราย" อ่าน 366334 ครั้ง
 
แสดงผลได้ดีที่ขนาดจอภาพ 1024 x 800 พิกเซล | ลงโฆษณากับเชียงรายโฟกัส | รับทำเว็บไซต์ราคาถูกสุดๆ | <<แผนผังเว็บไซต์>>
สงวนลิขสิทธิ์ 2010-2011 โดย ChiangRaiFocus.com .. อีเมล์ :
+++
ใช้เวลาโหลดหน้านี้ : 0.002 วินาที. +++